email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทเรียนที่สอง สามทหารเสือสุดร้ายกาจ

ชื่อตอน : บทเรียนที่สอง สามทหารเสือสุดร้ายกาจ

คำค้น : #เพลงพราย #กลร้ายกลรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 48.2k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ย. 2563 20:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
บทเรียนที่สอง สามทหารเสือสุดร้ายกาจ
แบบอักษร

บทเรียนที่สอง 

สามทหารเสือสุดร้ายกาจ 

[Music Yotin]  

 

 

“เอาไงต่อดีวะเพลง ตอนนี้มีแค่คำใบของพี่วุ้นนิดหน่อยเท่านั้นเองแถมไม่ได้บอกด้วยว่าคนที่เหลืออยู่ที่ไหน” พุฒกับผมตอนนี้ออกมานั่งแดกไอติม (ไอศกรีม) หวานเย็นกันที่หน้าตึกคณะอยากรู้จังเลยว่าเด็กคนอื่นที่จับได้ฉลากสีทองจะได้เจอพวกพี่รหัสตัวท็อปกันรึยังเผื่อจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลบ้าง 

 

ในขณะที่กำลังวนเวียนคิดอะไรในหัวไปเรื่อยเปื่อยสายตาผมมันดันมองไปที่อาคารเล็ก ๆ ที่ติดอยู่กับตึกคณะวิศวะ 

 

“เฮ้ย! ไอ้พุฒอาคารนั้นมันคืออะไรวะ” ผมสะกิดแล้วชี้ถามพุฒมันในทันใด 

 

“น่าจะเป็นห้องอาบน้ำส่วนกลางของสโมสรวิศวะนะ เห็นว่าให้เฉพาะพวกนักกีฬา ดาวเดือนหรือไม่ก็พวกอาจารย์ใช้เท่านั้น...เอ๊ะ! หรือว่า” ไอ้พุฒมันรีบหันมาหลิ่วตาแล้วจ้องที่หน้าผมแบบรู้กันสองคนในทันที 

 

“มึงก็คิดเหมือนกูใช่ไหมวะพุฒ” 

 

“มีโอกาสสูงเลยเพลง ลองไปดูกันเลยไหม?” เราทั้งคู่รีบสาวเท้าไปที่หน้าห้องอาบน้ำสโมสรอย่างเร็วรี่ แถมมีทั้งฝั่งผู้ชายและฝั่งผู้หญิงเลยไปพุฒมันเอื้อมมือไปบิดลูกบิดทางฝั่งผู้หญิงก่อน 

 

...กึก...กึก 

 

“ล็อกว่ะ” คราวนี้ผมเลยเดินไปบิดทางฝั่งผู้ชายบ้าง 

 

แก๊ก! 

 

“เฮ้ย! เปิดได้ด้วยว่ะพุฒ” 

 

แอ๊ดดดด~~~พอเปิดประตูเข้าไปเท่านั้นแหละครับ ทั้งควันทั้งกลิ่นหมูกระทะแม่งตลบอบอวลเต็มห้องน้ำเลยพวกรุ่นพี่ปีสองสี่คนเป็นชายสองคนและหญิงสองคนมันหันมามองที่พวกผมแล้วทำหน้าตกใจเหมือนโดนผีหลอกยังไงยังงั้น ไม่มีรั้งรอรุ่นพี่ผู้หญิงใส่แว่นตาหนาเตอะสวมป้ายทองบนคอรีบวิ่งมาลากเราสองคนที่ยืนอึ้งอยู่หน้าประตูอย่างเร็วรี่ 

 

“หูย...รอตั้งนานรอจนหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้วน้องสองคนเป็นคู่แรกที่หาพวกพี่เจอเลยนะคะ มา ๆ นั่งกินหมูกระทะด้วยกันก่อนเนอะ” กลบเกลื่อนเก่ง! 

 

ในขณะที่ผมยังงงกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันตรงหน้าไอ้พุฒมันกลับตีเนียนเสมอหนึ่งรอคอยเพลานี้มานานแสนนาน หยิบตะเกียบคีบเนื้อหมูเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ ไปแบบไม่ได้เกรงใจสายตาใครทั้งสิ้น มีรุ่นพี่อยู่สองคนในนี้ที่ห้องป้ายสีทองถือว่าโชคดีชะมัดที่ไม่ต้องวิ่งตามหาให้เหนื่อย 

 

“ขอแนะนำตัวก่อนเลยพี่ชื่อพี่อุ๊นะคะภาคไฟฟ้าเป็นประธานนักศึกษาปีสองของคณะวิศวะ” โฮล่กกกก ประธานนักศึกษาแต่แหกกฎในทุกกรณีจ้า มีอย่างที่ไหนเอาหมูกระทะมากินในห้องอาบน้ำแถมถ้าผมเดาไม่ผิดไอ้น้ำสีเหลือง ๆ มีฟองปุดขึ้นมานั่นมัน... 

 

“ส่วนพี่คนนี้...” พี่อุ๊มันชี้ไปที่พี่ผู้ชายอีกคนหน้าอย่างหล่อเลยถึงจะตัวเตี้ยไปหน่อยก็เถอะ “ชื่อพี่ดอยเรียนอยู่ภาคอุตสาหการ เวลามีการจัดงานอะไรสำคัญ ๆ ในมหาวิทยาลัยก็ต้องพึงทีมพี่ดอยในการออกแบบพัฒนาวางแผนควบคุมในเกือบทุกด้านเลย” พี่อุ๊พูดจบก็ส่งแก้วที่มีน้ำสีนวลเหลืองมาให้พวกผมคนละแก้ว 

 

…อึก! 

 

“ชะ...แชมเปญ?” รสชาติหวานอ่อน ๆ กับฟองนุ่มละมุนลิ้นแบบนี้พ่อแม่ผมเองก็ชอบทานกันบ่อย ๆ ผมพยายามสูดดมกลิ่นที่ระเหยออกมาเนื่องจากหมูกระทะมันตลบอบอวลไปหมดเลยทำให้รับกลิ่นได้ยากขึ้น 

 

“โปรเซคโก้ต่างหาก! (สปาร์คกลิ้งไวน์) ” พุฒมันหยิบขึ้นมาชิมแล้วพูดออกมาผมเองก็เริ่มแปลกใจกับเพื่อนใหม่คนนี้แล้วเหมือนกันแฮะดูแล้วไม่น่าจะเป็นพวกที่ชื่นชอบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สักเท่าไหร่ หนำซ้ำมันยังตอบคำถามยาก ๆ ได้เกือบทั้งหมดอีกด้วย 

 

“ใช่ถ้าเดาไม่ผิดกลิ่นนี้มัน ZONIN PROSECCO BRUT (โซนินโปรเซคโก้บรูท) ” ไอ้พี่ดอยมันเงยหน้าขึ้นมามองที่พวกผมจากที่ทำหน้านิ่งมาตลอดอยู่ ๆ พี่มันก็ยิ้มขึ้นมาซะงั้น 

 

“สปาร์คกลิ้งไวน์ กับ แชมเปญต่างกันตรงไหน?” 

 

“ไม่ต่างกันครับทั้งสองอย่างเกิดจากการนำน้ำองุ่นมาหมักทำให้เกิดปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงน้ำตาลไปเป็นแอลกอฮอล์ด้วยยีสต์เพียงแต่น้ำตาลเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์ไม่หมดเลยทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นมาเพียงแต่ในเมืองหนึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงปารีส มีการจดลิขสิทธิ์ไว้ในชื่อของแชมเปญเลยเรียกกันแบบนั้น” จำได้ว่าพ่อเคยเล่าให้ฟังแบบนี้เพราะดีลเลอร์ที่นำเข้ารถชอบหิ้วแชมเปญมาฝากที่บ้านตลอด 

 

“ใช้ได้นี่ความรู้รอบตัวคือพื้นฐานของงานด้านวิศวกรรม การพัฒนาและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอจะช่วยให้เราสามารถต่อยอดองค์ความรู้ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ที่สำคัญการรู้จักแยกแยะความแตกต่างเพียงเล็กน้อยจะทำให้เราเข้าใจถึงสิ่งที่ทำได้ดียิ่งขึ้น” ว่าจบพี่ดอยมันก็หยิบสติกเกอร์ดาวสีทองหมายเลขหนึ่งขึ้นมาติดที่อกผมทั้งสองคน “จำไว้นะเรื่องของวิศวกรรมไม่ใช่แค่การผลิตและการพัฒนาอย่างเดียวแต่ต้องรู้จักระบบการจัดการโดยรวม การใช้ทรัพยากรในทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพให้มากที่สุด” 

 

“งั้นพี่ถามบ้างนะหัวใจสำคัญที่สุดของงานวิศวะคืออะไรคะ” พี่อุ๊หันมาถามพวกผมด้วยสีหน้าชื่นชม 

 

“ความปลอดภัยครับ!” ผมกับไอ้พุฒตอบออกมาแทบจะพร้อมกัน 

 

“ดีมากค่ะ หลายคนมักจะคิดว่าวิศวะคือการพัฒนา สร้างสรรค์เทคโนโลยีเท่านั้นแต่รู้ไหมว่าความปลอดภัยคือสิ่งที่สำคัญมากที่สุดของมนุษย์เพราะฉะนั้นอย่าได้ประมาทเวลาที่พวกน้องต้องใช้เครื่องมือหรือเครื่องจักรต่าง ๆ ในห้องปฏิบัติการเชียวขนาดพวกพี่ที่อยู่ภาคไฟฟ้ายังเคยถูกไฟดูดกันมาแล้วถ้วนหน้าเลย”

 

คำพูดของพี่ดอยกับพี่อุ๊มันดูเทพมากเลยครับผมเพิ่งเข้าใจในตอนนี้เองว่าทำไมมหา’ ลัยเราถึงไม่มีระบบ SOTUS แต่เน้นให้มีพี่รหัสแทนและไม่แปลกใจเลยที่พวกพี่มันได้เป็นตัวท็อปของรุ่น

 

พี่อุ๊หยิบดาวทองหมายเลขสองขึ้นมาแล้วแปะบนหน้าอกพวกผมมองมายังดาวสามดวงที่ติดไว้ก่อนหน้าแล้วพูดต่อ

 

“พวกน้องสองคนเก่งนะใช่เวลาไม่นานก็ได้ดาวทองไปถึงสี่ดวงแล้ว ขนาดปีที่แล้วส่วนใหญ่ยังได้ไม่ถึงสามดวงเลยมีเพียงคนเดียวเท่านั้นแหละที่ได้ครบทั้งหมดพี่ขอดูพี่รหัสของพวกน้องหน่อยสิ” ใครวะมันจะเก่งได้ขนาดนั้นผมกับพุฒยื่นฉลากของตัวเองส่งให้พี่อุ๊ดู

 

“ฉิบหาย! ...ดอย! แกดูพี่รหัสของน้องเค้าสิ” อยากจะร้องดังดัง~~~~แค่พวกพี่มันทำหน้าตกใจก็เสียววาบเข้าสู่ก้านสมองในทันที

 

“มันแย่มากเลยเหรอพี่?” พุฒมันหันไปถามพี่อุ๊ว่าแต่เมื่อไหร่มึงจะหยุดแดกสักทีวะจะแดกอะไรนักหนา!

 

“พี่รหัสน้องก็ไม่ได้ว่าไม่ดีหรอกนะอันที่จริงน่าจะดีที่สุดในหมู่พวกเราทุกคนเลย เพียงแต่สองคนนี้ค่อนข้างจะพิเศษน่ะอย่างที่พี่เล่าให้ฟังไงว่าปีที่แล้วพี่รหัสหมายเลขสิบสองนี่ล่ะที่ได้ดาวครบทุกดวงเลยแถมเก็บทีเดียวแบบคาดไม่ถึงด้วย ส่วนหมายเลขสิบสาม...” ขนตูดลุกกระพือในทันใดเมื่อทุกสายตาจับจ้องมาที่ผม

 

“พี่รหัสหมายเลขสิบสามคือคนเดียวที่ไม่ได้ดาวเลยสักดวงแถมไม่มีใครกล้าแตะต้องด้วย แม้แต่อาจารย์ยังต้องส่ายหน้าหนีไม่ใช่ว่าพี่เขาไม่เก่งหรอกนะ เพียงแต่...” พี่อุ๊หันไปมองหน้าพี่ดอยแล้วถอนหายใจออกมาเลย

 

“พี่รหัสของมึงน่ะปกติไม่ค่อยพูดกับใครหรอกแต่นิสัยจริง ๆ น่ะดีกว่าที่คิดเยอะนะแต่ก็อย่าไปทำให้มันโกรธเชียวล่ะ ปากมันนี่นะถ้าลองได้ด่าออกมาละก็ทะลุถึงดีเอ็นเอมึงแน่นอนที่สำคัญคือพ่อแม่มันนั่นแหละที่พวกมึงคงไม่อยากมีปัญหาด้วยแต่มันเป็นคนรักเพื่อนรักน้องมากเลยนะ ได้มันเป็นพี่รหัสก็สบายไปทั้งชาติแล้วล่ะ” จะดีใจหรือเสียใจดีวะ? พอพี่ดอยมันพูดจบก็คีบหมูนุ่มส่งมาใส่ในถ้วยของผมกับไอ้พุฒอีกชิ้นใหญ่

 

“แดกเข้าไปเยอะ ๆ พวกมึงยังมีบททดสอบอีกหลายด่านโดยเฉพาะหมายเลขสี่ หมายเลขห้า หมายเลขหก หมายเลขแปด และหมายเลขสิบเอ็ดที่ไม่ได้ทดสอบด้านความรู้แต่เป็นการทดสอบทางร่างกายกับอารมณ์แทนถ้าพวกมึงยังอยากจะเก็บดาวทองเอาไว้ต่อรองกับรุ่นพี่น่ะนะ”

 

“อันที่จริงปีนี้พี่ก็อยากเห็นคนเก็บดาวได้ครบสิบสามดวงเหมือนกันนะงั้นพี่จะบอกใบ้ให้หน่อยหนึ่งละกันพี่รหัสหมายเลขสามตอนนี้อยู่ที่ชั้นเจ็ดภาคโยธา หมายเลขสี่อยู่ห้องปฏิบัติการภาคเครื่องกลที่อยู่ด้านหลังตึกนี่แหละ ส่วนหมายเลขห้าและหกอยู่ที่ห้องพักอาจารย์ชั้นสาม”

 

หลังจากอิ่มแปล้กับหมูกระทะมื้อใหญ่แล้วเราสองคนก็มาที่ห้องปฏิบัติการภาคเครื่องกลกันต่อเห็นกลุ่มนักศึกษาสองสามคนกำลังวุ่นวายกับการจัดเรียงข้าวสารอาหารแห้งน้ำดื่มกล้องยาสามัญขนาดเล็กลงถุงตาข่ายสีเหลืองแต่ไม่มีใครสักคนในนี้เลยที่จะห้อยป้ายเอาไว้

 

หันไปบอกวัตถุประสงค์ที่มาและขออนุญาตพวกพี่มันนิดหนึ่งก่อนที่จะวนเดินดูรอบ ๆ ห้องแต่ก็ไม่พบคนอื่นอยู่อีกเลยจนต้องกลับมายืนมองพวกพี่มันแพ็คของพี่ผู้ชายเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรเลยสักนิดแค่ยิ้มให้ออกมานิดหน่อยเท่านั้น

 

“พุฒมึงรีบไปไหนรึเปล่าวะ”

 

“เปล่านี่ทำไมเหรอ?”

 

“กูว่าจะช่วยพี่เขาแพ็คสังฆทานน่ะ ยังไงซะก็ยังพอมีเวลาเหลืออยู่อีกตั้งเยอะ” เมื่อก่อนผมกับไอ้หินเวลาที่ไปค้างบ้านคุณยายช่วงปิดเทอมก็ชอบทำแบบนี้กันบ่อย ๆ อยู่แล้วเพราะคุณยายแกชอบเอาของไปแจกตามวัดป่าวัดเขาเสมอ

 

“เอาดิเดี๋ยวกูช่วยด้วย” ไอ้พุฒมันไม่ได้ขัดข้องหรืออิดออดเลยสักนิดขนาดเพิ่งเจอกันแค่วันแรกผมยังรู้สึกว่ามันนิสัยดีชะมัด

 

“ให้พวกผมช่วยนะพี่” เราสองคนนั่งลงข้างพี่ผู้หญิงตัวเล็กอีกสองคนที่พยักหน้าแล้วหยิบถุงตาข่ายส่งมาให้

 

“พวกน้องสองคนไม่ไปตามหาพี่รหัสกันแล้วเหรอ พวกพี่ป้ายทองน่ะไม่ใช่ว่าจะหาเจอกันได้ง่าย ๆ หรอกนะคะ” รุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งหันมาถามผม หน้าตาแบบสวยมากสวยกว่าพี่นุ่นซะอีกคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเห็นที่ไหน

 

“พี่รู้ได้ไงเหรอครับว่าพวกผมกำลังหาพี่รหัสป้ายทอง” สองมือก็หยิบจับของเรียงใส่ถุงส่งให้พุฒมันผูกโบริบบิ้น

 

“ก็สติกเกอร์ที่อกน้องไงใครเห็นก็ดูออกหมดแหละว่าเราสองคนได้พี่รหัสตัวท็อปว่าแต่ได้มาตั้งสี่ดาวแล้วได้เจอพี่รหัสตัวจริงรึยังล่ะ ไหนเอาฉลากมาดูหน่อยเผื่อพี่รู้จัก” รุ่นพี่หญิงอีกคนเงยหน้าขึ้นมาตอบแทนแล้วยื่นมือขอดูฉลาก

 

“ยังเลยครับพี่แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ ตอนนี้ก็ได้ข้อมูลของพี่รหัสมาเยอะแล้วล่ะ ส่วนจะเจอหรือไม่เจอก็ถือว่าเป็นดวงละกันพวกผมเองก็ไม่ได้จริงจังจะต้องเอาชนะอะไรขนาดนั้น” หูยยยย! ไอ้พุฒมึงนี่คือพ่อพระของแท้เลยว่ะ ที่สำคัญมึงตอบเหมือนกับอ่านใจกูออกหมดเลยเว้ย!

 

“เออพี่ถามหน่อยสิคิดยังไงเราสองคนถึงมาช่วยพวกพี่วะ” พี่ผู้ชายตัวใหญ่ผิวคล้ำเอ่ยปากถามแล้วส่งกล่องหลอดไฟมาให้ผมช่วยใส่เรียงเข้าไปในถุง

 

“โธ่ พี่ก็คณะเดียวกันก็เหมือนพี่น้องกันนั่นแหละมีอะไรช่วยได้ก็ช่วย พวกผมสองคนต้องเรียนอีกตั้งสี่ปีวันนี้ผมช่วยพี่ ใครจะไปรู้วันหนึ่งพี่อาจจะเป็นคนมาช่วยผมบ้างก็ได้” คำตอบของผมทำให้รุ่นพี่ทั้งสามคนถึงกับหัวเราะออกมาเลย

 

“พี่สามคนน่ะนั่งอยู่ตรงนี้มาเกือบทั้งวันเพิ่งจะมีน้องสองคนนี่แหละที่เข้ามาช่วยทำเองโดยไม่ต้องขอว่าแต่ชื่ออะไรกันบ้างล่ะ”

 

“ผมเพลงครับส่วนหมอนี่มันชื่อพุฒ”

 

“โอเคพี่ชื่อไพลินนะ ส่วนพี่ผู้หญิงที่นั่งข้างน้องพุฒชื่อพี่เกศแล้วก็ไอ้ถึกนี่ชื่อพี่เดช” ไพลิน? ทำไมชื่อคุ้นจังวะ

 

ผมกับไอ้พุฒใช้เวลาเกือบสามสิบนาทีจนพวกพี่ทั้งสามคนต้องบอกให้เราหยุดช่วยงานแล้วไปทำภารกิจต่อ ทีแรกก็ตั้งใจจะทำต่อให้หมดอะนะแต่พวกพี่มันบอกว่ายังมีอีกเยอะวันนี้คงไม่เสร็จง่าย ๆ หรอกเลยต้องยอมจำนน

 

“พี่ถามอะไรหน่อยสิน้องเพลง น้องพุฒ รู้สึกเสียเวลาไหม? ที่มาช่วยพวกพี่ทำงานที่ไม่ใช่งานของตัวเองแบบนี้” พี่เกศนั่งขัดสมาธิเท้าคางมองมาที่พวกผมสองคน

 

“ถ้ารู้สึกว่าเสียเวลาก็ไม่เรียกว่าช่วยแล้วล่ะครับ” คำตอบสุดยอดมากเพื่อน! กูให้มึงสิบคะแนนเต็มไม่หัก

 

“พวกผมเต็มใจครับพี่ ถ้าวันนี้พวกพี่ยังทำไม่เสร็จตอนเย็นผมจะชวนเพื่อนมาช่วยทำต่อนะครับ” ถ้าชวนไอ้หินมันต้องมาแน่นอนอยู่ห้องเฉย ๆ ก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดีแถมตอนดึกจะได้ชวนมันไปกินข้าวหลังมอด้วย

 

“แอร๊กกกกก! เลิศมากเลยพวกมึงทั้งหล่อทั้งแสนดี” เสียงกรีดร้องของพี่เดชดังลั่นไปหมด จากที่พี่มันทำตัวแมน ๆ ก็เริ่มนั่งพับเพียบแล้วหยิบป้ายที่นั่งทับอยู่ขึ้นมาสวมไว้ที่คอตัวเองในขณะที่สองสาวรุ่นพี่ก็หยิบป้ายขึ้นมาแขวนคอไว้ด้วยเช่นกันและที่สำคัญทั้งสามคนดันเป็นป้ายทองทั้งหมด พวกพี่มันยืนขึ้นพร้อมกันตรงหน้าพวกผมแล้วเดินมาติดสติกเกอร์รูปดาวเลขสี่ ห้า หก ตามลำดับ

 

“พี่ไพลินนางอยู่ภาควิศวกรรมสิ่งแวดล้อมตอนนี้พี่เขากำลังเล่นซีรี่ย์น่ะ” มิน่าถึงว่าหน้าคุ้น ๆ ที่แท้ก็เป็นดารานี่เอง “ส่วนพี่เกศอยู่ภาควิศวกรรมโลจิสติกส์เป็นฝ่ายกิจกรรมนักศึกษาของคณะเราและสุดท้ายคือพี่เดซี่นะค้าเป็นแชมป์ออกแบบอุตสาหกรรมโรงงานปีที่แล้ว” เหอะ ๆ แต่ละคนโคตรไม่ธรรมดาอะ

 

“เพลงพี่รหัสของน้องน่ะอยู่ที่ห้องคณบดีรีบไปซะสิ ความอดทนของหมอนี่มันมีไม่มากนักหรอกนะเพราะฉะนั้นออกจากตรงนี้แล้วรีบตรงไปก่อนเลยส่วนคนอื่นเอาไว้ทีหลัง” พี่เกศหันมาตบไหล่ผมสองทีราวกับจะบอกว่าชีวิตผมกำลังย่างก้าวเข้าสู่ขุมนรกอีกในไม่ช้า

 

“ส่วนพุฒพี่รหัสของน้องอยู่ที่ดาดฟ้าตึกกับเพื่อนสนิทอีกคนที่มีหมายเลขสิบเอ็ด วิธีขึ้นไปบนดาดฟ้ามีเพียงบันไดหนีไฟของชั้นสิบสองเท่านั้นจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะตามหาเจอ” พี่ไพลินเป็นคนเอ่ยออกมาอีกคน

 

“ทำไมพวกพี่ถึงบอกผมล่ะครับแล้วอย่างนี้มันไม่เป็นการโกงคนอื่นเหรอครับ” พุฒมึงจะถามออกไปตรง ๆ แบบนี้ไม่ได้! ถึงกูจะคิดแบบนั้นเหมือนกันก็เถอะ

 

“พี่บอกแล้วไงค้าว่าตั้งแต่เช้ามีพวกน้องสองคนเท่านั้นที่สมัครใจช่วยพวกพี่เองโดยไม่ต้องขอ พวกพี่ทั้งสิบสามคนน่ะมีสิทธิ์ที่จะบอกว่าใครอยู่ที่ไหนก็ได้ตามความพึงพอใจนั่นแหละ พี่ชอบในน้ำใจของเราทั้งคู่นะน้ำใจย่อมตอบแทนด้วยน้ำใจจำเอาไว้ให้ดีล่ะ ต่อไปพวกน้องสองคนในอนาคตคงต้องเป็นรุ่นพี่ตัวท็อปเหนือตัวท็อบแน่นอน...ฟันธง!” เขินโว้ย! เกิดมาเพิ่งเคยถูกชมอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก

 

ณ ห้องคณบดี  

 

ผมกับไอ้พุฒยืนมองหน้าห้องกันด้วยความหวาดหวั่นใจ รังสีอำมหิตจากด้านในแผ่ซ่านออกมาจนถึงหน้าประตูนอกห้องหรืออันที่จริงผมควรจะเทพี่รหัสคนนี้ดีวะ ยิ่งคิดยิ่งปวดหัวจนแม้แต่ไอ้พุฒมันก็ยังไม่กล้าเปิดประตูกระจกเข้าไปเลย 

 

“เพลงไม่เข้าถ้ำเสือก็ไม่ได้ลูกเสือ กลั้นใจแล้วลุยแม่งเข้าไปเลยเถอะ” แนะนำดีสัด! ว่าแต่มึงถอยมาหลบหลังกูทำเชี้ยอะไรเนี้ย! 

 

แอ๊ด~~~ 

 

สัมผัสได้ถึงไอเย็นมรณะลอดมาตามช่องประตูที่กำลังเปิดออกอย่างช้า ๆ สายตาของชายคนหนึ่งเหลือบมองมาที่ผมทั้งคู่ราวกับจะวิ่งเข้ามากระทืบให้ตายเสียตั้งแต่ตรงนี้ ดวงตาเรียวดุ จมูกโด่งได้รูปและก็ริมฝีปากบางที่เหมือนกับจะกระตุกหน่อย ๆ นั่นมันอะไรวะ หล่อมากแต่ก็ดูร้ายกาจที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลย 

 

ทำไมถึงรู้สึกเหมือนพี่มันโกรธเกลียดขี้หน้าผมขนาดนี้ฮึ! 

 

ที่สำคัญ... 

 

“รอกูเดี๋ยวเสร็จตรงนี้แล้วค่อยคุยกัน” ใช่ครับพี่มันพูดแล้วกลับลงไปก้มหน้าก้มตาบีบถุงกรวยครีมแต่งหน้าขนมลงบนคัพเค้กเป็นรูปดอกกุหลาบสองอันแล้วโรยเม็ดน้ำตาลเคลือบสีทองลงไปตรงกลางก่อนจะหยิบกระดาษทิชชูแบบหนาขึ้นมาปาดตามนิ้วที่เปรอะเปื้อนแล้วมองมาที่ผมอีกครั้ง 

 

...เอื้อก! 

 

ทุกรูขุมขนบนร่างกายตอนนี้มันเหมือนกับกำลังขยายออกจนเม็ดเหงื่อไหลย้อยมาอยู่ที่ปลายคางเลยครับส่วนไอ้พุฒแม่งไม่ยอมโผล่หัวออกมาจากหลังผมเลย 

 

“มึงมีแฟนรึยังไอ้เพลง!” เชรดโด้! พี่มันรู้จักกูอยู่แล้วนี่หว่า รู้ได้ยังไงวะ! 

 

“ยะ...ยังครับ” 

 

“มึงเคยนอนกับใครมาแล้วรึยัง?” โว้ยยยยคำถามห่าอะไรวะเนี่ย 

 

“คะ...เคยแล้วครับ” คราวนี้พี่มันหลิ่วตามองผมเหมือนกับกำลังนึกอะไรบางอย่างแล้วพึมพำออกมาเสียงเบา ว่าแต่พี่มันไม่คิดจะถามไอ้พุฒบ้างรึไงวะ 

 

“กี่ครั้ง! มึงเคยนอนกับคนอื่นมาแล้วกี่ครั้ง” เฮ้ย! อย่างนี้ก็ได้เหรอวะ 

 

“ครั้งเดียวครับ!” ผมเองก็เริ่มที่จะไม่พอใจแล้วเหมือนกันต่อให้เป็นพี่รหัสก็เถอะจะชกแม่งให้คว่ำเลย 

 

“อ้อ...เมื่อวานซืนตอนอยู่ในร้านเหล้าสินะ” 

 

...!!! พะ...พี่มันรู้ได้ไงวะหรือว่าที่ใครต่อใครบอกว่าพี่มันทรงอิทธิพลคือเรื่องนี้ ช่างเถอะถึงพี่มันจะเห็นผมจูบกับคนชื่อพรายในร้านเหล้าแต่ไม่มีทางที่จะรู้แน่นอนว่าต่อจากนั้นพากันไปกินตับกันต่อที่โรงแรม 

 

“คำถามสุดท้ายที่กูจะถามมึงล่ะนะ” พี่มันล้วงลงไปหยิบโทรศัพท์มือถือแล้วเปิดหาอะไรสักอย่างก่อนที่จะยื่นมาตรงหน้าผม “มึงกับเด็กคนนี้เป็นอะไรกัน” ผมกะพริบตามองอย่างเร็วรี่มันเป็นภาพของผมกับไอ้หินกำลังเดินคุยกันตรงหน้าหอพักเมื่อวานนี้เอง 

 

“เป็นเพื่อน...เป็นน้องชาย...เป็นคนที่ผมรักมากที่สุดคนหนึ่งแต่ไม่ใช่แฟนแล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับพี่ด้วย” นั่นคือสิ่งที่ผมคิดกับไอ้หินจริง ๆ ถ้าจะบอกว่าเราสองคนสามารถยอมตายเพื่อกันได้ก็คงไม่ผิดและตอนนี้ผมเริ่มโกรธขึ้นมาแล้วว่ะ 

 

“เออก็แค่นั้นแหละเอาฉลากของมึงมาสิการที่มึงมาหากูถึงที่นี่แปลว่าหนึ่งในพวกมึงต้องเป็นน้องรหัสกูที่สำคัญพวกมึงสองคนทำให้ทั้งเจ็ดคนนั้นยอมรับได้ถือว่าไม่ธรรมดา” ผมล้วงหยิบฉลากหมายเลขสิบสามส่งให้พี่เขาไปพี่มันก็หยิบปากกามาเซ็นชื่อที่ฉลากนั้น 

 

“มึงต้องเอาฉลากอันนี้ไปยื่นให้รุ่นพี่ที่นั่งรออยู่ที่โรงอาหารเขาจะได้รู้ว่ามึงได้พี่รหัสแล้วกูชื่อพายุนะเป็นเดือนมหา’ลัยแล้วก็...” พี่มันล้วงมือลงไปในกระเป๋าหยิบสติกเกอร์ดาวหมายเลขสิบสามยัดใส่มือผมทั้งแผงเลยซึ่งแน่นอนว่ามันมีครบถึง 13 ดวง “มึงจะแบ่งดาวให้เพื่อนมึงก็ได้นะฝ่าฟันมาด้วยกันขนาดนี้มึงคงไม่อยากเก็บไว้คนเดียวหรอกใช่ไหม?” พี่พายุมันเอื้อมมือมาลูบที่หัวผมพร้อมกับกระซิบข้างหูด้วยเสียงแผ่วเบา 

 

“ยินดีต้อนรับนะครับไอ้น้องรหัสของพี่” 

 

“ว่าแต่มึงเถอะได้พี่รหัสหมายเลขอะไร?” พี่พายุมันหันไปถามไอ้พุฒที่ยังยืนตัวแข็งไม่ต่างกับทหารผ่านศึก 

 

“สะ...สิบสองครับผม!” สัด! ทำอย่างกับตอบท่านผู้พันอย่างนั้นแหละ 

 

“มึงสองคนนี่ดวงดีชะมัดเป็นเพื่อนกันแล้วยังได้พี่รหัสที่เป็นเพื่อนกูอีก ไอ้เพลงคนที่มึงอยากเจอเดี๋ยวมึงก็ได้เจอในไม่ช้านี้แหละ เก็บดาวทองของมึงเอาไว้ให้ดีเถอะเพราะมันจะช่วยให้มึงได้ในสิ่งที่ต้องการ ส่วนคัพเค้กสองชิ้นตรงนั้นกูให้พวกมึงสองคนถือว่าเป็นของเทคจากพี่รหัสละกัน” ว่าจบพี่พายุมันก็เดินออกจากห้องไปเลยปล่อยให้ผมกับไอ้พุฒต้องถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก 

 

ผมหยิบแผงสติกเกอร์หมายเลขสิบสามขึ้นมาติดที่อกตัวเองดวงนึงและติดให้ไอ้พุฒอีกดวงจากนั้นก็ฉีกครึ่งส่งให้มันไปอีกห้าดวง ไอ้พุฒมันดูประหลาดใจกับการกระทำของผมแต่มันก็เพียงแค่ยิ้มออกมา 

 

“ขอบใจนะเพลง” 

 

“เออ มึงก็เพื่อนกูนะอุตส่าห์ลุยมาด้วยกันขนาดนี้แล้วก็ต้องแบ่งกันสิวะ ไปดาดฟ้ากันพี่รหัสมึงรออยู่” 

 

ผมเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าดาดฟ้าของตึกวิศวะด้านบนมีทั้งสนามเทนนิส สนามเปตองและยังมีสนามฝึกคาราเต้ในร่มด้วยผมกับพุฒเดินวนไปรอบ ๆ ลานดาดฟ้าจนเมื่อเห็นเงาของใครบางคนกำลังนั่งอยู่ภายในห้องกระจกสีชากับเสียงของคอมเพรสเซอร์แอร์ด้านนอกที่ดังกระหึ่มบ่งบอกว่าคนด้านในกำลังเปิดเครื่องปรับอากาศอยู่ในนั้น 

 

ไอ้พุฒมันไม่รอช้ารีบตรงไปยังห้องนั้นในทันที ผลักเปิดเข้าไปก็เห็นรุ่นพี่ผู้ชายสองคนนั่งหันหลังดูทีวีกันอยู่อย่างสบายอารมณ์เพียงแค่พวกพี่มันหันมาเท่านั้นแหละถึงกับทำให้ต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอในทันที คนหนึ่งคือพรายคนที่ทำให้ผมต้องจดจำมาตลอดสองวัน ส่วนอีกคนคือคนเมื่อวานที่มาตามพรายในห้องน้ำ 

 

พรายขมวดคิ้วมองมาที่ผมก่อนจะเลื่อนสายตามองมาที่เสื้อของเราทั้งคู่ 

 

“เฮ้ย! ไอ้หนุ่มหล่อคนเมื่อวานนี่น่า นี่มึงเป็นรุ่นน้องพวกกูเหรอวะเนี่ย” ถ้าผมจำไม่ผิดเขาน่าจะชื่อป้องนะ เขาลุกขึ้นแล้วเดินมาหยุดมองที่เราทั้งคู่ “พวกมึงจะมาล่าดาวหรือจะมาล่าพี่รหัสล่ะ” 

 

“พี่รหัสผมคือหมายเลขสิบสอง” ไอ้พุฒมันชี้ไปที่พราย...ไม่สิตอนนี้ผมต้องเรียกเขาว่าพี่พรายต่างหาก 

 

“แล้วมึงล่ะได้พี่รหัสเลขอะไร” 

 

“พี่รหัสผมคือพี่พายุ” ผมชี้ไปที่ดาวเลขสิบสามบนอกตัวเองแต่สายตายังสบตากับพี่พรายอยู่อย่างนั้น 

 

“โหโคตรเหลือเชื่อเลยว่ะ ไม่คิดเลยว่าจะมีใครทำให้ไอ้พายุมันยอมรับได้ด้วย” พี่ป้องมันบ่นออกมาอย่างแปลกใจ “เรื่องพายุเอาไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้คือเรื่องของมึงสองคนแต่ก่อนที่พวกมึงจะเจอกับพรายพวกมึงต้องผ่านกูให้ได้ก่อนนะ ไหน ๆ มึงก็ล่าดาวกันมาขนาดนี้แล้วคงไม่อยากพลาดของกูใช่ไหม?” 

 

“ยังไงก็ได้ครับเพราะตอนนี้ผมอยากดวลกับพี่พรายจะแย่อยู่แล้ว” นี่เองสินะที่พี่พายุมันบอกว่าผมกำลังจะเจอกับคนที่อยากเจอในไม่ช้า ไม่รู้ว่าพี่พายุรู้เรื่องของผมกับพี่พรายมากแค่ไหนแต่ที่ผมมั่นใจคือคนอย่างพี่พรายไม่มีทางบอกใครแน่นอน 

 

“เฮ้ย! มึงนี่แม่งกล้าท้าไอ้พรายตรง ๆ เลยเหรอวะ” ผมว่าตอนนี้แม้แต่ไอ้พุฒกับพี่ป้องคงเริ่มจะมองออกแล้วแน่ ๆ ว่าผมกับพี่พรายต้องเคยมีเรื่องอะไรกันมาก่อน 

 

พี่พรายถอนหายใจแล้วลุกขึ้นยืนเดินตรงมาที่ไอ้พุฒสายตาของเขายังคงเย็นชาไม่แม้แต่จะเหลียวมามองผมด้วยซ้ำ 

 

“ชื่อพุฒใช่ไหม?” ไอ้พี่พรายมันเอ่ยปากถามเหมือนกับรู้อยู่แล้ว 

 

“ครับพี่รหัสผมคือหมายเลขสิบสองซึ่งน่าจะเป็นพี่แน่นอนส่วนเพื่อนผมคนนี้ชื่อ...” พุฒมันชี้มาที่ผมที่ยังคงยืนจ้องหน้าพี่มันอยู่ 

 

“เพลงสินะ...” นี่พี่มันเองก็รู้จักผมอยู่ก่อนแล้วเหรอ? 

 

“ถ้าพวกมึงอยากจะได้ดาวทองและได้กูเป็นพี่รหัสมึงก็ต้องเอาชนะป้องให้ได้ก่อนแต่คงจะยากหน่อยนะ” พี่พรายปรายตามามองแว็บหนึ่งแล้วหันไปพูดกับไอ้พุฒต่อ 

 

“...” ความเงียบปกคลุมพวกเราทั้งสี่คนจนพี่ป้องต้องพูดต่อออกมาเอง 

 

“เอาล่ะ ๆ กูชื่อป้องนะพี่รหัสหมายเลขสิบเอ็ด ถ้าพวกมึงอยากจะได้ดาวทองก็ต้องเอาชนะกูให้ได้เท่านั้นตามมาสิ” พี่ป้องมันเดินออกมาด้านนอกซึ่งเป็นลานซ้อมคาราเต้ แล้วเดินไปหยิบที่ป้องกันศีรษะและเสื้อสำหรับป้องกันลำตัวส่งให้พวกผมสองคน “เออ ใช่กูลืมถาม พวกมึงเคยฝึกศิลปะการป้องกันตัวอะไรมาบ้างไหม?” 

 

“มวยไทย!” เคยฝึกที่ค่ายมวยคุณยายแต่ถามว่าเก่งไหม ฮึ! โคตรอ่อนอะบ่องตงที่ฝึกก็แค่พวกตั้งการ์ดป้องกันแล้วก็ออกหมัดอีกนิดหน่อยแต่ไอ้พวกท่าแปลก ๆ อย่างหนุมานถวายแหวนหรือจระเข้ฟาดหาง เนี่ยทำไม่เป็นหรอกอย่างดีก็ได้แค่เตะต่อยถีบตีศอกแต่ถ้าเป็นไอ้หินละก็น่าจะใช้คำว่าฆ่าหมีควายด้วยมือเปล่าคงได้มั้ง 

 

“จูจุสึ” Damn! พ่อคุณเอ๋ยนี่มึงจะเก่งอะไรเยอะแยะขนาดนั้นวะไอ้พุฒ! 

 

“ดี! กติกาคือไม่มีกติกาจะออกอาวุธแบบไหนก็ได้แต่ต้องไม่รุนแรงถึงขั้นบาดเจ็บกันนะ นี่เป็นแค่เกมเท่านั้น เพื่อความเสมอภาคกูจะต่อให้พวกมึงสองต่อหนึ่งจะเข้ามาพร้อมกันเลยก็ได้ทำยังไงก็ได้ให้กูล้มครบสามครั้งคือผ่านเลย” 

 

“งั้นมึงเข้าไปก่อนเลยเพลง กูขอดูลาดเลาตรงนี้สักแป๊บ” ไอ้พุฒมันเดินไปที่เก้าอี้แล้วรื้อหยิบขวดอะไรสักอย่างในตะกร้าขึ้นมาดู ได้แต่มองส่งสายตาอ้อนวอนให้มันไอ้คนทิ้งเพื่อน...สัด! เวลานี้ได้แต่ร้องเพลงในใจ 

 

~~~ทิ้ง ทิ้งกันไปมันคงจะหลงลืมกูสักวัน ถึงตอนนั้น ตีนคงจะลง จนทนไม่ไหว ใช่ว่ากู ไม่มีความหมาย ใช่ว่ามึง ไม่มีเยื่อใย ใช่ว่ากูจะตายคาตีน ง่ายดายเสียหน่อย~~~ฮือ... 

 

...ป๊าบ! ...ผลัวะ! 

 

หน้าเท้าของไอ้พี่ป้องเตะเข้ากลางลำตัวแบบไม่ผ่านสแตนด์อินใด ๆ อย่างรุนแรงสองทีซ้อนขนาดมีชุดป้องกันยังรู้สึกจุกสีข้างเลยอะ 

 

แค้นโว้ยยยยย! 

 

“ยังไหวเปล่าวะไอ้น้อง จะตัดใจตอนนี้ก็ยังทันนะมึงเดี๋ยวจะหาว่ากูทำร้ายเด็ก” โฮล่กกก ที่พี่มึงกำลังทำอยู่เนี่ยไม่เรียกว่าทำร้ายเลยเนอะ ใครแม่งเป็นน้องรหัสพี่มันวะซวยในซวยฉิบหาย! 

 

ผลัวะ! 

 

คราวนี้พี่ป้องมันบิดตัวเล็กน้อยยกขาฟาดมาที่ก้านคอเลย โชคดีมากที่คุณยายเคยสอนการตั้งการ์ดเพื่อป้องกันหน้าและลำคอแต่ถึงจะยกแขนขึ้นมากันได้ตอนนี้มันกลับชาไปหมดแล้ว พี่ป้องมันยิ้มเหมือนกับโคตรพอใจที่ผมทนมือทนตีนพี่มันขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องจะต่อยพี่มันเลยแค่ถีบพี่มันให้ออกห่างจากตัวยังทำยากเลยตอนนี้ 

 

ปับ! ปับ! ลูกตีนหนักกระหน่ำรัวมาอย่างเร็วจนต้องยกเข่ากับแขนกันเอาไว้ทั้งอย่างนั้น พี่ป้องมันยกขาสูงหมายจะฟาดเท้าเข้ากลางกบาลของผม...ตายแน่กูงานนี้! แต่อยู่ ๆ ไอ้พุฒมันก็เข้ามาซ้อนด้านหลังพี่ป้องใช้มือจับไปที่ข้อเท้าที่กำลังฟาดลงมาแล้วใช้ขาอีกข้างเตะตัดขาพี่ป้องจนพี่มันล้มหน้าคะมำไปเอง 

 

พี่ป้องมันหันมองไอ้พุฒด้วยแววตาที่โคตรโหดเลย…ฉิบหายตอนนี้พวกกูได้แหย่รังแตนแล้วสินะ! 

 

“กติกาคือไม่มีกติกาและพี่เป็นคนบอกผมเองว่าให้เข้ามาพร้อมกันสองคนนะครับ” ไอ้พุฒไอ้เหี้ย! มึงจะไปยั่วอารมณ์พี่มันแบบนั้นไม่ด้ายยยย อยู่ ๆ ไอ้พุฒมันเทน้ำอะไรสักอย่างลงบนเบาะแล้วโยนขวดที่เหลืออีกนิดหน่อยมาให้ผม 

 

“ทาตัวแขนขาและคอมึงซะเพลงคาราเต้น่ะมีพื้นฐานอยู่ที่การทรงตัวเตะและการชกที่รุนแรงแต่ที่พี่ป้องใช้กับมึงมีแค่เตะเท่านั้นและท่วงท่าที่พี่มันใช้ก็เน้นความเร็วเสียมากกว่า ที่พี่ป้องมันใช้คือเทควันโดต่างหากล่ะ ถ้าพี่มันใช้คาราเต้กับมึงตั้งแต่แรกป่านนี้มึงได้ไปนอนคุยกับรากมะม่วงแล้ว” 

 

“พรายน้องรหัสมึงนี่ฉลาดไม่แพ้มึงเลยว่ะ ดูออกด้วยว่ากูกำลังหลอก” พี่พรายมันได้แต่นั่งเท้าคางยิ้มอย่างเดียว 

 

“พวกผมได้คะแนนไปแล้วหนึ่งนะครับและพี่เตะเพื่อนผมไปตั้งหลายทีผมขอเอาคืนหน่อยเถอะ” ไอ้พุฒมันหันมามองผมแล้วพูดต่อ “ทาน้ำมันซะไอ้เพลง ถ้าพี่ป้องมันถึงขนาดใช้ทั้งคาราเต้และเทควันโดได้แปลว่าพี่มันก็ต้องถนัดยูโดด้วยเหมือนกัน น้ำมันจะช่วยในการลดแรงเสียดทานป้องกันและลดการสัมผัสผิวหนังโดยตรงแล้วก็พยายามอย่าไปเหยียบน้ำมันที่พื้นล่ะ” 

 

…แปะ แปะ 

 

“มึงแพ้แล้วล่ะป้อง! จูจุสึหรือยูยิตสู เป็นมวยอ่อนเน้นการตั้งรับเพื่อส่งแรงของคู่ต่อสู้กลับ ถ้ามึงออกท่าไม่ได้ก็ไร้ความหมายแถมน้องมันยังเตรียมของเด็ดเอาไว้จัดการมึงตั้งอีกหลายอย่างเลย...ใช่ไหมพุฒ?” พี่พรายเดินเข้ามาตบบ่าเพื่อนสนิทแล้วหันมาถามไอ้พุฒที่ทำหน้าเซ็งเพราะถูกจับไต๋อะไรบางอย่างได้ 

 

“ไม่หนักบ้างรึไงแผ่นเหล็กยกน้ำหนักที่ซ่อนอยู่ในชุดป้องกันน่ะ มึงมองเห็นความได้เปรียบเลยวางแผนไว้แบบนี้สินะขืนถ้ากูปล่อยให้ป้องเตะมึงขามันได้พังแน่ หนำซ้ำผงขาว ๆ ในมือมึงคือแป้งสินะกูเห็นมึงกำเอาไว้ตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว กะจะปิดเกมกันง่าย ๆ แบบนี้ฉลาดดีนี่หว่า” ได้แต่กะพริบตาถี่ ๆ แบบไม่อยากจะเชื่อหูไอ้พุฒที่ดูนิ่งสุดในกลุ่มมันตั้งใจจะโกงขนาดนี้เลยเหรอวะ 

 

“ผมก็ทำตามกติกานะทำยังไงก็ได้ให้ล้มสามครั้งแล้วที่สำคัญพี่ยังเตะเพื่อนผมไปตั้งหลายที ไม่รู้ตอนนี้มันม้ามแตกไปรึยัง” สัด! ตกลงมึงห่วงกูหรือจะแช่งกูกันแน่วะแต่ตอนนี้แม่งจุกไปหมดเลยโดนไปไม่ต่ำกว่าสิบดอกเลยมั้ง 

 

“เฮ้อ...ช่างเถอะถือว่าพวกมึงผ่านละกัน” ไอ้พี่ป้องมันเดินมาทางผมแล้วเริ่มปลดเครื่องป้องกันออกให้ทีละชิ้นพร้อมกับติดดาวมาที่อกผมในทันที “หัดฝึกเอาไว้เยอะ ๆ นะมึงน่ะ เชิงมวยมึงน่ะดีแล้วแต่ออกท่าสะเปะสะปะไปหมดแล้วต่อไปมึงจะปกป้องคนที่รักได้ยังไง” 

 

“ส่วนมึงนี่ก็ไม่เบาเลยยังกับเห็นไอ้พรายเมื่อตอนปีหนึ่งอย่างนั้นแหละ” สติกเกอร์ดาวทองถูกติดที่อกไอ้พุฒอีกดวง 

 

“แล้วพี่ล่ะครับจะทดสอบอะไรพวกผม” พุฒมันหันไปถามพี่พรายที่ยืนยิ้มอย่างพอใจ 

 

“ไม่อะขี้เกียจน่ะ แค่นี้กูก็รู้แล้วล่ะว่ามึงเหมาะจะเป็นน้องรหัสกูและต่อให้กูทดสอบพวกมึงไปก็คงแก้ทางได้อยู่ดีเอาฉลากมาสิ” พี่พรายหยิบฉลากมาเซ็นชื่อนิ้วขาวล้วงลงในกระเป๋าแล้วหยิบดาวทองส่งให้ไอ้พุฒทั้งแผ่นแต่พี่มันกลับดึงออกมาดวงหนึ่งมาติดที่อกผมแล้วกระซิบออกมาเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน “ดวงนี้กูให้มึงที่ยังโง่ตามหากูจนเจอ ทั้งที่มึงไม่ควรจะรู้จักกูด้วยซ้ำ...ตัดใจจากกูซะดีกว่าถ้าไม่อยากจะเจ็บทีหลัง” 

 

ยังไม่ทันจะได้เริ่มก็มาบอกให้ตัดใจเนี่ยนะแถมพี่มึงนั่นแหละเป็นคนพรากพรหมจรรย์กูด้วย 

 

“ฝันไปเถอะผมจะทำให้พี่ยอมอ่อนกับผมให้ได้” สายตาพี่มันเหมือนกับกำลังสั่นไหวอยู่เมื่อผมพูดจบ 

 

“ก็แล้วแต่มึงละกัน ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดู” พี่พรายเดินลงจากดาดฟ้าไปปล่อยให้ผมได้แต่มองตามหลัง ส่วนไอ้พี่ป้องยังคงต้องรอน้องรหัสตัวเองเลยได้แต่เดินกลับเข้าไปยังห้องที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ 

 

แควก! 

 

ไอ้พุฒมันฉีกสติกเกอร์ส่งมาให้ผมอีกห้าดวง 

 

“เอาไปสิเพลง มึงต้องได้ใช้แน่” ผมหันไปมองไอ้พุฒในทันทีพูดแบบนี้หมายความว่าไงวะ 

 

“ดูไม่ออกเลยมั้งว่ามึงชอบพี่พรายน่ะ จ้องขนาดนั้นเนี่ยเป็นปลากัดก็ท้องไปแล้ว!” ไอ้พุฒมันถอนหายใจออกมา “กูว่ามึงเจอศึกหนักแน่พี่รหัสกูคนนี้คงไม่ยอมมึงง่ายหรอก” ยอมไปแล้วจ้า! ไม่อยากจะเล่า 

 

“เอาไงมึงมาขนาดนี้แล้วจะล่าดาวต่อไหมเหลือแค่หมายเลขสาม เลขแปดกับเลขเก้า หมายเลขสามพี่มันบอกมาแล้วว่าอยู่ภาคโยธาชั้นเจ็ด แปลว่าอีกสองคนต้องมีคนหนึ่งอยู่ภาคคอมแน่นอนและที่สำคัญยิ่งเก็บดาวได้มากเท่าไหร่มึงยิ่งมีโอกาสออกคำสั่งกับพี่พรายได้มากเท่านั้น” 

 

…! 

 

“เฮ้ยจริงด้วยว่ะกูแม่งทำไมไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยวะไอ้พุฒ” 

 

“ครั้งนี้กูจะช่วยมึงเรื่องพี่พรายเองแต่ถ้าถึงคราวกูมึงก็ต้องช่วยกูด้วยนะ” ห่ะ! พูดแบบนี้แปลว่ามันต้องมีคนที่แอบชอบอยู่แน่เลย 

 

“เออ...ใจแลกใจเลยเพื่อน”  

ความคิดเห็น