facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 5 คลื่นชีวิต

ชื่อตอน : บทที่ 5 คลื่นชีวิต

คำค้น : Path of love (เส้นทางแห่งรัก) #คิมหันต์นาวี

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 39

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2563 13:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 คลื่นชีวิต
แบบอักษร

บทที่ 5 

คลื่นชีวิต 

. 

. 

. 

#คิมหันต์ 

กริ้งๆ…นาวา 

“เห็นโทรมาหลายสายแล้ว ปลายสายคงเป็นห่วงมึง กูขอรับแทนให้นะ”  

“ฮัลโหลนาวี เป็นอะไรมากไหม อาการเป็นยังไงบอกพี่มาสิ” น้ำเสียงปลายสายรีบพูดด้วยความร้อนใจ 

“นาวีอาการดีขึ้นแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมจะไม่ให้เขาเป็นอะไรเด็ดขาด”  

“มึงเป็นใคร แล้วมารับสายแทนน้องกูได้ไง…กูขอสายน้องกู!” น้ำเสียงตกใจพลันจะคุยกับไอ้นาวีให้ได้ลูกเดียว 

“พี่มึงจะคุยด้วย…” ผมยื่นโทรศัพท์ในไอ้นาวีที่หน้ามึนสะลึมสะลือ 

. 

. 

#นาวี 

“ว่าไงพี่ ผมดีขึ้นแล้ว…” 

“แล้วผู้ชายที่ไหนมารับสายแทนมึง” น้ำเสียงตะคอกดุไม่พอใจผม 

“เขาชื่อ คิมหันต์ เป็นเพื่อนข้างบ้านที่อ่างทอง ไม่ต้องกังวลไป เขาเป็นคนดี ผมมึนหัวขอไปนอนพักก่อนนะพี่ แค่นี้แหละ…” ขณะที่ผมว่างสายคิมหันต์พูดแทรกถาม “ยังมึนหัวอยู่หรอ?” …และอีกหลายคำถามที่ไม่เว้นช่องว่างให้ผมได้ตอบเขา 

“อาการเป็นยังไงตอนนี้?” 

“คลืนไส้” 

“ปวดหัว” 

“เวียนหัว” 

“หิวไหมหรือ…” 

“ใจเย็นๆนะ…ตอบไม่ทัน ขนาดพี่กูเรียนหมอยังไม่ถามขนาดนี้เลย! ตอนนี้แค่อยากไปนอน หมดคำถามแล้วนะ?” 

“ก็กูเป็นห่ว…ง” เขาดุผมขึ้น แต่ก็หยุดชะงัก ก่อนจะเปลี่ยนคำตอบ “ก็ถ้ามึงเป็นอะไรขึ้นมา และนักข่าวมาเห็นหรือมีคนเอาไปพูดไม่ดีโรงแรมเพื่อนกูก็เสียชื่อเสียงกันพอดี!” 

“อ่า! ยังไงก็ขอบใจนะที่เข้ามาช่วย ขอตัวนะมึง” ผมที่ฝืนร่างกายจะลุกเข้าไปในโรงแรม แต่ก็ต้องเสียหลักเมื่อจู่ๆหน้าก็มืด 

“ไม่ไหวแน่ ถ้ามึงไปคนเดียวด้วยสภาพนี้…” สิ้นเสียงแข็งๆของคิมหันต์ ภาพเบื้องหน้าของผมก็ตัด 

. 

. 

#นาวา 

“อยู่ๆก็ตัดสายใส่ ไอ้น้องบ้า! เพื่อนบ้านหรอ ใครว่ะ เรามีเพื่อนบ้านชื่อนี้ด้วย?” หลังจากว่างสายผมก็ยืนนึกอยู่เป็นวังเป็นเวร 

“ไปนั่งเรือกัน!” น้ำเสียงออกคำสั่งมากกว่าคำถามที่ต้องการคำตอบดังขึ้นจากด้านหลังผม พลันมือหน้าใหญ่เข้ามาจับที่แขนของผมอย่างไม่ทันตั้งตัว 

“ไม่ไป” ผมหันไปตอบไอ้ธาราที่แก้มแดงก่ำจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่กินเข้าไป 

 “จะเดินไปเองหรือให้กูอุ้ม” มันกดน้ำเสียงสั่งย้ำผมอีกครั้ง 

“ห๊ะ…มึงจะบ้าหรอ กูไม่ตลกด้วยนะ?” ผมสบถใส่มันกับคำพูดบ้าๆของมัน 

“พูดมากว่ะ จะเอาแบบนี้ใช่ไหม ได้…” ไอ้ธาราที่ท่าทีหงุดหงิดอารมณ์ร้อน จับผมที่ร่างเล็กกว่าอุ้มขึ้นบ่ามัน 

“เห้ย! ปล่อย ปล่อยกู” ผมที่ตกก็พยายามดิ้นตัวและส่งเสียงร้อง แต่มันเหมือนยิ่งสะใจ มันกอดรัดผมแน่นขึ้น 

 

“พี่เอกไปเตรียมเรือ!”  

“แต่คุณท่านบอกว่าให้อยู่แต่ภายในงานนะครับคุณหนู” 

“อย่าขัดใจผมพี่เอก ผมบอกให้ไปเตรียมเรือ” 

“ครับ…” พี่เอกถึงจะชอบห้ามผมในทุกเรื่องที่เห็นว่าไม่เพราะสม แต่ถ้าคนอย่างผมต้องการ พี่เขาก็ยอมทำตามผมเสมอ 

“ปาร์ตี้กันไปก่อนนะพวกมึง กูขอพาไอ้หน้าจืดนี่ไปสอนสั่งสักหน่อย” มันตะโกนขึ้นกลางห้องโถงกว้าง 

“ยังไงก็เบาๆมือนะมึง หิ้วๆๆๆ” แขกเหรื่อในงานไม่มีการห้ามปราม แต่กลับยุยงและพากันส่งเสียงร้องดีใจกับการกระทำของไอ้ธารา 

 

…มันอุ้มผมลงมาจากลิฟท์โดยไม่แคร์ต่อสายตาผู้คนที่เข้ามาใช้บริการภายในโรงแรม จนมันปล่อยตัวผมลงที่เรือยอร์ชขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่หรูหรา  

 

“มึงพากูมาทำไม?” เมื่อเรือที่ขับโดยพี่เอกเริ่มเคลื่อนที ผมก็ได้ถามมันด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ต้องเอามือกุมขมับเมื่อได้ยินคำตอบของมัน 

“ไม่รู้”  

“โว้ยยยยยยย ไม่ กูไม่อยากต่อยมึงตอนนี้! ขอตัว…” ผมเดินหนีมันมายืนสงบสติด้านหัวเรือ 

 

“เป็นไรว่ะ สะดีดสะดิ้ง มึงแม่งทำตัวเหมือนผู้หญิงเลย” 

“มึงว่าไงนะ!!” ผมหันไปถามย้ำ อย่างโกรธๆ 

“ฮ่าๆ แกล้งมึงก็สนุกดีว่ะ…กูเบื่อ มึงไม่คิดว่าคนในงานแม่งน่าเบื่อหรอ มีแค่พวกเห็นแก่เงินและบารมีพ่อกูทั้งนั้นแหละ” มันขำ พลางเดินถือแก้วแชมเปญมายืนจิบที่ราวกั้นกันตกหัวเรือ 

“กูนึกว่ามึงจะถูกใจเสียอีก” 

“…” มันไม่พูดตอบโต้ผม แต่เลือกที่จะเปลี่ยนประโยคสนทนา 

“กูแอบได้ยินพ่อกูกับพ่อมึงเขาคุยโทรศัพท์กัน เหมือนเขาจะอยากให้กูอยู่ใกล้ๆมึงมั้ง…”  

 

…เมื่อเรือดับเครื่องลง ผมมองไปบริเวณรอบก็เห็นไรตึกโรงแรมตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่รำไร ก่อนที่แรงลมจากคลื่นทะเลที่ซัดเข้ามา จะทำกระดุมที่ติดอยู่เสื้อเชิ้ตสีขาวบางๆของมันค่อยๆเผย่อออก ทำให้ผมเห็นรอยสักสีดำเข้มบนเนื้อขาวๆของมัน… 

 

“ไม่เข้าใจ” ผมถาม 

“กูได้ยินมาแค่นี้ มึงก็ลองไปถามพ่อมึงสิ!” ป๊าคิดจะทำอะไรของเขา มิหน่าถึงได้อยากให้เรามานักไอ้งานเลี้ยงฉลองนี่ 

 

“แต่มึงคงต้องเสียใจ เพราะกูไม่ว่างดูแลเด็กน้อยอย่างมึงหรอก?” มันได้ยินผมตอบอย่างนั้นก็ยิ้มมุมราวกับว่ารู้อะไร 

“แล้วกูจะรอคำตอบ…” มันยิ้มๆก่อนจะกระดกแชมเปญที่เหลืออยู่ค้อนแก้วจนหมด 

. 

. 

#ธารา 

…ผมกำลังยืนอิ่มอกอิ่มใจกับบรรยากาศที่มีเสียงลม ท้องฟ้าปลอดโปร่งสดใส บนเรือไม่มีผู้คนพรุกพร่านให้อึดอัดใจ แต่แน่นอนว่าที่นี่คือกลางทะเล เมื่อทะเลยังมีคลื่นลม ความสงบที่ผมต้องการมันก็คงยังไม่ปรากฏขึ้น… 

 

“มึงนิ่งไว้นะ อย่าขยับ” ขณะที่ผมขยับตัวเดินลงไปเก็บแก้วแชมเปญที่ดื่มหมด น้ำเสียงทุ้มแน่น ตรึงเครียดพูดทักผมขึ้น จนผมต้องหันไปดูว่ามีอะไร 

“กูบอกว่าอย่าขยับ! มึงอยากตายหรือไง?” น้ำเสียงดุย้ำดังขึ้นเสียงดังกว่าเดิม  

 

สายตาที่มองผมด้วยความเป็นกังวล ทำผมยิ่งงงเข้าไปใหญ่ ไอ้นาวาต้องการสื่อถึงอะไร ก่อนที่สายตาเขาจะค่อยๆเคลื่อนมองลงไปที่กลางหน้าอกด้านซ้ายของผม ผมค่อยๆมองตามมันก็เห็นแสงเลเซอร์สีแดงจางๆถูกมาร์คตำแหน่งอยู่ที่กลางหัวใจผมพอดีเป๊ะ 

 

#นาวา 

“มึงคิดมากไป เราอยู่กลางทะเล ตอนนี้มันคงแค่วัดระยะความไกลจากตึกสูงที่ไหนสักแห่งบนฝั่ง ทำไรคนอย่างกูไม่ได้หรอก?” มันตอบด้วยท่าทางที่สบายใจ แต่ผมก็รู้ว่าลึกๆมันก็กลัวและตกใจอยู่ไม่น้อย 

“แล้วยังไง ถ้ามันรู้ระยะแล้ว มันก็สามารถยิงมึงได้ปะ ใครมันจะไปรู้?”  

“เอางี้ เพื่อความสบายใจของมึง กูจะตะโกนบอกพี่เอกให้ออกเรือ ถ้าเรือเคลื่อนที่ มึงรีบวิ่งลงไปหลบด้านล่างเลยนะ เข้าใจไหม?” 

“เอออ แล้วมึงล่ะ ถ้ามึงเป็นไรไปกูชดใช้ให้พ่อมึงไม่ไหวนะ…”  

“เอาตามนี้…” ความไม่ฟังใครและเอาแต่ใจตัวเองของมัน ทำผมยิ่งเป็นห่วง 

 

“พี่เอกออกเรือ!!…” เมื่อเสียงแข็งๆของมันพูดขึ้น ร่างกายก็ขยับตัวขณะตะโกนบอก แสงเลเซอร์ก็ได้หายไปจากหน้าอกของมันเช่นกัน เรืออกตัวตามคำสั่งของมัน พร้อมกับเสียงและความรู้สึกของผม ที่รู้ว่าเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังพุ่งแทรกผ่านชั้นบรรยากาศมา 

 

…สมองผมก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่ มันถูกสั่งไม่ให้ผมทำตามคำพูดของไอ้ตี๋น้อยคนนี้ ที่ยอมให้คนอย่างผมหนีไป ผมเข้าไปก่อนรัดร่างหนาๆของมันเพื่อบังสิ่งที่คิดหัวว่ามันคือ ‘ลูกกระสุน’ ที่ถูกส่งมาจากใครบางคนที่ไม่หวังดีต่อตัวไอ้หมอนี่… 

 

‘ปึก…อ๊า…’ กระสุนปืนที่พุ่งตัวมาด้วยความเร็วม่านอากาศและแรงลมจากคลื่นทะเลแหวกมาปักที่หลังด้านขวา พลันเสียงแก้วแชมเปญที่ธาราดื่มก็หลุดมือด้วยความตกใจกับการกระทำของผม ‘เพล้ง…’ 

 

“กูเคยนึกสงสัย ตอนดูหนังต่อสู้ยิงปืนกราดบ้าระห่ำว่า...เวลาพระเอก-นางเอกเขาโดนยิงระดับความเจ็บมันขนาดไหน?” 

“เห้ยยยยย มึงพูดบ้าอะไร ทำไมทำแบบนี้ กูบอกให้หลบไปไม่ใช่มารับกระสุนปืนแทนกู…” ผมยิ้มให้กับน้ำเสียงดุไม่พอใจขอมัน  

 

ก่อนที่หัวเข่าผมจะล้าจนยืนไม่ไหว ทรุดตัวลงไปกับพื้น ไอ้ธารามันก็เข้ามาประคองตัวผมไว้ พื้นเรือสุดหรูกำลังเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสดของผมที่พรั่งพรูออกมาจากบาดแผล ผมเจ็บ เจ็บจนตัวชาซาบซ่านไปทั้งร่าง เจ็บกว่าการทำทดลองแล้วน้ำยาในบีกเกอร์หกใส่มือเป็นแผล ความเจ็บปวดมันทวีคูณหลายสิบหลายร้อยเท่า เจ็บอย่างที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ 

 

…ธาราพยายามใช้มืออุดห้ามเลือดไว้ ขณะที่เรือกำลังแล่นเข้าฝั่งด้วยความเร็ว  

 

สายน้ำจากท้องทะเลก็พัดกระเซ็นละอองน้ำ พร้อมกับสายลมที่ต่างพัดเข้ามากระทบกับร่างกายผม เหมือนพวกมันกำลังปลอบผมยังไงยังงั้น  

 

เมื่อผมเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีสันสดใส หมู่ก้อนเมฆน้อยใหญ่ ก็เหมือนจะช่วยบรรเท่าให้ความเจ็บปวดเบาบางลง ก่อนที่ผมจะฝืนลืมตามองพวกมันไว้ไม่ไหว... 

 

“อย่าหลับนะมึง ใกล้ถึงฝั่งแล้วมึงอดทนไว้ก่อนนะไอ้นาวา มึงจะต้องปลอดภัย” หยดน้ำตา เสียงสั่นสะอื้นพยายามยื้อรั้งไม่ให้แยกจากกันไปไหน ภาพตรงหน้าผมมันก็เหมือนหนังที่ถูกฉายซ้ำ ‘เมื่อ 6 ปีก่อนผมก็ร้องไห้ ร้องขอ ห้ามไม่ให้พ่อแม่จากผมกับน้องไป แต่แล้วก็ไม่อาจฝืนโชคชะตาฟ้าลิขิตได้’ 

วันนี้ก็ไม่ต่างจากวันนั้นเลย…คนที่ผมไม่ชอบ และพึ่งได้รู้จักความเป็นตัวเขาภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง เราทั้งคู่ไม่เคยพูดคุยกัน ธาราเขาก็ไม่รู้จักผม  

 

แต่ตอนนี้เขาร้องไห้เสียใจและไม่อยากให้ผมจากเขาไป ทำไมล่ะ ทำไมเขาต้องร้องไห้และส่งสายคร่ำครวญร้องขอ… 

 

“มึงร้องไห้ทำไม?” ผมถาม แลผมอาจจะไม่ได้อยู่ฟังคำตอบ แต่ผมไม่เสียใจเลยที่ตัดสินใจบังกระสุนปืนให้ไอ้ธารา 

“มึงงงงงงงงง ไอ้นาวา ตื่นสิ! พี่เอกผมขอไวกว่านี้…” ผมได้เสียงร้องไห้ขี้แยเป็นเด็กๆของมัน ก่อนทุกอย่างจะมืดหายไป 

. 

. 

#นาวี 

“กูมานอนอยู่ที่นี่ได้ไง?” ชายร่างสูงใหญ่เค้าโครงหน้าแลดูมีอายุ ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดๆค่อยเช็ดตามเนื้อตัวผม 

“กูก็แค่อุ้มมึงขึ้นมา…ถามได้” คำตอบนั้นทำผมเขิน…เมื่อผมคิดภาพตาม 

“เป็นไรว่ะมึง ทำไมหน้าแดงๆ ไข้ขึ้นหรอ?”  

“เปล่า…จะทำไรอะ?” คิมหันต์ใช้ฝ่ามือใหญ่ๆของมันวางทาบลงที่กลางหน้าผากผม 

“ก็วัดไข้มึงไง…ตัวก็ไม่ร้อน แต่หน้ามึงแดงก็กินยาดักไว้ก่อนก็แล้วกัน” 

 

“แล้วนี่ห้องใคร? อย่าบอกนะว่าห้องมึง” ผมที่ตั้งสติได้อีกนิดก็ถามมันไป 

“เออออออ ตกใจไรเยอะแยะ” แต่ก็ต้องสตั้นไปอีกครั้งเมื่อมันตอบว่าห้องมัน งั้นที่ผมตอนอยู่ก็เตียงมันนะสิ พลันสมองผมมันก็คิดไปถึงไหนๆ ก่อนที่ความคิดบ้าๆในสมองมันจะหลุดออกมาเป็นคำพูด “มึงได้ทำอะไรกูเปล่าเนี่ย?” ผมที่ดึงผ้าห่มผืนหนาๆมากอดรัดที่อก 

“ทำ!…ทำก็เชี้ยและมึงป่วยอยู่นะ” ผมเกือบตกใจอีกครั้งกับมุขล้อเล่นและใบหน้าที่จริงจังของมัน 

“มึงมันโรคจิต กูก็ต้องถามก่อนเพื่อความแน่ใจ” ผมถอนหายใจออกมาได้อย่าสบายอกพลางสบถใส่มันไป 

“เห่อออ ขื่นกูทำอะไรมึงขึ้นมาจริงๆ มึงไม่มีแรงมานั่งต่อปากต่อคำกับกูอย่างนี้หรอกไอ้นาวี” คิมหันต์ถอนหายใจกลับ พลันมันจะย่องเอาหน้าหล่อๆของมันเข้ามาใกล้ผม และพูดขู่ผมขึ้น 

“ดีและที่ไม่ทำ เพราะถ้ามึงทำอะไรกูขึ้นมาจริงๆ มึงก็คงไม่มีแรงมานั่งต่อปากต่อคำกับกูอย่างนี้หรอกไอ้คิมหันต์” 

“ทำไม? มึงจะทำไร ตัวเล็กๆอย่างมึงจะมาทำอะไรกูได้…” มันถาม 

“เออ ไอ้ตัวใหญ่ ไอ้สูง ถึงกูจะทำอะไรมึงไม่ได้ แต่กูให้ลูกน้องป๊ากูทำได้!” 

“โอ๊ยยยยย คิมหันต์กลัวจังเลยครับ” ผมเป๊ะปากใส่มันกับท่าล้อเลียนแบ๊วๆแซวผม 

 

“…ว่าแต่มึงเถอะอาการเป็นไง ยังผะอืดผะอมอยู่ไหม?”  

“ไม่แล้ว โอเคขึ้นเยอะแล้ว ขอบใจนะมึง ถ้าไม่ได้ถึงกูคงแย่” ผมแหวกผ้าห่มผืนหนาๆออกจากตัว ก่อนจะลุกไปข้างนอก  

“แล้วจะลุกไปไหน?” น้ำเสียงทุ้มๆถามผม 

“ไปหาป๊า หายมานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ เขาคงเป็นห่วง ไหนจะพี่นาวาอีก” 

“ได้ๆ งั้นเดี๋ยวกูเดินไปส่ง” คิมหันต์เข้ามาเอามือประคองเอวผมไว้ 

“เดินเองได้หน่า…” 

“ปากกับร่างกายมึงโคตรจะไม่ตรงกันอะ”  

. 

. 

#ธารา 

“SOS ขอทีมเพิ่ม 2-3 คนมาที่เรือยอร์ชด้านหน้าหาดด่วน!” พี่เอกใช้วอร์ขอกำลังเสริมจากบอร์ดี้การ์ดส่วนตัวที่ป๊าจ้างมา ขณะที่จอดเรือเทียบท่า ผมช้อนอุ้มร่างนาวาที่นอนแน่นิ่งไม่ได้สติขึ้น พลันเสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยกองเลือดจากบาดแผล ก่อนที่รถฉุกเฉินและพี่ๆบอร์ดี้การ์ดมาคุ้มกัน 

เสียงไซเรนรถพยายาบาลดังลั่นไปทั่วลานกลับรถหน้าโรงแรม พลางรถที่เข้ามาใช้บริการในช่วงวันหยุดจะค่อยๆแหวกทางให้ รถรีบขับไปส่งคนเจ็บที่อาการสาหัสอย่างรวดเร็ว ผมได้แต่ใช้มือที่เปื้อนไปด้วยคาบเลือดจับมือไอ้นาวาไว้ด้วยความแน่น แลหวังลึกๆให้มันปลอดภัยดี ในขระที่รถเหล่าบรรดาธีมพี่ๆพยาบาลและคุณหมอที่ขึ้นรถมาด้วยทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนที่รถฉุกเฉินจะทำการเลี้ยวเข้าโรงพยาบาลไป เมื่อประตูเปิดออกเหล่าชาย หญิงในคาบชุดกาวน์ก็วิ่งกรูกันเข้ามานำตัวไอ้นาวาที่นอนนิ่งเข้าไปยังห้องผ่าตัด ผมได้แต่วิ่งตามไป… 

“ญาติคนไข้รอด้านนอกนะคะ” ผมทรุดลงมานั่งที่เก้ากี้หน้าห้อง เพื่อรอฟังผลการรักษา…อารมณ์ความรู้สึกของผมตอนนี้มันเหมือนกับคลื่นทะเลที่พัดนิ่งๆ และคลื่นพายุที่สูงหลายเมตร ตอนนี้ผมกังวลและกลัว กลัวว่ามันจะตาย ผมไม่น่าชะล่าใจ ดื้อกับคำสั่งป๊าที่ห้ามออกไปไหนตามรำพังเลย  

 

“มึงต้องตื่นนะ…ตื่นมาฟังคำขอโทษจากกูไอ้นาวา” 

. 

. 

………… 

ปล.ยังไม่ได้ตรวจคำผิด ต้องขอโทษนักอ่านทุกท่าน สัปดาห์นี้เราแต่งได้เพียงตอนเดียวเท่านั้น และเราจะรีบมาลงตอนใหม่ให้เร็วที่สุดน้า 🙇‍♂️ 

1 ตอน 1 คอมเมนต์ 1 ล้านกำลังใจ 

ความคิดเห็น