facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 5 ภัยที่คืบคลาน

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 ภัยที่คืบคลาน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 565

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ส.ค. 2563 17:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 ภัยที่คืบคลาน
แบบอักษร

ตอนที่ 5

 

ซุน ได้ทำการตวัดกิ่งไม้ในท่วงท่ากระบี่อีกเล็กน้อย ๆ แต่สุดท้ายกิ่งไม้ก็ไม่อาจทนต่อการใช้ฝึกฝน แตกหักคามือไปตามความเปาะบางของมัน... เด็กหนุ่ม ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย เพราะเพิ่งจะได้เคยฝึกท่วงท่าเพลงกระบี่เป็นครั้งแรก ย่อมมีความสนใจตามประสาผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน... 

 

“หากอยากเรียนรู้ ทำไมไม่ไปให้ เหล่าซือ เจ้าสอนเล่า?! เจ้านั่นเก่งกาจกว่าผู้ที่มาเมื่อกลางวันอย่างไม่อาจเทียบได้ด้วยซ้ำ...” เฒ่าชีเปลือย กล่าวลอย ๆ ขึ้นด้วยท่าทีไม่แยแสนัก 

 

“เหล่าซือ น่ะหรือ จะเก่งกาจกว่าสหายของท่านคนเมื่อกลางวัน?! ข้าไม่เห็นว่า เหล่าซือ จะมีรัศมีที่น่ากลัวใด ๆ ออกมาแม้สักนิด มิใช่ว่าเจ้าคาดเดาไปเรื่อยงั้นหรือ?!” ซุน แสดงสีหน้าคล้ายดูแคลนสายตาของ เฒ่าชีเปลือยเป็นนัย ๆ 

 

“เจ้าเด็กบ้า... ทักษะที่แข็งแกร่งที่สุดของข้า ก็คือการประเมินผู้คนนี่แหละ!! ข้าไม่มีทางมองคลาดเคลื่อนไป ฝีมือ เหล่าซือ ของเจ้าในตอนนี้ เก่งกาจกว่าสหายคนเมื่อกลางวันสิบเท่าเป็นอย่างน้อย... เพียงแต่ เหล่าซือ ของเจ้า มันเก็บซ่อนความสามารถเอาไว้อย่างมิดชิด ซึ่งต่อให้ข้าอธิบายให้เจ้าฟังทั้งคืนเจ้าก็ไม่รู้เรื่อง เพราะเจ้าไม่ได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับพลังลมปราณ...” 

 

ซุน ขมวดคิ้วขึ้นทันที... 

“แปลว่าเจ้าเอง ก็เข้าใจเกี่ยวกับพลังลมปราณงั้นหรือ...” 

 

เฒ่าชีเปลือยได้ยินเช่นนั้น ก็หัวร่อออกมาในทันที... 

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ข้าเคยบรรลุถึงขั้นที่อยู่เหนือความเข้าใจไปไกลโข แม้ดินแดนแห่งสุริยะที่ข้าจากมา อาจจะเรียกขานรูปแบบพลังที่แตกต่างออกไป แต่มันก็คือพลังลมปราณเหมือนกันนั่นแหละ... สิ่งมีชีวิตทุกสรรพสิ่งแบ่งแยกอำนาจพลังเป็น 3 องค์ประกอบภายในตัวเอง หนึ่งคือวิญญาณ สองคือจิตใจ สามคือร่างกาย... 

 

[พลังวิญญาณ] จะเรียกขานกันในนามของ ตบะบำเพ็ญ โดยมากจะมีพลังตามอายุของจิตวิญญาณดวงนั้น ๆ เป็นเรื่องยากที่จะฝึกฝนในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เว้นแต่จะใช้วิธีการเฉพาะผ่านการรู้แจ้งพิเศษ...  

 

[พลังจิตใจ] เรียกขานกันในนามของ อำนาจสมาธิ แม้จะไม่มีระดับขั้นชัดเจน แต่ก็สามารถเรียนรู้ฝึกฝนได้... ในส่วนนี้ข้ายอมรับว่าตัวเจ้าเองมีพรสวรรค์อยู่แล้ว ดังนั้นข้าคงไม่ต้องอธิบายเกี่ยวกับมันมากมายนัก 

 

[พลังร่างกาย] ส่วนหนึ่งเกิดจากพลังของสายเลือดและเผ่าพันธุ์ตั้งแต่ถือกำเนิด หากแต่ยังสามารถฝึกฝนในภายหลังได้ด้วย และในสุริยะแห่งนี้ก็ได้เรียกขานรูปแบบการฝึกฝนนั้นว่า พลังลมปราณ...” 

 

ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็อึ้งไปไม่น้อย... ปกติแล้ว เฒ่าชีเปลือย มักจะทำแต่เรื่องไร้สาระ ไม่ก็กลั่นเกรง ซุน ไปเรื่อยเปื่อย ตลอด 2 ปีมานี้แทบไม่อาจหาประโยชน์ ทำให้ ซุน ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า เฒ่าชีเปลือย จะแตกฉานด้านความเข้าใจในสิ่งที่ ซุน ยังไม่เคยได้เรียนรู้... 

 

“เจ้าคงไม่ได้แต่งเรื่องมาหลอกข้า ใช่หรือไม่?” 

 

“ระวังปากหน่อยเจ้าเด็กบ้า!! ข้าต้องเสียสละพลังทั้งหมดของข้าไป เพื่อพาเจ้ามายังสุริยะที่ห่างไกลแห่งนี้ และยังรักษาชีวิตเข้าไว้เมื่อ 2 ปีก่อน จนวิญญาณข้าอ่อนแอลงมาก หัดสำนึกบุญคุณของข้าเสียบ้าง!!” เฒ่าชีเปลือย กล่าวขึ้นพลางใช้ปลายนิ้วจิ้มย้ำบนหน้าผากของเด็กหนุ่ม 

 

ซึ่ง ซุน สัมผัสได้ถึงการจิ้มนี้อย่างชัดเจน ราวกับเป็นนิ้วของคนจริง ๆ จะศีรษะของเด็กหนุ่มผงะหงายไปด้านหลัง... ทั้งที่ปกติแล้ว เวลา ซุน พยายามที่จะเล่นงาน เฒ่าชีเปลือย กลับจับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า แตกต่างไปจากวิญญาณดวงอื่น ๆ ทำให้ ซุน เริ่มตระหนักว่า แท้จริงแล้ว การจะแตะสัมผัสดวงวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย ได้นั้น อาจขึ้นอยู่กับความตั้งใจของ เฒ่าชีเปลือย เอง... 

 

“เจ้านี่ช่างเป็นวิญญาณที่ประหลาดเสียจริง แม้แต่อาคมสะกดต่าง ๆ ก็ไม่อาจทำอะไรกับเจ้าได้...” ซุน บ่นอิดออดตามประสา เนื่องด้วย ซุน เคยพยายามทุกวิถีทางเพื่อขับไล่วิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย ออกไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล เนื่องด้วย ตบะบำเพ็ญ ของเฒ่าชีเปลือยนั้นแก่กล้าเกินไป... 

 

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เจ้าเด็กโง่เอ้ย คิดจะเล่นงานข้า ยังเร็วไปล้านปี!!” 

 

ทั้งสองโต้เถียงดุด่ากันตามประสา ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอด 2 ปี นับตั้งแต่ที่ ซุน ถูกพามายังสุริยะที่แตกต่างแห่งนี้ โดยวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย จะวนเวียนอยู่รอบ ๆ ตัว ซุน ตลอดเวลา และไม่มีผู้ใดสามารถพบเห็นวิญญาณดวงนี้ได้... 

 

ดึกสงัดในคืนนั้น หลังจากที่ ซุน กลับเข้าเรือนนอนไปแล้ว... 

 

ชายชรา เหยาหมิง ก็ก้าวออกมาจากเรือนเช่นกัน หันมองไปยังรอยเท้าที่ ซุน เคยย่างก้าว และรอยบนเปลือกไม้ที่แสดง แม้แต่ซากกิ่งไม้ที่หักคามือของ ซุน ก็ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณา... เหยาหมิง กดหัวคิ้วต่ำลงในทันที... 

 

“คิดไว้แล้วไม่ผิด... ซุน มันคงจงใจปกปิดความสามารถแท้จริงเอาไว้ เพราะไม่อยากให้ เตียมู่หยง ชักชวนเข้าสำนัก เจ้าเด็กคนนี้มีพรสวรรค์จริง ๆ หรือที่ข้าปฏิเสธการสั่งสอนวรยุทธให้กับเจ้านั้น จะเป็นการปิดกั้นพรสวรรค์ของ ซุน กันแน่นะ...” 

 

เหยาหมิง ถอนหายใจหนักหน่วง ก่อนจะเหลือบมองไปบนดวงจันทร์ที่สุกสกาวบนท้องฟ้า เงาร่างของสตรีผู้เป็นภรรยาในห้วงความทรงจำได้ปรากฏขึ้น ซึ่งมันได้ทำให้ชายชราดวงตาพร่ามัวจากหยดน้ำตา... 

 

“เล้งซิ่วอิง... ข้าควรทำยังไงกับเด็กคนนี้ดี?!” 

 

................................................ 

 

เช้าวันถัดมา... 

 

ผู้เยาว์ในชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดง ทั้ง 7 หมู่บ้าน หากคนในมีใจศึกษาความรู้ ก็จะพามารวมตัวกันที่ สถานศึกษาศาสตร์อักษร แห่งนี้...  

 

“แดนมนุษย์ แบ่งออกเป็น 5 ส่วนได้แก่ 4 ทวีป 1 มหาสมุทร... อำนาจปกครองในแต่ละส่วนล้วนแตกต่างกันแปรเปลี่ยนตามยุคสมัย... ปัจจุบันคือ ปีบรรพกาลที่ 20,345 มีอำนาจปกครองหลักในแต่ละส่วนแบ่งออกเป็น 3 ราชวงศ์ 2 สมาพันฯ ที่สามารถก่อตั้งหน่วยงานราชการแผ่นดิน...” เหล่าซือ ก้าวเดินในเรือนไม้พลางอ่านตำราในมือ สอนสั่งเหล่าผู้เยาว์หลายสิบคนตรงหน้า 

 

หลัก ๆ แล้ว สถานศึกษาขนาดเล็กแห่งนี้ จะมี เหล่าซือ เพียงผู้เดียว เป็นผู้สอนสั่งผู้เยาว์ให้อ่านออกเขียนได้ หากใครมีพรสวรรค์ก็จะส่งเสริมในด้านบทกวี ภูมิความรู้ที่ละเอียดแน่นขึ้นตามแต่ละบุคคลที่สนใจ... 

 

โดยมากผู้เยาว์เหล่านี้จะเริ่มมาตั้งแต่วัย 6-7 ปี แต่ช่วงวัย 10-13 ปี ก็ไม่จัดว่าน้อย... ตัวของ ซุน ในตอนนี้ที่วัยแตะย่าง 17 ปี แล้ว จึงไม่ค่อยเข้ามาร่ำเรียนรวมกับกลุ่มผู้เยาว์ แต่จะแยกตัวออกไปอ่านตำราต่าง ๆ เพียงลำพังเพื่อเรียนรู้ด้วยตนเองเสียมากกว่า... 

 

ช่วงวัยนี้ของ ซุน หากเป็นเด็กหนุ่มในชุมชน มักจะเริ่มประกอบอาชีพต่าง ๆ กันแล้ว บ้างก็ออกเรือนตกแต่งกับหญิงสาวตามประเพณี ก็ไม่นับว่าเร็วเกินไป... ดังนั้น ซุน จึงไม่ค่อยจะมีสหายในช่วงวัยไล่เลี่ยกันเท่าที่ควร และอีกส่วนหนึ่งคงเป็นเรื่องของสถานะที่ต่ำต้อยกว่าชาวบ้านสามัญ... 

 

การแบ่งชนชั้นในยุคสมัยนี้ ชี้วัดกันที่พื้นฐานของต้นตระกูลเป็นหลัก... ป้ายสำมะโนครัว เปรียบเสมือนตราประจำตระกูลนั้น ๆ สมาชิกทุกคนในตระกูลจะใช้ ป้ายสำมะโนครัว ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งป้ายสำมะโนครัวทั้งหมด จะต้องมีการรองรับจาก หน่วยงานราชการแผ่นดิน เท่านั้น... 

 

ป้ายสำมะโนครัว แบ่งออกเป็น 7 ชนชั้น ได้แก่ ป้ายไม้ ป้ายศิลา ป้ายหยก ป้ายเหล็ก ป้ายทองแดง ป้ายเงิน และ ป้ายทองคำ จะต้องมีตราประจำตระกูล และตราประทับของหน่วยงานราชการแผ่นดินที่ชัดเจน หากสูญหายจำเป็นต้องเข้าแจ้งความเท่านั้น เมื่อพบเจอว่าผู้ใดถือป้ายที่มิใช่ของตน หรือมีการปลอมแปลง ป้ายสำมะโนครัว จะได้รับโทษสถานหนักอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง...  

 

ซุน ที่ไม่มี ป้ายสำมะโนครัว... แน่นอนว่าถึงจะเป็นดินแดนรกร้างแห่งนี้ แต่ก็ยังมีเรื่องของการแบ่งชนชั้นขั้นพื้นฐาน ป้ายสำมะโนครัว คือป้ายที่จะใช้แสดงสถานะของตระกูลบุคคลนั้น ว่าถูกจัดอยู่ในชนชั้นใด... ซุน เป็นคนไร้ที่มา มีเพียงนามไม่มีแซ่ ดังนั้นไม่ต้องกล่าวถึง ป้ายสำมะโนครัว ประจำตระกูล... 

 

ทุกคนที่ไม่มี ป้ายสำมะโนครัว จะถูกจัดเป็น คนเถื่อน สถานะทางสังคมจึงต้อยต่ำมาก ต่อให้มีภูมิความรู้มากมายเพียงใด ก็ไม่ไช่เรื่องง่ายที่จะก้าวข้ามชนชั้น หากคนเถื่อนก่อเรื่องขึ้นจะได้รับโทษสถานหนักในทันที... นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ ซุน มักจะเก็บตัวอยู่แต่ภายใน สถานศึกษาศาสตร์อักษร ไม่ค่อยเข้าไปในเขตชุมชนเท่าใดนัก… 

 

ในตอนที่ ซุน กำลังนั่งอ่านตำราอยู่นั้นเอง... จู่ ๆ ก็มีเงาร่างของเด็กหนุ่มอีกคน กระโจนลงมาจากยอดไม้ โผล่ข้างตัวของ ซุน ใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้นี้หล่อเหลาเอาการ ทั้งยังมีรอยยิ้มประดับที่น่ามอง แต่งกายด้วยผ้ามีราคา รูปร่างสูงใหญ่องอาจ พื้นฐานยุทธคงมิใช่สามัญ... 

 

“เฮ้ย!! ซุน มานั่งอ่านตำราน่าเบื่อพรรค์นี้อีกแล้วหรือ?! ข้าเจอหญิงสาวน่าสนใจภายในหมู่บ้านลำดับที่ 1 เจ้าออกไปเกี้ยวสาวเป็นเพื่อนข้าดีกว่า...” เด็กหนุ่มคนดังกล่าว ชักชวนด้วยความสนิท 

 

ซุน ถอยหายใจหนักหน่วง... 

“กังเฉิง... คราวก่อนที่เจ้าไปก่อเรื่องที่หมู่บ้านลำดับที่ 3 จนข้าเกือบถูกทหารทางการจับตัว ยังนึกหวั่นใจไม่หาย... นี่เจ้ายังที่คิดจะไปก่อเรื่องในหมู่บ้านลำดับที่ 1 อีกงั้นหรือ?! ลืมไปแล้วหรือว่าข้าเป็น คนเถื่อน ไม่ได้มีตระกูลหนุนหลังอย่างเจ้านะ!!” 

 

กังเฉิง หัวเราะออกมาทันที... 

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! คราวนี้ข้าไม่พลาดแน่ รับรองว่าเจ้าไม่มีทางเดือดร้อน... หรือหากพลาดพลั้งไป ข้าจะใช้ป้ายหยกของข้า ค้ำประกันเจ้าให้เอง!!” 

 

กังเฉิง เป็นสหายในวัยเดียวกันเพียงไม่กี่คนของ ซุน... พื้นเพ กังเฉิง เป็นบุตรชายคนเล็กของหัวหน้ามือปราบตระกูลดังของ มณฑลเฮย แห่งนี้ แต่เพราะนิสัยชอบก่อเรื่อง จึงถูกบิดาส่งตัวมาอยู่กับ ญาติในชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงตั้งแต่เมื่อปีก่อน 

 

ครั้งหนึ่ง ซุน เคยช่วยเหลือ กังเฉิง จากการถูกคนเถื่อนหลายสิบคนรุมทำร้าย ตั้งแต่นั้นมา กังเฉิง จึงเห็น ซุน เป็นสหายรัก โดยไม่สนใจเรื่องสถานะทางสังคม... 

 

เมื่อถูกรบเร้าหนักข้อเข้า อีกทั้งยังเป็นเรื่องของ หญิงสาว ที่ ซุน เองก็ดูจะสนใจอิสตรีในดินแดนแห่งนี้ไม่น้อย เพราะความงามของพวกนางนั้น แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอันแตกต่างไปจากดินแดนที่ตนเองเคยอยู่ สุดท้ายสองชายหนุ่ม จึงตัดสินใจเข้าเขตชุมชนในหมู่บ้าน... 

 

เหยาหมิง เหลือบมาเห็นสองเด็กหนุ่ม แอบหลบหนีการท่องตำรา ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเบา ๆ แต่ก็มิได้ออกตัวห้ามปราม ยังคงสอนตำราเหล่าผู้เยาว์ในสถานศึกษานี้ต่อไป... 

 

ซุน และ กังเฉิง วิ่งตรงไปในเส้นทางเข้าเขตชุมชน... หลังจากมาได้สักระยะ ซุน ก็มองเห็นกลุ่มคนราว ๆ 8-9 คน แต่งกายแตกต่างไปจากคนในละแวกนี้ สำคัญคือทุกคนมีรัศมีที่น่ากลัวแผ่ล้นออกมา ทั้งยังมีกระบี่ชั้นเลิศเหน็บข้างเอว มุ่งหน้าตรงไปยัง สถานศึกษาศาสตร์อักษร... 

 

ซุน ขมวดคิ้วเล็กน้อย... 

“คนพวกนี้เป็นใครกัน?!” 

 

หากแต่เพราะ กังเฉิง ดึงฉุดยื้อเร่งร้อน ทำให้ ซุน ไม่อาจอยู่พิจารณาได้นานนัก... 

“รีบไปเถอะ!! หญิงสาวที่ข้าเห็นเป็นคนแปลกหน้า เผื่อนางจะอยู่ที่นั่นได้ไม่นาน” 

 

แม้ลึก ๆ ซุน ยังมีความกังวล แต่ก็ไม่อาจขัดใจสหายได้... 

 

สายตาของกลุ่มคนเหล่านี้ เคร่งขรึมจริงจัง...  

การวางเท้าทุกย่างก้าว ยังแผ่วเบาไม่สุ้มเสียง...  

 

“ท่านหัวหน้าเกา... ตามการแกะรอยเท้าม้าของ เตียมู่หยง และหลานสาว ที่หลุดออกจากเส้นทางเมื่อวันก่อน ดูเหมือนว่าจะตรงมายังสถานที่แห่งนี้...” หนึ่งในลูกสมุน กล่าวกับชายวัยกลางคนที่แววตาคมกริบดุจนกอินทรี 

 

“อืม... เตียมู่หยง เป็นหนึ่งในสหายเพียงไม่กี่คนของ เหยาหมิง แม้จะมีโอกาสเพียงน้อยนิด แต่พวกเราก็จำต้องตามมาสืบค้นดู... จากตำแหน่งนี้ขอให้พวกเจ้าทุกคน ปกปิดตัวตนพร้อมทั้งเก็บซ่อนลมปราณให้มิดชิด หน้าที่ของพวกเราจะมาเพียงแค่ตรวจสอบพื้นที่เท่านั้น หาก เหยาหมิง อยู่ที่นี่จริง คงต้องกลับไปรายงานเบื้องบน...” หัวหน้ากลุ่มคน เค้นเสียงกำชับออกคำสั่ง 

 

“ท่านหัวหน้าเกา... ใยพวกเราต้องลำบากกลับไปรายงานด้วยเล่า?! หากพบเจอจริง ๆ ก็เพียงแค่จับกุม เหยาหมิง กลับไปไม่ง่ายกว่าหรือ?!” สมุนอีกคน เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย 

 

“เจ้าโง่!! ในตอนที่ เหยาหมิง โด่งดังในยุทธภพ เจ้ายังปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมด้วยซ้ำ... ชายผู้นั้นแม้จะถอนตัวจากยุทธภพมาร่วม 30 ปี แต่ในอดีตมันเคยเป็นถึง 1 ใน 3 เทพปรมาจารย์ แห่งทวีปเต่าทมิฬ อาศัยจำนวนคนหยิบมือเพียงเท่านี้ ไม่พ้นสามกระบวนท่าพวกเราก็ตกตายหมดแล้ว!!” หัวหน้าเกาตวาดเสียงใส่หนึ่งในลูกสมุน 

 

ส่งผลให้ทุกคนในที่นี้ สั่นสะท้านไปตาม ๆ กัน... 

 

................................................... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว