ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 14 : ความเงียบที่ไม่อึดอัด

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 : ความเงียบที่ไม่อึดอัด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ส.ค. 2563 19:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 : ความเงียบที่ไม่อึดอัด
แบบอักษร

ความเงียบที่ไม่อึดอัด 

 

"อรุณสวัสดิ์นะเจ้าตัวเล็ก" ผมเคลื่อนมือลูบลงบนหน้าท้องของตัวเองด้วยรอยยิ้ม ที่มันยังคงแบนราบเรียบดั้งเดิมกับอายุครรภ์เพียงสองเดือน ก่อนจะหยิบปากกาบนหัวเตียงขีดลงบนปฏิทินตั้งโต๊ะคอยเวลาที่เราสองคนจะได้พบหน้ากันอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ 

"วันนี้ก็อย่ารังแกคุณแม่นะครับ" ผมว่าอย่างขัดเขินที่ต้องพูดแบบนี้กับตัวเอง ก่อนจะลุกไปจัดการตัวเองในห้องน้ำอย่างระมัดระวังและเดินมาหยุดตรงหน้าตู้เสื้อผ้าหยิบชุดนักศึกษามาสวมใส่ ตรวจดูร่างกายตัวเองอีกครั้งว่าไม่ลืมอะไรแล้ว ก็หยิบกระเป๋าเดินลงไปชั้นล่าง เพื่อเดินไปยังมหาลัย 

บรรยากาศยามเช้าที่แสนสดชื่น มันทำให้ผมยิ้มรับบรรยากาศ กระทั่งเดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ภายในห้อง เสียงที่ไม่ได้ตั้งใจจะได้ยินก็ทำให้ผมหยุดชะงักเล็กน้อย 

"นี่เธอรู้หรือเปล่าว่าแป้งลาออกไปแล้วนะ" 

"จริงเหรอ ทำไมล่ะ" 

"ฉันเองก็ไม่รู้เหตุผล" 

เสียงของหนิงกับชมพู่ที่คุยกันหลังห้อง ผมแปลกใจไม่น้อยทีเดียวว่าเธอลาออกไปไหน แต่นั่นผมจะใส่ใจเรื่องของเธอทำไมในเมื่อเราสองคนก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันแล้ว แต่สายตาของทั้งสองคนที่ปรายมาทางผมอย่างสงสัยนั้น ผมยิ่งไม่เข้าใจแต่ทั้งสองก็ไม่ได้มาหาเรื่องผมที่โต๊ะ 

"คิดว่ามีคนคุ้มกะลาหัวแล้วฉันจะไม่กล้าหรือไง" 

"ชู่ เดี๋ยวมันก็ได้ยินหรอก" ชมพู่ว่าปรามหนิงที่กอดอกตัวเอง น้ำเสียงที่พูดออกมาก็ประชดประชันมากทีเดียว 

"ทำไมพี่เนตรถึงหลงมันนัก น่าจะตาสว่างได้แล้ว ผู้หญิงสวยๆ มีให้เลือกตั้งเยอะแยะ"  

โชคดีที่อาจารย์เดินเข้ามาในห้องเสียก่อน พวกเขาจึงได้หยุดประโยคประชดประชันถึงผมลงและตั้งใจเรียนภายในห้อง ผมเพียงส่ายหน้าไปมาช้าๆ เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนใจที่เขาอคติต่อเราได้ เลี่ยงได้ผมก็เลี่ยง 

และหลังเลิกเรียนผมที่กำลังเดินทางกลับห้องพัก เสียงของพี่ทายก็ทำให้ผมหันไปยิ้มให้กับชายหนุ่มที่ใส่ชุดธรรมดายืนกับกลุ่มเพื่อน พี่ทายคงไม่มีเรียนในวันนี้ 

"น้ำหนึ่ง" 

"ครับ" 

"พี่ๆ ที่ทำงานฝากของมาให้ ตามพี่มาสิครับ" พี่ทายจับข้อมือผมเดินไปอีกทาง สถานที่จอดรถ ก่อนจะเปิดหลังรถหยิบของภายในนั้นออกมา มันเป็นน้ำผลไม้และของมีประโยชน์ 

"พี่ทาย" ผมมองสิ่งของที่พี่ทายยื่นให้ผมถือมันทั้งหมด ดวงตาผมมันสั่นระริกและร้อนผ่าวไปหมด 

"ทุกคนเป็นห่วงน้ำหนึ่งนะครับ และเข้าใจเหตุผลของน้ำหนึ่งดี แล้วก็สบายใจได้มีเพียงไม่กี่คนที่รู้เรื่องนี้เพราะพี่รู้ว่าเราคงจะลำบากใจ" พี่ทายพูดให้ผมสบายใจ ผมเพียงพยักหน้าลงเล็กน้อย 

"ขอบคุณมากนะครับ ฝากขอบคุณพี่ๆ ด้วย" ที่ดีกับผมมากขนาดนี้ 

"แล้วช่วงนี้น้ำหนึ่งไปทำงานที่ไหน" พี่ทายพูดเปลี่ยนเรื่อง ผมจึงตอบออกไปเมื่อครั้งที่คุยกับพี่เนตร 

"พี่เนตรชวนผมไปทำงานด้วยครับ แต่ต้องหลังปิดเทอม ช่วงนี้ผมก็รับจ้างวาดภาพไปก่อน" ผมมีเพจรับวาดภาพอยู่ครับ เป็นภาพศิลปะสีไม้ ซึ่งก็พอช่วยผมให้พอใช้จ่ายและผ่านช่วงนี้ไปได้ 

"จริงด้วยว่าน้ำหนึ่งชอบวาดภาพ เดี๋ยวพี่ช่วย" พี่ทายพูดอาสา ผมยิ่งยิ้มกว้างเพราะพี่ทายรู้จักคนมากทีเดียวถ้าจะช่วยผมโปรโมทคงได้ลูกค้ามาเพิ่ม 

"ครับ" ผมยืนคุยกับพี่ทายอีกสักพักก็ขอตัวกลับห้องเพราะยังมีงานค้างอยู่ พี่ทายเองก็กลับไปทำงานในส่วนของตัวเอง ถึงไม่ได้มีเรียนแต่ก็มีงานกลุ่มให้มาทำที่มหาลัยอยู่ดี 

"วันนี้เป็นเด็กดีมากครับ" ผมยิ้มมองท้องตัวเองที่วันนี้เขาก็ไม่รังแกผมให้รู้สึกคลื่นไส้หรือเวียนหัว อาจจะมีอาการง่วงนอนบ้าง สงสัยเจ้าตัวเล็กจะชอบนอนเป็นพิเศษ ผมถึงรู้สึกง่วงตามไปด้วย วางของที่พี่ๆ ฝากมาให้ตรงมุมห้องและหยิบอุปกรณ์วาดภาพขึ้นมาเพื่อเริ่มทำให้กับลูกค้า ผมต้องขยันหน่อยแล้ว ถึงภาพจะได้ราคาดีกว่างานในบาร์ แต่ลูกค้าก็ไม่ได้สม่ำเสมอ บางเดือนก็มาก บางเดือนก็น้อย ผมถึงต้องทำงานที่หลากหลาย 

หยิบโต๊ะญี่ปุ่นใต้เตียงนอนมากลางตรงห้อง เวลาที่ผมใช้สมาธิในการวาดผมจะจดจ่อกับมันนานทีเดียวแทบจะไม่สนใจสิ่งรอบข้าง จนช่วงพักหลังจากครบหนึ่งชั่วโมงผมก็ลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสายไล่ความเมื่อยขบออกจากตัว แต่พอจะนั่งลงที่เดิมเสียงเคาะประตูตรงหน้าห้องทำให้ผมแปลกใจเล็กน้อยว่าใครมาหาผมที่นี่ก่อนจะเดินไปเปิดเพียงเล็กน้อย ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าผม ใบหน้าที่คุ้นเคยทำให้ผมยิ้มต้อนรับเขาเข้ามาภายในห้อง 

"คุณอัคคี" 

"เธอทำอะไร" 

"ผมกำลังวาดภาพครับ คุณมีธุระอะไรกับผมหรือเปล่า" ผมหันไปมองภาพตรงโต๊ะและหันกลับมามองเขาอีกครั้ง 

"เปล่า" เนิ่นนานทีเดียวกว่าเขาจะตอบออกมา 

"น้ำครับ คุณอัคคี" 

"อืม" แล้วเขาก็หันไปรับขวดน้ำเก็บอุณหภูมิทางด้านหลังชายชุดดำสองคน ก่อนพวกเขาจะจากไปปล่อยให้เขายืนอยู่ตรงหน้าห้องกับผมตามลำพัง 

"เข้ามาก่อนสิครับ" ผมรีบพาเขาเข้ามาในห้องเพราะไม่เช่นนั้นเราสองคนคงได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูนานทีเดียว คุณอัคคีจึงถอดสูทบนลำตัวออกวางไว้ข้างร่างกายบนเตียงที่เขานั่ง 

"เธอชอบวาดรูป" สายตาของคุณอัคคีมองไปยังภาพที่ผมกำลังวาดมืออีกข้างก็ถือขวดน้ำยกดื่ม ที่ผมวาดอยู่นี้เป็นภาพเสมือนที่ลูกค้าอยากให้ผมวาดก่อนวันรับปริญญาของรุ่นพี่ที่จบไป 

"ครับ ทำส่งให้กับลูกค้า" ผมกลับลงไปนั่งด้านล่างแล้ว เพื่อเพิ่มรายละเอียดงานอีกเล็กน้อย 

"เท่าไหร่" 

"ครับ?" ผมหันไปมองเขาอย่างไม่เข้าใจ 

"ภาพที่เธอวาด" 

"มีตั้งแต่ราคา สองร้อยไปจนถึงหนึ่งพันครับ" ที่ผมรับงานก็มีราคาประมาณเท่านี้ เป็นเรทของนักศึกษาซึ่งผมเองก็เข้าใจเพราะผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ถ้าประหยัดได้ผมก็อยากจะประหยัด 

"..." 

"มือสมัครเล่นก็แบบนี้แหละครับ ไม่ได้มากมายอะไร แต่ผมทำด้วยใจรัก" เขาคงคิดว่าทำไมถึงราคาถูก เพราะมันแสดงออกทางสีหน้านิ่งของเขา  

"อืม เธอทำไปเถอะ" 

"ครับ" แล้วคุณอัคคีก็นั่งเงียบๆ ผมเองก็ทำงานของผมไป ทำจนเพลินทีเดียวแสงจากด้านนอกก็เริ่มหมดลง ผมถึงได้ลุกไปเปิดไฟที่ห้อง ทว่าผมลุกขึ้นยืนเร็วไปเสียหน่อยผมถึงได้หน้ามืดเกือบล้มลงไป 

"ระวังหน่อย"  

"ขอบคุณครับ" คุณอัคคีที่เข้าประชิดตัวผมทันท่วงที จากทางด้านหลัง ทำให้ดวงตาตกใจของผมเริ่มเปลี่ยนเป็นท่าทีเขินอายที่เราสองคนอยู่ใกล้ชิดกันมากทีเดียว และมือของเขาก็วางลงบนเอวของผมพอดี 

"อืม" 

"คุณอัคคีปล่อยผมได้แล้วครับ" อยู่ในท่าทางเช่นนี้นาน มันทำให้ใจของผมสั่นไหวไปหมด คนด้านหลังเองก็คงไม่ต่างจากผม เพราะมืออีกข้างของผมวางลงบนอกของเขาพอดี มันช่างเหมือนใจของผมตอนนี้ 

"เธอวาดเสร็จหรือยัง" 

"ครับ ชุดนี้เรียบร้อยแล้ว" ผมช้อนดวงตากลมมองเขาอย่างไม่เข้าใจ แล้วเขาก็พาผมเดินไปที่เตียงด้วยกัน ท่าทางของชายหนุ่มที่เอาแต่กอดผมไม่ปล่อยทำให้ผมได้แต่นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น 

"ฉันชอบกลิ่นของเธอ" 

"ครับ?" ผมไม่ได้ยินเสียงของเขาที่พูดพึมพำอะไรบางอย่าง 

"เธอใช้น้ำหอมอะไร" ดวงตาคมมองมาทางผมอย่างจริงจัง ผมส่ายหน้าไปมาด้วยรอยยิ้ม 

"ผมไม่ได้ใช้ครับ" ยังไงก็ใช้ไม่ได้เพราะกลิ่นฉุนทำให้ผมเวียนหัว และตลอดมาผมก็ไม่ได้ใช้อยู่แล้วเพราะผมไม่ได้ชอบกลิ่นของน้ำหอมเท่าไหร่นัก 

"งั้นเหรอ" 

"แต่ว่าคุณอัคคีมีธุระอะไรกับผมงั้นเหรอครับ" เพราะตั้งแต่เขาเดินเข้ามาภายในห้อง เขาก็ไม่ได้พูดบอกอะไรกับผมเลย ที่มาหาผมในวันนี้ 

"ฉันแชทมาบอกเธอก่อนหน้าแล้ว" 

"อ่า...ผมไม่ได้ดู" ผมหัวเราะแห้งลุกไปหยิบโทรศัพท์ที่คุณอัคคีซื้อให้ผมและยื่นบัตรที่เขาให้ผมไว้คืนไปเพราะผมคงรับไม่ได้ 

"ฉันให้แล้วไม่รับคืน" คุณอัคคีเพียงมองของบนมือผมแล้วจ้องผมดุๆ 

"แต่ว่ามันมากไปนะครับ ผมเกรงใจ" ยังไงผมก็รับไว้ไม่ได้หรอกครับ เพราะครั้งนั้นคุณอัคคัก็ให้ผมมามากแล้ว 

"แลกกับภาพวาดของเธอ วาดรูปฉัน" 

"ก็ได้ครับ" ถึงยังไงเขาก็ไม่รับคืนไป การแลกเปลี่ยนสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ คงพอทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง ลงไปนั่งลงบนพื้นวาดรูปของเขาที่นั่งนิ่งบนเตียงนอน ช่วงที่ผมใช้สมาธิจดจ่อกับภาพ คุณอัคคีดูดีมากทีเดียว จนทำผมเกร็งไปหมดว่าจะวาดเขาออกมาได้ไม่ดี 

กระทั่งผ่านไปเกือบชั่วโมงผมก็ได้ภาพเขามาหนึ่งภาพ ก่อนจะยื่นให้เขาพิจารณา 

"อืม นั่นรูปเธอใช่ไหม" 

"ครับ" คุณอัคคีมองภาพบนมือแล้วชี้ไปยังภาพวาดบนหัวเตียงของผม ซึ่งผมได้วาดไว้เมื่อนานมาแล้ว ก่อนเขาจะหยิบมาถือบนมือ มันเป็นเพียงกระดาษเอสี่เท่านั้น 

"สองภาพ" 

"เอารูปผมไปทำไมเหรอครับ" ผมถามเขาด้วยใบหน้าแดงก่ำไปหมดที่ถูกชายหนุ่มนำภาพไปรวมไว้บนมือด้วยกัน แต่เขาก็ไม่ยอมตอบอะไรผม กระทั่งเสียงเคาะประตูที่ดังเข้ามาทำให้ผมเดินไปเปิดประตูก็เห็นว่าเป็นชายชุดดำที่ยืนรออยู่หน้าห้อง ก่อนคุณอัคคีจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงหยิบชุดสูทพาดลงบนแขนและหยิบขวดน้ำที่วางบนโต๊ะหัวเตียงนอน 

เขายืนอยู่อย่างนั้นนานทีเดียว ผมจึงเดินจากหน้าประตูไปหาเขาว่ามีอะไรจะให้ผมช่วยถือหรือเปล่า 

"ยาบำรุง" 

"เอ่อ...คือ" ผมหน้าซีดลงทันทีเมื่อผมเพิ่งนึกได้ว่าวางนิตยสารสำหรับเด็กเล็กเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกและยาบำรุงที่ผมต้องกินทุกวันวางไว้บนหัวเตียงนอน คุณอัคคีมองมันนานมากทีเดียวก่อนจะเงยใบหน้าขึ้นมาสบตากับผม 

"ของใคร" สายตาของเขาดูดุดันเสียร่างกายผมสั่นไปหมด เพราะผมไม่เคยเห็นเขาในโหมดนี้ จึงก้มใบหน้าลงเสียงที่เอ่ยตอบออกไปทั้งสั่น ทั้งกลัวไปหมด 

"เป็นของผะ..." ไม่รู้ทำไมผมจึงยอมรับกับเขาออกไป แต่เสียงมันก็ส่งผ่านไปไม่ถึงเมื่อชายชุดดำตรงหน้าห้องเอ่ยแทรกขึ้นมาระหว่างเรา 

"คุณอัคคีครับ เดี๋ยวจะไม่ทันนัด" 

"อืม ฉันไปก่อน" คุณอัคคียอมผละสายตาออกจากผมแล้วเดินจากไปที่ห้อง ผมเดินไปส่งเขาที่หน้าประตูและเอ่ยกับเขาด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย 

"ครับ เดินทางปลอดภัยนะครับ" คุณอัคคีเพียงมองผมอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากห้องไป ผมวางมือทาบอก ดวงตาของเขาเมื่อครู่มันน่ากลัวมากจริงๆ ช่างโชคดีที่ผมไม่ได้บอกเรื่องนั้นกับเขาไป 

ก่อนจะกลับมานั่งวาดภาพตามเดิม นั่งอีกเพียงครู่เดียวแชทของลูกค้าที่ขึ้นมาทางเพจของผมทำให้ผมยิ้มกว้างและเปิดมันขึ้นมาดู เป็นชื่อของใครบางคนที่ไม่มีรูปโปรไฟล์ใดๆ นอกจากชื่อว่า King's เขาบอกให้ผมช่วยวาดภาพธรรมชาติสามภาพและจะยอมจ่ายค่าผลงานให้ห้าเท่า ผมว่ามันมากไป ผมไม่อยากเอาเปรียบ แต่เขาก็บอกว่าเขาจะนำมันขึ้นประมูลและได้มากกว่านี้และภาพของผมมันสามารถมีราคามากกว่านั้น ผมถึงยอมรับงานมาทำด้วยรอยยิ้ม 

"วันนี้โชคดีจัง" ผมลูบมือลงบนหน้าท้องของตัวเอง ถ้ามีเงินก้อนนี้ผมก็สามารถใช้ชีวิตไปได้ถึงก่อนจะเดินทางไปทำงานญี่ปุ่นกับพี่เนตรอย่างไม่เดือดร้อน และจะได้หาของมาบำรุงเจ้าตัวเล็กให้แข็งแรง

และนอกจากเรื่องดีๆ ในวันนี้แล้ว เสียงของข้อความเข้าของคุณอัคคีที่ส่งมาหาผมก็ยิ่งทำให้ผมยิ้มหัวเราะออกมา ภาพของคุณอัคคีที่เขาให้ผมวาดให้ถูกตั้งไว้บนหัวเตียงนอนของเขาคู่กันกับภาพของผม

.

.

 

"นายไม่ได้หลอกฉันแน่นะว่าฉันจะไม่ขาดทุน"

"อืม" อัคคีจิบน้ำขิงในท่าไขว่ห้าง ปลายนิ้วที่ยกจิบน้ำชาและแผ่นหลังตรงตามหลักผู้ดีไม่มีผิดพลาด ส่วนคนที่นั่งตรงข้าม ไม่สิ เรียกว่านอนกลิ้งเกลือกบนโซฟามองโทรศัพท์กับเพจเพจหนึ่งที่อัคคีสั่งให้เขาสั่งซื้อภาพมาสามภาพและให้เสนอราคามาห้าเท่าด้วยคิ้วขมวด หน้าเครียด ฟาโรห์รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีแปลกๆ ว่าการลงทุนครั้งนี้จะขาดทุน

"นายไม่เชื่อฉัน" อัคคีวางแก้วลงแล้วจ้องมองไปยังดวงตาของฟาโรห์

"ปะ...เปล่า ก็เห็นเป็นเพจไม่ได้ดังอะไรมาก ฉันก็แค่ถามเพื่อความหมั่นใจ" ฟาโรห์เชื่อในคำพูดของอัคคี เพราะอีกฝ่ายพูดอะไรมักจะเป็นไปตามนั้นเสมอ แต่เพจธรรมดา เพจหนึ่งที่มีภาพลงไปกี่ภาพ จะมีฝีมือดีเชียวหรือ

"กลับไปได้แล้ว"

"ฉันเพิ่งมาถึงเองนะ นายให้ฉันมาด้วยเรื่องแค่นี้แล้วไล่กลับ" ฟาโรห์ลุกจากโซฟาทันที ทำเอาผมที่ยุ่งเหยิงดูยุ่งกว่าเดิมเสียอีก

"ฉันจะนอน" อัคคีพูดอย่างที่รู้สึกในตอนนี้และลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

"โอเคครับ คุณชายเชิญเลย กระผมจะกลับแล้วขอรับ" ฟาโรห์ยอมกลับแล้วก็ได้ ในเมื่อเจ้าบ้านไล่ขนาดนี้

"แต่จะว่าไปสีหน้านายช่วงนี้ดูดีขึ้นนะอัคคี นายไปทำอะไรมา" ช่วงก่อนดูซีดเซียวไม่มีชีวิตชีวา วันนี้กลับดูดีขึ้นอย่างแปลกหูแปลกตา หรือว่าจะมีหมอคนไหนมารักษา

"เปล่า" อัคคีชะงักครู่หนึ่งกับคำพูดของฟาโรห์ แต่คำว่าเปล่าจากปากชายหนุ่มที่ยิ้มอย่างอ่อนโยนได้นั้นไม่มีอยู่จริง ใครกันที่ทำให้ผู้ชายยิ้มยากอย่างอัคคี ยิ้มได้อย่างอ่อนโยนเช่นนี้

ชักสงสัยแล้วสิ แบบนี้ต้องตามสืบ หึหึ

 

+ + + + + + + + + + + + + + 

ความคิดเห็น