ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 10 : จุดเปลี่ยนพลิกผัน

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 : จุดเปลี่ยนพลิกผัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ม.ค. 2564 11:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 : จุดเปลี่ยนพลิกผัน
แบบอักษร

Chapter 10 

  

"คุณหมอว่าอะไรนะครับ" ผมถามย้ำคุณหมออีกครั้ง กับคำวินิจฉัยเมื่อครู่ว่าอาการที่ผมเป็นอยู่นั่นคืออะไร มือไม้เยียบเย็นเคลื่อนจับกันแน่น พอกับเสียงที่สั่นเครือกลั้นบางอย่างไม่ให้ไหลออกมาจากขอบดวงตาร้อนผ่าว

"คุณหมอขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ คุณท้องได้เกือบสองเดือนแล้ว และช่วงนี้คุณแม่ต้องระวังครรภ์เป็นพิเศษ และอารมณ์อาจจะอ่อนไหวได้ง่าย เดี๋ยวหมอจะเขียนยาบำรุงไว้ให้ ถ้าพร้อมจะมาฝากครรภ์ก็พาคุณสามีมาได้เลยนะครับ"

เหมือนคำตอบของคุณหมอดั่งฟ้าผ่าเข้ามากลางใจของผมฉับพลัน ดวงตากลมโตสั่นระริกไปมากับสิ่งที่เกินกว่าจะรับมือไหว ผมกำลังเรียนอยู่ชั้นปีหนึ่ง หากผมท้องและยังท้องกับใครผมก็ไม่รู้ อนาคตของผมที่เคยวาดฝันไว้ก็เหมือนพังทลายครืนลงมา ลำพังผมตัวคนเดียวก็ลำบากมากพออยู่แล้ว หากผมมีลูก ลูกของผมเขาจะอยู่อย่างไร

"น้ำหนึ่ง ใจเย็น ๆ อย่าเครียดมันไม่ดีต่อคนท้อง"

"ฮึก ผมเสียใจที่ลืมนึกถึงข้อนี้ไปว่าผมมันประหลาด ผมเลย..." ผมคว้ากอดเอวพี่ทายที่ยืนอยู่ข้างกายกันกับผมอย่างหาที่พึ่งพิงสักคน ให้ช่วยดึงผมขึ้นจากบ่อน้ำที่จะจม ผมมันโง่เองที่ไม่คิดถึงข้อนี้ คิดว่าตัวเองเป็นผู้ชายคงไม่ท้องแค่ครั้งเดียว ชะล่าใจจนปล่อยให้เขาเกิดมา

ก่อนจะรู้สึกถึงฝ่ามือหยาบกร้านลูบลงมาบนเส้นผมของผมอย่างปลอบโยน และคำพูดแสนอ่อนโยนของพี่ทายก็ทำให้ผมเริ่มฉุกใจคิด

"ไม่ น้ำหนึ่งอย่าว่าตัวเอง เมื่อพลาดไปแล้วสิ่งที่น้ำหนึ่งต้องทำต่อจากนี้คือพยายามตั้งสติ ใจเย็นคิดแก้ปัญหา น้ำหนึ่งไม่ใช่ตัวคนเดียวแล้วนะครับ ยังมีลูกในท้องอีกหนึ่งชีวิตที่จะเกิดมา"

"ครับ ผมจะพยายาม" ผมผละร่างกายออกจากพี่ทายช้า ๆ เมื่อพอจะตั้งสติได้แล้ว ยกสองมือเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มจนชุ่มฉ่ำ

ผมไม่ใช่ตัวคนเดียวแล้ว ตอนนี้ผมยังมีลูกของผมที่อยู่ภายในท้องนี้

"พี่ว่าน้ำหนึ่งกลับไปพักผ่อนที่ห้องดีกว่านะครับ เดี๋ยวพี่ไปส่ง เรื่องงานเดี๋ยวพี่จัดการให้"

"ครับ ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่ช่วยผม" ผมเดินออกไปรับยาด้านนอกด้วยท่าทีเหม่อลอย โชคดีที่พี่ทายช่วยประคองและพาผมเดินขึ้นรถและกลับไปส่งที่หอพัก ช่วงที่อยู่บนรถผมก็มองไปยังหน้าต่างข้างรถตลอด มือข้างขวาก็ลูบลงบนหน้าท้องแบนราบของตัวเองไม่หยุด จมกับความคิดของตัวเองและเอาแต่พร่ำโทษถึงความไม่รอบคอบไม่หยุด

"พี่ไปส่งที่ห้อง"

"ไม่เป็นไรครับ ผม..." อ่า นี่ผมไม่รู้เลยว่ารถมาจอดที่หอผมแล้ว พี่ทายเดินออกจากรถยืนรอผมด้านนอกเพื่อจะพาผมขึ้นห้อง แค่นี้ผมก็เกรงใจอีกฝ่ายจะแย่แล้วที่คอยเป็นธุระให้ แต่พี่ทายก็ยังยืนยันคำเดิมด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"พี่ไม่ไว้ใจเราให้อยู่คนเดียว อย่างน้อยก็ให้พี่ไปส่งถึงหน้าห้องนะครับ"

"ครับ" ผมได้แต่พยักหน้ายอมให้พี่เขาเดินไปเป็นเพื่อนขึ้นไปส่งที่ห้อง ช่วงที่เดินขึ้นบันได พี่ทายก็ช่วยกำชับเรื่องยาและข้อควรระวังที่คุณหมอได้แจ้งย้ำให้ผมฟังอีกครั้ง จนกระทั่งถึงช่วงทางเดินห้องของผม ใครบางคนที่คุ้นเคยที่นั่งอยู่ตรงหน้าห้องของผมนั้นทำให้ผมเหมือนจะได้สติกลับมา

"น้าพิมพ์"

"กลับมาแล้วเหรอน้ำหนึ่ง น้าโทรหาก็ไม่รับสาย แล้วนี่ออกไปไหนมาดึก ๆ ดื่น ๆ เพิ่งกลับ" ร่างกายของสาวมีอายุลุกจากตรงที่นั่งตรงพื้นหน้าห้องห้องหนึ่ง ปัดมือลงบนสะโพกของตัวเองก่อนจะเดินมาหาผมด้วยท่าทางไม่พอใจ เธอคงจะนั่งรอผมที่นี่นานทีเดียว แล้วทำไมน้าพิมพ์ถึงได้รู้จักที่พักของผมได้ล่ะ

"สวัสดีครับ" พี่ทายที่ยืนอยู่ข้างกายผม ยกมือไหว้สวัสดีคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า น้าพิมพ์เองก็ยกมือตอบแบบส่ง ๆ ก่อนจะมุ่งเป้ามาทางผมแทน

"แฟนแกเหรอ"

"มะ..."

"หล่อดีนี่ ท่าทางจะมีเงิน ฉันขอสักสองสามหมื่นจะได้ไหม ถือเสียว่าค่าเลี้ยงดูมัน" ผมจะปฏิเสธ แต่น้าพิมพ์ก็ไม่คิดจะฟังผม ยกแบมือไปทางพี่ทายด้วยรอยยิ้ม ผมรีบจับมือน้าพิมพ์ลงที่ทำเสียมารยาทกับรุ่นพี่ที่ผมเคารพ

"น้า! อย่าพูดเสียมารยาทกับพี่ทายนะครับ" นอกจากเรื่องเงินแล้ว เรื่องการกระทำที่แสดงออกมาอย่างโจ่งแจ้ง มันทำให้ผมรู้สึกไม่พอใจอีกฝ่ายเอามาก ๆ แต่ผมก็พยายาม พยายามมองข้ามผ่านมันมาตลอดเพราะน้าพิมพ์ก็เป็นน้องของแม่

"ขอโทษด้วยครับ ผมเป็นแค่รุ่นพี่ของน้ำหนึ่ง" เสียงของพี่ทายที่ไม่ยินดียินร้ายนั้น ผมพอจะเข้าใจความรู้สึกเพราะถูกคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก แสดงการกระทำออกมาอย่างคุกคาม

"นึกว่าจับคนรวย ๆ ได้แล้วเชียว รุ่นพี่เองเหรอเนี่ย" น้าพิมพ์ว่าอย่างหงุดหงิดที่ไม่เป็นไปอย่างที่คิด ผมได้แต่ถอนหายใจออกมา พยายามไม่ให้ตัวเองเครียดไปกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้

"แล้วน้ามาหาผมทำไม"

"ก็เรื่องเงินนะสิ ฉันจะมาขอเงินแก แต่แกก็เอาแต่กดวางสายฉัน"

"ผมบอกแล้วไงว่าไม่มี น้ากลับไปเถอะครับ ผมขอ"

"ถ้าไม่มีแกต้องไปกับฉัน" จู่ ๆ น้าพิมพ์ก็คว้าจับตรงข้อมือผมอย่างแรงจนผมเซถลาเกือบล้มลงไปกับพื้น หากพี่ทายไม่ช่วยประคองจับร่างกายผมไว้ ผมคงล้มลงไปอย่างแรง ผมไม่เท่าไรแต่ลูกของผมในท้องจะเกิดอะไรขึ้น

"น้า!"

"น้ำหนึ่ง ปล่อยน้ำหนึ่งเดี๋ยวนี้นะครับ" น้าพิมพ์พยายามฉุดผมให้เดินตามเธอไป แต่พี่ทายก็พยายามประคองผมพร้อมกับจับร่างกายของผมไม่ให้ถูกอีกฝ่ายต้องดึงรั้งจนล้มเหมือนเมื่อครู่อีก

"ทำไม มันเป็นหลานฉัน ฉันจะทำอย่างไรกับมันก็ได้ นายกลับไปได้แล้ว"

"ผมไม่กลับ และถ้าคุณยังกระทำแบบนี้ ผมจะแจ้งความ ถึงจะเป็นน้าแต่ทำร้ายร่างกายหลานชายก็ถือว่าผิดกฎหมาย หรือคุณจะลอง"

"เออ ๆ ฉันไปก็ได้" เสียงของพี่ทายดูน่ากลัวกว่าทุกที ทำเอาผมรู้สึกกลัวอีกฝ่ายไปด้วย น้าพิมพ์เองก็ยอมปล่อยมือที่จับข้อมือผมลงและยอมล่าถอยออกไปแต่โดยดี ผมได้แต่มองตามหลังของผู้หญิงคนนั้นไป ทำไมเธอถึงไม่ยอมปล่อยผมไปจากชีวิตสักที ทั้งที่ผมก็พยายามจะที่จะอยู่ด้วยตัวคนเดียวมาตลอดให้ได้แล้ว

"ขอโทษนะครับพี่ทาย ขอโทษแทนคุณน้าด้วยแล้วต้องให้พี่มาเห็นภาพแบบนี้"

"พี่รู้สึกเห็นใจเรา ที่ต้องมาเจอเรื่องที่ทำให้กระทบกระเทือนจิตใจ" พี่ทายมองผมอย่างรู้สึกเห็นใจด้วยใจจริง ผมเพียงยิ้มบางส่ายหน้าไปมาช้า ๆ

"ผมชินกับมันแล้วครับ พี่ทายรีบกลับไปที่ร้านดีกว่าครับ เดี๋ยวพี่บีมจะว่าเอาได้"

ชินจนกลายเป็นความเฉยชาไปแล้ว

"แต่พี่..."

"ไปเถอะครับ ผมไม่เป็นอะไร" น้าพิมพ์ก็ยอมกลับไปแล้ว ผมไม่อยากให้พี่ทายต้องมาเสียเวลาเพราะผมไปมากกว่านี้

"ถ้ามีอะไรให้รีบโทรหาพี่เลยทันที เข้าใจไหม"

"ครับ" ผมรับปากอีกฝ่ายหนักแน่น ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริง ผมก็ต้องสู้ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองแต่ยังรวมไปถึงลูกที่กำลังจะเกิดมา

ผมเปิดประตูเข้ามาในห้องแล้วหลังจากพี่ทายยอมกลับไปทำงานที่ร้าน เดินมานั่งลงบนเตียงนอน ยามได้อยู่กับตัวเองแบบนี้แล้ว ผมต้องมีสติและคิดแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างที่พี่ทายพูดไว้ อย่างแรกผมต้องไปแจ้งทางมหาวิทยาลัยเพื่อหยุดเรียนไปก่อน โชคดีที่อีกไม่กี่เดือนผมก็จะจบปีหนึ่งแล้ว ถึงตอนนั้นผมยังคงพรางท้องตัวเองไปได้ช่วงหนึ่ง แต่ปัญหาที่ผมยังไม่สามารถแก้ไขได้ตอนนี้คือสถานที่ทำงาน แค่ผมได้กลิ่นอาหารที่โชยออกมาจากร้าน ผมก็รู้สึกเวียนหัว ผมต้องหางานที่ไม่หนักมากจนเกินไปแทน ช่วงทำงานก็เก็บเงินเพื่อให้เจ้าตัวเล็กได้เกิดมาใช้ชีวิตอย่างไม่ลำบากมากนัก ยิ่งคิดถึงอนาคตของลูก ผมก็ยิ่งสงสารที่เขาต้องเกิดมากับความไม่พร้อมของตัวเอง

"ขอโทษนะ ขอโทษ" ช่วงที่ล้มตัวลงนอน ผมก็ได้แต่พร่ำพูดขอโทษคนที่อยู่ในท้อง หากผมระวังตัวมากกว่านี้ ทุกอย่างก็คงไม่เป็นแบบนี้

+++ 

 

"คุณอัคคีครับ น้ำขิงร้อนได้แล้วครับ" การ์ดที่อยู่ข้างกายอัคคีเดินเข้ามาในห้องรับแขกของบ้านที่มีเพื่อนสนิทอย่างฟาโรห์และโรมันมาเยี่ยมเยียนนั่งอยู่ตรงข้ามกันบนโซฟา ก่อนจะยื่นแก้วน้ำขิงร้อนให้กับชายหนุ่มผู้เป็นเจ้านายที่ช่วงนี้มีอาการไม่สบายอย่างหนักหลังกลับมาจากงานที่ประเทศอังกฤษนานนับเดือน

"อืม ขอบใจ" เขาเพียงยื่นมือไปจับแก้วร้อนมายกขึ้นดื่มช้า ๆ ใบหน้าเรียบนิ่งหากดูผิวเผินก็เหมือนคนปกติทั่วไปแต่ใครเล่าจะรู้ว่าอีกฝ่ายมีอาการประหลาดเกิดขึ้น เช่นได้กลิ่นอาหารที่มีส่วนผสมของสมุนไพรหนัก ๆ ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนน้ำหอมจากที่ใช้ประจำมาเป็นกลิ่นแป้งเด็ก และที่แย่ไปกว่านั้นคืออาการง่วงนอน

อีกทั้งก็ยังไม่มีแพทย์หรือหมอชื่อดังคนไหนวินิจฉัยได้ถูกต้องและรักษาเขาให้หายขาดได้ในเร็ววัน

"หนักเลยนะ นายไปทำอะไรหรือกินอะไรผิดปกติมาหรือเปล่า" ฟาโรห์ถามอย่างเป็นห่วง เพราะอัคคีเป็นชายหนุ่มที่ดูแลตัวเองอย่างดีมาตลอด ไม่ปล่อยตัวให้ไม่สบายลากยาวมานานนับเดือนแบบนี้หรอก

"นั่นสิ นายเผลอไปทำอะไรผิดมาหรือเปล่า จนถูกพวกผู้หญิงสาปแช่งให้มีอาการประหลาด อย่างเช่นไปทำใครท้องแล้วถูกแค้น ที่คนที่นี่เขาเรียกว่า คุณไสยหรือเปล่า"

"เพ้อเจ้อ ถ้าเป็นนายก็ว่าไปอย่าง คนอย่างอัคคีเขาไม่ทำตัวแบบนั้นหรอก"

"ฉันก็ป้องกันตลอดหรอก ไม่พลาด"

ฟาโรห์หันไปต่อว่าโรมันยกใหญ่ที่พูดสิ่งไม่ดีออกมา ทั้งที่คนจะพลาดเป็นคนแรกและน่าเป็นห่วงกับเรื่องนี้คือโรมันนั่นแหละ แต่เหมือนยิ่งคิดอาการที่เป็นอยู่ของอัคคีก็รู้สึกคุ้น ๆ เหมือนกับอาการอะไรบางอย่าง

"นี่ถ้าฉันไม่คิดว่าเป็นนายคงจะบอกว่าแพ้ท้องแทนเมียแล้วนะอัคคี" ฟาโรห์ว่าติดตลก แต่สำหรับคนที่นั่งนิ่งยกจิบน้ำขิงช้า ๆ ปลายนิ้วถึงกับสั่นไหวเล็กน้อยกับคำพูดของทั้งสองคน ก่อนจะวางแก้วนั้นลงบนโต๊ะ

ความคิดเห็น