ลมหนาว l เคียงจันทร์ l ัYoshisuki

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เพียงเเค่เริ่ม 100%

ชื่อตอน : เพียงเเค่เริ่ม 100%

คำค้น : วิวาห์ / เเค้น / ร้าย /รัก / โหด / ทรมาน / ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 23.5k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2562 13:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เพียงเเค่เริ่ม 100%
แบบอักษร

หลังจากเสร็จพิธีรดน้ำสังข์ในช่วงเช้าเเล้ว ตลอดงานทั้งอัศวินและเขมมิกาต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ของตนเอง โดยที่ไม่ได้ปริปากพูดคุยกันออกมาเเต่อย่างใด ได้เพียงแต่มีรอยยิ้มของทั้งสอง เเต่รอยยิ้มนั้นชั่งดูน่าขมขื่นเสียจริง เพราะมันเป็นยิ้มที่มาจากความไม่เต็มใจของทั้งสอง ไม่สิมันเป็นความเต็มใจที่ฝ่ายหญิงมีอยู่เพียงผู้เดียวเท่านั้น เเต่สำหรับเขานั้นก็คงเป็นความเเค้นที่รอวันสะสาง!!!

ญาติผู้ใหญ่ต่างๆที่เขามาร่วมงานเเต่งครั้งนี้ ต่างอวยพรให้กับคู่บ่าวสาว เเต่ก็ได้เป็นเพียงเเค่รอยยิ้มกับการพยักหน้าเท่านั้น ที่เป็นคำตอบ

ชุดที่ใช้ในการเข้าพิธีของเจ้าสาวเป็นชุดไทยบรมพิมานมีสีชมพูพาสเทลเป็นชุดที่ถูกตัดเย็บได้อย่างเรียบหรู มีรูปทรงของเสื้อที่เด่นชัด เป็นเสื้อที่มีทรงคอตั้ง เเขนยาว พร้อมสวมกับผ้านุ่งจับจีบหน้านางมีชายพก บวกกับเครื่องประดับที่มาตกเเต่งอยู่บนคอเสื้อของสาวเจ้า มีเข็มขัดเลื่อมทองที่รัดอยู่รอบเอวของหญิงสาว  ผมสวยถูกเกล้าขึ้นเป็นช่อด้วยฝีมือของช่างทำผมชื่อดังพร้อมกับปักด้วยปิ่นสีทอง ซึ่งชุดช่วยขับให้ผิวของหญิงสาวดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

ในส่วนชุดของเจ้าบ่าวที่เลือกเข้าพิธีในช่วงเช้าเป็นชุดสูทสีครีมทองผูกเนคไท สวมคู่กับโจงกระเบนสีกาแฟเข้มนิดๆ ผมของชายหนุ่มถูกเซ็ทขึ้นด้วยฝีมือของช่างทำผมชื่อดัง

ในช่วงยามราตรีงานเลี้ยงฉลองวิวาห์ของอัศวินเเละเขมมิกาถูกจัดขึ้นอยู่ในภายใต้โรงแรมหรูระดับห้าดาว

ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้เป็นที่เรียบร้อย รวมถึงชุดของเจ้าสาวที่ทั้งช่วงเช้าเเละกลางคืนที่เจ้าตัวไม่ได้เลือกเองเเต่อย่างใด  ได้เเต่เพียงเเค่บอกไซส์เเละขนาดของสัดส่วนของตนไปเท่านั้น

รอบบริเวณการจัดงานถูกเหล่าพนักงานประจำโรงเเรมฝีมือดีออกแบบ ประดับประดาไปด้วยดอกกุหลาบสีขาวเเละสลับทับซ้อนกับดอกกุหลาบสีชมพู

บริเวณพื้นที่ในงานจะถูกเน้นสีไปทางด้านสีชมพูขาวซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะเพื่อเพิ่มความหวานของคู่บ่าวสาวให้เเก่สายตาของเเขกที่กำลังทยอยเข้ามาภายในงาน แต่ซึ่งได้ขัดกับความเป็นจริงยิ่งนัก

แม้ว่าภายในงานจะถูกจัดตกเเต่งไปด้วยดอกกุหลาบที่เเทนถึงความหมายของความรักได้หลากหลายรูปแบบ

แต่เส้นทางที่มีเเขกเข้าเเละออกกับไร้ภาพถ่ายคู่กันระหว่างเจ้าบ่าวเเละเจ้าสาว เเต่ก็ไม่ได้สร้างความระเคืองใจให้เเก่ใคร

ขณะนี้งานทุกอย่างถูกดำเนินไปตามพิธีการที่ได้จัดขึ้นไว้ มีเพียงเจ้าบ่าวเท่านั้นที่คอยตอนรับแขกที่กำลังก้าวเข้ามาภายในงานวิวาห์(ร้าย)ของตน

" สวัสดีครับคุณอา " เสียงของอัศวินว่าที่เจ้าบ่าวที่กำลังยืนตอนรับเเขกอยู่ทางเข้างาน เอ่ยกล่าวสวัสดีผู้ที่มีอายุมากกว่าตนนับสิบๆปี  ชายหนุ่มได้อยู่ในชุดสูทสีขาวผูกเนคไทรองเท้าหนังสีขาว ผมถูกเซ็ทให้เป็นทรงด้วยฝีมือของช่งผมชื่อดังเช่นเคย

" ขอให้มีความสุขนะตาวิน อย่าปล่อยให้เขาจากไปเหมือนครั้งก่อนล่ะ "  หุ้นส่วนทางบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของชายหนุ่มกล่าว หลังจากพยักหน้าเป็นการรับไหว้ของชายหนุ่มเเล้ว

ถึงเเม้คำพูดของชายเลยวัยกลางคน จะฟังดูเป็นห่วงชายหนุ่มเเต่คำพูดที่หลุดออกมาทำให้อัศวินกำมือของตนเเน่นเพื่อข่มความเจ็บภายในใจที่มันเจ็บปวดจนยากที่จะอธิบายได้กับการสูญเสียของคนรัก

" ครับ คุณอาผมจะไม่มีวันปล่อยเธอไปเเน่นอนครับ " ร่างหนาพยายามปรับน้ำเสียงของตนให้เป็นปกติมากที่สุด เพื่อไม่ให้ผู้เป็นอานั้นสงสัย กับน้ำเสียงที่ดูผิดเพี้ยนไปจากเดิม  " เชิญคุณอาเข้างานเถอะครับ " อัศวินกล่าวเอ่ยให้ผู้เป็นอาเขาไปภายในงานที่กำลังจะเริ่มขึ้นเเต่กลับไร้วี่เเววของเจ้าสาว

" คุณเเม่ครับ แล้วว่าที่ลูกสะใภ้คุณแม่ไปไหนแล้วล่ะครับ นี่งานกำลังจะเริ่มเเล้วนะครับ ' อัศวินเอ่ยขณะเห็นผู้เป็นแม่กำลังเดินมาทางตน เเต่กลับไร้ร่างของหญิงสาว

" โน่นไง มาเเล้วไปรับน้องสิลูกยืนเป็นหินอยู่นั้นเเหละ เร็วๆเข้าสิงานใกล้จะเริ่มเเล้วนะ " ผู้เป็นเเม่กล่าวพูดกับลูกชายที่วันนี้จะได้เป็นฝังเป็นฝาสักที แต่ก็ยังเหลืออีกคนที่ยังคอยเที่ยวตามอารมณ์ของเจ้าตัวอยู่ไม่ยอมหาคู่ครองเสียที

เขมมิกาเดินออกมาจากห้องที่ตนได้เเต่งตัว ตามคำเรียกของว่าที่เเม่สามีของตน

หญิงสาวได้สวมอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวแขนยาวกระโปรงยาวจนลากพื้นแพ่กระจายไปทั่วทางเดินที่สาวเจ้าได้เดินลงมา

มีลายผ้าลูกไม้กระจายอยู่ทั่วทั้งชุดมีระบายอยู่ช่วงชายกระโปรงด้านล่าง ผมที่เคยถูกเกล้าไว้ ถูกปล่อยเเล้วจัดการม้วนเป็นลอนยาวปักด้วยดอกไม้ดอกเล็กสีขาวกับสีชมพูอ่อนตามคอนเซปงานที่ได้ตั้งไว้ อยู่ทั่วทั้งศีรษะของสาวเจ้า  โดยหญิงสาวได้เดินคู่มากับเพื่อนสาวของตน

" กว่าจะลงมาได้นะ!!! " เมื่อมาถึงตัวของหญิงสาวอัศวินก็อดไม่ได้ที่จะเเขวะหญิงร่างบางข้างๆตน

" อะ...เอ่อ ขอโทษที่ให้รอค่ะ " เขมมิกาได้เพียงเเค่พูดไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสบตาชายหนุ่มเเต่อย่างใด

เมื่อทั้งสองได้เข้ามาภายในงานที่ถูกจัดขึ้นพิธีการต่างๆก็ดำเนินการไปเลื่อยๆจนถึงตอนที่เจ้าบ่าวเเละเจ้าสาวต้องขึ้นไปบนเวทีเพื่อกล่าวความในใจว่าทั้งสองมาพบกันได้อย่างไร เเต่ทว่ายังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้พูดก็ถูกชายหนุ่มเเย่งไมค์ไปเสียก่อน

" เผอิญว่าเขมเขาเขินน่ะครับ ผมก็เลยขออาสาพูดแทนเเล้วกันนะครับ " อัศวินพูดเเล้วหันหน้าไปทางเจ้าสาวของตนที่ขณะนี้ ยืนจนตัวหดรู้สึกเกรงกลัวชายหนุ่มผู้นี้เสียเเล้ว

" ถ้าถามว่าพวกเราสองคนมาเจอกันได้ไงหรอครับ อ้อ เผอิญว่าคุณเเม่จับคู่ให้น่ะครับ ผมก็เลยยอมๆเเต่งไปจะได้จบ จบนะครับทุกคนขอบคุณครับ " เมื่อพูดเสร็จก็หันไปมองหน้าของหญิงสาวด้วยสายตาที่เเลดูจะเป็นเเรงอาฆาต  แต่เมื่อคำตอบที่ชายหนุ่มให้มากลับชวนทุกคนต่างงงกับคำพูดของอัศวิน พิธีกรเมื่อเห็นท่าไม่ดีจึงเปลี่ยนเรื่อง

" ถ้างั้นเรามาให้เจ้าบ่าวหอมเจ้าสาวกันดีกว่านะคะ/ครับ เอ้า หอมเลยๆๆๆๆ " เสียงของพิธีกรชายหญิงต่างเชียร์ให้คู่บ่าวสาวหอมเเก้มกัน เเต่สักพักก็มีเสียงของแขกมากมายทีก็ต่างเชียร์ให้หอมแก้มกัน

เมื่อเเขกต่างส่งเสียงกันมากมาย ชายหนุ่มจึงจัดให้ ปดขยี้ริมฝีปากของตนลงไปยังบนเเก้มนวลของเขมมิกาอย่างเเรงโดยไม่มีความปราณี จนเจ้าตัวเองก็หน้าเเดงโดยไม่ทันตั้งตัว เมื่อหอมแก้มนวลเสร็จก็ได้กระซิบข้างหูของหญิงสาว

" จำเอาไว้นี้มันเป็นเพียงเเค่เริ่มต้นเท่านั้น เธอต้องเจ็บเหมือนที่ฉันเจ็บเขมมิกา!!! " อัศวินพูดกับร่างบางที่ยืนนิ่งงันอยู่ข้างตน ทางด้านเขมมิกาก็พยายามข่มไม่ให้หยาดน้ำตาไหลลงมาหากชายหนุ่มเห็นเเล้วคงหาว่าเธอสำออยเป็นเเน่

สาวเจ้าไม่ได้พูดอะไรเเต่อย่างใด ได้เพียงเเต่ยืนนิ่งๆ ไม่ไหวติ่งอยู่ข้างๆร่างหนารอเพียงเเค่ให้งานแต่งที่เกิดจากความเเค้นนี้ได้ผ่านไปเท่านั้น

ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีจนถึงเวลาเข้าห้องหอแขกผู้ใหญ่มากมายก็ต่างพากันทยอยกลับกันบางเเล้ว  ขณะนี้เจ้าบ่าวเเละเจ้าสาวต่างพาตนเองไปยังเรือนหอที่ได้อยู่ห่างจากโรงเเรมเเละบ้านหลังใหญ่ของชายหนุ่มไม่มากนัก โดยมี นางเพ็ญพัตตรากับนายอนาคม วงศ์อัครกูล และ นางวลาพรกับนายภานุ วัฒนคุณ ขับรถตามรถหรูของคู่บ่าวสาว

" ดูเเลน้องดีๆนะลูกเราเป็นครอบครัวเดียวกันเเล้ว มีเรื่องอะไรเล็กๆน้อยๆก็ให้อภัยกันนะ " มารดาของอัศวินบอกกับลูกชายพร้อมกับส่งรอยยิ้มไปยังทั้งสองที่ขณะตอนนี้ได้นั่งอยู่ตรงปลายเตียง   ทั้งสองเพียงเเค่พยักหน้ารับเท่านั้น

" แม่กับพ่อขอฝากลูกสาวคนนี้ด้วยนะตาวิน มีปัญหาอะไรก็ค่อยๆปรับความเข้าใจกันนะ เเล้วเรื่องทุกอย่างมันจะดีขึ้นนะจ้ะ" มารดาของฝ่ายหญิงกล่าวเเล้วมองไปที่ทั้งสองที่ตอนนี้กำลังฝืนยิ้มให้กับตนอยู่  เมื่อทุกอย่างเสร็สิ้นเรียบร้อยเเล้ว บิดาเเละมารดาของทั้งสองต่างฝ่ายก็ต่างกลับไปยังที่พักของตนเป็นที่เรียบร้อย

" ลุกไปอาบน้ำสิเขมมิกา จะนั่งอยู่อย่างนี้รึไรห้ะ!!! " อัศวินตวาดลั่นจนร่างบางที่นั่งอยู่ตอนนี้สะดุ้งเหือกขึ้นมาจากภวังค์แห่งความคิด เพียงเเค่วันนี้เขาก็ทำตัวเหมือนรังเกียจเธอยิ่งนักเเล้วเธอจะทนต่อไปไหวหรอ

" อะ...เอ่อ "

" อ่ำอึ้งอยู่นั้นเเหละจะพูดอะไรก็พูดมา " เขาไม่วายที่จะทำเสียงเข้มใส่หญิงสาว เกลียดนักพวกสำออยเนี้ย!!!

" อะ...เอ่อ พี่วินไปอาบก่อนก็ได้ค่ะ เดี๋ยวเขมค่อยอาบก็ได้คะ " ร่างบางตอบไปอย่างกล้าๆกลัวๆ

" ก็ได้เเล้วเเต่เธอเเล้วกัน " เมื่อพูดเสร็จก็สาวเท้าหนาเข้าไปในห้องน้ำแต่ต้องชะงักเมื่อนึกสิ่งใดได้

" เอ่อ ฉันลืมไปอีกเรื่องนึง ฉันกับเธอเราไม่ใช่ญาติกันไม่ต้องมาเรียกว่าพี่เพราะฉันไม่มีน้องสาว เเล้วเรียกฉันว่าคุณอัศวิน จำเอาไว้เข้าใจไมเขมมิกา!!! " เมื่อพูดเสร็จก็สาวเท้าหนาเข้าห้องน้ำทันที ประตูห้องน้ำถูกปิดลงอย่างเเรง

ปัง

" ฮึก ฮึก ขะ...เข้าใจค่ะคุณอัศวิน " ได้เพียงเเต่พูดย้ำกับตนเองเท่านั้นเพราะเจ้าของคำถามได้เดินหายเข้าไปห้องน้ำเรียบร้อยเเล้ว เเต่ก็ยังไม่วายที่จะมีหยาดน้ำใสไหลออกมาจากดวงตาคู่สวย เพียงเเค่วันนี้เขาก็ทำกับเธอเช่นนี้เเล้ว เเล้วเธอควรจะทำเช่นไรดี


"โธ่เว้ย!!!”

‘ตุ้บ '

เสียงตะโกนดังของอัศวิน พร้อมกับกำ กำปั้นหนากระแทกทุบพัลวันเข้ากับผนังของห้องน้ำ โดยที่เจ้าตัวไม่ได้รู้สึกเจ็บแต่อย่างไรพลางแค่ได้คิดว่า เผื่อการกระทำครั้งนี้อาจจะทำให้ลดความเจ็บปวดร้าวภายในจิตใจของตนให้ลดน้อยลงได้ลางถึงไม่มากก็น้อย

แต่ทำไมยิ่งทำเขากลับยิ่งรู้สึกเจ็บปวด ยามที่นึกถึงใบหน้าหวานของวิชุดา หญิงสาวผู้อันเป็นที่รักของตน

ทั้งใบหน้าที่หวาน สายตาที่อ่อนโยน รอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร ทุกการกระทำของวิชุดามันชั่งทำให้เขามีความสุขและมีรอยยิ้มทุกครั้งยามที่ได้มอง

“วิ” ผมสัญญานะครับว่าผมจะเอาคืน คนที่ทำกับคุณให้สาสมกับสิ่งที่มันได้ทำไว้ ความเเค้นครั้งนี้ต้องสะสาง!!! ผมสัญญา " ชายหนุ่มร่างหนากล่าวเสียงหนักเเน่นกับคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้กับวิชุดา ตั้งแต่วันเเรกที่หญิงสาวได้จากไป     แต่ทว่าคำสัญญาที่กล่าวไป ภายนอกมันอาจจะดูหนักแน่น แต่ภายในจิตใจของร่างหนานั้นกลับโหยหาวิชุดาสิ้นดี

มือหนาของอัศวินเอื้อมไปยังฝักบัว เพื่อว่าการที่เขาได้นำสายน้ำที่เย็นและชุ่มช่ำในที่แห่งนี้บางที่มันอาจจะช่วยชโลมจิตใจ ที่ตอนนี้มันนำลังลุกโชนพร้อมที่จะแผดเผาทุกคนให้มอดไหม้   แต่ทว่าเมื่ออัศวินได้นึกถึงใบหน้าของ ของใครอีกคน กลับทำให้ไฟในตัวของเขาลุกขึ้นโชนอีกครั้ง เปลี่ยนสายตาที่ขณะนั้นกำลังอ่อนโยนในคราแรก ให้เป็นสายตาที่แข็งกร้าว เปลี่ยนกลายเป็นความชิงชัง

เขาขยะแขยงยิ่งหนักยามที่ได้เข้าใกล้ตัวของเขมมิกา ภรรยาทางนิตินัยของตน เขาเกลียดและชิงชังเธอเป็นที่สุด ตั้งแต่ยามที่เธอได้เป็นเด็กน้อยที่คอยวิ่งตามเขาอย่างกลับอะไรดี

เมื่อยี่สิบปีก่อน

‘พี่วินค่า รอเขมด้วยค่า เขมตามพี่วินไม่ทันแล้วนะ’เสียงใสของเด็กน้อยเขมมิกาที่ในมือด้านขวากำลังอุ้มตุ๊กตาหมีตัวน้อยอยู่ในมือในวัยหกปี เรียกหาพี่ชายที่ตนชอบเล่นด้วยเป็นที่สุดในยามที่มารดาของตนได้พามายังบ้านหลังใหญ่หลังนี้เป็นประจำ แต่เขากลับเดินหนีเธอซะงั้น

‘เธอก็เดินให้ทันฉันสิ มั่วแต่เดินชักช้าอยู่นั้นแหละเดินเร็วๆสิ ฉันรำคาญ’ เสียงของเด็กชายวัยสิบปีนามว่าอัศวิน สั่งเด็กสาวตัวน้อยที่กำลังเดินตามตนอยู่ตั้งแต่เข้ามาพร้อมกับมารดาของเด็กสาวตัวน้อย เพื่อมาคุยธุระกันกับมารดาของตน

‘อ๊ะ พี่วินอย่าวิ่งสิค่า เขมตามไม่ทันแล้วนะคะ’ เสียงใสดังขึ้นเมื่อเห็นผู้เป็นพี่ ที่ตนแต่งตั้งให้เขาเอง กำลังออกตัววิ่งไปข้างหน้า

‘เธอก็วิ่งตามฉันให้ทันสิ’ เด็กชายกล่าวเสียงออกไป แต่ก็ไม่ได้หยุดวิ่ง เด็กหนุ่มรำคาญที่เด็กสาวเอาแต่วิ่งตามตน

‘อ๊ะ อุ้ยเจ็บ ฮือออออ เขมเจ็บค่ะ พี่วิน ฮือออออ’ เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยดังขึ้นหลังวิ่งตามอัศวินได้สักพัก

ร่างเล็กวิ่งตามอัศวินไปเพื่อให้ทัน แต่แล้วเด็กสาวตัวน้อยกลับสะดุดเข้ากับก้อนหินตรงหน้า เขมมิกาล้มนั่งลงกับพื้นแล้วร้องไห้โยเย เสียงร้องของเขมมิกาทำให้อัศวินต้องหยุดตัวที่จะออกวิ่งต่อ และก็ตามมาด้วยเสียงของมารดาทั้งสองที่ได้ยินเสียงเขมมิการ้องไห้มาจากด้านนอก

‘เอ้า หนูเขมเป็นไรนั้น ร้องไห้ทำไมจ้ะ ตาวินทำไรน้อง’ เมื่อไม่ได้คำตอบจากผู้เป็นน้อง จึงคาดคั้นเอากับผู้เป็นพี่ที่ยืนอยู่ข้างๆกัน

‘ทำอะไรน้องตาวิน ทำไมหนูเขมถึงร้องไห้บอกแม่มาสิ’ คุณหญิงเพ็ญพักตรา วงศ์อัครกูล ถามบุตรชายที่ยืนอยู่ข้างๆกันกับเด็กสาว ทางด้านนางวลาพร วัฒนคุณ เมื่อเห็นลูกสาวกำลังร้องไห้โยเยก็รีบเข้าไปปลอบทันที

‘โอ๋ ไม่เป็นไรแล้วนะคะ คนเก่งของแม่อย่าร้องนะคะ’ เสียงของมารดากำลังปลอบลูกสาวของตนที่ร้องไห้โยเยไม่มีท่าว่าจะหยุดร้องง่ายๆ   ทางด้านคุณหญิงเพ็ญพักตรา ก็ได้จูงมือบุตรชายมายืนอยู่อีกด้านนึง ห่างจากสองแม่ลูกพอสมควร

‘ไงตาวินบอกแม่มาสิว่าทำไมน้องถึงร้องไห้’ มารดาของอัศวินยังไม่เลิกคาดคั้นบุตรชาย

‘ก็เขมเขาวิ่งตามวินนะครับ เขมก็เลยสะดุดหินแล้วก็ล้มแล้วนั่งร้องไห้อย่างนั้นแหละครับ วินไม่ได้ทำไรเลยนะครับแล้วอีกอย่างวินก็ไม่ได้ขอให้เขาวิ่งตามวินด้วย’ อัศวินพูดความจริงทุกอย่าง เขาไม่ได้ขอให้เด็กสาววิ่งตามซะหน่อย แต่เธอกลับวิ่งตามเขาซะเอง   ‘แล้วทำไมไม่เล่นกับน้องเขาล่ะ ฮึ ตาวินบอกแม่สิ’ คุณหญิงเพ็ญพักตรา ยังไม่เลิกตั้งคำถามกับบุตรชายคนแรกของตน ‘ก็วินไม่อยากเล่นกับเด็กผู้หญิงนี่ครับวินไม่ชอบ แล้ววินก็รำคาญด้วย เด็กอะไรเอาแต่วิ่งตามคนอื่น’ เด็กน้อยตัวเล็กแต่ความคิดระดับผู้ใหญ่ เอ่ยพูดกับมารดาที่พาตนเองออกมาจากพื้นที่เด็กสาวอยู่กับมารดาของเธอ

‘พูดแบนี้ได้ไงตาวิน หนูเขมก็เหมือนน้องเรานะ’ คุณหญิงเพ็ญพักตรา บอกกับบุตรชายคนโต

‘ไม่ครับ วินมีอัครินคนเดียวที่เป็นน้องวินเท่านั้น วินมีแต่น้องชายวินไม่มีน้องสาวครับคุณแม่’เด็กน้อยอัศวินบอกกับมารดาว่าตนมีเพียงแค่น้องชายที่ชื่อว่าอัครินเท่านั้น อัครินหรือริน เด็กน้อยวัยเก้าปี ที่มีนิสัยเอาแต่ใจใช่ย่อย

‘ตาวินทำไมพูดแบบนี้แม่ไม่ชอบนะ นิสัยไม่ดีเลยรู้ตัวไม ฮึ ทำไมเราพูดแบบนี้’ คุณหญิงเพ็ญพักตรา พูดกล่าวกับบุตรชายคนโต เธอคงรับไม่ได้ถ้าเด็กหนุ่มพูดเช่นนี้

‘ก็วินพูดจริงนี่ครับ วินมีน้องคนเดียว วินไปเล่นกับรินแล้วนะครับ ผมเบื่อยัยเด็กขี้แงนั้น’เด็กน้อยกล่าวก่อนจะเดินออกไปด้วยอาการหงุดหงิดนิดๆ เด็กน้อยไม่ค่อยได้โดนมารดาว่าเช่นนี้มาก่อน มีก็จะมีเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างเช่นวันนี้

‘ตาวินกลับมาขอโทษน้องก่อน ตาวิน’ เสียงเรียกไล่หลังตามเด็กหนุ่มไปแต่ไม่มีท่าว่าจะหันกลับมา

ทางด้านเด็กสาวตัวน้อยเขมมิกากับมารดาก็มานั่งรอเจ้าของบ้านอยู่ภายในบ้านหลังใหญ่

‘เอ่อ พี่ต้องขอโทษแทนตาวินด้วยนะ ‘เมื่อเดินเขามาภายในบ้านหลังใหญ่เห็นสองแม่ลูกนั่งรอตนอยู่จึงกล่าวขอโทษขอโพยแทนบุตรชายตัวแสบของตนซะยกใหญ่

‘ไม่เป็นไรค่ะคุณพี่ ยัยเขมเองก็ไม่ได้เป็นอะไรมากแค่ถลอกนิดหน่อยเองค่ะ’ นางวลาพรมารดาของเขมมิกาบอกกับคุณหญิงเพ็ญพักตรา ทั้งสองนับถือกันเหมือนพี่เหมือนน้องเพราะทั้งสองตระกูลมีพันธะที่ดีต่อกันมานาน

‘อ้อจ้ะ แล้วนี่หนูเขมหยุดร้องแล้วหรอค่ะยัยเด็กขี้แงของป้า’ คุณหญิงเพ็ญพักตรา พูดกล่าวกับเด็กน้อยที่ตอนนี้ได้หยุดร้องไห้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เธอรักและเอ็นดูเด็กสาวราวกับเป็นลูกของตน

‘หยุดแล้วค่ะ เพิ่งจะหยุดได้สักพักเองค่ะ งั้นเดียวพรขอตัวกลับบ้านก่อนนะค่ะดูจะเหมือนว่ายัยเขมแกจะง่วงแล้วค่ะ ขอตัวนะค่ะ’ นางวลาพรขอตัวกลับเมื่อเห็นว่าเขมมิกาบุตรสาวของตนกำลังคอพักคออ่อนอย่างน่าเอ็นดูอยู่บนโซฟาหรูตัวแพง จะหลับแหลไม่หลับแหล หลังจากได้ส่งสองแม่ลูกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเดินขึ้นไปยังชั้นบนเพื่อไปหาบุตรชายคนโตตัวแสบของตน

‘ตาวินมาคุยกับแม่สิลูก ทำตัวอย่างนี้ไม่น่ารักเลยนะ’ คุณหญิงเพ็ญพักตราเรียกบุตรชายของตนอยู่หน้าห้องแต่ไม่มีทีท่าว่าประตูบานหนาจะเปิดออก

‘ไม่ครับวินไม่เปิด วินไม่ชอบยัยเด็กขี้แงนั้น’เด็กน้อยยังกล่าวเสียงมั่นว่าตนไม่ยอมเปิดประตูแน่ๆ คุณหญิงเพ็ญพักตรา จึงใช่ไม้เด็ดกับบุตรชายคนโต

‘ได้ ถ้าวินไม่เปิดให้แม่ งั้นเราไม่ต้องมาคุยกันเลยนะครับ แม่งอนวินแล้ว แม่จะไม่ซื้อของที่เราชอบให้ด้วย’ พูดจบก็หันหลังเตรียมจะก้าวเดินไปยังชั้นล่างแต่แล้วไม้เด็ดนี้ของตนก็ได้ผล

แอดดดดดด

เสียงเปิดประบานหนาดังขึ้น ร่างของผู้เป็นมารดาก็หันมายังต้นเสียง

‘ไงล่ะ เจ้าตัวดีจะยอมขอโทษน้องไมฮึ’ ผู้เป็นมารดายังไม่เลิกรา พยายามจะให้เด็กน้อยเอ่ยคำขอโทษออกมา

‘ก็ได้ครับ ขะ...ขอโทษ พอใจคุณแม่รึยังครับคุณแม่’ เด็กน้อยอัศวินเอ่ยคำขอโทษอย่างประชด แต่ถึงจะเป็นน้ำเสียงไม่พอใจแต่ก็ทำให้ผู้เป็นมารดาหายโกธรเด็กหนุ่มได้บาง

‘มาครับแม่หายโกธรวินแล้ว แต่ทีหลังอย่าทำอย่างนี้อีกเข้าใจไม ฮึ’ พูดพร้อมกลับอ้าวงแขนให้กว้างขึ้นเพื่อให้บุตรชายเดินมากอดตน เด็กน้อยอัศวินได้เพียงแต่พยักหน้ารับ ในสิ่งที่มารดาของตนบอกเท่านั้น แต่สายตาของเด็กน้อยก็ยังไม่วายที่จะน้อยใจมารดา

ปัจจุบัน

ในยามนี้สายน้ำที่หวังพึ่งจะให้ดับไฟที่กำลังลุกอย่างโหมกระหน่ำ ภายในกายของตนเองในคราแรก แต่ทว่าตอนนี้มันกลับไม่ได้ช่วยสิ่งใดได้เลย กลับช่วยเพิ่มทวีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ทั้งไฟแห่งโทสะ ไฟแห่งความเกลียดชัง ไฟแห่ความเคียดแค้น ทุกฐานันดรแห่งไฟถูกจุดประกายขึ้นอยู่ภายในหัวของอัศวินจนยากที่จะหาสิ่งใดมาดับไฟแห่งโทสะพวกนี้ให้ดับสิ้นได้ คงมีเพียงแค่ ความเจ็บปวดของคนที่พรากชีวิตของคนรักตนไปเท่านั้น ไฟแค้นพวกนี้จึงจะดับสูญ

ระยะเวลาในการชำระร่างล้างกายของอัศวินเป็นไปอย่างเชื่องช้าทุกการกระทำมันชั่งเจ็บปวดราวจะขาดใจทุกกิริยาบทท่าทาง มันชั่งยากลำบากไฟในกายเริ่มทุเลา กว่าจะชำระร่างกายของอัศวินจะเสร็จก็กินเวลาไปเกือบชั่วโมง

เมื่อเสร็จจากการชำระน้ำร่างกาย อัศวินจึงได้สาวเท้าเพื่อที่จะเปิดประตูห้องน้ำที่ตนได้เข้าไประบายความปวดร้าวในจิตใจ ร่างหนาของอัศวินมีเพียงแค่ผ้าขนหนูพื้นใหญ่ที่พันอยู่รอบกายหนาของตนเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น หยาดน้ำเกาะติดตามร่างแกร่งที่ผ่านการออกกำลังกายมาอย่างดีของอัศวินชวนให้ชายหนุ่มดูมีเสน่ห์มากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

แต่เมื่อหยุดอยู่ที่ประตูห้องน้ำที่อัศวินได้เปิดเพียงไม่นาน ก็ต้องชะงักทันทีเพราะสายตาคู่คมของอัศวินก็ไดไปสะดุดเข้ากับร่างบางของเขมมิกาหรือจะเรียกว่าภรรยาทางนิตินัยเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ได้ อัศวินสาวเท้าหนาเข้าหาตัวของเขมมิกาที่ตอนนี้ได้นั่งฟุบหน้าอยู่กับพื้นที่คับคล้ายคับคลาว่าอาจจะหลับลงไปด้วยพิษแห่งความเศร้าทันที

“ฮึ สำออยแค่นี้มันยังน้อยไปเขมมิกา” เมื่อพูดกับร่างบางที่ตอนนี้กำลังหลับอยู่ในห้วงนิทรา ก็จัดการจับแขนของเขมมิกาแล้วกระชากจนร่างบางลอยพลิ่วขึ้นมายืน เขมมิกางั่วเงียเมื่อถูกร่างหนาของอัศวินกระชากขึ้นมา

“อึก โอ๊ย คะ...คุณอัศวิน ปล่อยเขมค่ะเขมเจ็บนะคะ”เมื่อเห็นว่าอัศวินเป็นผู้ที่กระชากร่างบางของตน เขมมิกาจึงร้องบอกให้เขาปล่อย แต่มันกลับไม่เป็นผล   เธอเรียกอัศวินตามสรรพนามที่เขาได้สั่งให้ตนเรียก ในเมื่อเขาสั่งเช่นนี้เธออาจคงจะไม่ทำตามไม่ได้

“เจ็บอะไรห้ะ!!!เขมมิกาแค่นี้มันยังน้อยไปกับอีแค่จับนิดจับหน่อยจะเป็นไร”สติอัศวินถึงกลับตะเหลิดเมื่อเธอพูดว่าเจ็บ เจ็บอะไรกันเล่า เขาต่างหากไม่ใช่หรอที่เจ็บปวดราวจะขาดใจตายเช่นนี้

เขาพูดว่ากับอีแค่จับนิดจับหน่อยแต่การกระทำเช่นนี้ใครเขาเรียกว่าจับ อัศวินกลับเพิ่มแรงบีบที่ข้อมือของเขมมิกามากยิ่งขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

“อ๊ะ...โอ๊ย เขมเจ็บนะคะคุณอัศวินได้โปรดเถอะคะ ปล่อยเขมนะคะ เขมเจ็บ” เขมมิกาเรียกร้องให้เขาปล่อยแต่กลับไร้ประโยชน์ หญิงสาวเบ้หน้าด้วยอาการเจ็บที่ข้อมือด้านขวาที่มีซาตานร้ายตนหนึ่งจับและบีบมันไว้

“ฮึ เจ็บสิดี ฉันอยากเห็นเธอเจ็บปวดมากกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่า!!!เขมมิกา” ยิ่งพูด แรงบีบที่บีบที่ข้อมือของเขมมิกาก็ยิ่งเพิ่มทวีมากยิ่งขึ้น

“ฮึก ขะ...เขมเจ็บคะ คุณอัศวินได้โปรดปล่อยเถอะนะคะ ได้โปรดปล่อยนะคะ เขมเจ็บจริงๆ ฮึก ฮือออ” เสียงหวานร่ำไห้ให้กับสิ่งที่ชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าสามีที่ได้ทำกับตนเช่นนี้ เธอเจ็บราวจะขาดใจ เมื่อได้ยินเสียงร่ำไห้ของเขมมิกาอัศวินถึงกลับชะงัก เขาดึงสติตัวเองกลับมาที่ในขณะนี้มันได้ตะเหลิดไปไหนไม่รู้

“ฮึ ได้ฉันจะปล่อยเอแต่อย่างหวังว่าเธอจะมีความสุขนะเขมมิกา” ในขณะพุดมือหนาก็ไม่ยอมปล่อยออกจากข้อมือของเขมมิกา แต่เมื่อได้พูดในสิ่งที่ตนอยากให้หญิงสาวรู้แล้วว่าเขาจะทำให้เธอไม่มีความสุขก็จัดการปล่อยมือออกจากมือบางทันที แต่การปล่อยมือครั้งนี้มันกลับไม่เป็นการปล่อยที่อ่อนโยน

พลั่ก

“อะ...โอ้ย”

เสียงแรงกระแทกลงที่พื้นห้องสุดหรูอย่างจัง คงเป็นใครไม่ได้นอกจากเขมมิกาที่อัศวินพลั่ก ให้เธอล้มลงกับพื้นไม้แข็งขัดเงาอย่างไม่ใยดี เขาหมุนตัวหันหลังให้เขมมิกาที่ตอนนี้กำลังร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด อัศวินเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้าของตนเองที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก แต่เมื่อเปิดตู้เสื้อผ้าออกมาก็ต้องอารมณ์เสียเมื่อมีเสื้อผ้าของเขมมิการวมอยู่กับตู้เดียวของเขาด้วย

แต่ก็คงเป็นใครไปไม่ได้ที่จะนำเสื้อผ้าของหญิงสาวมาใส่ไว้ภายในตู้ ถ้าไม่ใช่ฝีมือของคุณหญิงเพ็ญพักตรามารดาของเขาเอง หากจะเป็นหญิงสาวก็คงไม่อาจที่จะกล้าเป็นแน่  เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็รู้สึกเคืองมารดาตนเองเล็กน้อย แต่ก็ปล่อยเพราะอาจจะเป็นเพราะท่านคงเห็นว่าทั้งสองแต่งงานกันแล้วเลยใช้ตู้เสื้อผ้าร่วมกันได้  อัศวินเลือกที่จะหยิบเสื้อเชิ้ตแขนยาว กางเกงสแล็คสีดำ แทนที่จะเป็นชุดนอนของตนเองที่แขวนอยู่ข้างๆ

เมื่อได้แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว อัศวินก็กลังสาวเท้าแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเสียงหวานของเขมมิกาดังขึ้น เธอมองการกรำของเขาอยู่นานแล้ว แต่ก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยออกไป แต่เมื่อเห็นอัศวินกำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องหอที่เพิ่งเข้ามายังมีถึงห้าชั่วโมง เขมมิกาก็กล้าๆกลัวๆทีจะเอ่ยแต่แล้วก็รวบรวมความกล้าหาญถามผู้เป็นสามีของตน   “อะ เอ่อคุณอัศวินจะไม่ไหนหรอค่ะ” เอ่ยอย่างกล้าๆกลัวๆ

อัศวินได้ยินเสียงหวานของภรรยาทางนิตินัยของตนก็หันขวับทันที “ฉันจะไปไหนมันก็เรื่องของฉันอย่ามายุ่ง!!!” กล่าวเสียงแข็งเป็นเชิงเด็ดขาดว่าเธอไม่ควรไปยุ่งเรื่องของเขา

“ตะ...แต่เราเพิ่งจะแต่งงานนะคะเขาไม่ให้ออกจากห้องนี้”กล้าๆกลัวๆเมื่อต้องพูดกับเขาอีกครั้ง แต่การพูดครั้งมันกลับไม่ได้คำตอบ มีเพียงแค่คำถามของอัศวินที่ทิ่มแทงและบาดลึกลงมายังจิตใจของเขมมิกา

“ฮึ คิดหรอว่าคนอย่างฉันจะนอนรวมห้องกับฆาตกรที่ฆ่าคนรักฉัน จำไว้นะเขมมิกาฉันไม่มีวันที่จะนอนร่วมห้องเดียวกับเธอเป็นอันขาด!!!” กล่าวด้วยเสียงและแววตาที่แข้งกร้าว คำพูดของอัศวินมันชั่งทิ่มแทงลงลึกสู่ก้นบึกหัวใจของเขมมิกายิ่งนัก

เมื่อได้ยินน้ำสียงและแววตาของอัศวินที่ส่งมายังเธอ เสียงสะอื้นร่ำไห้ที่เงียบกริมไปในคราแรกก็กลับมาถาโถมที่ตัวตาคู่งามอีกครั้ง

“ฮึก ฮือ ทะ...ทำไมคุณอัศวินพูดอย่างนี้ละ...ล่ะคะ ระ...เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นมะ...มันก็จบลงไปแล้วไม่ชะ...ใช่หรอคะ มะ...มันเป็นอุบัติเหตุ ฮึก ทะ...ทุกคนก็ต่างเข้าใจกันทั้งนะ...นั้น ฮึก ฮือออ”เธอรู้เพราะเหตุใดเขาถึงทำกับตนเช่นนี้

หันขวับทันทีเมื่อได้ยินในสิ่งที่เขมมิกาได้พูดออกมา แค่อุบัติเหตุงั้นหรอ

“ฮึ แค่อุบัติเหตุแค่นั้นหรอเขมมิกา เธอชั่งกล้าพูดนะ ถ้าเธอไม่เมาในวันนั้น แล้วมันจะเกิดเรื่องในวันนั้นขึ้นไม่ห๊ะ!!! มันจะเกิดขึ้นไม!!!” เอ่ยเสียงเย็นชาบวกกับอาการแข็งกร้าวของอัศวินในตอนนี้มันชั่งน่ากลัวเหลือเกิน  ไม่มีสิ่งใดที่จะชโลมไฟในจิตใจของเขาให้อ่อนโยนลงเลยหรือ

“ตะ...แต่คืนนั้น...” ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยในสิ่งที่ตนต้องการอธิบาย เสียงปิดประตูของอัศวินก็ดังขึ้นเสียก่อน

‘ปัง’

เสียงของประตูห้องหอดังขึ้น เขาไม่สนใจในสิ่งที่เขมมิกาจะเอ่ยเลยแม้แต่น้อย

หญิงสาวมีอาการที่สะดุ้งเล็กน้อยกับเสียงที่ได้ยินมันชั่งเป็นเสียงที่ดังและน่ากลัวในคราเดียวกัน   สำหรับเขมมิกาในเวลานี้ยิ่งนัก

“ฮึก อึก ฮือออออ” เสียงสะอื้นร่ำไห้ของเขมมิกาดังขึ้นราวจะขาดใจ เช่นไรเขาถึงทำกับเธอเช่นนี้  ในเมื่อเรื่องราวทุกอย่างมันได้จบลงไปแล้ว แต่ใยเขาถึงได้ซ้ำเติมในสิ่งที่ผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ของเธอ คงต้องคอยรับกับสิ่งที่ตนได้ทำลงไปใช่ไม??? ได้แต่เฝ้าถามตนเอง หญิงสาวราวกับคนไร้สติ เพียงชั่วครู่หนึ่งก็หลับลงไปด้วยอาการที่อ่อนล้า แต่เหตุการณ์ในวันนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในห้วงใต้สำนึกของหญิงสาว

เอี๊ยดดด

โครมมม

ภาพรถยนต์ของตนกับหญิงสาวผู้โชคร้าย เข้าปะทะกันจนแรงเกิดเสียงดังสนั่น เลือดสีแดงสดเอ่อนองเต็มทุกพื้นที่บริเวณรถสองคัน ผู้คนต่างกรูเข้ามายังตนเสียง ภาพของเขมมิกาไม่ต่างจากหญิงสาวอีกคนที่ นอนหายใจโรยริน อยู่ภายในรถยนต์ที่พลิกคว่ำกันคนละทิศคนละทาง เสียงรถรถพยาบาลดังมาแต่ไกล แต่สุดท้ายเสียงที่ได้ยินก็ค่อยๆเลือนหายไป อย่างช้าๆ

‘เฮือก’

เสียงลมหายใจของเขมมิกาที่สะดุ้งตื่นจากภวังค์อันเป็นฝันร้ายสำหรับเธอ ฝันร้ายในครั้งนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในจิตใจของเขมมิกา เหตุการณ์ครั้งนั้นมันเป็นเหตุการณ์ที่ตัวเธอเองไม่อาจที่จะลืมเลื่อน

“ฮึก ฮือ”

เสียงสะอึกสะอื้นของเขมมิกา หยาดน้ำตาที่เลือนหายไปเมื่อครู่กับมาอีกครั้ง ภาพในความทรงจำที่ไม่อาจจะลืมเลือนตามมาหลอกหลอน ทุกคราในยามที่ขมตาลง

ร่างบางค่อยๆรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีค่อยๆ ลุกและก้าวเดินพาร่างที่แสนเจ็บช่ำทางใจไปยังห้องน้ำเพื่อที่จะชำระล้างร่างกายของตนเอง

การอาบน้ำของเขมมิกาเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพียงแค่คืนนี้เขาก็ทำกับเธอเช่นนี้แล้ว เธอต้องทนรับผลกรรมเช่นนี้ใช่ไม??? แต่เมื่อเขมิกาได้ชำระล้างร่างกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว สาวเจ้าก็พาร่างบางของตนมาเอนตัวลงนอนที่เตียงใหญ่ทันที แล้วเข้าสูห้วงแห่งนิทรา

ทางด้านของอัศวินหลังจากที่ได้เดินออกมาจากห้องหอของตนแล้ว เขาก็ตรงมายังลานจอดรถด้านล่างทันทีเพื่อที่จะไปหาใครบ้างคน พลางเมื่อเดินมาถึงยังจุดหมายด้วยอาการที่โกธรที่ยังคงค้างคาอยู่ มือหนาล้วงลงไปยังกระเป๋ากางเกงสแล็คสีดำของตน เพื่อล้วงเอาโทรศัพท์มือถือราคาแพงออกมาเพื่อโทรหาใครบางคน

ณ  ติณภพคลับคลับชื่อดังในยานกรุงเทพแห่งหนึ่ง

ในเวลานี้เป็นเวลายี่สิบสามนาฬิกาสามสิบนาที่ ซึ่งเป็นเวลาที่นักท่องราตรีทุกคนต่างสนุก พากันโยกย้ายส่ายสะโพกกันอย่างสนุกสนาน รวมถึงติณภพ   วรางคณา หรือ ภพ แต่เขากลับนั่งอยู่ที่บาร์ของเคาน์เตอร์ดื่มน้ำสีอำพันแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆบริเวณคลับของตน ชายหนุ่มเจ้าของคลับแห่งนี้ ทั้งยังเป็นเพื่อนสนิทของอัศวิน ตั้งแต่ทั้งสองยังเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ

‘ติ้ด ติ้ด ติ้ด’ เสียงของริงโทนโทรศัพท์มือถือเครื่องแพงดังขึ้นขัดเวลาแห่งความสุขของตนยิ่งนัก

“ฮัลโหล”เมื่อมองไปยังปลายสายที่โทรมาก็กดรับทันที

“ว่าไงว่ะ ไอวิน หายไปนานเลยนะ แล้วคิดไงโทรมาว่ะเนี่ย” เมื่อกดรับยังปลายสายที่โทรมาได้ก็ชักถามทันที

ทางด้านของอัศวินเมื่อเห็นเพื่อนของตนรับโทรศัพท์ของตนแล้วก็ต้องชะงัก เมื่อฝ่ายนั้นถามทันทีที่รับสายตน

“เอ่อ ก็ดีว่ะ แล้วนี้อยู่ไหนเดี่ยวไปหา” ตอบเป็นเชิงปัดๆแล้วเปลี่ยนไปเรื่องอื่น

“อยู่ที่คลับเนี่ยแหละว่ะ อ้ออีกเรื่องนึงกูขอถามอะไรมึงเรื่องนึงหน่อยนะโว้ย กูว่าวันนี้มึงแต่งงานไม่ใช่หรอว่ะ เขาเข้าห้องหอกันนะโว้ยไม่ได้เข้าคลับ”ติณภพเอ่ยถามอัศวินด้วยข้อข้องใจ เพราะเขาได้ไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้กับอัศวิน แทนอัครินที่ติดงานอยู่ต่างประเทศ แล้วใยเพื่อนรักของตนถึงจะมายังคลับของตน

อัศวินเงียบไปสักพักกับคำถามของเพื่อนที่ตั้งมาถามตน ก่อนจะตอบอย่างปัดๆไปเพื่อให้มันผ่านไปเองเพียงเท่านี้

“เออน่า มึงอย่าถามมากไปหน่อยเลยไอภพ กูจะทำอะไรก็เรื่องของกูเว้ย” อัศวินออกน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจออกมาแต่ไม่มากนัก

“เออแล้วแต่มึงเหอะ จะทำอะไรก็นึกถึงคนอื่นด้วยนะเว้ยไอวิน กูรู้ว่าที่มึงยอมแต่งงานครั้งนี้เพราะอะไร”

ติณภพพูดพยายามดึงสติเพื่อนของตนกลับมา เขาไม่อยากให้อัศวินทำในสิ่งที่ตนกำลังคิด

อัศวินเงียบเลือกที่จะไม่ตอบแล้วตัดสายของติณภพทิ้งทันที สาวเท้าหนาเข้าไปยังรถหรูแล้วมุ่งหน้าไปยังจุดหมายทันที

เมื่อมาถึงยังคลับของติณภพ ร่างหนาก็เดินเข้าไปข้างในทันที โดยไม่ทันมองสายตาของใครบางคนที่มองมายังร่างของตน

อัศวินเห็นติณภพนั่งอยู่เคาน์เตอร์บาร์จึงสาวเท้าเข้าไปหาทันที

“ไงล่ะมึง เพิ่งเข้าเรือนหอแท้ๆ แต่กลับมานั่งอยู่ในคลับเนี่ยนะ มันใช่ไมว่ะ” ติณภพเปิดฉากถามผู้มาใหม่ทันที

“อย่าถามมากกุไม่อยากตอบโว้ย แล้วอย่าเอาเรื่องพวกนี้มาพูดให้กูได้ยินกูไม่อยากฟัง” อัศวินบอกกับติณภพว่าเขาไม่ต้องการที่จะรับรู้เรื่องพวกนี้

พูดเสร็จก็จัดการจับแก้วที่มีน้ำสีอำพันเข้าปากหนาทันที เขาดื่มเหมือนน้ำเปล่าอย่างกับอะไรดี

ทุกการกระทำของทั้งสองอยู่ในสายตาของใครคนนึงก่อนจะเดินตรงเข้ามายังทั้งสอง

“สวัสดีค่ะพี่วิน พี่ภพ”เสียงหวานของหญิงสาวทางด้านหลังของทั้งสองทำให้ต้องเหลี่ยวหลังมาพร้อมกัน

“อ้าวน้องสา สวัสดีครับ”ติณภพกล่าวทักทายหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังของตน ส่วนอัศวินเพียงแต่ยิ้มแล้วพยักหน้าตอบรับการไหว้ของน้องสาวอดีตคนรักของตน

“เอ่อ พี่วินคะ” หญิงสาวร่างบางด้านหลังเรียกชื่อของอัศวิน เพื่อต้องการให้เจ้าตัวหันมา

“ฮืม ว่าไงครับน้องสามีอะไรกับพี่รึเปล่า”อัศวินถามหญิงสาวผู้มาเยือนเสียงนุ่ม เขาเอ็นดูวรนิสาไม่ต่างจากอัครินน้องชายของตนเพราะวรนิสาก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นน้องสาวของอดีตคนรักของเขา

“เอ่อ...คือว่า สาขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้ไปงานแต่งของพี่วิน”น้ำเสียงบ่งบอกว่ากล้าๆกลัวๆ แต่ทว่าภายในใจกลับสะใจขึ้นมาซะงั้น

เธอรู้ว่าการที่ถามออกไปเช่นนั้นมันจะเป็นคำถามที่ทิ่มแทงหัวใจชายหนุ่มยิ่งนัก

เมื่อได้ยินคำพูดของน้องสาวของอดีตคนรักแล้วถึงกับบีบแก้วน้ำสีอำพันที่อยู่ในมือ เพื่อข่มอาการไว้

“ไม่เป็นไรหรอกสา งานแต่งพี่ก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย”พยายามปรับสภาพเสียงให้เป็นปกติที่สุด แต่มือหนาก็ยังไม่วายที่จะบีบแก้วน้ำสีอำพันในมือ

แต่เมื่อได้ตอบคำถามของวรนิสาเสร็จก็จัดการนำน้ำสีอำพันเข้าปากหนาทันที เขากระดกมันราวกับเป็นน้ำเปล่า เมื่อน้ำในมือหมดก็สั่งเติมใหม่

การดื่มน้ำสีพันของเขา ไม่มีสีหน้าบ่งบอกว่ามันคือน้ำที่มีฤทธิ์ของแอลกอฮอล์สูง

พลางในใจก็นึกเจ็บ เจ็บทุกยาม เจ็บทุกขณะ ในใจได้แต่ร้องโหยหาคนรัก สุดท้ายแล้วที่พึ่งของเขาก็คงไม่พ้น น้ำสีอำพันที่อยู่ในมือ

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน การสังสรรค์ของอัศวินพร้อมกับติณภพและวรนิสาก็ยังไม่เลิกรา ถึงแม้คลับแห่งนี้จะปิดเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงแล้วก็ตาม จนในที่สุดล่วงเลยเวลามาถึงตีสามสี่สิบห้า ทุกคนต่างแยกย้าย แต่มีเพียงแต่อัศวินที่วันนี้เขาจัดหนักมากไปนิด จึงไม่มีแรงที่จะขับรถของตนกลับไปยังบ้าน

ติณภพจึงอาสาไปส่งเพื่อนรักของตน พร้อมกับมีวรนิสาพ่วงติดรถหรูไปด้วย ติณภพเป็นผู้ขับ ส่วนอัศวินและวรนิสา ได้นั่งอยู่ทางเบะหลังของตัวรถ

ตลอดระยะเส้นทางการเคลื่อนรถหรู มีเพียงแต่เสียงของอัศวินที่พร่ำเพ้อถึงคนรักตลอดเวลา ส่วนวรนิสามีเพียงสีหน้าที่ไม่พอใจในสิ่งที่ตนได้ยินพร้อมกับกำมือเรียวแน่น

“วิ คุณอยู่ไหนครับ กลับมาหาผมได้ไม

ติณภพได้แต่เพียงส่ายหน้ากับสิ่งที่เขาได้ยิน ทำไมเขาถึงไม่เลิกที่จะจมอยู่กับอดีตแล้วเริ่มชีวิตใหม่เพื่ออะไรที่มันเลวร้ายอาจจะดีขึ้นก็ได้ ติณภพครุ่นคิดกับตนเองอยู่ภายในใจแล้วมุ่งหน้าไปยังจุดหมายทันที

‘กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง’

เสียงกดกริ่งหน้าบ้านหลังใหญ่ของอัศวินคงเป็นฝีมือของใครไม่ได้นอกจาก ติณภพ

เสียงกริ่งจากหน้าบ้านของตน ทำให้เขมมิกาที่กำลังหลับ ต้องสะดุ้งครุ่นคิดเพียงชั่วครู่แล้วจึงเดินไปยังต้นเสียงทันที

แต่เมื่อพบบุคคลที่ยืนอยู่หน้าประตูก็ต้องสงสัย ว่าเหตุใดเขาถึงมาที่นี้

“เอ่อสวัสดีคะ คุณติณภพมาทำอะไรที่นี้หนรอคะ ถ้าจะมาหาคุณวิน คุณวินเขาไม่อยู่หรอกคะ”เมื่อพบคนหน้าบ้านก็จัดเตรียมเปิดประตูให้ชายหนุ่มได้เข้ามาภายในบ้านหลังใหญ่

เธอพูดไปตามจริง เธอไม่รู้ว่าสามีของเธอไปอยู่ที่ไหน อยู่กับใครในเวลานี้ เธอไม่รู้อะไรที่เกี่ยวกับตัวเขาเลย นอกจากสิ่งที่อัศวินนั้นปรารถนาคือการแก้แค้นต่อตัวเธอเองเพียงเท่านั้น คือสิ่งที่เธอมั่นใจได้ว่ามันคือสิ่งที่เขาต้องการที่สุดในเวลานี้

“อ้อ ผมไม่ได้มาหาไอวินมันหรอกครับ ผมมาส่งมันน่ะครับ” ติณภพบอกกับเขมมิกาที่ตอนนี้ยืนทำหน้างงกับสิ่งที่เขาได้บอก

“มาส่งหรอคะ???”ถามอย่างงุนงงอีกครั้ง

“ใช่ครับ ว่าแต่ผมไปเอาไอวินลงจากรถก่อนนะครับ ขืนถ้าเราคุยกันนานกว่านี้เจ้าตัวคงตื่นแล้วมาโวยวายแน่ๆ”

พูดจบก็เดินไปยังร่างหนาของเพื่อนรักที่ตอนนี้มาหลับอย่างไม่รู้เรื่อง   ตลอดระยะการพูดคุยของเขมมิกากับติณภพได้อยู่ในสายตาของใครบางคนตลอดเวลา เธอได้เพียงแค่แสยะยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะหุบลงเมื่อเห็นติรภพเดินมาทางตน

"คุณเขมครับ ผมขอแรงช่วยหน่อยนะครับ ไอวินนี่มันตัวหนักมากจริงๆ” ตะโกนเรียกคนด้านหลัง

“ค่ะ”เมื่อได้ยินเสียงเรียกของติณภพก็สาวเรียวเท้าบางเท้าไปทันที

แต่เมื่อเดินมายังจุดที่ชายหนุ่มอยู่ ก็ถึงกับสั่นเมื่อภาพที่เห็นคืออัศวินกำลังนอนอยู่บนตักของหญิงสาวร่างบางอีกคน ซึ่งตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าเธอคนนั้นคือใคร

“พี่ภพคะ เร็วๆหน่อยเถอะนะคะ สาหนักแล้วคะ พี่วินตัวไม่ใช่เล็กๆนะคะ”เธอพูดกับติณภพ แต่สายตากับถูกส่งไปยังเขมมิกาที่ยืนอยู่ข้างๆกันกับติณภพ

เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบเข้าไปนำอัศวินออกจากหญิงสาว แล้วพาขึ้นไปยังห้องนอนของชายหนุ่มทันทีโดยมีเขมมิกาคอยช่วยประคองร่างหนาอยู่ข้างๆ พร้อมทั้งวรนิสาที่คอยเดินมาห่างๆ

‘ตุ้บ’

เสียงร่างหนาของอัศวินที่ถูกเหวี่ยงลงกับเตียงกว้างจนเกิดเสียงเล็กน้อย

“โอ้ย ตัวหนักจังว่ะไอวิน กินก็ไม่รู้จักพอประมาณ ลำบากเพื่อนจริงๆเลย”ติณภพบ่นอัศวิน แต่คนฟังอย่างเขมมิกาถึงกับต้องกลั้นขำ กับสิ่งที่ชายหนุ่มบ่นเพื่อนรัก ก่อนติณภพจะหันมาทางหญิงสาวทั้งสองที่ยืนอยู่ไม่ห่าง

“อ้อ ลืมเลย นี่น้องสาครับ เป็นน้องสาวของวิครับ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าของเขมมิกาที่กลั้นขำในคราแรกหุบลงอย่างช้าๆ

เธอไม่คิดว่าเธอจะได้พบกับน้องสาวของคนที่เธอเป็นต้นเหตุให้หญิงสาวผู้นั้นต้องจากไป หญิงสาวผู้นี้ชั่งมีหน้าตาละหม้ายคล้ายกับวิชุดายิ่งนักแต่มีความต่างกันที่เธอมีใบหน้าที่คม  ซึ่งต่างจากวิชุดาหญิงสาวผู้นั้นมีใบหน้าที่หวานราวกับถูกเหล่านางฟ้านางสวรรค์ค่อยๆบรรจงติดต่อขึ้นมา

“สวัสดีคะ คุณเขมมิกา”วรนิสาเป็นฝ่ายทักทายเขมมิกาก่อน ก่อนจะเอื้อมมือไปข้างหน้ากล่าวจะทักทาย

“อ่ะ...เอ่อสวัสดีคะ คุณสา” นำพามือบางไปทักทายผู้ยื่นมือมาแต่คราแรก

“ยินดีที่ได้รูจักนะคะ” วรนิสาเอ่ยขึ้นพร้อมกับยิ้มที่มุมปากให้กับเขมมิกาเล็กน้อย ก่อนจะหุบลงด้วยท่าที ที่เย็นชา

“ค่ะ” กล่าวสั้นๆแต่ได้ใจความพร้อมกับยิ้มตอบไปยังวรนิสา

“นี่ก็ดึกแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับคุณเขม ฝากไอวินด้วยนะครับ” ติณภพบอกกับเขมมิกาที่กำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด

“ค่ะ” คำตอบสั้นๆเช่นเดิม ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มและหญิงสาวจะออกไปจากห้อง แล้วตรงไปยังรถหรูที่จอดอยู่ด้านล่าง

“ไงล่ะ เราจะให้พี่ไปส่งที่ไหน” ติณภพถามวรนิสาที่นั่งอยู่ข้างตนในรถคันหรู

“ไปที่คอนโดก็แล้วกันคะ” วรนิสาต้องการให้เขาไปส่งเธอที่คอนโดมากกว่าบ้านของตนเพราะเธอเองก็ยังคงรับไม่ได้กับสิ่งที่สูญเสีย ถึงแม้ว่าภายในใจต้องการชายคนรักของพี่สาวตัวเองก็ตามที

เขมมิกาจัดการเตรียมน้ำใส่ภายในกะละมังไปเล็ก พร้อมกับผ้าเช็คหน้าผืนน้อยที่อยู่ภายในกะละมัง เดินมายังร่างหนาที่นอนอย่างไรสติอยู่บนตียงกว้าง

มือบางน้อยค่อยๆไล่เลี่ย ไปตามใบหน้าคมของอัศวิน มีอาการสั่นเทาเล็กน้อยในยามที่เอื้อมมือบางน้อยไปแตะที่ใบหน้าหนา แต่ในยามที่เขาหลับเช่นนี้เหตุใด ใบหน้าที่ดูดุและแข็งกร้าวกับดูอ่อนนุ่มราวกับเขาคืออีกคนที่มีจิตใจที่อบอุ่นมิใช่น้อย

อาการสั่นเทาของเขมมิกาในคราแรกได้หายไปในทันที ยามที่มองร่างหนาหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงกว้าง ในยามนี้เขากลับไร้พิษสงยิงนัก แต่ในยามที่ตื่นก็คงกลับไปเป็นซาตานร้ายเช่นเคย

“เฮ้อ” เสียงการถอดหายใจออกของเขมมิกาดังอยู่หลายรอบ มือบางค่อยๆบรรจงเช็ดใบหน้าคมอย่างระวัง ก่อนที่จะมีมือหนาโอบร่างบางเข้าไปในอ้อมกอด

“อ๊ะ คุณวินปล่อยนะคะ”เธอร้องออกมาอย่างตกใจกับสิ่งที่อัศวินทำ แต่เธอก็ดีใจ ที่มีโอกาสเพียงสักครั้ง ที่ได้อยู่ในอ้อมกอดของอัศวิน

“วิ คุณกลับมาหาผมแล้วใช่ไมครับ ผมคิดถึงคุณจัง”แม้ในยามหลับยังละเมอเพ้อถึงคนรักเก่า ทำให้คนที่แอบหลงดีใจว่าเพียงซักครั้งเธอก็ได้อยู่ในอ้อมกอดของเขา ต้องผิดหวังภายในใจแต่ข่มเก็บความรู้สึกเหล่านี้เอาไว้

แล้วแกะมือหนาออกจากร่างกายของตน แต่เขากับไม่ยอมที่จะปล่อยแถมยังเพิ่มแรงอนุภาพแห่งความโหยหามากยิ่งขึ้น   การที่เธอพยายามก้าวถอยออก กลับทำให้อัศวินมีความต้องการที่จะโอบรัดอ้อมกอดนี้มากยิ่งขึ้นเป็นเท่าตัว เขาคิดถึงคิดถึงเธอเหลือเกิน

“วิคุณจะไปไหน อย่าไปนะครับ วิ”ยังคงร้องหาคนรักเก่าอย่างวิชุดา สายตาคมก็ยังหลับพริ้ม ไม่ยอมที่จะเปิดออกมารับความจริงที่เผชิญอยู่

“คุณวินค่ะ เขมนะคะ เขมไม่ใช่คุณวิ ปล่อยเถอะคะ” เมื่อเห็นอัศวินยังไม่ปล่อยจึงร้องบอก แต่กลับไร้ผลเช่นเดิม เขาไม่รับรู้สิ่งใดในตอนนี้

“ไม่!!! วิผมจะไม่ปล่อยให้คุณไปไหน ผมไม่มีวันปล่อยคุณไปแน่วิ อยู่กับผมเถอะนะครับ ผมเฝ้ารอแต่คุณ”

คราแรกแข็งกร้าว แต่ท่อนหลังนั้นมันชั่งอ่อนโยนพูดพร้อมกับระบายรอยยิ้มสร้างจินตนาการในสมอง เขาคิดถึงเธอแทบจะขาดใจ

ไม่มีเวลาไหนที่ไม่คิดถึงเธอเลยแม้ยามที่หลับตาลงภาพแห่งความทรงจำก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเมื่อพูดได้เช่นนั้น ก็จับร่างบางให้ล้มลงกับเตียงกว้างพร้อมกับนำร่างหนาของตนทาบทับตามลงไปทันที

ไม่มีโอกาสให้เขมมิกาตัวแทนของคนรักเก่าในเวลานี้ได้กระดิกตัวหรือขัดขืนเลยสักนิด แม้ที่จะลืมตาตื่นเขาก็ยังไม่พร้อมที่จะทำมัน

“ปล่อยค่ะคุณวิน เขมไม่ใช่คุณวินะคะ”ได้เพียงบอก แต่คำพูดเหล่านี้ราวกับว่ามันจะไม่เข้าไปในโสตประสาทของอัศวินเลย แม้แต่ซักนิดเดียวก็ไม่มีที่จะอยู่ในสมอง

“ไม่ครับวิ ผมจะไม่ปล่อยคุณไปไหน ได้โปรดอยู่กับผมนะครับ” พูดจบ ปากหนาเข้าจุมพิตบทจูบพิศวาสกับปากบางของเขมมิกาทันที ด้วยความปรารถนาที่มีมาก

เขาจึงพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เธอจากไป เขาไม่มีวันยอมที่จะปล่อยให้เธอไปไหนแน่ เขาไม่มีวนยอมให้ใครมาพรากเธอไปจากอ้อมกอดเขาอีกแล้ว ไม่มีวัน!!!

การประกบกับเรียวปากบาง มันชั่งมีความอ่อนละมุนยิ่งนัก รสจุมพิตที่แสนพิศวาสเป็นราวกับน้ำผึ้งหยดน้อยๆที่เริ่มเลียมเลียเข้าสู่กายสาว เป็นการจุมพิตที่ปากบางที่เนิ่นนาน นานจนเขมมิกาแทบจะหาอาการหายใจไม่ได้ หากแต่การจูบในคราแรกของเธอมันชั่งเนิ่นนาน

อาการเริ่มหาย ปากน้อยเริ่มต่อต้าน เมื่อรู้สึกถึงอาการของคนใต้ร่างจึงรีบละออกจากปากบางทันที เมื่อได้รับอิสระจากอัศวิน  เขมมิกาพยายามที่จะสูดอาการเข้าปอดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมบอกกับอัศวิน

“คุณวินค่ะ ตั้งสตินะคะ เขมไม่ใช่คุณวิ เขมไม่ใช่คุณวิค่ะปล่อยนะคะ” เขมมิกาพยายามเรียกสติของอัศวินกลับมา แต่เสียงหวานไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มตื่นออกมจากภวังค์ที่กำลังโหยหาคนรักเลย

แต่กลับทำให้มันยิ่งเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น “ไม่!!!ไม่ปล่อย”อัศวินเสียงกร้าว เขายังไม่พร้อมที่จะปล่อยเธอไปจริงๆ

แล้วตามด้วยการจุมพิตหนักที่ปากบางอีกครั้งแต่ครั้งนี้มันกับไร้ความอ่อนโยนเหมือนคราแรก มีเพียงแต่ความหนักหน่วงของรสจูบพิศวาสเข้ามาแทนที มือบางของเขมมิกาผลักไสร่างหนาที่กำลังลุกล้ำเรียวปากบาง

“อื้อ อ่อยเอ๋มอ่ะ”ปากบางร้องประท้วงเสียงร้องดังอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์ แถมยังไม่ส่งผลไปยังร่างหนา มือบางผลักร่างของอัศวินให้ออกห่าง ในเวลานี้เธอไม่พร้อมจริงๆที่ต้องเป็นตัวแทนของใครอีกคน

ความรู้สึกนี้มันเจ็บปวดแต่ก็ต้องข่มมันไว้ เขาจะรู้บ้างมั้ยว่าสิ่งที่เขาทำเสมือนมีมีดปลายแหลมนับร้อยที่กำลังพุ่งเข้ามายังกายของเธอ ยามนี้เขาจะรู้บ้างมั้ยว่าเธอก็เจ็บปวดไปไม่น้อยกว่าเขาเลย

เขาจะรับรู้บ้างมั้ยว่าการต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมานมันเป็นเช่นไร การอยู่อย่างที่คิดว่าตนเองเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนั้นเป็นเช่นไร หากทว่าเขาต้องการชีวิตของเธอ

เธอก็พร้อมที่จะมอบให้ แต่ทว่ามันคงไม่ใช่เวลานี้ เธอยังไม่พร้อมจริงๆกับสิ่งที่ต้องเผชิญ แต่เมื่อถึงเวลานั้นจริงๆเธอก็พร้อมที่จะเอาชีวิตของเธอเข้าแลก

ถ้ามันจะทำให้ในสิ่งที่เธอกำลังเผชิญอยู่จางหายหรือลดน้อยลง ถึงแม้มันจะไม่สามารถนำสิ่งที่สูญเสียกลับมาได้ก็ตามที เธอพร้อมที่จะปล่อยให้ชีวิตของเธอหายไปเมื่อถึงเวลา

เมื่อตื่นขึ้นจากภวังค์เขมมิการวบรวมกำลังกายเฮือกสุดท้ายแล้วผลักร่างหนาให้ออกห่าง ตามที่เธอได้คิดเธอไม่พร้อมจริงๆที่ต้องเป็นตัวแทนของใครอีกคน

‘ผลัก’

เป็นผลสำเร็จเมื่อเธอผลักให้เขาห่างออกจากกาย ร่างหนาของอัศวินถูกผลักให้ไปนอนอยู่ข้างกายของเขมมิกาบนเตียงกว้าง เมื่อร่างหนาพ้นออกจากกาย เขมมิกาก็รีบเด้งตัวออกจากอัศวินแล้วสาวเท้าบางลงมายืนข้างเตียงทันที

“วิอย่าไป วิครับอย่าไปจากผม โปรดกลับมานะครับ อย่าไป”ยังคงคิดถึงเพียงวิชุดา มือหนาเอื้อมไปข้างหน้าควานหาคนรัก เธอคือคนที่เขามอบหัวใจให้ไปเพียงผู้เดียวเท่านั้น

ดวงใจหนาของอัศวินไม่มีที่พอไว้ให้สำหรับ         ใครอีกแล้ว...นอกจากเธอ... วิชุดา หญิงสาวที่เขารักสุดหัวใจ มือหนาของอัศวินค่อยๆลดลง เสียงที่แผดร้องเริ่มเงียบหาย ก่อนที่เขาจะกลับเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง

คนที่ยืนอยู่ข้างเตียงถึงกับต้องนำมือมาปิดปาก มันคงยากที่จะกลั้นเอาไว้ แล้วสุดท้ายก็ต้องปล่อยมันออกมา มีเพียงแค่หยาดน้ำใสที่เอ่อล้นอยู่บริเวณขอบตาสวย

เธอไม่สามารถที่จะปล่อยเสียงสะอื้นออกมาได้เพราะมันเจ็บเกินไป เจ็บจนไม่สามารถเอ่ยอะไรออกมาได้อีก ขาเรียวของเธอเริ่มอ่อนแรงแทบล้มลงแต่ก็ต้องยืนหยัดขึ้น

ยามนี้เธอต้องเข้มแข็ง หากเธออ่อนแอแม้เพียงนิด เธอก็คงจะยิ่งเจ็บกว่าเดิม หากเพียงแค่วันนี้ เธอรับรู้แล้วอัศวินยังคิดที่จะไม่ลืมรักครั้งเก่าอย่าง วิชุดา

เขมมิกาสาวเท้าออกห่างจากเตียงกว้าง และมือบางของเธอก็ยังคงกุบอยู่ที่ปากเพื่อเก็บเสียงสะอื้น เธอไม่อยากที่จะให้อีกฝ่ายได้ยินมัน

เธอยังอยากจะให้เขาอยู่ในภวังค์แห่งความโหยหาของเขาต่อไปไม่อยากที่จะเข้าไปทำลายความหวังของเขาเพียงแค่เห็นชายหนุ่มมีความสุขในยามนี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอ

ถึงแม้ในยามที่เขาตื่นจะกลับมาเป็นซาตานร้ายก็ตาม เขมมิกาเลือกที่จะเดินตรงมายังโซฟาหรูที่อยู่ไม่ห่างจากเตียงที่อัศวินนอนมากนักร่างบางค่อยๆหย่นกายลงโซฟาหรูเธอเลือกที่จะไม่นอนเตียงเดียวกับอัศวินเพราะตัวเธอเองรู้ดีว่า...ไม่มีสิทธิ์

เขมมิกาเลือกที่จะพยายามจะข่มตาหลับ ถึงแม้ว่ามันจะต้องเจ็บปวดทุกครั้งก็ตาม เวลานี้เธอพร้อมแล้วที่ต้องเผชิญกับความเป็นจริง ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นกับตัวเธอ เธอก็พร้อมที่จะรับมันไว้แต่เพียงผู้เดียว  เธอไม่ต้องการให้ใครเจ็บปวดเพราะเธออีกแล้ว...

และความจริงเรื่องสุดท้ายที่ไม่อาจจะมีใครมาเปลี่ยนแปลงหรือเอื้อมมือไปถึงมันคือ...เขาและเธอก็ยังคงห่างไกล... กัน...เหลือเกิน



ไรท์จัดการรวมตอนเข้าด้วยกันนะคะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น