facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

27.น้องใหม่กับเมียโหด 1

ชื่อตอน : 27.น้องใหม่กับเมียโหด 1

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 27.9k

ความคิดเห็น : 202

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ส.ค. 2563 11:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 600
× 0
× 0
แชร์ :
27.น้องใหม่กับเมียโหด 1
แบบอักษร

27.น้องใหม่กับเมียโหด 1 

  

           ผู้หมวดเผ่าเทพนั่งอ่านเอกสารการย้ายเข้ามาประจำการที่นี่ของเหล่าตำรวจพลร่มชุดใหม่ที่กำลังจะเดินทางมาในอีกสองวันข้างหน้านี้ นอกจากเป็นเอกสารการย้ายเข้ามาประจำการที่ฐานแล้วก็ยังมีประวัติส่วนตัวของเจ้าหน้าที่แต่ละนายด้วย ผู้หมวดหนุ่มดูๆ แล้วก็ไม่ได้เห็นถึงความผิดแปลกแต่อย่างใด เพราะทุกครั้งเมื่อมีเจ้าหน้าที่คนใหม่เข้ามาประจำการก็จะมีเอกสารประมาณนี้ถูกส่งมาที่ฐานก่อนเสมอ แต่ว่า... 

               “เอ๊ะ!” เมื่อเปิดมาที่ประวัติเจ้าหน้าที่รายสุดท้าย ผู้หมวดหนุ่มก็ตาโตนิ่งอึ้งไปชั่วขณะจนผู้หมวดศิวะที่เพิ่งเดินขึ้นมาบนอาคารอำนวยการต้องหันมามองอย่างสงสัย 

               “เป็นไรไอ้เทพ ผีหลอกหรอทำหน้าซะตกใจเลย” 

               “ไอ้ศิ คราวก่อนมึงบอกกูว่าจะมีเจ้าหน้าที่น้องใหม่มาประจำการที่นี่กี่คนนะ” 

               “สามสิบคน ไม่ขาดไม่เกิน ทำไมหรอ” 

               “กูว่าเกิน เพราะเอกสารรายชื่อของเจ้าหน้าที่ที่จะเข้ามาประจำการที่นี่ฉบับที่เพิ่งถูกส่งมาล่าสุดเนี่ยมีสามสิบเอ็ดคน” 

               “เฮ้ย! ได้ไงวะ คราวก่อนกูอ่านละเอียดแล้วนะ มีสามสิบคน น้องใหม่เพิ่งฝึกหลักสูตรตำรวจพลร่มเสร็จจากค่ายแบบสดๆ ร้อนๆ เลย มีมาที่ฐานเราสามสิบคน ไปประจำการที่ธารโตอีกยี่สิบ ไปนราธิวาสสิบห้า มีฐานเราฐานเดียวที่ได้คนมาเพิ่มเยอะที่สุด” 

               “ใช่ เจ้าหน้าที่คนอื่นน่ะเพิ่งฝึกหลักสูตรตำรวจพลร่มมาจากค่าย แต่คนนี้ไม่ได้ฝึกมา เขาจะมาประจำการที่ฐานของเราในตำแหน่งของ...หมอ” 

               “หมอ!” ผู้หมวดศิวะรีบคว้าเอกสารจากผู้หมวดเผ่าเทพไปดูในทันที และทันทีที่เขาเห็นชื่อและภาพถ่ายของเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว รอยยิ้มของเขาก็แสยะออกมาแล้วมองหน้ากันกับผู้หมวดเผ่าเทพอย่างรู้กัน 

               “ผู้กองรู้เรื่องนี้ยัง” 

               “ยัง นู่น มานู่นแล้ว มึงเอาเอกสารชุดนี้ไปให้ผู้กองเซ็นรับทราบที” ผู้หมวดเผ่าเทพบอกเพื่อนเมื่อเห็นผู้กองพนากำลังเดินขึ้นมาบนอาคารอำนวยการอีกคน เขาสวมเสื้อยืดตำรวจพลร่มสีดำ ที่แขนมีผ้าพันแผลพันเอาไว้เนื่องจากวันก่อนตอนออกลาดตระเวนแล้วถูกลอบยิงโดยคนร้าย ซึ่งคนร้ายรายนั้นก็ถูกผู้กองพนาสวนกลับจนตายคาที่เช่นกัน คาดว่าน่าจะเป็นคนของชารีฟที่ถูกส่งมาให้ลอบสังหารเขา ดีที่กระสุนโดนเข้าที่แขนแต่ไม่ได้เข้าลึก ผู้กองพนาจึงกลับมาทำงานได้ตามปกติ ผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะคิดว่าที่ผู้กองของพวกเขาพลาดท่าคนร้ายง่ายแบบนี้ก็คงเป็นเพราะอาการตรอมใจถูกเมียทิ้งเลยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ถ้าสุขภาพหัวใจของผู้กองแข็งแรง ผู้กองของพวกเขาไม่มีทางพลาดแน่ๆ ก็ได้แต่ภาวนากันแหละว่าอย่าเพิ่งให้ชารีฟหรือผู้ก่อการร้ายเคลื่อนไหวตัวช่วงนี้เลย ผู้กองของพวกเขายังไม่พร้อมที่จะรบกับใคร 

               “ผู้กองครับ เอกสารรายชื่อเจ้าหน้าที่น้องใหม่ส่งมาแล้วนะครับ” ผู้หมวดศิวะรีบยื่นเอกสารให้ ซึ่งผู้กองพนาก็หันมาเซ็นเอกสารให้เขา แต่พอเซ็นเสร็จเขาก็ทำท่าจะเดินกลับเข้าห้องทำงานไปดื้อๆ 

               “เดี๋ยวสิครับ ผู้กองจะไม่ดูประวัติเจ้าหน้าที่แต่ละนายหน่อยหรอครับ นอกจากเจ้าหน้าที่ที่เป็นตำรวจพลร่มน้องใหม่แล้วก็ยังมีหมอมาประจำการที่นี่ด้วยนะครับ” 

               “หมวดสองคนดูแทนผมก็แล้วกัน ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอก” 

”แต่ว่า...” 

“บอกไม่ดูก็คือไม่ดูไง เดี๋ยวเจ้าหน้าที่คนใหม่มาผมก็เห็นหน้าเขาเองแหละ ตอนนี้อย่าเพิ่งมากวนใจผม ผมต้องเขียนรายงานการลาดตระเวนวันก่อนส่งทางผู้ใหญ่ก่อน” 

               “ให้ผมเขียนแทนมั้ยครับ แขนผู้กองยังไม่โอเคเลย” ผู้หมวดเผ่าเทพถามด้วยความเป็นห่วง แต่ผู้กองพนาก็ส่ายหน้าตอบอีก 

               “ไม่ต้อง ผมจะเขียนเอง อยากหาอะไรทำน่ะจะได้ไม่ต้องว่างแล้วฟุ้งซ่านอยู่คนเดียว” น้ำเสียงของเขาฟังดูหงอยเหงานักจนผู้หมวดทั้งสองนึกอยากจะให้เจ้าหน้าที่คนใหม่รีบๆ เดินทางมาที่ฐานกันวันนี้เลย 

               “งั้นก็อดทนหน่อยนะครับ อีกสองวันฐานของเราก็จะมีหมอแล้ว ทีนี้ก็จะได้มีคนมาคอยดูแผลให้ผู้กอง” ผู้หมวดเผ่าเทพยิ้มบอก แต่อีกฝ่ายก็เพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ แล้วก็เดินเข้าห้องทำงาน สองหมวดจึงต้องถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีก ถ้าผู้กองไม่ยอมอ่านประวัติเจ้าหน้าที่คนใหม่ งั้น...ก็คงต้องมีเรื่องเซอร์ไพรส์กันแล้วล่ะ  

               “แล้วนี่มึงไปทำอะไรมาไอ้ศิ ทำไมเลอะไปทั้งตัวแบบนี้” ผู้หมวดเผ่าเทพเพิ่งสังเกตสภาพของผู้เป็นเพื่อนที่มีคราบดินโคลนเลอะไปทั้งตัว 

               “อ๋อ ไปช่วยพวกดาบดำรงขุดบ่อโคลนมาน่ะ เตรียมงานรับน้องใหม่ไง แค่คิดก็สนุกแล้ว อ้อ! แล้วว่าแต่คุณหมอที่จะมาเนี่ย เราต้องรับน้องใหม่เขาด้วยมั้ยวะ” 

               “อ่า...ถ้าเป็นคนนี้ล่ะก็...” ผู้หมวดเผ่าเทพมองไปทางห้องทำงานของผู้กองพนา “ให้ผู้กองเขารับน้องเองจะดีกว่า ท่าจะได้สั่งซ่อมกันยาวๆ” แล้วสองหมวดก็พากันหัวเราะอย่างกับตัวร้ายในละคร แทบจะอดใจไม่ไหวรอดูฉากรับน้องของใครบางคน ทำกับผู้กองของพวกเขาเจ็บแสบขนาดนี้ได้โดนผู้กองเอาคืนแบบสะท้านไปทั้งตัวทั้งใจแน่ๆ อย่าให้ผู้กองต้องโกรธ เพราะถ้าได้โกรธแล้วความปรานีไม่มีให้แน่นอน 

  

 

 

               ก่อนที่จะเข้ามาประจำการเป็นตำรวจพลร่มตามฐานปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ทุกนายจะต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรของตำรวจพลร่มกันเสียก่อน โดยจะต้องไปฝึกกันที่กองกำกับการ 4 กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ค่ายนเรศวร จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งตำรวจพลร่ม และหน่วยรบพิเศษนเรศวร 261 กับอรินทราช 26 ทุกนายต่างก็ต้องมาฝึกอบรมหน่วยรบกันที่นี่ก่อนที่จะแยกย้ายไปประจำการตามหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ โดยหน่วยนเรศวร 261 กับหน่วยอรินทราช 26 นั้นแม้จะร่วมฝึกด้วยกันเป็นเวลาสี่เดือนเศษ แต่เมื่อถึงยามต้องปฏิบัติงาน หน่วยอรินทราช 26 จะรับผิดชอบงานแค่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นหลัก ในขณะที่หน่วยนเรศวร 261 ที่ผู้กองพนาเคยประการอยู่จะดูแลรับผิดชอบในพื้นที่ทั่วประเทศ 

               เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มผ่านการฝึกอบรมมาแล้วก็จะไปประจำการตามหน่วยหรือฐานปฏิบัติการต่างๆ ตามพื้นที่ หรือหากใครอยากเพิ่มขีดความสามารถของตัวเองก็จะไปฝึกหลักสูตรหน่วยรบอื่นๆ เพิ่มไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรรีคอน หลักสูตรหน่วยซีลของทางกองทัพเรือ หลักสูตรปฏิบัติการพิเศษ อากาศโยธินของกองทัพอากาศ หลักสูตรทหารเสือราชินี หลักสูตรการรบแบบจู่โจมเรนเจอร์หรือเสือคาบดาบของกองทัพบก รวมถึงหลักสูตรช่วยเหลือและค้นหาผู้ประสบภัย.หรือมนุษยกบตำรวจ หลักสูตรเก็บกู้วัตถุระเบิด EOD ของทางกรมตำรวจด้วย ยิ่งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงก็ยิ่งต้องเชี่ยวชาญการรบ ฝีมือการรบของตำรวจพลร่มแต่ละนายจึงนับได้ว่าไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย ดังเช่นผู้กองพนาที่ผ่านหลักสูตรการรบมาแทบทุกแขนงจากทุกเหล่าทัพ เขาจึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับรุ่นน้องอีกหลายๆ คนที่อยากจะเก่งกล้าตาม 

               ผู้หมวดศิวะแสยะยิ้มให้กับน้องใหม่ทั้งสามสิบนายที่เพิ่งเดินทางเข้ามารายงานตัวที่ฐาน วันนี้เป็นวันแรกที่ทุกคนเดินทางมาถึง เขาจะยิ้มแย้มทำใจดีไปก่อน ไว้พรุ่งนี้ก่อนเถอะกิจกรรมรับน้องถึงจะเริ่ม พ่อจะเล่นงานให้อ่วมเลย หนังชีวิตได้มีให้เห็นในวันพรุ่งนี้แน่ๆ 

               “ไหนหมวดบอกว่าเจ้าหน้าที่ที่จะมามีสามสิบเอ็ดคนไง เท่าที่นับดูนี่มีแค่สามสิบคนเองนะ” ผู้กองพนาหันมาถามผู้หมวดศิวะขณะตรวจแถวเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มน้องใหม่ทั้งสามสิบนาย ซึ่งแต่ละนายล้วนแต่เป็นหนุ่มไฟแรงมีใจฮึกเหิมต่อการปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างมาก 

               “อ๋อ อีกคนเป็นหมอครับ เป็นผู้หญิงด้วยผมเลยไม่ได้ให้เขามารวมตัวกับทุกคน” 

               “อ้าว ผู้หญิงหรอ งั้นหมวดไปบอกเขาให้กลับไปได้เลย ที่นี่รับแต่เจ้าหน้าที่ผู้ชาย งานที่นี่มันหนักผู้หญิงทำไม่ได้หรอก” 

               “โหผู้กอง เจ้าหน้าที่คนนี้เส้นใหญ่มากเลยนะครับ ผมไม่กล้าหรอก ผมว่าผู้กองคุยกับเขาเองจะดีกว่านะครับ” 

               “ถ้าใช้เส้นมายิ่งให้อยู่ที่นี่ไม่ได้ ผมรับคนที่ความสามารถ ไม่ใช่ใช้เส้นสาย” ผู้กองพนายืนยัน แต่ก็สงสัยนัก ถ้าจะเส้นใหญ่ขนาดนั้นทำไมไม่ขอไปประจำการในเมืองหรือที่ที่มันสุขสบายกว่านี้ ทำไมต้องอยากมาลำบากอยู่ที่นี่ด้วย 

               “งั้นผมให้เขามารายการตัวกับผู้กองเลยนะครับ แล้วผู้กองจะเอาไงค่อยว่ากันอีกที” ผู้กองพนาพยักหน้ารับก่อนจะหันมาฟังการรายงานตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มน้องใหม่ทีละคนตรงหน้าจึงไม่ทันได้สังเกตเห็นใครคนหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาหา และทันทีที่ตำรวจพลร่มน้องใหม่ทั้งสามสิบนายรายงานตัวเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่คนที่สามสิบเอ็ดก็ยืดตัวตรง ลำแขนเล็กๆ ยกขึ้นวันทยาหัตถ์อย่างคล่องแคล่วแข็งแรงแล้วเอ่ยเสียงรายการตัวเสียงดังฟังชัด 

               “ดิฉัน ร้อยตำรวจโทหญิงแพทย์หญิงแก้วเจ้าจอม สุวรรณเวช รายงานตัวค่ะ!” 

               สิ้นเสียงรายงานตัวของเธอ ผู้กองพนาที่ยังก้มหน้าเช็ครายชื่อเจ้าหน้าที่แต่ละนายอยู่ก็ถึงกับชะงักและเผลอตัวกดปากกาในมือใส่เอกสารรายชื่อเจ้าหน้าที่แรงไปจนหัวปากกาหัก ว่ายังไงนะ... 

               เขารีบเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนรายงานตัวกับเขาตรงหน้า หัวใจของผู้กองพนากระตุกวูบขึ้นมาเมื่อจดจำใบหน้าของเธอได้ไม่มีวันลืมเลือน แม่นางไม้น้อยของพี่...วันนี้เธอดูผิดหูผิดตาเขาไปเยอะมาก เขาเคยเห็นภาพของเธอตอนที่แต่งชุดปฏิบัติงานของตำรวจตระเวนชายแดน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นเธอแต่งเครื่องแบบชุดพรางลายเสือของตำรวจพลร่ม เอวบางร่างน้อย หน้าตาสวยหวานจิ้มลิ้ม ริมฝีปากแดงระเรือแต่บุคลิกท่าทางกับดูแข็งแกร่งเกินหญิง แม้ที่แขนเสื้อด้านซ้ายจะติดเครื่องหมายทางการแพทย์เอาไว้แต่ที่อกเสื้อของเธอก็ติดปีกพลร่มของหลักสูตรส่งทางอากาศ รวมถึง...ปีกเครื่องหมายแสดงความสามารถแม่นปืนชั้นเชี่ยวชาญของทางกรมตำรวจด้วย 

               “โห ติดปีกนักแม่นปืนชั้นเชี่ยวชาญเหมือนผู้กองเลย ในขณะที่เราสองคนยังได้แค่นักแม่นปืนชั้นสูง อายว่ะ” ผู้หมวดศิวะแอบกระซิบกับผู้หมวดเผ่าเทพ ซึ่งเขาเองก็อึ้งไม่ต่างกัน เห็นผู้หมวดศิวะเล่าเรื่องตัวตนจริงๆ ของเธอให้เขาฟังแล้ว เขายังไม่อยากจะเชื่อเลยจนได้มาเห็นเธอในวันนี้ ถึงว่าสิเมื่อก่อนเธอดูมีทักษะทางการต่อสู้ ที่แท้...ก็เป็นเสือซ่อนเล็บนี่เอง 

               ผู้กองพนายังคงนิ่งอึ้งอยู่กับที่ขณะจ้องเธอ ก่อนที่เขาจะวันทยาหัตถ์ตอบพร้อมกับคำถามที่มีมากมายภายในใจ ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ ก็เธอบอกเลิกเขา บอกให้เขาลืมเธอ บอกว่าเธอกับเขาคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว ทำไม...เขามองหน้าเธอสลับกับรายชื่อของเจ้าหน้าที่ 

               “ผมบอกผู้กองแล้วนะครับว่าให้ลองอ่านรายชื่อตำรวจน้องใหม่ดู” ผู้หมวดศิวะยิงฟันขาวให้เขาเมื่อเขาหันมามอง ผู้กองพนาจึงหันกลับมาทางแก้วเจ้าจอมอีกครั้ง นี่เขาไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย เป็นเธอจริงๆ ใช่มั้ยที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา เขาอยากจะเข้าไปกอดเธอเหลือเกินแต่ก็ทำไม่ได้เมื่อต้องอยู่ต่อหน้าทุกคนในตอนนี้ สิ่งที่ทำได้จึงเป็นเพียงให้ผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะมาต้อนรับเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มน้องใหม่แทนแล้วนำทุกคนไปยังที่พัก เหลือเพียงแค่แก้วเจ้าจอมเท่านั้นที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมเมื่อผู้กองพนามีเรื่องจะพูดกับเธอก่อน 

               “...ทำไม...” 

               “ฉันถูกสั่งย้ายให้มาที่นี่ค่ะ” 

               “ใครย้าย” 

               “แม่ทัพภาคที่ 3” พอเธอตอบผู้กองพนาก็หลุดยิ้มออกมาในทันที ไม่คิดว่าท่านจะเห็นใจเขาถึงขั้นใช้เส้นสายย้ายลูกสาวตัวเองลงมาหาเขาแบบนี้ 

               “ฉันจะไปที่พักเหมือนคนอื่นๆ ได้แล้วยังคะ” แก้วเจ้าจอมชี้ไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มน้องใหม่ ซึ่งตอนนี้กำลังเข้าที่พักกันแล้ว ก่อนมาเธอได้ข่าวว่าที่นี่รับน้องโหดมาก แล้วทำไมตำรวจน้องใหม่ถึงได้เดินเข้าที่พักง่ายๆ แบบนี้ หรือว่า...จะยังไม่ถึงเวลา 

               “พี่ไม่รู้ว่าตำรวจใหม่ที่มาจะมีผู้หญิงด้วย ที่พักที่เตรียมไว้มีแต่ที่พักผู้ชาย ถ้าแก้วเข้าพักคงไม่สะดวก งั้น...ไปพักที่บ้านพี่แล้วกัน” แก้วเจ้าจอมเลิกคิ้วขึ้นมองคนตัวสูงตรงหน้าทันที อ้าปากมาก็เห็นลิ้นไก่เลยนะพ่อขนมหวานเมืองพระ 

               “ไม่ดีกว่ามั้ง ขืนให้ฉันไปพักบ้านผู้กองใครเขาจะมองฉันยังไง ฉันมาที่นี่ฉันมาทำงานนะ ไม่ได้มาเป็นเมียใคร ฉันเป็นคนอยู่ง่ายกินง่าย นอนที่ไหนก็ได้ ตชด.ก็พี่น้องกันทั้งนั้น ฉันพักรวมกับทุกคนก็ได้ค่ะ” 

               “ไม่ได้!” จะบ้าหรอ ใครจะไปยอมให้เมียตัวเองนอนอยู่กับผู้ชายทั้งฝูงกัน ยิ่งสวยเกิดมนุษย์มนาอยู่ ผู้กองพนาคิด แล้วก็พยายามคิดหาที่พักอื่นให้กับเธอ แต่ระหว่างนั้นจู่ๆ ก็มีรถกระบะคันสวยขับเข้ามาจอดที่กลางฐาน แก้วเจ้าจอมที่จำได้ว่าเป็นรถใครก็เลยเผลอชักสีหน้าใส่เมื่อเห็นพี่ชายฝาแฝดทั้งสองกระโดดลงมาจากรถแล้วยิ้มแฉ่งมาแต่ไกล แค่นั้นยังไม่พอ ยังมีอรินตามลงมาจากรถด้วยอีกคนในชุดเครื่องแบบของตำรวจพลร่มติดอาร์มเครื่องหมายทางการแพทย์เหมือนกับเธอทุกอย่าง นี่มันเกิดเรื่องวุ่นอะไรกันอีกเนี่ย 

               ผู้กองสองแฝดยังคงยืนอยู่ข้างตัวรถในขณะที่อรินเดินเข้ามาหาผู้กองพนาก่อนที่จะยืดตัวตรงแล้วยกมือขึ้นวันทยาหัตถ์ 

               “ผม ร้อยตำรวจตรีนายแพทย์...” 

               “มาทำไม” ยังไม่ทันจะได้รายงานตัวผู้กองพนาก็เบรกซะก่อน ไม่ต้องมารายงานชื่อกับเขาหรอก เขารู้จักชื่อมันดี แม้แต่พ่อมันเขาก็รู้จัก 

               “มีคำสั่งย้ายผมแบบกระทันหันมาที่นี่ ผมก็เลยถือหนังสือย้ายตัวเองมาด้วย” อรินส่งซองเอกสารการย้ายตัวเองมาที่นี่ให้ ผู้กองพนาจึงเปิดออกดูจนกระทั่งได้เห็นลายเซ็นของผู้กำกับไกรจักรและพลโทคีรินทร์...หนอย...ไอ้เด็กบ้านี่มันใช้เส้นพ่อมันย้ายตัวเองตามเมียเขามา พ่อกับลุงมันใหญ่ขนาดนี้แล้วเขาจะปฏิเสธมันยังไงกันล่ะเนี่ย 

               “เล่นบ้าอะไรอยู่” แก้วเจ้าจอมหันมาถามน้องชาย อรินจึงยิ้มแฉ่งให้ 

               “ที่ไหนมีพี่ไนเปอร์ ที่นั่นต้องมีผม ผมจะไม่ยอมแยกห่างจากพี่ไนเปอร์เด็ดขาด จะตามเป็นเงาตามตัวแบบนี้ไปตลอดชีวิตเลย” 

               “ปลิง” 

               “ยอมรับ” อรินยักคิ้วใส่กวนๆ แต่แก้วเจ้าจอมก็ไม่ได้ว่าอะไรอีกเพราะชินแล้วกับการมีอรินคอยตามติด ผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะเห็นว่ามีแขกมาที่ฐานเพิ่มจึงได้กลับมาเป็นกองหนุนให้กับผู้กองพนาอีกครั้ง มันยังไงกันล่ะเนี่ย ถ้าพี่ชายฝาแฝดของแก้วเจ้าจอมเป็นห่วงน้องสาวเลยตามมาดูอันนี้พวกเขาเข้าใจ แต่อรินนี่สิ จะตามมาเป็นมารหัวใจของผู้กองพวกเขาทำไม 

               “ตกลงผู้กองจะให้ฉันไปพักที่ไหน” แก้วเจ้าจอมย้อนกลับมาถามในเรื่องเดิม ใจผู้กองพนาก็อยากให้เธอไปพักด้วย แต่มีอรินมาแบบนี้เขาคงจะทำอะไรตามใจตัวเองยากแล้วล่ะ 

               “ข้างๆ บ้านพักของผมกับหมวดศิมีบ้านพักอยู่อีกหลังครับผู้กอง เป็นบ้านที่มีสองห้องพักพอดีให้คุณแก้วกับ...” 

               “หมออรินครับ” อรินรีบแนะนำตัว 

               “ครับ ให้คุณแก้วกับหมออรินพักที่นั่นคนละห้องก็ได้” ผู้หมวดเผ่าเทพเสนอ จำได้แล้วว่าอรินคือใคร อรินก็คือคนที่เคยมาตามหาแก้วเจ้าจอมคราวนั้น เป็นลูกชายของผู้กำกับไกรจักรและเป็นมารหัวใจของผู้กองพนาตามที่ผู้หมวดศิวะเคยเล่าให้เขาฟัง 

               “ตอนอยู่แม่สอดผมกับพี่ไนเปอร์เราก็พักอยู่บ้านหลังเดียวกันอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้ไม่มีปัญหาครับ” อรินยังคงอารมณ์ดี เพราะดีใจที่ได้ตามมาอยู่กับแก้วเจ้าจอม ผู้กองพนาที่ทำอะไรไม่ได้แล้วก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย ก็เล่นใช้เส้นใหญ่มากันขนาดนี้แล้วเขาจะไปทำอะไรได้ ยิ่งเขาไล่อรินไปพลโทคีรินทร์ต้องไม่พอใจแน่เพราะท่านก็รักหลานชายคนนี้ของท่านมากเหมือนกัน อีกอย่าง...มีอรินมาก็ดีเหมือนกัน เพราะงานบางอย่างมันก็ต้องให้ผู้ชายทำเท่านั้น อรินจะเต็มที่กับงานได้มากกว่าแก้วเจ้าจอม 

               “งั้นก็เชิญคุณหมอทั้งสองเข้าที่พักเถอะครับ” ผู้กองพนาบอกแล้วพยักหน้าให้ผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะนำแก้วเจ้าจอมกับอรินไปยังที่พัก ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปหาพี่ชายฝาแฝดของแก้วเจ้าจอมที่ยังยืนรออยู่ที่ข้างตัวรถ 

               “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อภูถึงสั่งย้ายน้องสาวของผมมาที่นี่ สถานการณ์ที่นี่มันไม่เหมือนที่แม่สอด ถึงอยู่ที่นี่จะอยู่ใกล้พ่อกับแม่ก็เถอะ ถ้าผมเป็นห่วงน้องสาว ผู้กองคงไม่ว่าอะไรใช่มั้ยหากผมจะมาที่นี่บ่อยๆ” 

               “ยินดีต้อนรับครับ” ผู้กองพนาตอบผู้กองกรินทร์ เข้าใจดีว่าบ้านนี้รักแล้วก็หวงห่วงลูกสาว น้องสาวมาก 

               “อันตรายผมไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่หรอกพี่ซีล ผมกลัวแต่ว่าสมภารจะกินไก่วัดมากกว่า” ผู้กองกวินทร์ว่าขึ้นแล้วมองหน้าผู้กองพนาอย่างกวนๆ “ถึงผมจะชอบพี่มาก แต่ก็ไม่ได้อยากจะให้พี่เคลมยัยโหดของพวกผมไปหรอกนะ เรายินดีต้อนรับพี่แบบพี่ชาย แต่ไม่ยินดีจะต้อนรับพี่ในฐานะของ...น้องเขย พ่อกับปู่ผมมีสายเยอะนะจะบอกให้ ทำอะไรก็ระวังตัวให้ดี” 

               “มาเพื่อขู่ผมใช่มั้ย” 

               “เปล๊า!” สองแฝดว่าเสียงสูงขึ้นพร้อมกันอย่างกวนประสาท “มาดูลาดเลาเอาไว้ต่างหาก เผื่อได้มาเที่ยวที่นี่บ่อยๆ จะได้มาถูก” 

               แฝดนรก! ผู้กองพนาได้แต่คิดในใจ หมั่นไส้ในความกวนประสาท ถ้าขืนสองแฝดนี่มาที่ฐานของเขาบ่อยๆ ความวุ่นวายได้มาเยือนกันพอดี แค่น้องสาวกับอรินก็วุ่นวายมากอยู่แล้ว 

               “พี่ซีล พี่เรนเจอร์” แก้วเจ้าจอมวิ่งกลับมาหาพี่ชายทั้งสองเมื่อนึกได้ว่ามีเรื่องต้องคุยกับพวกเขา นี่เกิดนึกอะไรขึ้นมาถึงได้ชวนกันมาหาเธอถึงที่นี่ 

               “คุณพ่อกับพ่อภูเพิ่งตีกันเสร็จน่ะ คุณพ่อไม่โอเคที่พ่อภูย้ายเรามาที่นี่ แต่ไม่ต้องห่วง แม่แก้มกับป้าเอื้อยลากทั้งคู่ไปอบรมให้แล้ว พี่สองคนเลยมาดูทางนี้หน่วยว่าโอเคมั้ย ถ้าไนเปอร์อยู่ได้พวกพี่ก็วางใจ” ผู้กองกรินทร์บอกกับน้องสาว ใจหายไม่น้อยที่เธอย้ายมาที่นี่ เพราะทุกทีเขากับน้องสาวจะได้ร่วมงานกันตลอด แต่เขาก็รู้ดีแหละว่าน้องสาวของเขาเก่ง อยู่ที่นี่ได้อยู่แล้ว 

               “พี่ซีลไม่ต้องห่วงนะ ไนเปอร์อยู่ได้ เมื่อก่อนไนเปอร์ยังอยู่ที่นี่ได้ตั้งสามเดือนเลยทั้งๆ ที่จำอะไรไม่ได้ แต่ตอนนี้...ไม่มีใครมารังแกไนเปอร์ได้ทั้งนั้นแหละ” แก้วเจ้าจอมเข้าไปกอดพี่ชายอย่างออดอ้อน “แล้วว่าแต่อรินเถอะ ทำไมอรินถึงมาที่นี่ได้คะ” 

               “อ๋อ พอมันรู้ว่าเราย้ายมาที่นี่มันก็เลยไปร้องไห้ชักดิ้นชักงออยู่กับพ่อภู พ่อภูก็เลยย้ายมันมาให้ แล้วคุณพ่อของเราก็ยังสนับสนุนให้อรินมาที่นี่ด้วย เหมือนจะให้อรินช่วยเป็นไม้กันหมาให้น่ะ” ผู้กองกวินทร์ตอบน้องสาวแล้วหันมามองทางผู้กองพนา นี่แหละ หมาตัวที่เขาว่า 

               “ไว้ว่างๆ พวกพี่จะมาเยี่ยม ตอนนี้ได้มาอยู่ใกล้พ่อกับแม่แล้วก็แวะไปหาคุณพ่อกับแม่แก้มบ่อยๆ นะ พวกพี่ต้องไปแล้วล่ะ เกรงใจเจ้าของบ้าน” ผู้กองกรินทร์บอกแล้วกอดน้องสาวที่กำลังกอดและอ้อนเขาอยู่ แก้วเจ้าจอมถูไถใบหน้าไปมากับอกของพี่ชายอย่างน่ารัก ก่อนที่ผู้กองกวินทร์จะเข้ามากอดเธอบ้าง ความน่ารักของทั้งสามคนพี่น้องพลอยทำให้ผู้กองพนารู้สึกอบอุ่นหัวใจไปด้วย การมีพี่น้องนี่มันดีอย่างนี้นี่แหละ เมื่อก่อนน้องชายของเขาก็ชอบอ้อนเขาแบบนี้เหมือนกัน 

               พอร่ำลาพี่ชายทั้งสองแล้ว ผู้กองกรินทร์กับผู้กองกวินทร์ก็ขับรถจากไป ผู้กองพนาจึงวิทยุไปบอกลูกน้องของเขาว่าหากผู้กองสองแฝดจะมาเยี่ยมน้องสาวที่นี่เมื่อไหร่ก็ให้อำนวยความสะดวกเต็มที่เลย มีพี่ชายมาเยี่ยมแบบนี้แก้วเจ้าจอมจะได้ไม่รู้สึกเหงา รถของผู้กองกรินทร์กับผู้กองกวินทร์ขับออกไปจากฐานได้ยังไม่ทันไรมีรถอีกคันขับเข้ามาในฐานอีก พอเห็นว่าเป็นรถของใครผู้กองพนาก็ชักจะปวดหัวไปกันใหญ่ ทำไมวันนี้ฐานของเขาถึงได้ดูคึกคักแบบนี้นะ เดี๋ยวคนนู้นไปคนนี้มา 

               “ผู้กอง ทานอะไรแล้วยังคะริษาทำกับข้าวมาฝาก” ผู้หมวดมาริษาเดินถือปิ่นโตเข้ามาหา แก้วเจ้าจอมที่ยืนอยู่ข้างผู้กองพนาก็เลยกอดอกใส่แล้วมองอีกฝ่ายอย่างท้าทาย 

               “เนี่ยหรอ เพื่อนสนิทของฉันที่หมวดศิวะเคยบอก ไม่น่าจะใช่มั้ง” เธอว่า จนเมื่อผู้หมวดมาริษาเดินเข้ามาหา 

               ฝ่ายผู้หมวดมาริษาเองก็ตกใจไม่น้อยที่เห็นแก้วเจ้าจอมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้สถานะของแก้วเจ้าจอมต่างออกไปจากเดิมมาก ผู้หญิงติ๋มๆ เรียบร้อย ขี้กลัวแล้วก็ชอบทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้อยู่ตลอดเวลาตอนนี้ไม่ได้มีอีกแล้ว แต่ตรงหน้าเธอกลับเป็นแก้วเจ้าจอมคนใหม่ที่ดูเอาเรื่องสุดๆ และพร้อมที่จะฟาดฟันกับใครก็ได้ที่มามีเรื่องกับเธอ แววตาที่ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนยอมคนง่ายๆ เครื่องหมายของยศตำแหน่งที่ปกคอเสื้อ...ร้อยตำรวจโทหญิง...ยศสูงกว่าเธอหนึ่งขั้น เรื่องที่ผู้หมวดศิวะเล่าให้เธอฟังคงเป็นเรื่องจริงสินะ แก้วเจ้าจอมคนนี้ แท้จริงแล้วคือแพทย์ตำรวจ เป็นหลานสาวของท่านนายพลปภพ มีพ่อเป็นผู้บังคับบัญชากองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้และหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม ส่วนพ่อบุญธรรมก็เป็นแม่ทัพภาคที่ 3 เส้นสายใหญ่โตไม่ใช่น้อยเลย 

               “สวัสดีค่ะ ฉันร้อยตำรวจโทหญิงแพทย์หญิงแก้วเจ้าจอม สุวรรณเวช” แก้วเจ้าจอมเป็นฝ่ายทักขึ้นก่อนแล้วเดินเข้าไปหาผู้หมวดมาริษาอย่างไม่นึกกลัวจนอีกฝ่ายต้องก้าวเท้าถอยด้วยความตกใจ เพราะแก้วเจ้าจอมคนก่อนไม่เคยทำแบบนี้ เห็นเธอทีไรแก้วเจ้าจอมแทบอยากจะวิ่งหนีด้วยซ้ำไม่ใช่เดินเข้าใส่แบบพร้อมบวก 

               “สวัสดี ฉัน...หมวดริษา ร้อยตำรวจตรีหญิงมาริษา เป็นครู ตชด..คุณแก้วจำฉันไม่ได้หรอคะ” 

               “จำไม่ได้ค่ะ แต่เห็นหมวดศิวะบอกว่าเราเคยรู้จักกันแล้วก็สนิทกันมากด้วย สนิทแบบไหนหรอคะ” 

               “ก็...” ผู้หมวดมาริษาไม่เคยรู้สึกอึดอัดแบบนี้มาก่อนเวลาพูดกับแก้วเจ้าจอม แก้วเจ้าจอมดูฉลาดและรู้ทันคนไปหมด ไม่ใช่คนที่เธอจะรังแกได้เลย แล้วที่ผ่านมาก็ไม่รู้ว่าแก้วเจ้าจอมจะจำอะไรได้บ้างรึเปล่า 

               “ฉันชักอยากจะรู้จักหมวดมากขึ้นแล้วสิ ว่างๆ เรามาดื่มด้วยกันหน่อยเป็นไง หมวดชอบดื่มรึเปล่า” คราวนี้แก้วเจ้าจอมเดินเข้าไปกอดคอผู้หมวดมาริษาทันที แม้ปากจะยิ้มหากแต่แววตากลับท้าทายแกมบังคับ แลดูมีพลังอำนาจจนผู้หมวดมาริษาแทบจะพูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองผู้กองพนาอย่างขอความช่วยเหลือ 

               “พี่ไนเปอร์!” เสียงอรินร้องเรียกมาจากทางบ้านพัก ก่อนที่หนุ่มหล่อตี๋จะวิ่งกลับมาหาพี่สาวเมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้ตามเขาไปที่บ้านพัก แก้วเจ้าจอมจึงปล่อยตัวผู้หมวดมาริษาเมื่ออรินเข้ามาหาแล้ว 

               “อริน มาพอดีเลย นี่หมวดริษานะ เป็นครู ตชด. คนที่หมวดศิวะเคยบอกว่าเป็นเพื่อนพี่น่ะ” แก้วเจ้าจอมแนะนำ ผู้หมวดมาริษาเลยหันมามองทางอริน หนุ่มน้อยหน้าตี๋อย่างกับศิลปินแดนกิมจิ รูปหล่อขนาดนี้ถ้าสาวๆ เห็นได้กรี๊ดแน่ๆ แต่ถึงจะรูปหล่อยังไง เธอก็ชอบหนุ่มหล่อคมเข้มอย่างผู้กองพนามากกว่า เธอได้ข่าวว่าเขาถูกแก้วเจ้าจอมทิ้ง เธอหวังว่าจะเข้ามาช่วยรักษาแผลใจให้เขา แต่ยังไม่ทันจะคืบหน้าอะไรเลยแก้วเจ้าจอมก็กลับมาแล้ว 

               “ผมหมออรินครับ เป็นแพทย์คนใหม่ประจำฐานนี้เหมือนพี่ไนเปอร์ ย้ายมาจากแม่สอด” อรินยื่นมือไปจับทักทายกับผู้หมวดมาริษาที่ดูท่าทางน่าจะอายุมากกว่าเขากับแก้วเจ้าจอม แต่ก็สวยจนน่ามองเหมือนกัน แล้วพอหันกลับมามองทางแก้วเจ้าจอมอีกครั้ง...พี่ไนเปอร์ของเขาก็สวยกว่าเป็นไหนๆ ทั้งสวย ทั้งตัวหอม 

               “พี่ว่าเราอย่ารบกวนหมวดริษากับผู้กองเลยนะ ไปดูบ้านพักกันดีกว่า ขืนอยู่ที่นี่นานจะเป็นก้างขวางคอพวกเขาเอา” แก้วเจ้าจอมเดินเข้ามาควงแขนอรินแล้วลากน้องชายเดินไปยังบ้านพักโดยมีผู้กองพนามองตามอย่างไม่สบอารมณ์ หงุดหงิดเธอนัก นอกจากจะไม่หวงผัวแล้วยังมีหน้ามาควงแขนผู้ชายคนอื่นต่อหน้าเขาอีก 

               “พวกเขา...เป็นแฟนกันหรอคะ...” 

               “เปล่า เป็นพี่น้องกันน่ะ” ผู้กองพนารีบตอบก่อนจะเดินตามแก้วเจ้าจอมกับอรินไปอย่างไม่ได้สนใจผู้หมวดมาริษาที่ยังยืนเก้ออยู่กับที่ ไม่รู้ว่าตนควรสนใจประเด็นไหนก่อนดี ทั้งแก้วเจ้าจอม อริน หรือผู้กองพนา แล้วกับข้าวที่ทำมานี่ล่ะจะให้ใครกิน 

  

 

 

               บ้านพักของแก้วเจ้าจอมเป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ ที่ยกสูงจากพื้นดินพอควร ตัวบ้านมีลักษณะคล้ายห้องแถวติดกันอยู่สองห้อง ด้านหน้าห้องมีระเบียงเล็กๆ ลักษณะเหมือนกับบ้านพักของผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะที่อยู่ข้างๆ กันนี้ เมื่อคราวที่ฐานถูกพวกของชารีฟโจมตี มีคนร้ายฝ่ายของชารีฟถูกเจ้าหน้าที่ยิงตายที่ระเบียงบ้านหลังนี้ ทำให้บ้านหลังนี้ไม่มีใครกล้าเข้ามาพัก แต่แก้วเจ้าจอมเป็นผู้หญิง การจะให้ไปพักรวมกับเจ้าหน้าที่ผู้ชายที่บ้านพักอีกด้านก็คงจะดูไม่เหมาะสม อีกทั้งยศตำแหน่งของเธอก็สูงเทียบเท่ากับผู้หมวดเผ่าเทพและผู้หมวดศิวะที่เป็นถึงรองผู้บังคับกองร้อยของฐาน เธอจึงควรได้พักอยู่บ้านพักที่เป็นส่วนตัวหน่อย และเธอก็สนิทกับอรินอยู่แล้วจึงพักด้วยกันได้ 

               “ผมเอาห้องนี้ ส่วนพี่ไนเปอร์เอาห้องนู้นนะ” อรินรีบวิ่งเข้าไปจับจองห้องพักคล้ายกับเด็กรีบวิ่งไปแย่งขนมก่อนเพื่อน แก้วเจ้าจอมเห็นแล้วก็เอ็นดูนัก ไม่ว่าจะกี่ปีแล้วแต่อรินก็ยังคงเป็นน้องชายตัวน้อยที่เธอรักมากเสมอ และไม่ถือสาเวลาที่อรินทำตัวไม่ค่อยน่ารัก เธอกับอรินโตมาด้วยกัน ถูกเลี้ยงดูมาด้วยกันเธอจึงสนิทใจกับเขามากที่สุด 

               “เขาว่ากันว่าบ้านนี้เคยมีคนร้ายถูกฆ่าตายด้วย ระวังนะคืนนี้จะมีคนมาขอนอนด้วย” แก้วเจ้าจอมทำเสียงยานคางแกล้งหลอกผีน้อง แต่อรินกลับหัวเราะออกมาลั่น 

               “ถ้าผีมา ผมจะไปขอนอนกับพี่ด้วย” 

               “ให้นอนใต้เตียงนะ” 

               “ได้หมด” ว่าแล้วสองพี่น้องก็หัวเราะคิกคักกันก่อนที่จะแยกย้ายเข้าห้องพักของตัวเอง ส่วนสัมภาระนั้นดาบดำรงได้ให้ลูกน้องช่วยถือมาไว้ให้เมื่อก่อนหน้านี้แล้ว เพราะถือว่าเป็นการให้เกียรติคุณหมอทั้งสอง 

               เมื่อเข้ามาในห้องพัก รอยยิ้มของแก้วเจ้าจอมเมื่อก่อนหน้านี้ก็พลันเลือนหายไป เธอเดินเข้าไปนั่งที่ปลายเตียงเก่าๆ เล็กๆ บนเตียงไม้มีที่นอน หมอนกับผ้าห่มเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่ให้เธอจัดการปูเองเท่านั้น นอกจากเตียงนอนก็มีโต๊ะทำงานเก่าๆ หนึ่งชุดกับตู้เสื้อผ้าเล็กๆ พัดลมหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ไม่ได้มีให้ ห้องน้ำมีห้องเดียวอยู่หลังบ้าน ส่วนที่อาบน้ำ...มีอ่างปูนทรงสี่เหลี่ยมอยู่ระหว่างบ้านพักของเธอกับบ้านของผู้หมวดทั้งสอง บ่งบอกให้รู้ว่าเวลาอาบน้ำคงต้องยืนอาบกลางแจ้งแบบนี้ ไว้เธอค่อยหิ้วถังน้ำไปอาบคนเดียวในห้องน้ำจะดีกว่า แม้ว่าที่นี่จะไม่ได้สิ่งอำนวยความสะดวกอะไรมากแต่ก็พออยู่ได้ เธอถูกสอนให้ใช้ชีวิตเรียบง่ายแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว หลังคาบ้านแม้จะเป็นสังกะสีแต่ก็มีตับจากคลุมทับด้านบนเอาไว้เพื่อที่ว่าเวลาฝนตก เสียงของฝนจะได้ไม่กระทบกับเสียงของสังกะสีจนดังสนั่น เมื่อสามเดือนก่อนเธอเคยอยู่ที่นี่ เธอจำได้ดีว่าฝนตกแทบจะทุกวัน  

แก้วเจ้าจอมเดินไปเปิดหน้าต่างของห้องพัก ซึ่งหน้าต่างห้องพักของเธออยู่ติดกับทางเดินขึ้นเขาไปยังบ้านพักของผู้กองพนา เธอมองขึ้นไปบนบ้านหลังน้องของเขาด้วยความคิดถึงวันคืนเก่าๆ ก่อนหน้านี้ตอนที่ได้เห็นหน้าเขาในรอบสามเดือนที่ต้องห่างกันเธอทั้งดีใจและมีความสุข ได้แต่พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่นตอนรายงานตัวกับเขา แต่แล้วความสุขของเธอก็พลันเลือนหายไปเมื่อผู้หมวดมาริษามาที่นี่ ดูเหมือนตลอดเวลาสามเดือนที่ต้องห่างกันเขาจะมีผู้หมวดมาริษาคอยดูแลอยู่ตลอด แล้วการที่เธอกลับมาหาเขานี่ล่ะ มันจะยังมีความหมายอยู่มั้ย 

               “คิดถึงบ้านหรอ” เสียงๆ นี้ดังขึ้นพร้อมกับที่ใครคนหนึ่งเข้ามากอดเธอเอาไว้จากทางด้านหลัง ตอนแรกแก้วเจ้าจอมนึกว่าเป็นอรินจึงจะรีบหันมาแทงเข่าใส่เขาที่เล่นอะไรบ้าๆ แบบนี้ แต่พอเธอหันกลับไปมองเขากลับเป็นผู้กองพนาเสียนี่ 

               “ผู้กอง...” 

               “ชู่ววว เดี๋ยวไอ้ตี๋ห้องข้างๆ ได้ยิน” เขาบอก แก้วเจ้าจอมจึงรีบผละเขาออกจากตัว ไม่รู้ว่าเขาแอบเข้ามาในห้องของเธอตอนไหน แต่พอเธอผละเขาออกแล้ว เขาก็ยังไม่ยอมถอยออกจากเธอง่ายๆ ซ้ำยังเข้ามากอดเธอเอาไว้จนแน่นอีก ใบหน้าคมเข้มซุกไซ้มาที่ซอกคอของเธอด้วยความโหยหาแล้วริมฝีปากของเขาก็เลื่อนมาประกบกับปากของเธอ แก้วเจ้าจอมถูกดันตัวไปประชิดติดกับผนังห้อง มือทั้งสองข้างถูกจับตรึงเอาไว้กับผนังเหนือศีรษะ เขาเบียดตัวเข้าหาเธอจนเธอไม่มีหนทางจะขัดขืน รสจูบของเขาทำให้เธอปั่นป่วน ความคิดถึงประทุขึ้นมาจนต้องหลับตาลง สับสนไปหมดแล้วว่าเธอควรทำยังไงดี จะจูบตอบก็ไม่ได้แต่จะปฏิเสธเธอก็เสียดายด้วยไม่อยากผละออกจากเขา 

               รสจูบแสนหวานที่คุ้นเคยทำให้แก้วเจ้าจอมยากจะปฏิเสธ จูบนี้ไม่ได้มีแต่ความรักความปรารถนา แต่มันยังแฝงไปด้วยโหยหาที่มีต่อกันและกัน สองแขนของแก้วเจ้าจอมหมดแรงที่จะขัดขืนแล้วผู้กองพนาจึงปล่อยมือของเธอแล้วเปลี่ยนมาเป็นกอดและลูบไล้กายของเธอด้วยความปรารถนา กลิ่นกายแสนหอมของเธอคละคลุ้งอยู่รอบๆ กายของเขาเมื่อเขาเบียดตัวเข้าหาเธออีก จูบลิ้มชิมความหอมหวานจากเธอ ค่อยๆ ดูดกลืนริมฝีปากแดงของเธอราวกับหิวกระหาย ลิ้นอุ่นสอดชอนไชควานหาความหวานล้ำไปทั่วทั้งโพรงปากของเธอ มันดูดดื่มจนแทบจะหลอมรวมเขาและเธอให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เสียงครางแผ่วๆ ในลำคอของแก้วเจ้าจอมยิ่งปลุกอารมณ์รักของเขาให้ลุกโชน... 

               “ไม่! อย่านะ” แก้วเจ้าจอมกลับมาได้สติอีกครั้งเมื่อเขาทำท่าจะปลดกระดุมเสื้อของเธอออก เธอจึงรีบผลักเขาออกห่างจากตัวแล้วยกมือห้ามไม่ให้เขาเข้ามาใกล้ เธอยังคงยืนหอบหายใจอยู่กับที่เมื่อเพิ่งจะได้มีโอกาสสูดลมหายใจอีกครั้ง ไม่ได้... ถึงเธอจะกลับมาหาเขาด้วยความรักความคิดถึง แต่เธอก็จะไม่ยอมให้เขามาแตะต้องได้ง่ายๆ อีก เธอแค่อยากมาอยู่ใกล้ๆ เขา ไม่ใช่มาเพื่อเป็นของตายเหมือนกับเมื่อสามเดือนก่อน ตอนนั้นเธอไม่มีใครนอกจากเขา แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว เขาไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องเธอฉันสามีภรรยา 

               “แก้วกลับมาหาพี่เพราะแก้วจำพี่ได้แล้วใช่มั้ย แก้วกลับมาหาพี่...” ผู้กองพนายังคงดีใจกับเรื่องที่เธอกลับมาหาเขาอยู่ สามเดือนที่ผ่านมาหรือว่า...จะมีอะไรบางอย่างกระตุ้นทำให้เธอจำเขาได้เธอถึงได้กลับมาหาเขา 

               “เปล่า...ฉันก็ยังจำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม” แก้วเจ้าจอมตอบ รอยยิ้มของผู้กองพนาจึงค่อยๆ จางหายไป “พ่อภูบอกว่าหากฉันอยากจำได้ว่าเมื่อก่อนมันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ก็ให้ฉันกลับมาที่นี่อีกครั้งเผื่อได้กลับมาสถานที่เก่าๆ ความทรงจำที่หายไปของฉันอาจจะกลับมา พ่อภูบอกว่าฉันรอดตายมาได้ก็เพราะตำรวจที่ฐานนี้ช่วยเหลือฉันเอาไว้ฉันก็ควรมาตอบแทนบุญคุณ อีกอย่าง...ฉันอยากอยู่ใกล้ๆ แม่ของฉัน คุณพ่อกับแม่แก้มอยู่ที่ปัตตานี จากที่นี่นั่งรถไปแป๊บเดียวก็ถึง ฉันจะได้ไปหาแม่บ่อยๆ ได้ ฉันไม่ได้กลับมาที่นี่เพื่อผู้กอง ขอโทษด้วยถ้าการมาของฉันมันทำให้ผู้กองเข้าใจผิด” 

               ผู้กองพนายิ่งหน้าเสียเข้าไปอีกเมื่อได้ยินแบบนี้ ครั้งหนึ่งเธอเคยเหยียบย่ำหัวใจของเขาจนไม่มีชิ้นดี แล้วตอนนี้เธอก็ยังจะกลับมากรีดแทงหัวใจของเขาซ้ำ 

               “ถ้างั้นคุณก็ไม่ควรกลับมา” เขาพูดเสียงแหบแห้งด้วยความผิดหวัง “เมื่อสามเดือนก่อนคุณเคยฆ่าผมให้ตายมาแล้ว...คุณไม่ควรตามมาฆ่าผมต่ออีก ที่ผมเคยช่วยชีวิตคุณผมไม่ได้หวังจะให้คุณมาตอบแทนอะไร ถ้าเหตุผลของการกลับมาคุณมีแค่นี้...ก็กลับไปเถอะ ไปอยู่ในที่ของคุณ อย่ามาทรมานหัวใจของผม” 

               “ฉัน...” 

               “ผมขอโทษที่ล่วงเกินคุณ...คุณหน้าตาเหมือนกับเมียของผม ผมคิดถึงเมียของผมมากก็เลยเผลอล่วงเกินคุณไป คุณอย่าถือสาผมเลยนะ ผมควรยอมรับความจริงได้แล้ว ควรยอมรับความจริงให้ได้ว่าแก้วเจ้าจอม แม่นางไม้น้อยเมียรักของผม...เขาได้ตายจากผมไปตั้งแต่เมื่อสามเดือนก่อนแล้ว การมาของคุณมันเป็นเสมือนการมาตอกย้ำความเจ็บปวดให้กับผม ผมขอร้อง...ไปซะ อย่ามาล้อเล่นกับความรู้สึกของผม สงสารผมเถอะนะ ช่วยเห็นใจคนที่ต้องสูญเสียคนรักไปด้วย อย่าทำแบบนี้อีกเลย” 

               “ฉันไม่ไป...” แก้วเจ้าจอมส่ายหน้าปฏิเสธ เธอไม่ได้มาเพื่อทำร้ายเขา ไม่เลยซักนิด “สารวัตรคมกฤชกับนายพศุตม์ยังคงหนีไปได้อยู่ อีกเหตุผลที่ฉันมาที่นี่ก็เพื่อฟื้นความทรงจำแล้วหาเบาะแสของพวกเขา ฉันจำเป็นต้องอยู่ที่นี่” เธอพยายามชักแม่น้ำทั้งห้า หาเหตุผลทุกอย่างมาพูดเพื่อเป็นข้ออ้างในการอยู่ที่นี่ต่อไปจนผู้กองพนาหัวเราะออกมาเบาๆ ให้กับเหตุผลของเธอ แววตาที่เคยหมองเศร้ากลับแปรเปลี่ยนมาเป็นความหมั่นไส้และเจ็บใจก่อนที่เขาจะเดินกลับเข้าไปหาเธออีก 

               “แค่นี้ใช่มั้ยเหตุผล คุณมันเส้นใหญ่นี่ มีพ่อมีปู่เป็นคนใหญ่คนโตเลยคิดว่าตัวเองจะทำอะไรหรือไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ก็ได้ ถ้าคุณอยากจะอยู่ที่นี่นักผมก็จะให้คุณอยู่ แต่อย่าหวังว่าผมจะโอ๋คุณเหมือนที่ผ่านมาเพราะผมจะไม่ใจดีกับผู้หญิงใจร้ายอย่างคุณอีกแล้ว คุณไม่ใช่แก้วของผม ไม่ใช่เมียรักของผมที่ผมเฝ้าคิดถึงอยู่ตลอดเวลา คุณมันก็แค่ผู้หญิงใจร้ายที่เกิดมามีหน้าตาเหมือนกับเมียของผมเท่านั้น ยัยโหดสไนเปอร์! เธอมันใจดำอำมหิตมาก!!!” ว่าจบผู้กองพนาก็เดินออกไปจากห้องของเธอในทันที แต่พอคล้อยหลังเขาไปแก้วเจ้าจอมก็ถึงกับทรุดกายล้มพับลงไปกับพื้น กอดเข่าแล้วร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวดไม่ต่างกัน ใช่ว่าเธออยากจะทำร้ายเขา เธอก็แค่อยากอยู่ใกล้ๆ เขาเท่านั้น แต่เธอยังไม่พร้อมที่จะบอกความจริงว่าเธอจำเขาได้แล้ว ยิ่งมีอรินมาอยู่ด้วยการกระทำทุกอย่างของเธอก็ยิ่งอยู่ในสายตาของพ่อมากขึ้น แล้วถ้าพ่อของเธอรู้ว่าเธอกับผู้กองพนาเป็นอะไรกัน พ่อของเธอต้องไม่ยอมแน่ 

               ผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะที่กำลังวางแผนการรับน้องสำหรับวันพรุ่งนี้อยู่ตกใจแทบตายเมื่อผู้กองพนาเดินกลับขึ้นมาที่อาคารอำนวยการแล้วยันโครมเข้าให้ที่โต๊ะทำงาน จนโต๊ะล้มหงายไปกับพื้น เอกสารทุกอย่างพังลงมาจนเละเทะไปหมด ไม่รู้ว่าไปเปิบรังแตนมาจากไหน เมียกลับมาหาแล้วแทนที่จะดีใจมีความสุข ที่ตัวของผู้กองก็มีกลิ่นกายหอมๆ ของแก้วเจ้าจอมติดมา นี่ยังปรับความเข้าใจกันไม่ได้อีกหรอ 

               “พรุ่งนี้มีกิจกรรมรับน้องใช่มั้ย!” ผู้กองพนาหันมาถามจนสองหมวดสะดุ้ง 

               “คะ...ครับ” 

               “ไปบอกคุณหมอทั้งสองคนด้วยว่าพรุ่งนี้พวกเขาก็ต้องเข้าร่วมกิจกรรมรับน้องเหมือนคนอื่น แล้วกิจกรรมรับน้องพรุ่งนี้น่ะ...ผมจะเป็นคมคุมเอง!” 

               ชัดเลย! เล่นสั่งมาแบบนี้ไม่บอกก็รู้ว่ายังไม่ได้คืนดีกับเมีย ไม่ได้คืนดีไม่พอ ยังเหมือนกับเพิ่งทะเลาะกันมาอีกด้วย ผู้หมวดทั้งสองก็ได้แต่หวังล่ะนะว่ารับน้องในวันพรุ่งนี้แก้วเจ้าจอมจะอึดและทนได้ ในยามใจดีผู้กองของพวกเขาจะเป็นคนที่อ่อนโยนมาก แต่ถ้าได้โกรธหรือแค้นใจขึ้นมา ก็ให้ดูสภาพโต๊ะทำงานที่เพิ่งถูกถีบนี่ก่อน จากกิจกรรมรับน้องที่เน้นเอาฮา คงได้เป็นหนังชีวิตจริงๆ ล่ะงานนี้ 

  

 

 

               แก้วเจ้าจอมหอบแฮ่กๆ ขณะวิ่งไปตามถนนลาดยางหน้าฐานปฏิบัติการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มน้องใหม่ทุกนาย ถ้าหากเป็นการวิ่งตัวเปล่าเธอก็พอจะรับได้อยู่หรอก แต่นี่ที่เอวของเธอกลับมีเชือกลากล้อรถยนต์ผูกเอาไว้ด้วย วิ่งแบบนี้มาตั้งแต่ตีห้าจนตอนนี้ตะวันแยงตาแล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะได้หยุดพัก ไหนผู้หมวดศิวะบอกว่าเขาเป็นคนคุมกิจกรรมรับน้องเองไง แล้วไหนบอกว่าเธอไม่ต้องมารับน้องเหมือนกับคนอื่นๆ เธอมีหน้าที่ดูแลอาการบาดเจ็บของคนที่มารับน้องไม่ใช่หรอแล้วทำไมเธอถึงต้องมาโดนไปด้วย ที่สำคัญ จู่ๆ ทำไมผู้กองพนาถึงได้มาเป็นคนคุมกิจกรรมรับน้องเอง เขามาเป่านกหวีดปลุกเธอกับอรินตั้งแต่ตีสี่ ให้เวลาล้างหน้าแปลงฟันแค่ห้านาที ยังไม่มีเวลาแม้แต่จะอาบน้ำเธอกับน้องชายก็ต้องถ่อสังขารแต่งตัวมาออกกำลังกายที่หน้าฐานกับทุกคน ยืดเส้นยืดสายได้สักพักก็ต้องมาวิ่งลากล้อรถคนละล้ออยู่กลางถนนแบบนี้ เธอเองก็เคยฝึกวิ่งแบบนี้มาแล้วบ้าง แต่นั่นมันก็เมื่อสมัยเรียน ทุกทีส่วนมากเธอจะฝึกเรื่องการต่อสู้กับยิงปืนเป็นหลัก พอต้องมาวิ่งลากล้อรถแบบนี้ก็ทำให้เอวเธอแทบจะหลุดไปเลย 

               “พี่ไนเปอร์ แฮ่กๆ โอเคมั้ยพี่” อรินที่วิ่งอยู่ข้างๆ เธอร้องถามเพราะเขาและทุกๆ คนก็ต้องวิ่งลากล้อรถเหมือนกัน แต่ดูท่าอรินจะอึดกว่าเธอมาก 

               “วะ...ไหว” 

               “โห เสียงสั่นขนาดนี้ มาพี่ผมช่วย” อรินว่าแล้วก็ยื่นมือมาดึงเชือกลากล้อรถของแก้วเจ้าจอมให้ ระหว่างที่วิ่งไปด้วยกันอรินจะช่วยดึงล้อรถให้กับเธอเสมือนล้อรถของเธอมีอรินช่วยลาก แก้วเจ้าจอมได้แต่มองน้องชายด้วยความซึ้งใจ แม้ว่าจะบอกให้อรินหยุดทำแบบนี้แต่เขาก็ยังวิ่งลากล้อรถให้กับเธอโดยที่เขาเองก็เหนื่อยมากเหมือนกัน แล้วแบบนี้จะไม่ให้เธอรักแล้วก็เอ็นดูอรินได้ยังไง 

               ปี๊ดดดดดด 

               เสียงนกหวีดสั่งให้หยุดคล้ายกับเสียงสวรรค์ ทุกคนต่างก็หยุดยืนหอบอยู่กับที่เมื่อผู้กองพนาที่อยู่ในชุดของครูฝึกสวมหมวดแก๊ปสีส้มของตำรวจพลร่มเดินเข้ามาหาแล้วตวัดสายตามองมาทางแก้วเจ้าจอมกับอริน 

               “แค่นี้ก็เหนื่อยกันแล้วหรอ วิ่งสบายๆ บนถนนมันยากเย็นตรงไหน ถ้าแค่นี้ยังไม่ไหวแล้วจะมาทำงานที่นี่ได้ยังไง คนร้ายมันไม่ได้วิ่งหนีแค่ก้าวสองก้าวนะ บางทีมันก็พาเราวิ่งอ้อมเขาทั้งลูกเลย ให้วิ่งแค่นี้แล้วเหนื่อยแบบนี้จะไปทำมาหากินอะไรได้!!!” 

               “โห ทำไมผู้กองดุแบบนี้วะ ทำอย่างกับคนเพิ่งทะเลาะกับเมียมางั้นแหละ” ตำรวจน้องใหม่คนที่ยืนหอบอยู่ข้างๆ แก้วเจ้าจอมแอบบ่นจนเธอรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ หมอนี่รู้ได้ไงว่าผู้กองพนาเพิ่งทะเลาะกับเธอ เอ้ย! ทะเลาะกับเมียมา 

               “เมื่อกี้ผมเห็นนะว่ามีคนแอบอู้กินแรงเพื่อน!!!” ผู้กองพนายังคงแหกปากว่าต่อก่อนจะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าแก้วเจ้าจอม แววตาที่เขามองเธอไม่ได้มีความอ่อนโยนให้เหมือนทุกที แต่แววตาของเขาดุดันมากราวกับว่าเพิ่งจับได้ว่าเธอมีชู้ก็ไม่ปาน 

               “แค่ล้อรถอันเดียวก็ไม่มีปัญญาลาก ต้องให้เพื่อนช่วยดึงให้ แบบนี้น่ะหรอจะมาทำงานที่นี่!!!” 

               “ผู้กอง พี่ไนเปอร์เป็นผู้หญิง...” 

               “อย่าเอาความเป็นผู้หญิงมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้ตัวเองสบาย!” คราวนี้เขาหันไปว่าอรินบ้าง จนอรินได้แต่แอบกัดฟันกรอดๆๆ หนอย...เห็นว่าเป็นเจ้าของฐานแล้วกล้าดีมาใช้อำนาจกับพี่ไนเปอร์ของเขาอย่างนั้นหรอ ไว้รับน้องเสร็จก่อนเถอะพ่อจะท้าต่อยซักยก 

               “ที่นี่มีแต่ความเท่าเทียมกัน ต่อให้เป็นผู้หญิงหรือพ่อใหญ่นามสกุลดังยังไง แต่เมื่อคิดจะมาอยู่ที่นี่ทุกคนก็เป็นแค่ตำรวจในฐานของผม อย่าคิดว่าตัวเองเจ๋งแล้วจะมาเบ่งที่นี่ยังไงก็ได้ ถ้าคิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงแล้วรับกับเรื่องแค่นี้ไม่ได้ก็ไม่ควรมาตั้งแต่แรก ถ้าทนไม่ได้ก็กลับไปนั่งสวยๆ ในคฤหาสน์หรูๆ ของตัวเองนู่นเลยไป ไป๊!!!” แก้วเจ้าจอมหลับตาปี๋ทันทีเมื่อผู้กองพนาตะคอกใส่หน้าเธอเต็มๆ แต่แทนที่เธอจะสลดเธอกลับจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง หนอย...เมื่อวานล่ะทำจะเป็นจะตายตอนที่เธอบอกว่าจำเขาไม่ได้ พอมาวันนี้แล้วเปลี่ยนเป็นคนละคนเลยนะ เสียแรงที่เธอรู้สึกผิดต่อเขา เสียแรงที่เธอสงสารเขาจนนอนร้องไห้มาทั้งคืน เสียดายน้ำตาเป็นบ้า ตาผัวประสาทกลับเอ้ย! 

               “ไอ้เทพมึงดูสิ ผู้กองกำลังขุดหลุมศพให้ตัวเอง” ผู้หมวดศิวะสะกิดเพื่อนดูผู้กองพนาที่กำลังต่อว่าแก้วเจ้าจอม 

               “ยังไงวะ” 

               “ก็ทำตัวเป็นพ่อบ้านใจกล้าด่าเมียต่อหน้าชาวบ้านเขาไง ไว้ถึงเวลาต้องง้อเมียก่อนเถอะมึงเอ้ย! ถูกคุณแก้วกระทืบตายคาหลุมแน่ๆ ไอ้พวกที่ทำปากเก่งใส่เมียแบบนี้น่ะ กูเห็นนอนตายอยู่ใต้ฝ่าเท้าเมียมาหลายรายแล้ว” 

               “ถ้าผู้กองไม่พอใจที่อรินช่วยลากล้อรถให้ฉัน ฉันจะไปวิ่งลากล้อรถใหม่คนเดียวก็ได้” แก้วเจ้าจอมว่าขึ้น ผู้กองพนาเลยผลักไหล่เธอให้ ทำหน้าเหมือนพร้อมจะต่อยเธอได้ทุกเมื่อ 

               “อวดเก่งหรอ! ผมไม่รู้หรอกนะว่าก่อนจะมาที่นี่คุณจะเคยเก่งมาจากไหน แต่จะบอกให้รู้เอาไว้ว่าพวกที่ชอบมาอวดเก่งอยู่ที่นี่น่ะ ตายเร็วทุกราย!” ผู้กองพนาถอยออกห่างจากเธอแล้วออกคำสั่งใหม่อีกรอบ 

               “วิ่งกลับไปที่ฐาน แล้วคราวนี้อย่าให้ผมเห็นอีกนะว่าใครกินแรงเพื่อน แล้วถ้าแค่นี้ใครยังวิ่งไม่ไหวล่ะก็...กลับไปเก็บกระเป๋าไสหัวกลับบ้านไปได้เลย!!!” 

               แก้วเจ้าจอมสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างพยายามอดทนอดกลั้น พอชักสีหน้าใส่ผู้กองพนาแล้วเธอก็ค้อนใส่อีกทีก่อนจะวิ่งตามทุกคนกลับไปที่ฐานเลยไม่ทันเห็นว่าพอลับสายตาเธอ ผู้กองพนาจะแอบยิ้มให้แล้วก็คอยวิ่งกำกับอยู่ใกล้ๆ เธอตลอด 

               เมื่อวิ่งกลับมาถึงฐานแล้วทุกคนก็ได้รับอนุญาตให้ปลดล้อรถออกจากเอวได้ แต่การรับน้องก็ไม่ได้มีแค่นี้เมื่อผู้กองพนาสั่งให้ทุกคนมาตั้งแถวเรียงหน้ากระดานแถวละห้าคนก่อนจะสั่งให้วิ่งอีกครั้ง ถึงจะเป็นการวิ่งตัวเปล่าแต่ก็ใช่ว่าจะสบายเมื่อวิ่งไปยังไม่ถึงสามร้อยเมตรก็ถูกสั่งให้หมอบนอนไปกับพื้นแล้ว พอหมอบเสร็จก็ต้องวิ่งต่อ วิ่งได้สักพักก็ต้องกอดคอกันกับเพื่อนในแถวกระโดดไปข้างหน้าต่ออีก แม้จะเหนื่อยมากแค่ไหนแต่แก้วเจ้าจอมก็ฮึดสู้ จะไม่ยอมอ่อนแอให้ผู้กองพนาได้หาเรื่องมาต่อว่าเธออีกเด็ดขาด  

               ครืนนนน ซ่า!!! 

               พระอาทิตย์ฉายแสงสดใสได้ไม่ทันไรฟ้าฝนก็พร้อมใจกันตกลงให้แก้วเจ้าจอมที่อยู่ในท่าปักฉมวกเหมือนกับเพื่อนตำรวจน้องใหม่ทุกคนแทบจะสำลักน้ำฝนที่ไหลย้อนกลับลงมาเข้าจมูกเธอ ผู้กองพนาไม่ได้มีความปรานีให้เธอแม้แต่น้อย เหมือนเขาไม่ได้มองว่าเธอเป็นผู้หญิง อะไรก็ตามที่เขาสั่งตำรวจน้องใหม่คนอื่นๆ เธอก็ต้องทำตามด้วย แม้แต่ท่าดันพื้นเขาก็ยังให้เธอดันพื้นในท่าของผู้ชาย นี่ดีแค่ไหนที่เธอถูกพ่อจับฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายมาตั้งแต่เด็ก ไม่งั้นเธอไม่รอดแน่ 

               “เมื่อเช้าผมคิดว่าคงจะไม่มีใครทันได้อาบน้ำหรอกใช่มั้ย เพราะงั้นไหนๆ ฝนก็ตกแล้ว ผมจะให้ทุกคนลงไปอาบน้ำในสระแล้วกัน” 

               “ไหนสระ” อรินว่าเบาๆ กับแก้วเจ้าจอม เขามองไปรอบๆ ตัวก็ไม่เห็นจะมีสระน้ำตรงไหนเลยนอกจาก...บ่อโคลนที่เหมือนกับถูกขุดขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ ยิ่งฝนตกแบบนี้ยิ่งไม่ต้องพรรณนาถึงความเลอะเทอะเฉอะแฉะของมันเลย 

               “ไม่มั้ง” แก้วเจ้าจอมเอียงคอยิ้มแหยๆ ให้กับสระที่ว่า จนกระทั่ง... 

               “ลงไปอาบน้ำในสระเดี๋ยวนี้!!!” 

               ไอ้ผัวบ้า!!! แก้วเจ้าจอมกัดปากด่าเขาในใจทันทีที่เขาสั่ง แต่ถึงกระนั้นเธอก็ต้องวิ่งลงไปในสระ หรือบ่อโคลนร่วมกับคนอื่นๆ ลงไปอย่างเดียวไม่พอยังต้องกลิ้งไปกลิ้งมาจนชุดเครื่องแบบตำรวจพลร่มมองแทบไม่เห็นลายเสือเพราะฉ่ำไปด้วยโคลน ทุกคนรวมทั้งอรินต่างก็ถูกตำรวจรุ่นพี่แกล้งโดยการสาดโคลนใส่หน้าจนมองเห็นแค่ลูกตา โดยเฉพาะอรินที่เคยมีเรื่องบาดหมางกับผู้หมวดเผ่าเทพและผู้หมวดศิวะมาก่อนเขาก็เลยโดนผู้หมวดทั้งสองจัดหนักกว่าเพื่อน ในขณะที่แก้วเจ้าจอมยังคงหน้าขาวผ่องอยู่เหมือนเดิมเพราะไม่มีใครกล้าแตะต้องเธอเนื่องจาก หนึ่ง เธอเป็นลูกหลานคนใหญ่คนโต และสอง ตำรวจรุ่นพี่ที่ฐานทุกคนรู้กันดีว่าเธอเป็นอะไรกันกับผู้กองพนา แหม ใครจะไปกล้าแตะต้องเมียนายกันล่ะ 

               “อ้าว แล้วทำไมคนนี้ถึงยังหน้าขาวผ่องอยู่คนเดียวล่ะ อาบน้ำยังไงไม่ล้างหน้าด้วย” ผู้กองพนาย่างสามขุมเข้ามาหาเหยื่อตัวน้อยที่กำลังทำหน้าบอกบุญไม่รับให้เขาอยู่ เหล่าตำรวจรุ่นพี่พากันแอบขำกับความช่างแกล้งเมียของผู้กองพนา ยิ่งเมื่อเห็นแก้วเจ้าจอมพยายามจะถอยหนีจากเขาแล้วผู้กองพนาคว้าข้อเท้าของเธอเอาไว้ แก้วเจ้าจอมก็แทบอยากจะร้องกรี๊ด 

               “พวกตำรวจรุ่นพี่เขาคงเกรงใจผม เลยไม่มีใครกล้าแตะต้องคุณ แต่...ถ้าเป็นผม ผมก็ไม่ต้องเกรงใจใครนี่จริงมั้ย” 

               “ไม่นะ...” แก้วเจ้าจอมส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายเมื่อเห็นผู้กองพนาใช้ขันตักโคลนขึ้นมาแล้วแสยะยิ้มเหี้ยมๆ ให้ ยิ่งเห็นว่าเธอกลัวเขาก็ยิ่งได้ใจอยากแกล้งก่อนจะกระซิบพูดกับเธออีก 

               “ไม่เอาน่าเมียจ๋า เราเคยอาบน้ำด้วยกันออกบ่อย มามะ เดี๋ยวพี่อาบน้ำให้” 

               ซ่า!!! 

               โคลนในขันถูกเทลาดลงมาที่กลางศีรษะของแก้วเจ้าจอมในทันที แค่นั้นยังไม่พอผู้กองพนายังโกยโคลนขึ้นมาโปกหน้าให้เธออีกจนตั้งแต่หัวจรดเท้าของแก้วเจ้าจอมเลอะไปด้วยโคลนจนความสวยงดงามของเธอถูกกลบไป มีเพียงแค่กลิ่นกายแสนหอมยั่วยวนใจผู้กองพนาเท่านั้นที่ไม่ได้ถูกกลิ่นโคลนกลบ 

               “เหมือนตุ๊กตาดินเผาเลย ฮ่าๆๆๆ” 

               เผละ!!! 

               เสียงหัวเราะของผู้กองพนาหายไปในทันทีเมื่อแก้วเจ้าจอมแค้นเขานักจึงปาโคลนใส่หน้าเขาบ้าง แม้ว่าเขาจะไหวตัวหลบทันแต่แก้มข้างหนึ่งก็มีคราบโคลนติดอยู่ 

               “ฮึ่ม! ยัยโหดสไนเปอร์” 

               “รับน้องเสร็จแล้วมาดวลกันซักตั้งเป็นไง” 

               “อย่าร้องขอชีวิตก็แล้วกัน” ผู้กองพนาจิ้มนิ้วมาที่กลางหน้าผากเธอก่อนจะเดินออกไปจากบ่อโคลนด้วยความสะใจที่แกล้งคนใจร้ายหักอกเขาได้ อยากเดินเข้าปากเสือเสือก็จะตะปบให้ดู 

               “อ้าวๆๆ ทำไมอาบน้ำกันเงียบจังเลย ร้องเพลงให้ฟังหน่อย ตชด.อย่างพวกเรามันก็ต้องร้องเพลง...ตชด.ขอร้อง ของเพชร โพธารามสินะ คุณหมอสไนเปอร์ เอ้ย! คุณหมอแก้วเจ้าจอม ไหน ร้องเพลงนี้นำเพื่อนๆ หน่อยซิ” 

               “ห่ะ!” จะแกล้งอะไรเธออีกกันล่ะเนี่ย เพลงนี้ก็เคยได้ยินพี่น้อง ตชด. ร้องกันอยู่บ่อยๆ อยู่หรอก แต่เธอก็ใช่ว่าจะร้องเป็นนะ ยิ่งชื่อนักร้องยิ่งไม่รู้จัก ปกติเธอฟังแต่เพลงสากล 

               “อ้าว! นั่งงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ได้ บอกให้ร้องเพลงก็ร้องเพลงเซ่!!!” ผู้กองพนาตวาดใส่เธออีกแก้วเจ้าจอมก็ยิ่งได้แต่มองหน้าเขาอย่างจนใจ 

               “ขอเปลี่ยนเพลงได้มั้ยคะผู้กอง คือ...พอดีว่าฉันเกิดไม่ทันเพลงของผู้กองค่ะ ปกติฉันฟังแต่เพลงสากล เพลงของผู้กองมันแก่ไปเด็กอย่างฉันไม่เข้าใจ” 

               หนอย...ปาโคลนใส่หน้าเขาไม่พอยังมาหลอกด่าว่าเขาแก่อีกหรอยัยเด็กนี่ แก่แล้วไงวะ ก็แก่ๆ แบบนี้ไม่ใช่รึไงที่เธอเคยจับปล้ำทำผัว 

               “เดี๋ยวผมอาสาร้องนำแทนคุณหมอก็ได้ครับ” ตำรวจน้องใหม่รายหนึ่งชูมือบอกเพราะรู้สึกว่าผู้กองพนาจะตามจิกแต่คุณหมอคนสวยนี่ซะเหลือเกิน เห็นแล้วก็อดสงสารคุณหมอไม่ได้ ตั้งแต่เช้ามานี่ก็ยังไม่ได้กินข้าวเลยซักคำ ถึงตัวจะเล็กแต่ก็อึดไม่ใช่น้อยคุณหมอคนนี้ 

               แล้วเสียงเพลง ตชด.ขอร้องก็ดังขึ้นกลางบ่อโคลน โดยทุกคนที่ร้องเพลงนี้ก็ยังคงนอนแช่อยู่ในบ่อโคลนต่อไป เสียงเพลงเอื่อยๆ หาความไพรเราะไม่ได้ดึงดูดความสนใจของผู้หมวดมาริษาให้เดินตรงมายังบ่อโคลนด้านข้างฐานปฏิบัติการ แล้วพอเธอเห็นการรับน้องในเช้าวันนี้ ผู้หมวดสาวก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ตอนแรกก็มองไม่ออกหรอกว่าใครเป็นใครเพราะตัวเลอะโคลนตั้งแต่หัวจรดเท้ากันทุกคน จนกระทั่งเห็นร่างเล็กๆ ของแก้วเจ้าจอมที่นอนจมโคลนอยู่ข้างๆ อรินเธอก็ยิ่งหัวเราะออกมาเสียงดังจนผู้กองพนาต้องส่งสายตาดุๆ มาให้แล้วกัดฟันพูดกับเธอ 

               “อย่ามาหัวเราะเมียผมนะหมวด เมียผมน่ารักขนาดนี้มีอะไรให้ขำนัก” ว่าแล้วก็เดินหนีจากผู้หมวดมาริษามาที่บ่อโคลนแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายภาพของแก้วเจ้าจอมเอาไว้เป็นที่ระลึก ผู้หมวดมาริษาถึงกับหงอยไปในทันทีที่ถูกผู้กองพนาว่า จนแล้วจนรอดเธอก็เข้าไปในหัวใจของเขาไม่ได้เลยแม้แต่ หัวใจของเขายังคงมีแต่แก้วเจ้าจอมไม่เสื่อมคลาย 

               “เอาน่า อย่าถือสาคนหลงเมียเลย” ผู้หมวดศิวะเดินมาบอกผู้หมวดมาริษาอย่างเห็นใจ เพราะตลอดสามเดือนที่ผู้กองพนาอกหักกลับมาผู้หมวดมาริษาก็พยายามจะเข้ามาดามใจผู้กองของเขา แต่น่าเสียดาย ผู้กองไม่เคยเปิดโอกาสให้เธอได้เข้าใกล้เลย ยิ่งตอนนี้แก้วเจ้าจอมกลับมาหาผู้กองพนาแล้ว อีกไม่นานหากคนทั้งคู่คืนดีกันแล้วผู้กองพนาก็คงจะยิ่งหลงเมียหนักกว่านี้ 

               แก้วเจ้าจอมดีใจมากเมื่อผู้กองพนาสั่งให้ทุกคนคลานขึ้นมาบนฝั่ง แม้จะทุลักทุเลแต่เธอก็มีอรินและเพื่อนตำรวจน้องใหม่คอยช่วยเหลือ เมื่อขึ้นมาจากบ่อโคลนแล้วทุกคนก็ตัวดำเมี่ยมไปด้วยโคลน มองเห็นแค่ลูกตาเท่านั้น แก้วเจ้าจอมไม่ได้รู้สึกอายหรือกังวลกับสภาพของตัวเองเลยเพราะเมื่อตอนที่เธอยังเรียนอยู่และฝึกภาคสนามโหดกว่านี้เยอะ ผู้เป็นพ่อของเธอก็เคยจับเธอจุ่มบ่อโคลนอยู่บ่อยๆ เธอชินแล้ว ผู้กองพนายังคงรับน้องใหม่ด้วยความโหด ขึ้นมาจากบ่อโคลนไม่ทันไรก็สั่งให้ทุกคนนอนกางมุ้งท่ามกลางสายฝน ผู้หมวดมาริษาเห็นว่าผู้กองพนาที่ยืนรับน้องอยู่ตัวเปียกมากแล้วจึงรีบเข้ามากางร่มให้เขา แก้วเจ้าจอมที่นอนกางมุ้งอยู่กับทุกคนเลยหันมามอง และผู้หมวดมาริษาก็หันมามองทางเธอด้วยเช่นกัน ภาพบาดตาตรงหน้าทำให้แก้วเจ้าจอมต้องข่มใจแล้วหลับตาลง พยายามจะไม่สนใจ 

               “หมวด เอาร่มออกไป” ผู้กองพนาหันมาทางผู้หมวดมาริษาอีกครั้งพร้อมกับผลักร่มในมือเธอออก “ตอนนี้ทุกคนก็ตากฝนเหมือนๆ กัน งั้นก็ควรที่จะตัวเปียกเหมือนกันด้วย ผมว่าหมวดกลับไปเถอะนะ ผมกำลังยุ่ง หรือถ้าหมวดมีธุระอะไรไปคุยกับหมวดศิวะหรือหมวดเทพแทนผมก็แล้วกัน” ว่าจบผู้กองพนาก็สั่งให้ทุกคนที่นอนกางมุ้งตากฝนอยู่ลุกขึ้นไปตั้งแถว สายฝนที่เทลงมาช่วยชะล้างคราบโคลนออกไปจากตัวตำรวจน้องใหม่ได้พอควร แก้วเจ้าจอมต้องคอยยกมือขึ้นลูบหน้าเป็นพักๆ เมื่อน้ำฝนชะเอาโคลนบนศีรษะไหลมาที่ดวงตา ผู้กองพนาที่เดินผ่านแถวของเธอมาจึงถอดหมวกของเขาออกแล้วนำมาสวมให้กับเธอก่อนที่เขาจะเดินผ่านเธอไปเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอแก้วเจ้าจอมจะถอดหมวดของเขาโยนทิ้งอรินก็รีบร้องห้ามเสียก่อน 

               “อย่าถอดนะพี่ไนเปอร์ ตากฝนแบบนี้เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก ถ้าคนเป็นหมอป่วยซะเอง แล้วใครจะคอยดูแลทุกคนล่ะ” ซึ่งมันก็จริงอย่างที่อรินว่า ทางที่ดีเธอควรทะนุถนอมร่างกายตัวเองเอาไว้จะดีกว่า 

               ผู้หมวดมาริษาได้แต่ยืนมองผู้กองพนาวิ่งนำตำรวจน้องใหม่กลับไปที่ฐานด้วยความเสียใจ เมื่อก่อนว่าเขาเย็นชากับเธอแล้ว ยิ่งมีแก้วเจ้าจอมอยู่ด้วยเขากลับไม่เพียงแต่เย็นชาใส่เธอ แต่เขากลับทำเหมือนรำคาญเธอด้วย ความหวังของเธอตอนนี้ริบหรี่จนยากจะฝันถึงแล้วใช่มั้ย แก้วเจ้าจอม...เพราะเธอสวยกว่า เด็กกว่าแล้วก็มาจากครอบครัวที่สูงส่งกว่าฉันใช่มั้ยเธอถึงได้ดูเหนือกว่าฉันไปทุกอย่าง ทำไมฉันถึงไม่โชคดีเหมือนกับเธอบ้าง ถ้าฉันสวย มีกลิ่นตัวที่หอมกรุ่นเหมือนกับเธอบ้างก็คงดีสินะ 

  

 

***************************************** 

แน่ะ มาถึงก็รับน้องโหดเลยนะพี่พนา แต่…ภายใต้ความโหดทำไมถึงมีความอบอุ่นแอบแฝงอยู่นะ 

ใครคิดถึงฉากหวานๆ ของคู่นี้ รออ่านในตอนต่อไปนะคะ คนแก่แถวนี้จะหลอกจับเมียกิน ยัยโหดจะรอดไปได้มั้ยรอดู 

************************************* 

ปล. ตอนแรกคิดว่าตอนนี้คงเป็นตอนที่ยาวมากๆ แต่พอเขียนตอนนี้เสร็จปรากฎว่ามันยาวมากจนหั่นทำเป็นสองตอนได้ เพราะงั้นตอน น้องใหม่กับเมียโหด ครึ่งหลังไรท์จะมาลงต่อคืนนี้นะคะ 

ความคิดเห็น