facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 1 ชะตากรรมนำพา... เด็กหนุ่มนามว่า ซุน

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 ชะตากรรมนำพา... เด็กหนุ่มนามว่า ซุน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ส.ค. 2563 21:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 ชะตากรรมนำพา... เด็กหนุ่มนามว่า ซุน
แบบอักษร

ตอนที่ 1 ชะตากรรมนำพา... เด็กหนุ่มนามว่า ซุน 

 

หมู่บ้านดงดอน... หมู่บ้านของชนชาติพันธ์ กลุ่มเล็ก ๆ ราวสองร้อยหลังคาเรือน ที่อาศัยอยู่กลางป่าลึก กระจัดกระจายไปตามแนวเขา ซึ่งเป็นเขตป่าที่อยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเขตร้อนชื้นประเทศหนึ่ง... การจะเข้ามาถึงหมู่บ้านนี้ได้ หากนับจากเขตชุมชนของประเทศดังกล่าว ก็จำเป็นต้องเดินเท้าเข้าป่า ข้ามเขาไม่ต่ำกว่าสิบลูกจึงจะมาถึง...  

 

วิถีชีวิตในหมู่บ้านเล็ก ๆ นี้มักไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้คนภายนอก โดยเฉพาะผู้คนในเมืองใหญ่... แต่เวลานี้ผู้คนในหมู่บ้านดงดอน ต่างพากันจดจ้องคนแปลกหน้าสองคน ซึ่งเข้ามาภายในหมู่บ้าน หนึ่งเป็นชายฉกรรจ์ผิวดำตัวใหญ่ สะพายปืนที่ไม่อาจหาพบได้ภายในหมู่บ้าน และอีกหนึ่งเด็กหนุ่มอายุน้อยที่รูปร่างสันทัดใบหน้าคมคาย... 

 

ปลายทางของคนแปลกหน้าทั้งสอง มุ่งตรงไปยังเรือนของหัวหน้าหมู่บ้าน... 

 

“ฮีโข่! นี่ข้าเอง พรานดำ!!” เสียงของชายฉกรรจ์ผิวดำที่ร้องเรียกออกไป แน่นหนักดุจฟ้าร้อง เพียงแค่ได้ยินเสียงยังทำให้ผู้คนในหมู่บ้านหลายคนสั่นกลัว จนหลบเข้าไปแอบมองจากบนเรือนตน กลุ่มเด็กน้อยในละแวกต่างกระจองอแง วิ่งกลับเรือนทันที 

 

ไม่นานก็เผยร่างของชายชราวัยประมาณ 60 ร่างกำยำ ออกมาจากเรือนไม้ไผ่... 

“เจ้าดำ!! แวะเวียนมาหาข้าถึงนี่เชียวหรือ!! เสียงเจ้ายังระคายหูมิเปลี่ยน ดูลูกบ้านข้าหวาดผวาไปตาม ๆ กันแล้ว!!” 

 

ทั้งสองดูคล้ายจะเป็นสหายกัน เมื่อพบหน้าต่างยินดีปรีดา... จะมีก็แต่ชายหนุ่มที่ติดตาม พรานดำ มาด้วยที่แน่นิ่ง หันมองซ้ายขวาไปรอบ ๆ ด้วยสายตาที่ยากจะบอกความนึกคิด... 

 

“ตกลงเจ้ามาหาข้าถึงที่นี่ มีธุระอะไรงั้นหรือ?!” ฮีโข่ ถามขึ้นด้วยความฉงน เนื่องด้วยช่วงเดือนนี้เป็นฤดูหนาว ที่พรานโดยมากมักจะไม่เข้าป่าเพราะยากต่อการแกะรอย ถึงแม้ว่า พรานดำ จะเป็นพรานลือชื่อฝีมือดีในป่าเขตนี้ แต่ปกติก็มักจะหลีกเลี่ยงเสมอมา... 

 

สีหน้าของ พรานดำ แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจหนักหน่วง... 

“ข้าเพียงแค่แวะมาเยี่ยมเยือนเท่านั้น... อย่างน้อยหากข้ากลับมาไม่ได้ ก็ยังมีเจ้าที่รับรู้...” 

 

ฮีโข่ เห็นสีหน้าของสหาย ก็รู้ว่ามิใช่เรื่องล้อเล่น... 

อย่าบอกนะว่าเจ้ากำลังคิดจะไปที่ เขตป่าแดง...” 

 

พรานดำ ผงกศีรษะเบา ๆ ทำเอา ฮีโข่ เบิกตากว้าง ลุกพรวดจากที่นั่งอยู่ทันที... 

“อยากตายงั้นหรือ!! รู้ทั้งรู้ว่าเขตป่าแดง เป็นเขตล่าของ “สมิงขาว” เสือร้ายที่ตบะแก่กล้ากว่า 300 ปี พรานที่ว่าเก่ง ๆ นับสิบยกโขยงกันไปล่ามัน ข้ายังไม่เคยเห็นใครรอดกลับมาสักคน!! ข้าเตือนเจ้าในฐานะสหาย เลิกล้มความตั้งใจเสียดีกว่า!!” 

 

พรานดำ ได้ยินสหายเตือนเช่นนั้น ก็แสดงท่าทีกระอักกระอ่วน... 

“ข้ารับปากเด็กหนุ่มคนนี้ไว้แล้ว ว่าจะนำทางมันไปให้ถึงเขตป่าแดง... เจ้าเองก็น่าจะรู้ข้ามิอาจเสียสัตย์ต่อวาจาที่ลั่นไปแล้วได้...” 

 

สายตาของ ฮีโข่ จดจ้องไปยังเด็กหนุ่มที่ด้านหลัง... ทั้งคู่ประสานสายตากันเล็กน้อย ทั้งที่ ฮีโข่ เป็นถึงผู้นำหมู่บ้าน แก่กล้าในวิชาอาคมไม่ด้อยไปกว่า พรานดำ แต่ก็ยังรู้สึกตนนั้นสั่นทึมเบา ๆ กับสายตาและรัศมีบางอย่าง ที่แผ่ล้นออกมาจากตัวของเด็กหนุ่มผู้นี้ ทั้งที่เบื้องหน้าเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยเพียง 15-16 ปี เท่านั้นเอง... 

 

“ดะ...เด็กหนุ่มนี่...” เสียงของ ฮีโข่ ขาดห้วงไป 

 

จวบจน พรานดำ แตะบนไหล่ของสหายเบา ๆ เรียกสติ... 

“ก็อย่างที่ว่ามานั่นแหละ หน้าที่ของข้าเพียงแค่ไปส่งเด็กหนุ่มคนนี้ให้ถึง ป่าแดง เท่านั้น... และข้าจะรีบกลับออกมาทันที ขอเพียงสิ่งที่ข้าพบเจอมิใช่ “สมิงขาว” หรือ “เจ้าป่าใหญ่” ข้าคิดว่าตัวข้าคงสามารถเอาตัวรอดได้...” 

 

ฮีโข่ ยังคงแข็งค้างไปชั่วครู่หนึ่ง แต่ในตอนที่พรานดำ และ เด็กหนุ่ม กำลังจะก้าวลงจากเรือน ฮีโข่ ก็พลันร้องทักขึ้นอีกครั้ง... 

“เจ้าดำ!! บอกข้าที่ว่า เด็กหนุ่มผู้นั้นเป็นใครกัน?!” 

 

พรานดำ มองหน้าของเด็กหนุ่มดังกล่าวเล็กน้อย ซึ่งตัวของเด็กหนุ่มก็ได้พยักหน้าตอบรับเบา ๆ คล้ายเป็นการอนุญาตให้เอ่ยถึงตนได้ ก่อนที่ เด็กหนุ่ม จะเดินลงจากเรือนล่วงหน้า พรานดำ ไปก่อน... 

 

พรานดำ หันมองมายังสหายของตน ที่คล้ายจะยังมีอาการสั่นไหว... 

“เด็กหนุ่มคนนี้ ชื่อว่า ซุน... ศิษย์เอก อาจารย์ผัน เจ้าเองก็น่าจะรู้จักนะ...” 

 

ฮีโข่ เบิกตากว้างทันที... 

“อาจารย์ผัน!! ตำนานจอมขมังเวทย์ ผู้พิชิต 5 คุ้งน้ำ 7 มหาพงไพร น่ะหรือ!!” 

 

“อืม... อาจารย์ผัน ผู้นั้นแหละ แต่นั่นมันเรื่องเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ตอนนี้ท่านอาจารย์ผัน ได้ออกบวชละทางโลกเข้าสู่เส้นทางธรรม... และ ซุน คือศิษย์เอกของอาจารย์ผัน ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงฝึกฝนวิชา เห็นเป็นเด็กเช่นนั้นก็เถอะแต่แท้จริงแล้ว ซุน เก่งกาจมาก จนข้าเองยังต้องพ่ายแพ้เดิมพัน สุดท้ายจึงต้องยอมพา ซุน ไปยัง ป่าแดง ตามเงื่อนไขเดิมพัน...” พรานดำ กล่าวพลางทอดถอนหายใจ ลึก ๆ แล้วตนเองก็ไม่คิดว่าจะพ่ายแพ้ให้กับเด็กหนุ่มเช่นนี้ 

 

ฮีโข่ ยืนอึ้งไปชั่วครู่ขณะ ก่อนจะตัดสินใจวิ่งเข้าไปหยิบเอาหน้าไม้ของตนในเรือน... 

“ช้าก่อน!! ข้าขอติดตามไปด้วย!!” 

 

ทั้งสามมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึก เดินเท้าขึ้นเขาตรงเข้าไปอีกกว่า 3 วันเต็ม... ตลอดเส้นทาง ฮีโข่ และ พรานดำ ยังคงคุ้นชินกับป่าละแวกนี้ เนื่องด้วยเป็นเส้นทางเดินป่าที่ชำนาญอยู่ก่อนแล้ว จวบจนกระทั่งมาถึงลำธารเล็ก ๆ สายหนึ่ง ที่ตัดผ่านกลางป่า... 

 

พรานดำ และ ฮีโข่ ใบหน้าถอดสีเล็กน้อย ทั้งสองรู้ดีว่าเมื่อก้าวข้ามลำธารนี้ไป จะเริ่มเข้าสู่เขต ป่าแดง ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในมหาพงไพรที่อันตรายที่สุด เต็มไปด้วยอันตรายที่ไม่คาดฝันทั้งจากสัตว์ร้าย และจากสิ่งลี้ลับที่ไม่อาจหาคำตอบ... 

 

“ที่นี่แหละ... คือ ป่าแดง” พรานดำ กล่าวขึ้น 

 

ป่าทึบเบื้องหน้า เต็มไปด้วยบรรยากาศที่เยือกเย็น มิดดำและเงียบสงัด ประหนึ่งว่าไม่มีสิงสาราสัตว์ใด ๆ อยู่ภายในละแวกรัศมี ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้ นับว่ามิใช่บรรยากาศสามัญ ลักษณะคล้ายเป็น “ป่าปิด” ตามภาษาของเหล่านายพราน... 

 

ซุน หันมองตรงไป พลางกดหัวคิ้วลงต่ำ... 

“ทั้งที่ตะวันยังตรงหัว แต่บรรยากาศน่ากลัวจริง ๆ” 

 

ชายหนุ่ม คุกเข่าลงช้า ๆ กวาดมือไปบนพื้นเล็กน้อยเพื่อหยิบเอาฝุ่นดินขึ้นมาหยิบมือหนึ่ง ค่อย ๆ โรยผ่านศีรษะตนเอง พลางบริกรรมคาถาพึมพำในลำคอ... จังหวะนั้น ทั้งพรานดำ และ ฮีโข่ สัมผัสได้ถึงบรรยากาศจากที่เย็นยะเยือกยามเที่ยงวัน ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นอบอุ่นขึ้น เสียงนก เสียงแมลงเริ่มได้ยินจอแจเป็นระยะ สัมผัสได้ว่า ป่าแดง เบื้องหน้าดูเหมือนกับป่าสามัญ... 

 

สองเฒ่าชราหันมองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย ก่อนจะกลืนน้ำลายฝืดเคือง... 

 

ซุน หันมองมายังทั้งสองคน... 

“ขอบคุณพวกท่านทั้งสองที่พาข้ามาถึงที่นี่ แต่หลังจากนี้คงหมดหน้าที่ของพวกท่านแล้ว ข้าไม่กล้าร้องขอให้พวกท่านติดตามไปด้วย เพราะเส้นทางคงเต็มไปด้วยภยันตรายเกินจะคาดเดา ขอให้ท่านทั้งสองโชคดี...” 

 

สองชายชราอ้ำอึ้งไปเล็กน้อย... ก่อนจะถอนหายใจหนักหน่วงกำชับอาวุธในมือแนบแน่น... 

“ในเมื่อมาจนถึงที่นี่แล้ว... ข้าเองก็อยากเห็นเช่นกันว่า ป่าแดงอาถรรพ์ในตำนานจะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด” 

 

ซุน เห็นว่าทั้งสองตัดสินใจแน่วแน่ จึงมิอาจขัดขวาง... 

“สุดแล้วแต่พวกท่าน ทว่าข้ามิอาจรับปากว่าจะดูแลพวกท่านได้... ตกลงหรือไม่?” 

 

ทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน... ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าสู่เขต ป่าแดง... 

 

“ซุน ข้าขอถามเจ้าสักหนึ่งข้อ... เจ้ามาที่เพื่ออะไรกันแน่?!” ฮีโข่ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม 

 

ชายหนุ่ม เงียบงันชั่วครู่ ก่อนจะยอมตอบโดยดี... 

“ข้ามาเพื่อพิชิต สมิงขาว....”  

 

“!!!!!!!!!!!!” ฮีโข่ เบิกตากว้างขึ้นทันที 

ซึ่ง พรานดำ เองก็มีท่าทีไม่ต่างกัน เนื่องจากเพิ่งจะทราบถึงเจตนาแท้จริงของ ซุน 

 

“พิชิตสมิงขาว เนี่ยนะ!! ไม่รู้หรือว่าเจ้านั่นเป็น เสือสมิงที่น่ากลัวแม้ในหมู่เสือสมิงด้วยกัน!! ตบะของมันแก่กล้ามาก หากเจ้าจะมาลองวิชาอาคม ยังเร็วเกินไปที่เจ้าจะเข้ามาที่นี่!!” พรานดำ เค้นเสียงขึ้นทันที 

 

ซุน จากที่ก้าวเดินก็หยุดนิ่งในทันที... หันมองมายังสองชายชรา... 

“ข้ามิได้มาเพื่อลองวิชาอาคม... แต่มาเพื่อจัดการ สมิงขาว และสะกดจิตวิญญาณของมัน...” 

 

ซุน วางเป้ที่สะพายมา ลงกับพื้น...  

ก่อนจะปลดกระดุมเสื้อเปิดแผ่นหลังให้ทั้งสองคนได้เห็น... 

 

“!!!!!!!!!!!” สองชายชราผงะไปเล็กน้อย แผ่นหลังของเด็กหนุ่มวัย 15 ปี กลับเต็มไปด้วยรอยสักอักขระจำนวนมาก... แต่รอยสักที่ดูจะเด่นชัดและสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจมากที่สุด จะมีอยู่ด้วยกันสองส่วน หนึ่งคือรอยสักรูป ดอกบัวสวรรค์ 12 กลีบ ที่มุมแผ่นหลังใกล้หัวไหล่... และสอง คือรอยสักห้าแฉกคล้ายดวงดาวกลางแผ่นหลัง ซึ่งปลายของมุมในแต่ละแฉกนั้น มีรูปของสัตว์ต่าง ๆ ห้าชนิด ได้แก่ พยัคฆ์(เสือ) มหิงสา(กระทิง) วานร(ลิง) นาคราช(งู) และ อาชา(ม้า) 

 

“นะ...นี่มัน!! รอยสัก เบญจสารสัตว์ อย่างนั้นหรือ!!” พรานดำ แสดงสีน้ำเสียงตกตะลึงอย่างยิ่ง ภูมิความรู้ของ พรานดำ มิใช่สามัญ จึงพอจะรู้จักรอยสักนี้... 

 

เบญจสารสัตว์ เป็นรอยสักอาคมขั้นสูง ที่ว่ากันว่าเป็นจุดสูงสุดของ “ร่างทรง” สายต่อสู้... ซึ่งการจะสักลงไปบนหลังนั้นมิใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก แต่การจะปลุกเสกมันให้สมบูรณ์ จำเป็นต้องดึงจิตวิญญาณของสัตว์ต่าง ๆ ที่มีตบะแก่กล้าตามแต่ละชนิด นำมาสะกดไว้ภายในรอยสัก!! ซึ่งมีจอมขมังเวทย์เพียงหยิบมือเท่านั้น จะสามารถกระทำได้สำเร็จ โดยมากมักจะตกตายในยามที่รวบรวมจิตวิญญาณสัตว์ที่ตบะแก่กล้าเหล่านั้น... 

 

“ถูกต้อง... ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ข้าได้ตามหา เบญจสารสัตว์ ต่าง ๆ มาครบถ้วนแล้วทั้ง มหิงสา(กระทิง) วานร(ลิง) นาคราช(งู) และ อาชา(ม้า) จะขาดก็แต่เพียง พยัคฆ์(เสือ) ซึ่งข้าตั้งใจว่าจะพิชิต สมิงขาว พร้อมสะกดมันลงในรอยสักให้สมบูรณ์...” ชุน กล่าวขึ้นตามตรงด้วยสีหน้าเรียบเฉย 

 

พรานดำ และ ฮีโข่ อดไม่ได้ที่จะขนลุกชูชัน... จากที่เห็นบนแผ่นหลังนั้น รอยสักของสัตว์ทั้ง 4 ชนิดล้วนแล้วแต่เป็นสีแดงฉาน ทั้งยังแผ่อำนาจที่น่ากลัวออกมา เหลือก็แต่เพียงรอยสักรูป พยัคฆ์(เสือ) ที่ยังเป็นเพียงเงาเส้นสีดำเลือนราง... 

 

“เช่นนั้นรอยสักรูปดอกบัวสวรรค์นั่นเล่า?! หากข้าจำไม่ผิด มันเป็นรอยสักชั้นสูงที่ใช้สะกดพลังอำนาจบางอย่างมิใช่หรือ? ไม่ค่อยจะมีผู้ใดนิยมสักบนร่างกายของตน...” ฮีโข่ เอ่ยถามขึ้น 

 

“เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้แน่ชัดนัก... แต่อาจารย์ได้สักให้กับข้าตั้งแต่จำความได้แล้ว ดูเหมือนว่าจะสักทับลงบนรอยปานอาถรรพ์ที่มีมาแต่แรกเกิด อาจารย์บอกกับข้าว่า เมื่อถึงเวลาอันสมควรมันจะสูญสลายไปเอง...  

 

คราแรกข้าก็ไม่ปักใจเชื่อเท่าใดนัก แต่ก่อนหน้านี้ ดอกบัวสวรรค์ มันเคยมีถึง 18 กลีบ หลังผ่านไปหลายปีมันก็ค่อย ๆ ลดลง จนเหลือ 12 กลีบ อย่างน่าประหลาด...” ซุน ดึงเสื้อปิดแผ่นหลังไว้ตามเดิม... 

 

ทั้งสามยังคงมุ่งหน้าลึกเข้าไปเรื่อย ๆ การจะหา เสือสมิง ในป่าทึบเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้โดยง่าย... ซุน จึงได้ทำการกรีดเฉือนฝ่ามือของตนเอง เพื่อส่งกลิ่นคาวเลือดให้คละคลุ้งออกไป พร้อมกับหยดเลือดลงพื้นเป็นระยะ ๆ การกระทำของ ซุน ทำให้ พรานดำ และ ฮีโข่ อดไม่ได้ที่จะหวาดกลัวแทน... 

 

ตลอดเส้นทาง ทั้งสามไม่ได้ล่าสัตว์ป่าอื่น ๆ เลยแม้แต่ตัวเดียว เนื่องด้วย ซุน ได้กำชับพรานดำ และ ฮีโข่ เอาไว้... ทั้งสามคนกินเฉพาะเสบียงที่จัดเตรียมมา และผลไม้ป่าบางชนิดเท่านั้น เป้าหมายมีเพียง สมิงขาว ซึ่งหากเสบียงหมดลง ก็คงตัดสินใจล่าถอยกลับไป... 

 

“จริงสิ... ได้ยินว่า อาจารย์ผัน ท่านเข้าสู่เส้นทางธรรมแล้วมิใช่หรือ? เหตุใดท่านจึงยอมให้เจ้าออกมาเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น? แม้ว่า สมิงขาว จะเป็นเสือสมิงที่ฆ่าคนมามากมายก็ตามที...” พรานดำ เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย... 

 

ซุน สีหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด... 

“อันที่จริง อาจารย์ไม่รู้เห็นเรื่องที่ข้ากำลังทำอยู่... ตั้งแต่ครึ่งปีก่อน ข้าก็ได้ลอบออกจากวัด มาตามหาจิตวิญญาณแห่ง เบญจสารสัตว์ ด้วยตนเอง...” 

 

สองเฒ่าชรา อดไม่ได้ที่จะสบตากันเล็กน้อย แต่คิดว่านั่นคงเป็นเรื่องส่วนตัวภายใต้การตัดสินใจบางอย่างระหว่าง ซุน และ อาจารย์ ทั้งคู่จึงมิได้ซักไซ้รายละเอียดเพิ่มเติมต่อจากนั้น... 

 

จวบจนกระทั่งกลางดึก ในคืนเดือนมืด ไม่มีแสงจันทร์ใด ๆ สาดส่องลงมา... ทั้งสามตัดสินใจสร้างนั่งร้านบนต้นไม้ สูงจากพื้นร่วม ๆ 5 เมตร แน่นอนว่ายามราตรีในป่ามิใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์ ต่อให้เป็น พรานฝีมือดี ก็ยังพลั้งพลาดมานักต่อนัก และยิ่งเป็นภายในป่าแดงอาถรรพ์แห่งนี้ด้วยแล้ว ความน่ากลัวยิ่งทบทวีไปอีกหลายเท่า... 

 

เสียงโหยหวนภายในป่า ดังขึ้นไม่ขาดสาย โดยที่ไม่อาจมองหาต้นตอ... บ้างก็เป็นเสียงเด็ก บ้างก็เป็นเสียงผู้หญิง สลับกันไปมาตามทิศทางต่าง ๆ แม้แต่ดวงไฟหลากสีที่ไม่ควรมีในป่า ก็ยังปรากฏให้เห็นเป็นระยะ ๆ สองเฒ่าชรา มือกำเครื่องราง และอาวุธประจำตัวไว้แนบแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ภาวนาให้ดวงตะวันโผล่ขึ้นในทุก ๆ อึดใจ... 

 

มีก็แต่ ซุน ที่นอนหลับโดยไม่มีท่าทีตื่นกลัวใด ๆ 

จวบจนกระทั่ง... ได้ยินเสียงคำรามจนป่าสั่นไหว!! 

 

ซุน เบิกตาโพรงขึ้นในทันที พร้อมดีดตัวจากท่านอน ดึงมีดอาคมสั้นจากฝัก สีหน้าของชายหนุ่ม เคร่งขรึมขึ้น จนสองเฒ่าชราเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น... 

 

“มันมาแล้ว...” ซุน กล่าวสั้น ๆ พลางหันมองไปยังความมืดมิดทิศใต้ลม... 

 

............................................ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว