facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 3 เหล่าซือ

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 เหล่าซือ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 523

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2563 15:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 เหล่าซือ
แบบอักษร

ตอนที่ 3

 

เขตตะวันตก ณ ทวีปพยัคฆ์ขาว... 

 

เขตตะวันตกแห่งนี้ มีอาณาเขตดินแดนกว้างขวาง จนถูกแยกย่อยเป็นมณฑลเล็ก ๆ มากมาย กระจายอยู่ตามพื้นที่ หนึ่งในนั้น คือ มณฑลเฮย เป็นมณฑลรกร้างที่ไม่ค่อยจะมีบุคคลภายนอกมาเยี่ยมเยือนนัก... แม้แต่คนของราชสำนัก หรือสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ ยังปฏิเสธที่จะเข้ามาดูแล เพราะมณฑลแห่งนี้ มักถูกเรียกว่าดินแดนไร้กฎหมาย 

 

ชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดง... ชุมชนนี้เป็นส่วนหนึ่งของ มณฑลเฮย ว่ากันว่าเป็นตำแหน่งสุดท้าย ที่สามารถมองเห็นดวงตะวันลับขอบฟ้า ชุมชนแห่งนี้ประกอบด้วยหมู่บ้านกว่า 7 หมู่บ้าน มีอาณาเขตพื้นที่รกร้างที่กว้างใหญ่ 

 

ชายชราผู้หนึ่ง ย่างก้าวแผ่วเบา เดินทางพร้อมเด็กสาวที่นั่งบนหลังม้าสีขาวขุ่น... แม้ว่าม้าตัวนี้ จะพยายามควบวิ่งด้วยความเร็วเพียงใด แต่ก็คล้ายว่า ชายชรา ยังสามารถจูงม้าไว้ข้างกายมิห่าง สืบเท้าด้วยวิชาตัวเบาล้ำเลิศ ประดุจสายลมเคลื่อน... 

 

จวบจนมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง... สถานศึกษาศาสตร์อักษร 

 

“ซวงซวง... เจ้าอย่าวิ่งเล่นซุกซนไป ปู่แวะเวียนหาสหายมินานนัก...” ชายชรา กล่าวกับหลานสาว 

 

“เจ้าค่ะ... หลานจะอยู่ที่นี่กับ ไป๋เอ๋อ” เด็กสาววัย 15 กล่าวพลางลูบไปบนศีรษะม้า 

 

“ปู่บอกแล้วอย่างไร? อย่าพยายามตั้งชื่อให้กับอาชาเหล่านี้ มิเช่นนั้นเวลาที่ต้องแยกจากกัน มันจะทำให้เจ้าเสียน้ำตาทุกคราไป...” ชายชราตำหนิเล็กน้อย ก่อนจะส่ายศีรษะถอนหายใจ 

 

ไม่นานก็มีชายชราอีกคนหนึ่งแต่งกายคล้ายบัณฑิต สืบเท้าออกมาจากโรงเรือนที่ดูซอมซ่อ... 

“ลมอะไร หอมเจ้ามาถึงมณฑลรกร้างห่างไกลเช่นนี้? เตียมู่หยง” 

 

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ไม่พบกันนานเลยนะ เหยาหมิง...” เตียมู่หยง หัวเราะเบา ๆ ดีใจเมื่อได้พบสหายที่จากกันไปนาน 

 

“เลิกเรียกข้าด้วยนามนั้นได้แล้ว... คนที่นี่ต่างเรียกข้าว่า เหล่าซือ” จากสีหน้าแล้ว ดูเหมือนชายชราจะไม่ชื่นชอบให้เรียกขานนามเดิมของตนนัก 

 

“ใครจะเรียกอย่างไรก็ช่างหัวมันปะไร... อย่างไรข้าก็จะเรียกเจ้าว่า เหยาหมิง!!” เตียมู่หยง ยิ้มเยาะชอบใจ 

 

ชายชราเหยาหมิง ถอนหายใจแรง... 

“เข้ามาข้างในก่อน...” 

 

ด้านนอกเรือนแม้จะดูซอมซ่อ หากแต่เรือนด้านในค่อนข้างกว้างขวาง ประหนึ่งว่าใช้รองรับคนหมู่มาก ทว่าภายในเรือนหาได้มีของล้ำค่าอันใด นอกเหนือจากตำรามากมายที่กองสุมกัน ณ มุมห้อง... และโต๊ะไม้เก่า ๆ หลายสิบตัวที่เรียงราย 

 

เตียมู่หยง หันมองไปรอบ ๆ พิจารณาพลางขมวดคิ้ว... 

“บอกตามตรงว่า ข้าแทบมิอยากจะเชื่อว่าผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่าน กลับสละซึ่งชื่อเสียงเงินทองและทุกสิ่ง เพื่อมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือในสถานที่รกร้าง ที่แม้แต่ทางการยังมิอยากเข้ามายุ่มย่ามเช่นนี้...” 

 

เหยาหมิง ทอดถอนหายใจ... 

“ผู้ยิ่งใหญ่อะไรกัน... เลิกนำอดีตมากล่าวได้แล้ว แม้ว่าข้าจะดีใจที่เจ้ามาเยี่ยมเยือน แต่ข้าก็หนักใจเช่นกันที่เจ้าตามหาข้าพบ ข้าหรืออุตส่าห์ทิ้งนามเดิม ถอนตัวจากยุทธภพร่วม 30 ปี หลบมาหาความสงบถึงที่นี่ หวังก็แต่ว่าเจ้าจะไม่นำความวุ่นวายมาให้ข้า...” 

 

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! พูดอะไรเช่นนั้นเล่า? ข้านั้นรู้มาเนิ่นนานแล้ว ว่าเจ้าอยู่ละแวกนี้ เพียงแต่ข้าไม่อยากเข้ามาขัดความสงบของเจ้าเสียมากกว่า เลยมิได้แวะมาเยี่ยมเยือน... ครั้งนี้ข้ามีเหตุให้มารับตัวหลานสาวที่พลัดพรากไป... ผ่านมาละแวกนี้ จึงนึกถึงเจ้าขึ้นมา หาได้มีเหตุวุ่นวายอันใด นำมามอบให้เจ้า...” เตียมู่หยง กล่าวอธิบาย 

 

สองชายชรา พูดคุยสารทุกข์สุกดิบกันสักระยะ 

 

โครม! 

 

เสียงตำราที่กองสุมอยู่มุมห้องร่วงหล่น... จู่ ๆ ก็มี เด็กหนุ่ม ผู้หนึ่งโผล่ศีรษะออกมาจากกองหนังสือตำราเหล่านั้น... 

 

“ซุน!! ไม่เห็นหรือว่าข้ามีแขก? แล้วนี่เหตุใดเจ้ามานอนอยู่ที่นี่!!” เหยาหมิง เค้นเสียงดุ 

 

“ขออภัย เหล่าซือ... พอดีว่าเมื่อคืนข้าอ่านตำราเพลินไปหน่อย จึงเผลอหลับไป” ซุน กล่าวพลางเกาศีรษะเบา ๆ ก่อนจะรีบเก็บเรียงตำราที่ร่วงหล่น หยิบคว้าไปสองเล่มเหน็บข้างตัว หมอบคลานออกไปจากห้อง อย่างสุภาพมิกล้ายืดหลังตรง 

 

เหยาหมิง ถอนหายใจพลางส่ายศีรษะ... 

 

เตียมู่หยง พิจารณาเด็กหนุ่ม นามว่า ซุน อย่างละเอียดผ่านสายตา ก่อนจะตวัดปลายนิ้วเบา ๆ ออกไป เกิดแรงลมพลิ้วไหวชั่ววูบ... ทำให้ ซุน เสียหลัก หน้าทิ่มลงกับพื้น ก่อนจะรีบลุกขึ้นหันมองซ้ายขวาด้วยสีหน้างุนงง และจ้ำเท้าจากไป 

 

เตียมู่หยง ขมวดคิ้วเล็กน้อย... 

“ไม่มีพื้นฐานลมปราณ? เจ้าเด็กคนนั้นดูร่างกายกำยำล่ำสัน คล้ายว่าฝึกฝนร่างกายเป็นอย่างดี เหตุใดจึงไร้พื้นฐานปราณ? เหยาหมิง เจ้าเด็กนั่นเป็นพวกไร้ตันเถียน งั้นหรือ?” 

 

ชายชรากลับส่ายหน้าเบา ๆ 

“เปล่า... เพียงแค่ข้ามิได้ให้ ซุน มันฝึกฝนพื้นฐานลมปราณเท่านั้นเอง...” 

 

“เพราะอะไร?” เตียมู่หยง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น 

 

“เจ้าก็น่าจะทราบดี ว่าในยุทธภพมันโหดร้ายเพียงใด? ข้าถอนตัวออกมาก็เพราะสิ่งนั่น แล้วเหตุใดข้าต้องสนับสนุนให้ เด็กดี ๆ คนหนึ่งเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมัน? ในปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อครั้งอดีต ต่อให้ไม่มีพื้นฐานลมปราณ ก็ยังสามารถใช้กฎหมายเพื่อปกป้องตนเองได้ ขอเพียงมีภูมิความรู้ที่มากเพียงพอ ก็ไม่มีทางถูกเอารัดเอาเปรียบ  

 

ข้าตั้งใจจะสอนสั่งให้ ซุน สอบเข้าราชการรับใช้แผ่นดิน... โลกใบนี้แบ่งแยกคนทั่วไปและผู้ฝึกตนอย่างชัดเจน ข้าต้องการให้ ซุน อยู่ในโลกของคนทั่วไปเท่านั้น...” เหยาหมิง อธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย 

 

“หึหึ... มิใช่ว่าเป็นเพราะเจ้านั่น โง่เขลา มิอาจเข้าถึงการฝึกตนกระมัง? ท่านเลยหาเหตุผลกล่าวอ้าง มิให้มันเดินในเส้นทางของผู้ฝึกตน...” เตียมู่หยง กล่าวเหน็บแนมเล็กน้อย พยางยกจอกสุรา 

 

แต่ทว่า ใบหน้าของ เหยาหมิง กลับเคร่งขรึมขึ้นโดยพลัน... 

“ผิดถนัดเลย... เจ้าเด็กนั่น มันเป็นอัจฉริยะไร้คู่เปรียบด้วยซ้ำไป ที่ข้าไม่ให้มันเดินในเส้นทางการฝึกตน เป็นเพราะเจ้าเด็กนั่นมีความสามารถที่น่ากลัวเกินไป จะเป็นภัยแก่ตัวมันเอง หากเข้าสู่ยุทธภพ” 

 

เตียมู่หยง ถึงกับถือจอกชา แข็งค้างไปชั่วขณะ... นับแต่รู้จักกันมาร่วมร้อยปี เหยาหมิง ไม่เคยชื่นชมผู้ใดว่าเป็นอัจฉริยะมาก่อน ทำให้ เตียมู่หยง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามต่อ... 

“ว่าแต่เจ้าเด็กนั่นมันแซ่อะไร เหตุใดจึงเรียกมันเพียงแค่ ซุน” 

 

“มันไม่มีแซ่อะไรทั้งสิ้น มีเพียงนามว่า ซุน...” 

 

คำตอบของ เหยาหมิง ยิ่งสร้างความประหลาดใจให้กับ เตียมู่หยง มากยิ่งขึ้น... บีบบังคับรบเร้าอยู่เนิ่นนาน กว่าที่ เหยาหมิง จะยอมเอ่ยปากถึงที่มาของ เด็กหนุ่มปริศนาผู้นี้... 

 

“ราตรีแม้มืดมิดหากแต่ยังมีดวงดาวที่ส่องประกายฉันใด... ดินแดนรกร้างไร้กฎหมาย ย่อมต้องมีเพชรเม็ดงามแอบซ่อนอยู่ฉันนั้น... ด้วยความเชื่อในส่วนนี้ ข้าจึงตัดสินใจมาเป็น เหล่าซือ เปิดสถานศึกษา คอยพร่ำสอนผู้เยาว์ด้อยโอกาสให้ได้รู้หนังสือ คาดหวังว่าจะสามารถเปลี่ยนดินแดนที่ไร้กฎหมาย ให้มีความหวังในอนาคต 

 

เมื่อ 2 ปีก่อน ในสลัมของหมู่บ้านลำดับที่ 6 ข้าได้เผลอตัวทำถุงเงินหล่นร่วง... และ ซุน คือผู้ที่เก็บมันขึ้นมาได้ แต่แทนที่เด็กหนุ่มซอมซ่อ ที่แต่งกายแปลกประหลาดผู้หนึ่งจะแอบซ่อนถุงเงินเอาไว้ เพื่อไว้จับจ่ายยกระดับให้พ้นจากความทุกข์ยาก 

 

เจ้านั่นกลับติดตามหาข้าจนพบ เพื่อคืนถุงเงินนั่น!! ในเวลานั้น ข้าสัมผัสได้ถึงบางอย่างในตัวของ เด็กหนุ่ม ผู้นี้ จึงพยายามสอบถามที่มาของมัน ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร หากแต่มันไม่มีแม้กระทั่ง ป้ายสำมะโนครัว เพื่อใช้ยืนยัน... อีกทั้งยังคล้ายว่าไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่ข้ากล่าวขึ้น จนคราแรกข้ายังคิดว่าเด็กผู้นี้หูหนวกเป็นใบ้เสียด้วยซ้ำ... 

 

ด้วยความเวทนา ข้าจึงรับมันมาเลี้ยงดู เพื่อเป็นเด็กรับใช้ในสถานศึกษาแห่งนี้ คราแรกข้าก็พยายามหาความผิดปกติด้านการฟังและการพูดของเด็กนั่น แต่ก็ไม่พบว่ามีปัญหาอะไร ข้าจึงต้องใช้ความพยายามไม่น้อยในการสื่อสารในช่วงแรก ๆ  

 

จวบจนผ่านไป 3 เดือน... เช้าวันหนึ่ง ซุน เดินเข้ามาพูดประโยคแรกกับข้าว่า “ขอบคุณ เหล่าซือ” ท่านรู้หรือไม่ ว่ามันมีความหมายอย่างไร? แท้ที่จริงแล้วเจ้าเด็กคนนั้นหาได้พิกลพิการ หากแต่มันไม่เข้าภาษาที่พวกเราพูดคุยกัน และได้ใช้เวลาเพียงแค่ 3 เดือนเพื่อที่จะเรียนรู้จากข้า...” 

 

เตียมู่หยง เบิกตากว้างตกตะลึง... 

 

“ไม่เพียงเท่านั้น... อีก 3 เดือนต่อมา ซุน สามารถขีดเขียนตัวอักษร อ่านตำราเรียน หรือแม้แต่ขับบทกลอนที่สละสลวยออกมาได้ ผ่านการเรียนรู้ในเวลาอันสั้น แทบจะทุกวันที่ ซุน ทำให้ข้ารู้สึกประหลาดใจกับความเร็วในการเรียนรู้เหล่านั้น 

 

แต่เมื่อถามถึงที่มา ก็ไม่ได้รับคำตอบใด ๆ นอกเหนือจากชื่อที่มีเพียง ซุน ไม่มีแซ่... ข้าพยายามสอบถามกับชาวบ้านในสลัมที่พบเจอ ซุน ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่รู้จักเด็กหนุ่มผู้นี้ ประหนึ่งว่า จู่ ๆ มันก็ปรากฏตัวขึ้นโดยไร้ที่มา พร้อมกับสวมใส่อาภรณ์ที่แปลกประหลาด...” เหยาหมิง กล่าวอธิบายออกรสออกชาด เห็นได้ชัดว่ามีความภาคภูมิใจแฝงไว้ 

 

เตียมู่หยง แสดงสีหน้าครุ่นคิด... 

“หากเป็นดังที่ท่านว่ามา ก็ช่างน่าสนใจจริง ๆ ไม่รู้ว่าเด็กนั่น มาจากชาติพันธุ์ที่ยังแอบซ่อนตัวอยู่ภายในป่าเขาลึก ณ ที่แห่งใด ถึงได้ไม่เข้าใจในภาษาพวกเราในคราแรก... แต่หากมองอีกด้าน เจ้าเด็กนั่นมันอาจจะมีพื้นฐานเหล่านี้อยู่แล้วก็เป็นได้ ช่วงแรกเพียงแค่แสร้งว่าไม่รู้ เพื่อให้ท่านประหลาดใจภายหลัง เฉกเช่นที่อัจฉริยะจอมปลอมหลาย ๆ คนมักกระทำ...” 

 

“คราแรก ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกันกับเจ้านั่นแหละ... วันหนึ่งข้าจึงได้นำ หมากล้อม มาสอน ซุน ให้มันเล่น หมากล้อม มีที่มาจากทวีปมังกรฟ้า ดังนั้นในดินแดนรกร้างห่างไกลในทวีปพยัคฆ์ขาว หากมิใช่ผู้ชรา หรือชนชั้นบุตรขุนนาง ก็คงเล่นหมากล้อมนี้ไม่เป็น 

 

ซุน เองก็เช่นกัน กระทั่งการจับตัวหมากยังทำได้ผิดวิธี... ทว่า กลับใช้เวลาเพียงวันเดียวในการเรียนรู้ ซ้ำร้าย! ในอีกหนึ่งเดือนต่อมา ซุน กลับฝึกฝนหมากล้อม จนสามารถเอาชนะข้าได้...” เหยาหมิง กล่าวพยางปริยิ้ม 

 

“อะไรนะ!! เอาชนะท่านที่เคยมีชื่อเสียงเลืองลือในการวางหมากเนี่ยนะ!!” ครั้งนี้ เตียมู่หยง ดูจะมีท่าทีตกตะลึงอย่างแท้จริง 

 

เหยาหมิง พยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้ม... 

 

ทำให้ เตียมู่หยง อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นจากการสนทนา... 

“ท่านเอ่ยปากถึงเพียงนี้ เห็นทีข้าชักอยากทดสอบเจ้าเด็กนั่นเสียหน่อยแล้ว...” 

 

“ด้วยวิธีใด?” เหยาหมิง เอ่ยถามพลางหดนัยน์ตาแคบ 

 

มุมปากของ เตียมู่หยง เผยอขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยกกระบี่ชูขึ้น... 

“ด้วยสิ่งนี้...” 

 

............................................................... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว