email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทก่อนเข้าเรียน กล้าท้าก็กล้ารับ

ชื่อตอน : บทก่อนเข้าเรียน กล้าท้าก็กล้ารับ

คำค้น : #เพลงพราย #กลร้ายกลรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 72k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ย. 2563 08:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 1,400
× 0
× 0
แชร์ :
บทก่อนเข้าเรียน กล้าท้าก็กล้ารับ
แบบอักษร

บทก่อนเข้าเรียน 

กล้าท้าก็กล้ารับ 

[Music Yotin]  

[คำเตือน: ตอนนี้มี NC 18+ นิดหน่อย]  

 

 

บางครั้งผมก็สงสัยในตัวเองว่าความรักจริง ๆ มันเป็นยังไง ตลอดช่วงชีวิตของผมที่ผ่านมาก่อนจะเข้ามาเรียนต่อมหาวิทยาลัยในกรุงเทพพร้อมกับเพื่อนสนิทสุดซี้ผมยังไม่เคยสนใจใครจริงจังเลยสักคน อาจจะเป็นเพราะเพื่อนคนนี้มันทำให้ผมเห็นว่าความรักคือการรอคอยอย่างเจ็บปวดก็ได้ 

 

ครอบครัวผมค่อนข้างมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในจังหวัดเล็ก ๆ อย่างอุตรดิตถ์ในขณะที่ลูกโทนแบบผมก็ไม่ได้ถูกกดดันจากพ่อแม่เลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าผมอยากจะทำอะไรหรืออยากจะได้อะไรท่านก็ไม่เคยขัดใจสักครั้งนอกจากกฎสามข้อที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด 

 

หนึ่งคือห้ามข่มเหงทำร้ายผู้หญิงเด็ดขาดยกเว้นถ้าเขามาทำร้ายก่อนอันที่จริงกฎข้อนี้มันง่ายมากที่จะทำตามเพราะผมมั่นใจว่าตัวเองเป็นสุภาพบุรุษจุฑาเทพอันดับหนึ่งในจังหวัดแน่นอน 

 

สองคือห้ามโกหกพ่อกับแม่มีอะไรให้พูดตรงออกมาตรง ๆ แต่ถ้าเป็นคนอื่นจะตอแหลขนาดไหนก็ไม่เป็นไรนั่นเลยทำให้ผมพูดความจริงเพียงกับพ่อแม่และมีเพียงไอ้หินเพื่อนสนิทเท่านั้นที่ผมจะยอมพูดความจริงทุกอย่าง 

 

สามคือไม่ว่าจะเที่ยวเล่นสนุกมากแค่ไหนเกรดเฉลี่ยจะต้องไม่ต่ำกว่าสามในทุกครั้งที่สอบก็ไม่อยากจะอวดหรอกนะว่าที่จริงแล้วเป็นคนหัวดีมากเพอร์เฟคจนหลายคนต้องอิจฉาเลยล่ะ 

 

เห็นไหมครับ? ว่าชีวิตผมมันสมบูรณ์แบบครบสูตรขนาดไหน 

 

หล่อ...เรียนเก่งและแสนดีโคตร 

 

นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ชีวิตช่วงมัธยมปลายจะมีสาว ๆ เข้ามาไม่ได้ขาดทั้งรุ่นน้องรุ่นพี่ต่างเดินหน้าขายขนมจีบกันไม่ได้หยุดก็มีบ้างที่คบกันบางคนก็เทผมน่าจะเป็นเพราะเป็นผมเองไม่ค่อยใส่ใจดูแลทุ่มเทเหมือนที่คนอื่นเขาทำกัน บางคนก็ถูกผมเทเพราะความเยอะเกินพิกัดแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ไม่เคยมีอะไรกับใครเลยสักครั้งยังคงเก็บน้ำสเปิร์มสุดรักสุดห่วงไม่ยอมให้ใครได้แตะต้องอย่างเด็ดขาด 

 

จนสุดท้ายสาว ๆ บางคนที่โกรธผมขนาดหนักก็ปล่อยข่าวลือว่านายเพลง ปรเมศวร์ โยธินณุวัศ เป็นเสือผู้หญิงตัวฉกาจที่ต้องพึงระวังเอาไว้ให้ดี เอาเถอะผมเองก็ไม่ได้โกรธพวกเธอหรอกนะเพราะยังไงก็ไม่ได้รักไม่ได้แคร์อยู่แล้วที่สำคัญถ้าจะต้องมาตามใครต้อย ๆ เหมือนลูกหมาน่ะให้ตายก็ไม่มีทางยอมทำเด็ดขาด 

 

 

หลังจากจบมัธยมปลายคุณยายเจ้าของค่ายมวยที่ผมเคารพรักไม่ต่างกับยายแท้ ๆ ก็ชักจูงให้ผมกับไอ้หินมาลองยื่นคะแนนสอบแอดมิชชั่นมหา’ลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ยายแกร่ายมนตร์มหากาลีจนพวกเราทั้งคู่เคลิ้มหลงลืมตัวจนต้องยื่นผลคะแนนไปจนได้สิน่า 

 

ในที่สุดผมก็สอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ในขณะที่เพื่อนสนิทอย่างไอ้หินดันไปติดศิลปกรรมแทนแต่ก็นั่นแหละถึงมันจะมาบ่นว่าโดนพ่อด่าอย่างนู้นอย่างนี้ แต่ก็เป็นมันนั่นล่ะที่อยากลงเรียนคณะนี้จนตัวสั่น 

 

สำหรับผมกับไอ้หินเราทั้งคู่โตขึ้นมาด้วยกันเหมือนเป็นพี่น้อง ไอ้นี่มันบ้าบอครับตามใจทุกคนทำให้ทุกอย่างโดยไม่มีปริปากบ่นเลยสักนิด ถึงมันจะเป็นผู้ชายตัวเล็กหน้าหวานและชอบกวนตีนคนอื่นอยู่เสมอแต่สำหรับผมมันเป็นเหมือนกับน้องชายผู้บอบบางอ่อนต่อโลกจนอยากจะกระทืบวันล่ะล้านรอบ 

 

กว่าพวกเราจะขี่รถมอเตอร์ไซค์เข้ามาถึงกรุงเทพการสัมภาษณ์ในช่วงเช้าก็เสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้ว การสัมภาษณ์รอบบ่ายวันเสาร์แบบนี้มันก็ดีเหมือนกันแฮะคนน้อยดีแต่ที่ไม่ดีคือการที่ผมต้องใส่ชุดเสื้อหนังกางเกงยีนต์มานี่แหละ แถมอาจารย์ที่สัมภาษณ์ก็ไม่ได้ว่าอะไรด้วยพอหันไปเห็นอาจารย์คนที่สัมภาษณ์ไอ้หินอยู่เท่านั้นแหละอยากจะหัวเราะให้ฟันร่วงชุดกะลาสีคอซองกับถุงน่องยาวนั่นมันคืออะไรวะ 

 

โคตรอินดี้อะ...น่าชื่นชมสุด ๆ 

 

อยู่ ๆ ไอ้หินมันก็เอาจดหมายแนะนำอะไรบางอย่างมาให้กับอาจารย์ที่กำลังสัมภาษณ์ผมอยู่ จากนั้นแกก็ให้พวกรุ่นพี่พาพวกเราทั้งคู่ไปดูหอในของคณะวิศวะ อาคารหมายเลขสิบสาม ให้ตายเถอะคนตั้งเนี่ยมันยังสติดีอยู่ไหม? จริง ๆ ถ้าเลขมันจะดูไม่เป็นมงคลขนาดนี้ก็ข้ามไปเลขสิบสี่เลยเถอะแต่ก็นั่นแหละผมคงจะพูดอะไรมากไม่ได้โชคดีอย่างหนึ่งของผมคือการได้อยู่ห้องเดียวกันกับไอ้หินนี่แหละ สบายตัวสุดเพราะมันทำให้ทุกอย่างทุกอย่างจริง ๆ แบบไม่มีเงื่อนไขตั้งแต่เก็บที่นอนยันซักกางเกงในทั้ง ๆ ที่ผมเองก็บอกมันไปแล้วว่าจ้างแม่บ้านเอาก็ได้มันยังไม่ยอมเลย 

 

คืนแรกในการใช้ชีวิตอิสระแบบนี้มันก็ต้องเที่ยวกลางคืนเท่านั้นครับขนาดชวนไอ้หินมาด้วยมันก็ไม่ยอมมาบ่นว่าขี่รถมาเหนื่อยอยากจะนอนยาวจนถึงเช้าก็ช่างเถอะในเมื่อมันไม่มาผมก็ตะลุยยามราตรีคนเดียวก็ได้ ไม่ได้ไปไหนไกลหรอกครับหลังมอร้านเหล้าเพียบ หึ ๆ ๆ 

 

ร้านที่ผมมานั่งเป็นร้านเปิดบรรยากาศค่อนข้างดีเลยล่ะมีโต๊ะพูลให้เล่นด้วย ผมน่ะโคตรชอบเลยเมื่อก่อนตอนมอปลายหลังเลิกเรียนก็ชอบไปแทงกับพวกไอ้เฟย ไอ้ตู้กันบ่อย ๆ ไม่รอช้าผมรีบสั่งบริกรให้จัดเหล้ามาเลยขวดหนึ่งกับมิกเซอร์อีกชุดแล้วจับจองโต๊ะพูลที่ใกล้ที่สุด 

 

ในขณะที่ผมกำลังแทงลูกหลากสีลงหลุมทีละลูกสายตามันก็มองเห็นใครคนหนึ่งกำลังจ้องมองมาที่ผม เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับผมผิวขาวรูปร่างดีหน้าตาธรรมดาไม่ได้หล่อมากมายแต่ก็ไม่ขี้เหร่แต่ที่สะดุดตามากที่สุดน่าจะเป็นแววตาของเขานั่นแหละมันมีเสน่ห์แบบแปลก ๆ จนแม้แต่ผมเองยังมองกลับอย่างลืมตัว 

 

อยู่ ๆ เด็กหนุ่มคนนั้นก็ลุกเดินเข้ามาที่โต๊ะพูลที่ผมยืนอยู่ 

 

“เล่นด้วยคนสิ!” เขาเริ่มเอ่ยทักผมพร้อมกับเดินไปหยิบไม้คิวที่แขวนเอาไว้ข้างผนังโดยไม่รอคำตอบเลยสักนิด 

 

“อืม” ในเมื่ออยากเล่นนักผมก็จะโชว์สกิลขั้นเทพกวาดลูกบนโต๊ะให้เห็นกับตาเอง 

 

ผ่านไปสองเกมเด็กหนุ่มคนนั้นก็ยังไม่ชนะเลยสายตาเขาดูผิดหวังและบ่นออกมาไม่หยุดจนน่าสงสารผมเองก็อยากจะแกล้งยอมแพ้ให้เขาสักเกมเหมือนกัน 

 

อยู่ ๆ เขาก็เอ่ยท้าพนันผมขึ้นมาเสียดื้อ ๆ 

 

“ลองมาพนันกันไหมเกมนี้คนแพ้ต้องเลี้ยงเหล้าทั้งขวดนะ” โถ่ ๆ เห็นแล้วสงสารอะ โอเคถ้าอยากจะหมดตูดขนาดนั้นพี่เพลงก็ยินดีจัดให้และรอบนี้เขามีสิทธิ์ได้เปิดเกมก่อนท่าทางที่เคยดูเก้ๆ กังๆ ตอนนี้กลับเปลี่ยนไปจนแทบจะเป็นคนละคน 

 

“โพล๊ะ...” 

 

เพียงแค่เปิดลูกแรกเขาก็ทำให้ผมต้องอ้าปากค้างแบบไม่อยากเชื่อสายตา กวาดทีเดียวสามลูกไปอย่างง่ายดาย 

 

...เอาน่ามันอาจจะเป็นแค่โชคดีก็ได้ 

 

“โพล๊ะ...โพล๊ะ...โพล๊ะ” 

 

เด็กคนนั้นเริ่มไล่เก็บลูกบอลลายทีละลูกปล่อยให้ผมได้แต่ยืนกุมไม้คิวเหงื่อแตกพลักในที่สุดเขาก็กวาดลูกสีดำเบอร์แปดลงหลุมกลายเป็นผู้ชนะโดยที่ผมไม่ได้แม้แต่จะได้แตะลูกเลย 

 

“โชคดีจังเลยว่ะ ฟลุกสุด ๆ ไปเลยเนี่ย” ตอแหล! หลอกต้มกูชัด ๆ เรื่องนี้เพลงยอมไม่ได้ 

 

“มาแข่งกันอีกเกม!” 

 

“ก็ได้แต่คนที่แทงลูกลงต้องกินเหล้าเพียวแก้วนึงนะ” โฮล่กกกก...นี่คุณมึงกะมาแดกเหล้าฟรีเลยนี่หว่า! 

 

“เออ...” อย่าคิดนะว่าจะได้แดกฟรี ๆ น่ะ 

 

เกมนี้ผมได้เป็นฝ่ายเปิดก่อน 

 

“โพล๊ะ!” ลูกบอลเกลี้ยงแตกกระจายหมุนอย่างรวดเร็วไปลงในช่องอย่างสวยงาม ผมยกยิ้มขึ้นที่มุมปากพร้อมกับยกแก้วขึ้นมาดื่มอย่างผู้ชนะ ลูกที่สองและสามตามมาติด ๆ เหล้าขมเริ่มบาดคอจนตอนนี้มันแทบจะไม่เหลือความอร่อยอีกแล้ว 

 

หลังจากผ่านไปสามแก้วผมก็แทงพลาดไปอย่างน่าเสียดาย เด็กหนุ่มคนนั้นกระตุกยิ้มก่อนที่จะเดินวนไปรอบโต๊ะเพื่อหาเหลี่ยมมุมเพื่อต่อ 

 

“โอ๊ะ! ทะ...แทงพลาด!” เขาร้องขึ้นอย่างเสียดายแล้วออกมายืนที่มุมโต๊ะและนั่นเป็นโอกาสที่ผมจะเอาชนะเขาในเกมนี้ลูกที่สี่ ห้า หก เจ็ด ถูกแทงลงหลุมอย่างต่อเนื่องพร้อมกับเหล้าที่ลดลงไปกว่าครึ่งขวดตอนนี้ลูกสุดท้ายคือสีดำที่จะทำให้ผมปิดเกมนี้ได้ด้วยความที่ตอนนี้มันตาลายสุด ๆ มือไม้สั่นไปหมดเลยทำให้แทงพลาดไปอย่างง่ายดายแต่เอาเถอะตอนนี้ผมนำมาเจ็ดต่อศูนย์แล้วยังไงก็ไม่มีทางแพ้แน่นอน 

 

แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มคนนั้นอยู่ ๆ ก็แทงลูกสีดำลงหลุมไปเลยทั้ง ๆ ที่ต้องเก็บเป็นลูกสุดท้ายเท่านั้นจึงกลายเป็นว่าเขาแพ้ฟาวล์ไปในเกมนี้นั่นทำให้ผมรู้ทันทีว่า... 

 

สาดดดดดด! นี่มันหลอกให้กูดื่มเหล้าเพียว ๆ เลยนี่หว่า 

 

ตอนนี้แม้แต่แรงจะยืนยังไม่มีเลยพยายามพยุงสารร่างมานั่งที่โซฟาแต่ก็ทำท่าจะสะดุดล้มตลอดจนหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นต้องหิ้วผมมานั่งที่มุมร้านแทน 

 

“เอาน้ำหน่อยไหม?” เขายื่นแก้วที่มีน้ำเปล่าส่งมาให้ผมอันที่จริงตอนนี้ผมแทบจะอ้วกออกมาแล้วล่ะเกิดมาเพิ่งเคยกินเหล้าไม่ผสมน้ำติด ๆ กันแบบนี้ 

 

...อ๊อก! 

 

เพียงแค่จิบไปนิดหน่อยก็ถึงกับทำให้สำลักออกมาเลอะเสื้อกางเกงของผมและเขาเต็มไปหมด เด็กหนุ่มคนนั้นรีบหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดที่เสื้อและกางเกงให้ผมทั้งที่มันดูโคตรจะน่ารังเกียจเลย 

 

“ไหวรึเปล่ากูขอโทษนะไม่คิดว่ามึงจะคออ่อนขนาดนี้” คนตรงหน้าดึงกระดาษขึ้นมาเช็ดที่มุมปากของผมอย่างเบามือไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมกำลังเมารึเปล่าถึงได้เห็นชายคนนี้โคตรน่ารักเลย 

 

“อืม...พักสักเดี๋ยวก็ดีขึ้นน่ะนายไปล้างตัวก่อนเถอะขอโทษที่ทำให้เลอะไปด้วย” 

 

“ช่างมันเถอะไว้กลับห้องไปอาบน้ำทีเดียวก็ได้” คำพูดแบบนั้นยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิดเขาไปใหญ่ “ถ้ามึงโอเคแล้วงั้นกูกลับก่อนนะดึกมากเดี๋ยวจะหารถกลับลำบาก” เขาทำท่าจะลุกเดินออกไป 

 

...หมับ! 

 

ไม่รู้ทำไมผมถึงคว้าข้อมือของเขาไว้ 

 

“งั้นไปเปิดห้องแถวนี้ล้างตัวก่อนไหม? เลอะแบบนี้แท็กซี่คงไม่รับ...” เขาหลิ่วสายตามองมาที่ผมอย่างแปลกใจ 

 

“นี่มึงยังไม่เข็ดอีกเหรอ? ไม่กลัวว่ากูจะเป็นมิจฉาชีพมาปล้นมึงรึไง” 

 

“ไม่หรอกเราเชื่อใจ...” 

 

จุ๊บ! ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบดีคนแปลกหน้าก็เลื่อนริมฝีปากจูบมาที่ปากผมรสหวานอ่อน ๆ ที่ปลายลิ้นมันช่างยั่วยวนจนผมทนไม่ไหวไม่แม้แต่คิดที่จะปฏิเสธส่งลิ้นเข้าไปสัมผัสโต้ตอบในทันที โชคดีมากที่ตอนนี้คนยังไม่เยอะเท่าไหร่และบริเวณโซฟาที่นั่งอยู่มีเสาต้นใหญ่บังอยู่ 

 

เขาผละริมฝีปากออกช้า ๆ จ้องมองมาที่หน้าผม 

 

“มึงอย่างเชื่อใจใครง่าย ๆ สิไม่งั้นมึงอาจจะโดนเอาเปรียบแบบนี้” ถึงเขาจะพูดแบบนั้นแต่กลับเป็นตัวผมเองที่ดึงหัวเขาเข้ามาจูบอีกครั้งตอนนี้ผมมึนเมาจนสติแทบจะไม่อยู่กับตัวอีกแล้วแค่ตอนนี้รู้สึกว่ามันดีเกินกว่าที่จะห้ามร่างกายที่ร้อนรุ่มไปหมด 

 

ผมเดินตามคนแปลกหน้ามาที่โรงแรมเล็กแห่งหนึ่งไม่ไกลจากร้านสักเท่าไหร่หลังจากเขาจ่ายเงินค่าห้องยังไม่ทันที่จะเปิดประตูดีผมก็ทนไม่ไหวลุกไลก์ไปตามลำคอจนถึงเตียงนอนเขาปลดเสื้อของผมออกจนหมดบรรเลงจูบมาที่ไหปลาร้าไล่ลงมาที่หน้าท้องจนผมต้องร้องออกมาจากสัมผัสของปลายลิ้นอุ่น 

 

มันดีเกินกว่าที่คาดคิดเป็นครั้งแรกที่ผมเคยมาถึงจุดนี้ เป็นครั้งแรกที่ผมจูบกับผู้ชาย 

 

เขาถอดเสื้อของตัวเองออกแล้วหยิบผ้าเช็ดตัวบนเตียงดึงผมเขาไปในห้องน้ำ มือขาวบรรจงล้างตัวให้ผมเจลอาบน้ำถูชโลมไปทั่วทั้งตัวเขาเอื้อมมือมาจับแก่นชายของผมจนมันเริ่มขยายตัวสู้มือคนแปลกหน้าริมฝีปากเราทั้งคู่ก็ดูดดื่มหยาดหวานกันตลอดเวลาจนอาบน้ำเสร็จก็กลับมาที่เตียงนอน 

 

“มึงจะเปลี่ยนใจตอนนี้ก็ได้นะ” 

 

ผมไม่อาจทนแววตานั้นได้อีกแล้ว ได้แต่ส่ายหน้าให้เขาทำต่อเด็กหนุ่มหันไปหยิบถุงยางกับเจลหลอดเล็ก ๆ ในกระเป๋าเขาสวมถุงลงมาใส่ท่อนร้อนของผมช้า ๆ แล้วละเลงเจลเย็นไปที่ท่อนนั้นผมได้แต่นอนมองสิ่งที่เขากำลังจะทำ ร่างขาวขึ้นมาทับบนตัวผมค่อย ๆ กดตัวไปที่ท่อนแกร่งช้อย่างนุ่มนวล 

 

“อึก!” ความเสียวและความรู้สึกตึงรั้งที่ปลายท่อนแกร่งมันช่างแปลกใหม่ เขาเริ่มกดสะโพกลงจนสุดแล้วยกตัวขึ้นเล็กน้อยเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่องให้ผมได้เรียนรู้สอดคล้องไปตามจังหวะการโยกตัวของเขาตอนนี้ผมเสียวจนแทบทนไม่ไหวจับชายที่อยู่ด้านบนพลิกลงมานอนที่เตียงแล้วเป็นฝ่ายโหมกระหน่ำเดินเกมเอง 

 

ปากเราทั้งคู่ประกบจูบกันไม่หยุดแต่กระนั้นแล้วชายคนนี้กลับไม่ส่งเสียงร้องเลยแม้แต่นิดเดียวแม้ว่าไปหน้านั้นจะดูมีความสุขกับสิ่งที่ผมทำอยู่ก็ตามเพียงไม่นานผมก็ทนไม่ไหวเสร็จไปทั้งอย่างนั้นความเหนื่อยความเพลียกับความมึนเมามันทำให้ผมเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว 

 

ผมตื่นมาอีกทีในตอนเช้าเด็กหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นก็หายไปซะแล้วในขณะที่เนื้อตัวผมกลับถูกเช็ดทำความสะอาดเป็นอย่างดีบนโต๊ะมีกระเป๋าเงินกุญแจรถมอเตอร์ไซค์วางเรียงกันอยู่พร้อมกับเงินหนึ่งพันบาทและข้อความบนกระดาษแผ่นเล็ก ๆ 

 

*กูจ่ายค่าเหล้าคืนให้ ถือว่าเราหายกันแล้ว* 

 

ไม่รู้ทำไมผมต้องยิ้มกับข้อความสั้น ๆ แบบนี้กับความรู้สึกเดียวที่ว่าครั้งแรกที่ผมเปิดบริสุทธิ์ก็ต้องพบเจอกับคนที่โคตรลึกลับแบบไม่รู้ว่าจะเรียกดี... 

 

ผีพราย...ล่ะมั้ง! 

ความคิดเห็น