I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[นัดที่ 6] เริ่มแผนการ 100%

ชื่อตอน : [นัดที่ 6] เริ่มแผนการ 100%

คำค้น : ตะวันกล้า ซื่อหนาน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.5k

ความคิดเห็น : 38

ปรับปรุงล่าสุด : 26 เม.ย. 2563 01:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[นัดที่ 6] เริ่มแผนการ 100%
แบบอักษร

นัดที่ 6 

เริ่มแผนการ 

ฮ่องกง 

(ฉันรู้แล้วว่าซื่อหนานป่วยเป็นโรคอะไร!)

ฮั้นตี้ขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจที่คิมสันพูดเท่าไหร่ โรค? ซื่อหนานเป็นโรคอะไร? ชายหนุ่มนิ่งไปนิดก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าคิมสันไปสืบข่าวที่ไทยเรื่องซื่อหนาน คุณชายจากตระกูลหลง ว่าที่ผู้นำพรรคมังกรทอง สังกัดสภาหลงยิหวา และเป็นศัตรูของเขา ซึ่งอีกฝ่ายป่วยไม่สบาย และตอนนี้ก็อยู่ที่เมืองไทยเพื่อเข้ารับการรักษา...

อื้ม นึกออกแล้ว

หลังจากที่จูนข้อมูลในหัวได้คิ้วเข้มที่ขมวดเป็นปมเข้าหากันก็คลายออกทันที...

(ฮั้นตี้ แกฟังฉันอยู่หรือเปล่า!)

“ฟัง แล้วตกลงเขาเป็นโรคอะไร”

(ท้อง!)

“ฮะ? ท้อง? ท้องอะไร ท้องเสีย?....”

(ไม่ใช่โว้ย! ท้อง ท้องที่มีเด็กน่ะ...ท้องที่มีเด็ก!!) คิมสันบอกด้วยน้ำเสียงปนตื่นเต้น ไอ้เรื่องที่เขาได้ยินมันหมายความว่าไงไม่รู้ แต่ที่แน่ๆมันต้องเป็นเรื่องจริงแน่นอน ซึ่งความจริงที่ว่าก็คือซื่อหนานที่เป็นผู้ชายน่ะท้อง! โอ้ย นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย!

ฮั้นตี้ขมวดคิ้วเข้มอีกรอบ “เพ้อเจ้ออะไรของแกวะคิมสัน ข่าวที่ได้มามั่วหรือเปล่า” มันไปสืบยังไงของมันได้ข่าวมาว่าซื่อหนานท้องเนี่ยนะ โดนพวกมันหลอกเข้าให้หรือเปล่า ซื่อหนานเป็นผู้ชายจะท้องได้ยังไง มั่วชิบหาย

(ไม่ได้เพ้อเจ้อ ไม่ได้มั่ว หมอมาตรวจเลยนะเว้ย! หมอน่ะเป็นคนพูด!)

“ตื่นเต้นอะไรขนาดนั้นวะ ถ้าท้องแล้วเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย?”

(จะไม่เกี่ยวได้ไง ก็คนที่ทำให้ซื่อหนานท้องต้องเป็นแกแน่นอน!)

“เฮอะ! ฉัน? ฉันคนเดียวหรือไงที่เอามันน่ะ แกแน่ใจได้ยังไง” พูดมาถึงตรงนี้ฮั้นตี้ก็ชักโมโหขึ้นมา จู่ๆก็โกรธจนเลือดขึ้นหน้า สองมือกำกำปั้นแน่นเข้าหากันเมื่อนึกถึงวันนั้น วันที่เขามีอะไรกับซื่อหนานแล้วหมอนั่นพูดเรื่องเต๋อหัวขึ้นมา

(ฟังฉันนะ! เต๋อหัวมันไม่เคยมีอะไรกับซื่อหนาน! ถึงมันจะชอบซื่อหนานแต่มันก็ไม่ได้มีอะไรกัน)

“อะไรทำให้แกมั่นใจแบบนั้น”

(ฉันสืบจนรู้ไงวะ แกบอกให้ฉันตามติดซื่อหนานไม่ใช่หรือไง! ฉันตามซื่อหนานมาเป็นปี เรื่องแค่นี้ทำไมจะไม่รู้!)

“......” ฮั้นตี้ใจเย็นลง เริ่มครุ่นคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้เลยไม่ได้โต้เถียงกลับไป พอใจเย็นลง หัวก็เริ่มแล่น นึกคิดอะไรขึ้นมาได้หลายอย่าง และหนึ่งในความคิดนั้นคือ... “แต่ซื่อหนานเป็นผู้ชายจะท้องได้ยังไงวะ”

(ไม่รู้ ไม่ใช่หมอ...ได้ยินแค่เขาคุยกันจะให้หมอคนหนึ่งคอยดูแลซื่อหนานตลอด 24 ชม. และย้ายไปอยู่ด้วยกันที่ไหนสักแห่ง)

ฮั้นตี้ได้ยินอย่างนั้นก็ขมวดคิ้วเป็นปมอีกรอบ “ดูแล 24 ชม.? หมอผู้หญิงผู้ชาย!”

(ผู้ชาย ทำไม?)

“ก็!....” ก็อะไรวะ จู่ๆก็คิดอะไรไม่ออกขึ้นมา รู้แต่ว่าใจมันคันยุบยิบไปหมด หายใจติดขัดด้วย  

คิมสันพอจะรู้ว่าฮั้นตี้รู้สึกยังไง แต่เรื่องนี้น่ะเอาไว้ก่อน ตอนนี้ที่ควรจะสนใจมากกว่าคือเรื่องที่ซื่อหนานท้องได้ และอาจจะท้องลูกของมัน คิมสันคิดได้จึงเป็นฝ่ายทำใจให้เย็นลงแล้วพูดอย่างจริงจัง (ยังไงเรื่องนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน ถ้าฉันหาหลักฐานแน่ชัดได้เมื่อไหร่ ฉันจะบอกนาย เพราะฉันรู้สึกอยู่นิดๆว่าพวกคนตระกูลหลง มันมีอะไรบางอย่างที่ต้องการปกปิดสภาหลงยิหวา...)

“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ พวกสภาหลงยิหวาจะไม่รู้เรื่องนี้เลยหรอ” ทางพวกเขาได้ข่าวอะไรมาตั้งมากมาย แล้วพวกนั้นละจะไม่เอะใจอะไรหน่อยหรอ แล้วถ้าเกิดเรื่องที่ซื่อหนานท้องเป็นเรื่องจริง...เรื่องของเด็กในท้อง...ถ้ามีคนอื่นรู้นอกจากพวกเขามันจะเป็นยังไง...

(ฮั้นตี้...คนพวกนั้นไม่รู้เรื่องนี้เพราะคนของต้าเฉียงอยู่เต็มเกาะคอยเก็บกวาดพวกเขา...และที่ฉันไม่เป็นอะไร เพราะพวกมันไม่รู้จักฉัน รวมถึงพวกเขาไม่รู้ว่าฉันทำงานให้แก....) เขาน่ะทหารรับจ้างมืออาชีพ ผ่านมาหลายสนามรบ หลายคดี เชี่ยวชาญทั้งบุ๋นบู๊ไม่เหมือนพวกบอดิการ์ดหรือนักสืบกระจอกๆพวกนั้นหรอก อีกอย่างยิ่งเป็นคนที่สภาหลงยิหวาส่งมาด้วยแล้วมีหรือต้าเฉียงจะไม่รู้ อีกฝ่ายก็ใช่ว่าจะเคี้ยวได้ง่ายๆ ที่รู้ว่ามีคนถูกส่งตัวมาสืบเรื่องของตัวเองได้ แสดงว่าต้องมีคนให้การช่วยเหลืออย่างลับๆแน่....

“แล้วนอกจากแก แกเห็น...”

(ไม่ มันไม่มา....)

“......” ฮั้นตี้ถอนหายใจโล่งอก

คิมสันได้ยินเสียงถอนหายใจของฮั้นตี้ก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของทั้งเพื่อนและเจ้านายจึงพูดต่อ (ฉันจะไม่บอกเรื่องนี้กับเขา...เราจะรู้กันแค่สองคน จวบจนฉันได้หลักฐานเพิ่มเติม แต่คำถามคือ...ถ้าซื่อหนานท้องลูกของแกจริง แกจะทำยังไง เพราะเท่าที่ฉันตามซื่อหนาน หลังจากที่แกมีอะไรกับเขา เขาก็ไม่ได้มีอะไรกับใครเลย มันมีโอกาสที่จะเป็นไปได้ว่า.....)

ฮั้นตี้ลุกขึ้นเดินไปหยุดยืนมองวิวที่ระเบียงแล้วถอนหายใจออกมา “ฉันไม่รู้” เขาไม่รู้จริงๆว่าจะต้องทำยังไงต่อไป...

(ฮั้นตี้...เรื่องทั้งหมด...)

“จะดำเนินต่อไป...แต่ที่ฉันสงสัยคือถ้าซื่อหนานท้องจริง แล้วพวกเขาจะปกปิดเรื่องนี้ยังไง....สภาหลงยิหวาต้องรู้เรื่องเขาสักวันถ้ายังปล่อยให้ท้องโต น่าแปลกที่พวกเขาไม่ทำแท้งแต่ยังเก็บเด็กเอาไว้ หรือคิดจะเก็บเด็กไว้ต่อรองกับฉัน?”

(นั่นแหละที่ฉันสงสัย....) คิมสันนิ่งคิดไปก่อนจะมองไปที่หน้าจอแล็ปท็อปแล้วเห็นความผิดปกติของคลื่นเสียงที่ฟังจึงโผล่งขึ้น (คลื่นเสียงบนหน้าจอของฉัน...มีเสียงของซื่อหนาน คุณหมอ...ต้าเฉียง....เดี๋ยวนะ! เดี๋ยว!....)

“เดี๋ยวอะไรของแก?”

คิมสันไม่ตอบแต่ขยับตัวจนเกิดเสียงกุกกักจากนั้นก็เงียบไปสักพัก ต่อมาก็มีเสียงหอบหายใจของคิมสันดังเข้ามาใกล้ ฟังจากเสียงลมหายใจดูเหมือนอีกฝ่ายจะพบอะไรบางอย่างเข้า

(เมื่อกี้ฉันฟังเทปอีกรอบ เลยรู้...)

“รู้อะไร รีบพูดมา อย่าชักช้า!”

(รู้ว่าซื่อหนานมีน้องชาย....) เพราะมัวแต่ตะลึงเรื่องที่ซื่อหนานมีลูก เลยลืมเรื่องที่ตะลึงไปก่อนหน้านี้ เอาเป็นว่ามีเรื่องชวนอึ้งสองเรื่องที่ทำเขาเกือบเป็นบ้า

What the fuck! นี่มันวงการมาเฟียหรือละครหลังข่าววะ!

“อะไรนะ?” เขาเป็นลูกคนเดียวไม่ใช่หรอ จะเป็นไปได้ยังไง...

(...มีน้องชาย น้องชายฝาแฝด....)

“....!!!”

ฮั้นตี้ได้ยินอย่างนั้นก็นิ่งไป ทุกอย่างเรื่องส่อเค้าลางเห็นแผนการบางอย่างที่ซุกซ่อนเอาไว้แล้วว่าการที่ต้าเฉียงปล่อยให้ซื่อหนานท้องโต เพราะมีใครคนหนึ่งที่พอจะช่วยเขาปกปิดเรื่องนี้ได้นี่เอง

(ฮั้นตี้...ฉันจะสืบเรื่องนี้ให้แน่ใจก่อน...ให้แน่ใจว่าพวกเขาจะทำอะไรแล้วฉันจะติดต่อกลับไปหาแก...)

“ได้...”

ติ๊ด!

ภายหลังคิมสันวางสายไปแล้วฮั้นตี้ก็รีบเดินไปหยิบโทรศัพท์อีกเครื่องขึ้นมาแล้วกดข้อความส่งไปหาคนคนนั้น....

พวกคนตระกูลหลงคิดจะทำอะไรกันแน่...

ขณะที่ฮั้นตี้ว้าวุ่นใจจนนอนไม่หลับ อีกด้านหนึ่งของเมือง บนอาคารหรูแห่งหนึ่งในห้องที่ตกแต่งด้วยสีโทรดำมืด ชายร่างสูงใบหน้าไร้ความรู้สึกนั่งมองกระดานหมากรุกตรงหน้าเงียบๆก่อนจะหยิบหมากตัวหนึ่งขึ้นมาให้เดินไปข้างหน้าแล้วกินหมากอีกตัวของฝ่ายตรงข้าม

“ได้ยินว่าเขาไปเมืองไทยได้หลายวันแล้ว...ดูเหมือนว่าเรื่องนายคาดการณ์เอาไว้จะเป็นไปตามจริงๆ” เอียนพูดขึ้นแล้วหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาจิบไวน์หลังจากเดินหมากบนกระดานเสร็จแล้ว

“มีอะไรที่ฉันคาดไว้แล้วมันไม่เกิดขึ้นจริงบ้าง...” เต๋อหัวบอกเสียงเรียบเรื่อย

“หึ...หลงต้าเฉียงไปที่เมืองไทยด้วยเรื่องอะไรไม่รู้หรอกนะ แต่เขาอาจจะวางแผนทำอะไรอย่างกับสภานายไม่คิดห่วงหน่อยหรือไง เต๋อหัว...” เอียนมองเพื่อนสนิทที่ตั้งหน้าตั้งตาเดินหมากอย่างตั้งใจด้วยความรู้สึกเป็นกังวลนิดๆว่าการไปเมืองไทยครั้งนี้ของหลงต้าเฉียงอาจจะมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างมากไปกว่าการวางแผนเพื่อล้มพรรคมังกรทองอย่างที่เต๋อหัวคาดการณ์เอาไว้

ใช่...เต๋อหัวรู้จุดประสงค์และความต้องการของต้าเฉียงมาโดยตลอด แม้จะอยู่กันคนละพรรค และมีอำนาจต่างกัน แต่ว่าขึ้นชื่อว่าคนประเภทเดียวกันแล้วละก็...ย่อมต้องมองกันออกอยู่แล้ว ซึ่งหน้าที่ของเต๋อหัวที่เป็นถึงผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาหลงยิหวาน่ะก็ควรจะขัดขวางบ้างไม่ใช่หรอ ขืนปล่อยเอาไว้โดยไม่ทำอะไรแบบนี้ เขาละกลัวเหลือเกินว่าคนอื่นๆในสภาจะสงสัยผู้นำของพวกเขา จนพาลพาแผนที่วางมาหลายปีของพวกเขาพังเละไม่เป็นท่าได้

“ฉันทำทุกอย่างเท่าที่ฉันควรทำไปแล้ว นายไม่ต้องห่วงว่าคนอื่นจะสงสัย...”

“แต่ว่า...ถ้าพวกเขาจะวางแผนล้มพรรค ทำไมพวกเขาจะต้องไปวางแผนไกลถึงเมืองไทยด้วย...” เอียนพึมพำเสียงเบา

เต๋อหัวไม่ตอบแต่เอนตัวพิงเก้าอี้บุนวมแล้วเหลือบตาขึ้นมองภาพวาดสีน้ำภาพโปรดของตัวเองนิ่งๆ

“ไม่รู้...”

“เฮ้อ...อาจจะไปพักทำใจละมั้งก็ซื่อหนานน่ะไม่เห็นด้วยกับพ่อของเขามาตลอดนี่หว่า”

เต๋อหัวไม่พูดอะไรเพียงนั่งมองภาพวาดสีน้ำของตัวเองต่อไปเงียบๆจนเอียนที่เพิ่งแก้หมากบนกระดานได้เงยหน้าขึ้นมาเห็นเพื่อนนั่งมองอะไรบางอย่างอยู่จึงหันไปมองตาม

ภาพวาดสีน้ำที่มีวาดพระอาทิตย์ไปบนพื้นหลังที่เป็นท้องฟ้าสีดำ ภาพโปรดของเต๋อหัวที่เจ้าตัวตั้งชื่อให้ว่า พระอาทิตย์กลางคืน...เป็นภาพที่เจ้าตัววาดช่วงเรียนมหาลัย เอียนจำได้ว่าเต๋อหัวหวงภาพนี้มาก ไม่คิดว่าเขาจะหวงมันมากจนมาถึงตอนนี้ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ยังเก็บเอาไว้และดูแลรักษามันอย่างดี

“...บางที อาจจะโชคดี...”

เอียนขมวดคิ้ว “โชคดีอะไรวะ?” มันมองภาพแล้วบอกว่าโชคดี โชคดีอะไรวะ เห็นตัวเลขในภาพหรอ? คือจะซื้อหวย? งวดนี้จะถูก?

เต๋อหัวไม่ตอบแต่หันมาเดินหมากบนกระดานแล้วพูดขึ้น “รุกฆาต...”

เอียนถูกดึงความสนในมาที่กระดานจึงหันมามองแล้วร้องโอดโอยทันที “อะไรวะ แผนนี้ฉันคิดตั้งนาน สุดท้ายแกก็มองออกอีก มีแผนการอะไรบ้างที่แกมองไม่ออกเนี่ย ให้ตายสิ...” เอียนบ่นยืดยาว ส่วนเต๋อหัวนั่งกอดอกมองเพื่อนสนิทนิ่งๆ รอให้คนแพ้ทำตามเงื่อนไขที่ให้ไว้...

........................... 

เกาะมาตาวี 

“ผู้ชายคนนี้หรอครับที่ชื่อเต๋อหัว...โห...หล่อมาก นึกว่าดาราดูไม่เหมือนมาเฟียเลย” ตะวันกล้าพูดขึ้นเมื่อเห็นโฉมหน้าของผู้นำพรรคมังกรดำ แถมยังเป็นถึงประธานสภาหลงยิหวา ควบคุมพรรคมังกรในวงการมาเฟียทั้งหมด ไม่คิดเลยว่าคนหน้าตาดีแบบนี้จะมาทำอะไรชั่วๆ เฮอะๆ คนเราดูกันแค่หน้าตาไม่ได้จริงๆ ตะวันกล้าส่ายหัวแล้ววางภาพถ่ายลงบนแฟ้มประวัติ...

“เขาเป็นคนฉลาดมากครับ ตั้งแต่เขาเข้ามาบริหารงานแทนพ่อของเขาก็พากิจการหลายอย่างของสภาก้าวหน้าไปไกลมากครับ” ซือซื่ออธิบาย

ตะวันกล้าพยักหน้ารับก่อนจะเหลือบมองประวัติของเต๋อหัว กวาดสายตามองประวัติการศึกษาของอีกฝ่าย อื้ม...เรียนจบปริญญาเอก เป็นถึงดอกเตอร์ก็คงจะฉลาดมากจริงๆนั่นแหละ เพราะเกรดเฉลี่ยของอีกฝ่ายไม่ใช่น้อยๆเลย

ตะวันกล้าถอนหายใจแล้วเปิดไปอีกหน้าหนึ่งเพื่อดูข้อมูลอื่นๆของคนในสภาหลงยิหวาโดยมีซือซื่อคอยอธิบายอยู่ข้างๆไม่หยุดจนกระทั้งจบการเล่าประวัติของทุกคนในสภาหลงยิหวา แล้วมาเล่าประวัติของสภาพยัคฆ์...

“คนที่เป็นผู้นำของสภาพยัคฆ์คือ เทียนฮั้นตี้ครับ”

ตะวันกล้าได้ยินชื่อนี้ก็ขมวดคิ้วมุ่นหยิบภาพถ่ายของเทียนฮั้นตี้มาดูใกล้ๆ อ้อ...หมอนี่น่ะหรอคนที่ซื่อหนานอยากให้เขาจัดการ ฐานะไม่ธรรมดาแบบนี้คงจะจัดการง่ายหรอกนะ เฮ้อ หน้าตาก็ดี แต่การกระทำไร้ยางอาย ไม่มีความเป็นลูกผู้ชาย พวกมาเฟียเป็นแบบนี้กันทุกคนหรือเปล่านะ ตะวันกล้าโยนภาพถ่ายของฮั้นตี้ลงบนแฟ้มอย่างเสียอารมณ์ ยอมรับว่าเขาโกรธมากๆที่อีกฝ่ายมาทำเรื่องชั่วช้ากับพี่ชายของเขา ยิ่งเห็นหน้าอีกฝ่าย อารมณ์ยิ่งตีรวนจนแน่นอก

“เขาค่อนข้างเจ้าเล่ห์ ดูเหมือนจะไม่ใช่คนร้ายกาจอะไร แต่ความจริงแล้วมีเล่ห์เหลี่ยมมาก และเทียนฮั้นตี้กับเต๋อหัวเอง...พวกเขาสองคนเป็นคู่กัดที่ไม่ถูกกันครับ ไม่ชอบหน้ากันมากๆด้วย”

ตะวันกล้าพยักหน้ารับ “ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ในเมื่อพยัคฆ์กับมังกรเป็นศัตรูกันนี่เนาะ” ฝ่ายหนึ่งปกครองเขตแดนทางเหนือขณะที่อีกฝ่ายปกครองแดนทางใต้ เขตอำนาจแบบชัดแบบนี้แสดงว่าต้องไม่ถูกกันอยู่แล้ว

“ครับ แต่ทั้งสองขั้วอำนาจจะให้ความเคารพต่อท่านชิงเหลียง เจ้าของคาสิโนเหนือฟ้าที่ตั้งอยู่ระหว่างเขตแดนทางเหนือที่สภาหลงยิหวาปกครอง และเขตแดนทางใต้ที่สภาพยัคฆ์ปกครองมากครับ”

“ท่านชินเหลียง?”

“ครับ ท่านเป็นคนที่ทุกคนให้ความเคารพและคอยคานอำนาจของทั้งสองฝ่ายครับ” ซือซื่อพูดจบก็ยื่นภาพถ่ายของท่านชินเหลียงที่ว่าให้ตะวันกล้าดู

ตะวันกล้ารับภาพถ่ายของท่านชินเหลียงมาดู เขาเป็นชายแก่ร่างท้วม สวมชุดผ้าจีน ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เหมือนคนแก่อารมณ์ดีแถวบ้านเขาทั่วๆไป...

“ทำไมทุกคนถึงให้ความเคารพเขากันละครับ ในเมื่อเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งสองสภา ไม่ได้เป็นกุนซือเหมือนห่านกงกงที่เป็นกุนซือของสภาหลงยิหวาสักหน่อย”

“นั่นเพราะเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับนักธุรกิจมืดหลายคนครับ หนำซ้ำยังสามารถดูฮวงจุ้ยและเป็นหมอดูอีกด้วย เลยมีหลายคนที่ให้ความนับถือเขา”

อาฮะ...ไม่ว่าวงการไหนก็ต้องพึ่งหมอดูจริงๆสินะ

ตะวันกล้าวางภาพของชินเหลียงไว้บนแฟ้มประวัติแล้วเงยหน้าขึ้นมองซือซื่อ “ข้อมูลทุกอย่างผมจะนำกลับไปทำความเข้าใจ ขอบคุณซือซื่อมากครับที่อธิบายหลายๆเรื่องให้ผมเข้าใจ” ตะวันกล้ากล่าวด้วยรอยยิ้มจากใจจริง

ซือซื่อยกยิ้มบางมองท่าทางเคร่งขรึมจริงจังของตะวันกล้าอย่างชื่นชม “ไม่เป็นไรครับเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว”

“ข้อมูลทั้งหมดสำคัญมาก ถ้าจำพลาดแม้แต่นิดเดียวมีสิทธิ์ตายได้นะจะบอกให้...” ซื่อหนานเดินถือแก้วกาแฟมานั่งไขว้ห้างบนโซฟา พูดจบก็จิบกาแฟแล้วผละออกวางมันลงบนโต๊ะกระจกด้านหน้า

ตะวันกล้ามองซื่อหนานยิ้มๆ เดาเอาเองว่าอีกฝ่ายกำลังเป็นห่วงเขา ตีความเข้าข้างตัวเองหน่อยคงไม่เป็นไร “เรื่องนี้ไม่ได้ต้องห่วง ผมเป็นหมอความจำดีอยู่แล้ว เพียงแต่ผมกำลังคิดว่าถ้าจะให้เพื่อนผมช่วย พวกเขาควรจะช่วยตรงไหนดี”

ซื่อหนานเลิกคิ้วมองตะวันกล้า “เพื่อน? เพื่อนหมอๆของนาย?”

“ไม่ใช่...เพื่อนที่ติดหนี้บุญคุณผมช่วงเรียนมหาลัยน่ะ” ตะวันกล้าบอกยิ้มๆ

“แล้วทำไมจะต้องให้พวกเขาช่วย ไว้ใจได้หรือเปล่าก็ไม่รู้” ซื่อหนานหยิบไอแพดออกมาอ่านข่าวธุรกิจวันนี้ ทำเหมือนไม่สนใจที่ตะวันกล้าพูดแต่ความจริงแล้วกำลังรอฟังคำตอบของน้องชายฝาแฝด

ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนอย่างตะวันกล้ามีลูกไม้อะไรซ่อนอยู่อีก

“พวกเขาค่อนข้างเก่งน่าจะช่วยเราเรื่องนี้ ว่ากันตามตรงการจะเอาชนะผู้ชายที่ชื่อเต๋อหัวอะไรนี่ได้ คงจะใช้แค่มันสมองของพวกเรารวมกันไม่ไหวหรอก ดูเกรดเขาซิ คนบ้าอะไรเรียนได้ A+ ทุกวิชา นี่ยังไม่รวมวิชาที่นอกหลักสูตรที่ดีเยี่ยมบวกบวกอีกนะ เฮอะๆ” เอาเถอะ ประเด็นมันไม่ใช่แค่เหตุผลนี้เหตุผลเดียวสักหน่อย มันยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ตะวันกล้าคิดว่าพวกเราต้องป้องกันไว้ก่อนในหลายๆกรณีที่อาจจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นในอนาคต การที่มีแค่พวกเขาคอยรับมือกับอีกฝ่ายที่พรรคพวกเยอะกว่า มันค่อนข้างเสียเปรียบอยู่หน่อยๆเหมือนกัน ก็ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงหัวหน้าสภามีอีก 3 ตระกูลคอยให้ท้าย ขืนพวกเขาดึงดันทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ระวัง หรือมีเครื่องไม้เครื่องมือไม่มากพอ ไม่แน่ว่าจะเป็นพวกเขาเองนี่แหละที่จะไม่รอดก่อนออกมาโลดแล่นนอกวงจรอุบาทว์

ตะวันกล้าหันไปยืนยันกับซือซื่อ “พวกเขาเป็นเพื่อนที่เคยทำงานสีเทามาไม่น้อย ผมไม่เคยเข้าไปยุ่งกับพวกเขาในเรื่องนี้ เพราะรู้ว่ามันเป็นเรื่องไม่ดี แต่เคยไปยุ่งกับพวกเขาช่วงหนึ่ง ช่วงที่พวกเขามีปัญหากับคนรักของเขา ก็มีผมนี่แหละที่ช่วยให้พวกเขาสมหวังในความรัก พวกเขาเคยให้สัญญากับผม ว่าถ้าผมเดือดร้อนก็ให้ติดต่อไปหาพวกเขาได้ และตอนนี้คำขอนั้นจะถูกนำมาใช้กับงานนี้ ซือซื่อคิดว่ายังไงครับ”

ซือซื่อพยักหน้ารับ “คุณตะวันคิดได้รอบคอบ แต่ก็อย่างที่คุณซื่อหนานว่าเพื่อนของคุณไว้ใจได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งพวกเขาทำงานสีเทามามาก อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะเคยทำงานให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรืออาจจะเคยมีผลประโยชน์ร่วมกับคนสภามาก่อนก็ได้”

“ผมเข้าใจความรู้สึกของทั้งสองคนดี แต่ว่า...พวกเขาเป็นคนรักษาสัจจะมาก ต่อให้พวกเขาทำงานให้คนพวกนั้นอยู่ก็ตาม ยังไงพวกเขาก็จะเลือกเรา” ที่ตะวันกล้ากล้าพูดแบบนี้เพราะเคยร่วมงานกับพวกนั้นมาบ้างช่วงทำกิจกรรมที่มหาลัย ไหนจะเคยผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาช่วงหนึ่ง รู้นิสัยใจคอกันมากพอตัว ประกอบกับเขาติดต่อกับคนรักของพวกนั้นบ่อยๆเลยทำให้ความสัมพันธ์ไม่ได้ห่างเหิน ตะวันกล้าเลยค่อนข้างเชื่อว่าสามคนนั้นจะช่วย เพราะสามคนนั้นน่ะ...นอกจากจะเป็นคนที่เขาเคยช่วยไว้ ก็เป็นเพื่อนสนิทกับธนาอีกด้วย

“ดูมั่นใจเหลือเกินนะ ระวังจะหน้าแตกเอาตอนที่เขาปฏิเสธละ” ซื่อหนานเงยหน้าขึ้นมาว่า

ตะวันกล้าทำหน้างอลุกขึ้นเดินเข้าไปหาซื่อหนาน จู่โจมเข้าหาพี่ชายด้วยการกอดออดอ้อน แต่คนถูกกอดไม่มีอารมณ์ร่วมด้วยเลยสักนิดจึงถูกผลักออกมาจนหัวทิ่มโซฟา

“เป็นบ้าอะไรของมึง!”

“ก็อ้อนหน่อยไม่ได้หรือไงวะ! พูดบั่นทอนกำลังใจกันอยู่นั่น เราลงเรือลำเดียวกันแล้วนะซื่อหนาน”

“มึง!”

“อะไรเล่า จะโกรธทำไม ก็พูดจริงนี่นา” ตะวันกล้าจับท้ายทอยตัวเองแล้วลูบปรอยๆอย่างเซ็งๆที่มีพี่ชายไม่อ่อนโยน “ผมจะวิดีโอคอลหาพวกเขาเย็นนี้ พวกเราจะมาประชุมกันเรื่องนี้ร่วมกัน แล้วมาคอยดูกันว่าพวกเขาจะช่วยเราหรือเปล่า ซึ่งผมคิดว่าพวกเขาต้องช่วยแน่ๆ แล้ว...ถ้าพวกเขาตกลง พี่ก็ต้องให้ผมนอนบนเตียงด้วย! เป็นอันตกลง! ไปละ เดี๋ยวจะออกไปเรียกพี่นนท์มาตรวจพี่นะ แต่งตัวดีๆด้วย พี่นนท์เป็นเกย์เกิดมีอารมณ์อยากปล้ำพี่ขึ้นมา ผมช่วยไม่ได้นะ” ตะวันกล้าพูดไปพลางเดินสับเท้าเร็วๆไปที่ประตูไปพลาง ช่วงแรกก็อธิบายดีอยู่หรอก ถึงจะปนน้อยใจบ้าง ซื่อหนานก็ไม่ถือสาอะไร แต่พอประโยคช่วงท้ายเท่านั้นแหละ แฝดพี่ถึงกับทนความกวนโอ้ยของตะวันกล้าไม่ไหวต้องหยิบหมอนมาปาใส่ตะวันกล้า ที่รีบวิ่งจู๊ดออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

ซื่อหนานโกรธจนเลือดลมตีขึ้นหน้า พอไม่มีคนให้ระบายอารมณ์แล้วนอกจากซือซื่อ จึงหันไปมองคนสนิทของพ่อตาขวาง

ซือซื่อรีบก้มหน้าก้มตาเก็บของบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว “ผมจะรีบไปทำอาหารเช้าให้ครับ” พูดจบซือซื่อก็นำแฟ้มไปเก็บแล้วเดินตรงเข้าอาณาเขตห้องครัวทันที

ซื่อหนานหายใจฮึดฮัด ไม่พอใจแต่ทำอะไรไม่ได้เลยได้แต่ระบายอารมณ์กับหมอนแล้วหยิบไอแพดขึ้นมาเล่นเกมส์คลายเครียดแทน บ้าเอ้ย! ที่นี่มีแต่คนประสาทกลับกันหรือไง!?!

ซื่อหนานเล่นเกมส์ในไอแพดได้สักพัก ซือซื่อก็เดินมาเสิร์ฟอาหารเช้าให้ซื่อหนาน ซึ่งเป็นข้าวต้มอ่อนๆ แบบที่คนท้องสามารถทานได้โดยไม่อ้วกเหมือนอาหารอื่นๆบนเกาะที่หามาประเคนให้ซื่อหนาน ช่วงแรกๆซื่อหนานทำใจกินอาหารไม่ลงสักอย่าง แม้อยากกินของที่ชอบก็กินไม่ได้เพราะกินแล้วก็อ้วกออกมาอยู่ดี เลยลงท้ายด้วยการกินข้ามต้มได้เพียงอย่างเดียว ถึงคนท้องจะไม่อยากกิน ก็ต้องกินด้วยความจำใจ เขาไม่มีทางเลือกเพราะหิวเกินกว่าจะเรื่องมากไปกว่านี้

“น้ำมะนาวครับ” ซือซื่อถือน้ำมะนาวที่คั้นสดๆมาให้ซื่อหนานดื่มหลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย

ร่างโปร่งเห็นน้ำมะนาวดวงตาดำขลับมืดครึ้มก็เริ่มมีประกายดาวขึ้นมาบ้าง ไม่รอช้า ซื่อหนานรีบหยิบแก้วน้ำมะนาวขึ้นมาดื่มอย่างเบิกบานทันที ช่วงเวลาที่เขามีความสุขมากที่สุดในการทานอาหารก็คือการดื่มน้ำมะนาวนี่แหละ

หลังดื่มเสร็จซื่อหนานเลยหันมาสั่งซือซื่อ “ถ้าพวกเขามาถึงแล้วบอกพวกเขาว่าวันนี้ไปตรวจที่สวนหย่อมริมทะเลนะ”

“ครับ”

วันนี้เขามีอารมณ์อยากออกไปข้างนอก อากาศดีๆแบบนี้ไม่อยากอุดอู้อยู่แต่ในห้องเหมือนคนขลาดกลัว หลังสั่งซือซื่อเสร็จร่างโปร่งของคุณชายมาเฟียก็ลุกเดินเข้าห้องไปชำระกายแต่งตัวเพื่อออกไปเดินเล่นข้างนอก...

ตะวันกล้าออกมายืนรอนนทภพหน้าล็อบบี้ของรีสอร์ทขณะที่อีกฝ่ายกำลังพูดคุยกับเพื่อนต่างชาติคนหนึ่งรูปร่างหน้าตาหล่ออย่างดาราหลุดออกมาจากนิตยสารต่างประเทศ ทั้งคู่คุยกันอย่างออกรส จากนั้นก็บอกลากัน เมื่อนัดแนะออกไปสังสรรค์ด้วยกันเย็นนี้เสร็จเรียบร้อย

“พอมาถึงรีสอร์ทได้ไม่เท่าไหร่ก็ได้เพื่อนใหม่เลยนะ” ตะวันกล้าแซวพี่ชายคนสนิท

นนทภพหัวเราะยักไหล่อย่างมีมาดก่อนจะเดินถืออุปกรณ์เดินตามตะวันกล้าออกไปรอซื่อหนานที่สวนหย่อมด้านนอกตามที่อีกฝ่ายสั่งซือซื่อเอาไว้

“เขาไม่ใช่สเป็คพี่” นนทภพบอกตามจริง ที่พูดคุยกับอีกฝ่ายได้คล่องเพราะเห็นว่าคิมสันมาเที่ยวคนเดียวแล้วน่าจะเหงา ตัวเขามองว่าตัวเองเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ เลยอาสาเป็นเพื่อนที่คอยแนะนำอีกฝ่ายระหว่างที่ท่องเที่ยวอยู่ที่นี่ ทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดีให้ต่างชาติประทับใจ ก็ถือว่าทำหน้าที่ของคนไทยคนหนึ่งที่ได้ทำอะไรเพื่อประเทศ พอคิดถึงจุดนี้คุณหมอหนุ่มก็อดยืดอกภูมิใจกับตัวเองไม่ได้ การได้ทำเรื่องดีๆมันทำให้หัวใจพองโตมีความสุขมากนะ

ตะวันกล้าเห็นสีแช่มชื่นของพี่ชายก็พอจะเข้าใจความคิดของนนทภพอยู่บ้าง ตัวเขารู้จักนนทภพมานานรู้ดีว่าคุณหมอคนนี้เนี่ยคิดเป็นอยู่อย่างเดียวคือทำเพื่อคนอื่น และมนุษยชาติ ไอ้การที่คุยเฮฮากับเขาได้เนี่ย ก็เพราะต้องการช่วยเหลือและหวังดีเท่านั้นแหละ ส่วนท่าทางของต่างชาติคนนั้นเองก็ไม่ได้มีท่าทีสนใจนนทภพในแง่นั้นเลย เหมือนเพื่อนๆกันมากกว่า

“ผมรู้น่าว่าสเป็คของพี่เป็นแบบไหน ต้องตัวเล็ก น่ารักใช่ไหมล้า”

นนทภพมองหน้าตะวันกล้าแล้วหัวเราะหึๆ “นายยังไม่รู้จักพี่ดีพอตะวัน”

“ทำไม? หรือพี่มีคนที่ชอบแล้ว แต่ไม่ใช่แบบที่ผมพูดมา” ตะวันกล้าซักไซ้ต่อ นนทภพหัวเราะมีเลศนัยแต่ไม่ยอมบอกตะวันกล้า ด้วยกลัวว่าตัวเองจะชวดงานนี้เข้า

“ไม่บอกแฮะ”

“ไม่ต้องรู้หรอก”

ตะวันกล้าถอนหายใจเซ็งๆ ก่อนจะผายมือเชิญคุณหมอสูตินั่งลงที่เก้าอี้กลางสวนหย่อมที่มองเห็นวิวทะเล หลังจากนั้นก็พาร่างตัวเองทรุดตัวนั่งลงข้างๆตาม

“วิวตรงนี้สวยดีนะ”

“ครับ”

“นี่...พี่ขอถามอะไรอย่างได้ไหม พอดีสงสัยน่ะ”

ตะวันกล้ามองหน้านนทภพ “ถามอะไรหรอครับ” ทำหน้าเกรงใจจัง

“นายจะต้องเปลี่ยนตัวกับซื่อหนานไปทำงานแทนเขาจริงๆน่ะหรอ นายเป็นหมอนะตะวัน” นนทภพมองหน้าน้องชายคนสนิทอย่างเป็นห่วง “เป็นหมอที่เคยถือแต่เข็มฉีดยา กับมีดหมอ ไม่เคยถือปืน แล้วจะแทนที่ซื่อหนานได้แนบเนียนจนเขาไม่เอะใจได้ยังไง” ที่อยากจะบอกน้องชายมากๆก็คือเขาเป็นห่วงมาก กลัวว่าตะวันกล้าจะถูกจับได้แล้วถูกฆ่าตายไม่เหลือแม้แต่กระดูกกลับมาบ้านน่ะซิ

ตะวันกล้าหัวเราะ “ทำไม่เป็นก็ต้องฝึกซิพี่ ผมนัดกับซือซื่อไว้แล้วว่าจะฝึกต่อสู้กับยิงปืนกับเขา ผมเองก็ผู้ชายคนหนึ่งนะ ถ้าฝึกแล้วทำไม่ได้ก็ไม่ใช่คนแล้ว” เป็นหมาไปเลยเถอะ ตะวันกล้าต่อในใจ

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฝึกแล้วแต่ใช้ไม่คล่องมันจะต่างอะไรกับใช้ปืนไม่เป็น”

“ก็ใช้คนอื่นยิงให้ซิ มีบอดิการ์ดตั้งเยอะแยะ” ตะวันกล้าพูดอย่างเชิดๆ จริงๆนะ บางครั้งบางเรื่องก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องทำทุกอย่างสักหน่อย

นนทภพมองอย่างหมั่นไส้ ขี้เกียจะเสวนากับคนที่มั่นใจในตัวเองเกินร้อยอย่างตะวันกล้าจึงเปิดกระเป๋าอุปกรณ์ของตัวเองออกแล้วนำอุปกรณ์มาจัดวางไว้

“ผมช่วยนะ”

“ก็ดี นึกว่าจะนั่งเฉยๆไม่ช่วยกัน...”

ตะวันกล้าหัวเราะรีบเข้าไปช่วยนนทภพจัดอุปกรณ์ทางการแพทย์ไว้บนโต๊ะ พอจัดของเสร็จเรียบร้อย ซื่อหนานก็เดินมาถึงพอดี

“เริ่มกันเลยไหม” ซื่อหนานถามอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก

นนทภพได้ยินอย่างนั้นก็เก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ ลุกขึ้นยืนดึงเก้าอี้ออกมาให้ซื่อหนานนั่ง ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ปฏิเสธ เพราะชินกับการปฏิบัติแบบนี้มาไม่น้อยเลยปล่อยให้นนททภพทำตามใจ

ซื่อหนานทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ กวาดตามองอุปกรณ์การแพทย์มากมายที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วเงยหน้ามองนนทภพ

“ผู้ป่วยไม่ได้เต็มใจให้หมอทำการวิจัย หมอยังยืนยันจะทำวิจัยต่อไหม” ถึงจะคุยกับพ่อเรื่องนี้แล้ว แต่ซื่อหนานก็ทำใจไม่ได้ที่จะต้องกลายเป็นหนูทดลองให้คนอื่น มันโคตรรู้สึกไม่ดี และเขาก็ไม่โอเคมากๆถ้านนทภพจะทำอย่างนั้น ขืนอีกฝ่ายยังคงดึงดัน ซื่อหนานก็จะได้เลือกปฏิบัติกับนนทภพได้ถูกว่าควรจะปฏิบัติตัวกับอีกฝ่ายแบบไหน ตลอดระยะเวลาที่จะต้องอยู่ด้วยกัน

ตะวันกล้ามองนนทภพที่ถือเข็มเจาะเลือดนิ่งค้างเอาไว้อย่างลุ้นๆ พอเห็นพี่ชายคนสนิทวางมันกลับลงที่เดิมแล้วเปลี่ยนเป็นหยิบเครื่องมือชุดอื่นขึ้นมาแทน ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“ผมเป็นหมอ ความต้องการของคนไข้ย่อมสำคัญที่สุดอยู่แล้ว” นนทภพตอบตามจริง ดวงตาคมกริบภายใต้แว่นสายตาจับจ้องที่ซื่อหนานตาไม่กระพริบเพื่อประกาศความแน่วแน่ของตัวเอง

ซื่อหนานเลิกคิ้วมองนนทภพอย่างแปลกใจ “แล้วคุณยังจะดูแลผมต่อ? ผมไม่ได้ทำตามเงื่อนไขที่คุณบอกมานะ”

นนทภพสบตากับซื่อหนาน “ครับ....ก็ผมเป็นหมอ...” ที่อยากจะดูแลเคสพิเศษนี้มากๆไม่ได้ทำวิจัยก็ไม่เป็นไร ถึงยังไง...เขาก็แอบเก็บข้อมูลอย่างอื่นได้นี่นา...

ซื่อหนานเหลือบตามองตะวันกล้าแล้วพยักหน้ารับ “จะทำอะไรก็รีบทำ จะได้เสร็จๆสักที”

ตะวันกล้ายกยิ้มรีบพยักพเยิดให้นนทภพรีบตรวจซื่อหนานก่อนที่อีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจซะก่อน นนทภพไม่รอช้า ลงมือตรวจซื่อหนานอย่างละเอียดในเบื้องต้นแล้วผละออกมาจดอาการของซื่อหนานเอาไว้อย่างละเอียดเนิ่นนาน กว่านนทภพจะพูดออกมา ทำตะวันกล้าเร่งถามด้วยความร้อนใจ

“เป็นยังไงบ้าง”

“ท้องแฝด...”

“ฝะ...แฝด! ชายหญิง!” ตะวันกล้าถามอย่างตื่นเต้น ส่วนซื่อหนานนิ่งเงียบไม่พูดอะไร เพียงแค่รู้สึกแปลกๆ ต่อมาก็รู้สึกว่าไม่แฝดสิแปลก ก็พวกเขา...มีเชื้อสายแฝด...

นนทภพมองหน้าตะวันกล้าอย่างหาเรื่อง “ขอโทษนะ ตรวจแค่นี้แล้วรู้ว่าชายหญิง ฉันก็คงไม่ต้องมาเป็นหมอดูแล้วละตะวัน”

“อ้าว..ก็...ขอโทษครับ ตื่นเต้นไปหน่อย” ตะวันกล้าบอกอุบอิบ

นนทภพส่ายหัวให้น้องชายแล้วหันไปหาซื่อหนาน “ครรภ์ของคุณค่อนข้างแข็งแรงครับ แต่ก็ต้องระวังตัวเองให้มากเวลาลุก เดิน นั่งต้องค่อยๆทำนะครับเดี๋ยวจะกระเทือนถึงครรภ์ได้ อีกปัญหาหนึ่งเลยที่ท้องแฝดชอบเจอ...นั่นก็คือครรภ์เป็นพิษ ยิ่งคุณเป็นผู้ชายด้วยแล้วไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเป็นมากน้อยแค่ไหนผมก็ไม่สามารถประมาณได้แน่นอน ถึงอย่างไรก็ควรที่จะต้องระวังเอาไว้....” นนทภพร่ายรายละเอียดการดูแลตัวเองให้ซื่อหนานฟัง ก่อนจะปิดท้ายด้วยคำว่า “ถึงยังไงคุณก็ควรไปตรวจที่โรงพยาบาลนะครับ เพื่อความปลอดภัยของคุณและลูกในท้อง...”

ซื่อหนานก้มลงมองท้องตัวเองด้วยสีหน้าที่คาดเดาไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร แต่ตะวันกล้าเห็นแล้วเป็นห่วงจึงหันไปหานนทภพให้หยุดพูดเรื่องไปโรงพยาบาล นนทภพพยักหน้ารับอย่างเข้าใจก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายว่าเขาจะออกจากเกาะวันพรุ่งนี้เพื่อไปเอายาให้ซื่อหนาน

“ไม่ต้อง...”

“ครับ?”

“ไม่ต้องไปเอายาที่โรงยาบาลของนาย...”

“แต่ว่า...” นนทภพหันไปขอให้ตะวันกล้าช่วย แต่ยังไม่ทันที่แฝดน้องจะพูดช่วยซื่อหนานกลับพูดดักขึ้นมาเสียก่อน

“ฉันจะไปโรงพยาบาล...หลังจากที่ย้ายออกจากเกาะนี้ไปบ้านพักตากอากาศอีกจังหวัด” ซื่อหนานบอกเสียงเรียบ พูดจบก็ลุกขึ้นยืนแล้วหมุนตัวเดินจากไปทันที ทิ้งให้ตะวันกล้าและนนทภพมองตามหลังอย่างอึ้งๆที่คนดื้อด้านอย่างซื่อหนานยอมลดทิฐิไปโรงพยาบาลจนได้ พอจะยอมไปก็ยอมซะง่ายเสียจนน่าแปลกใจ

“เขาจะไปจริงๆใช่ไหม” นนทภพถามตะวันกล้าอย่างตื่นเต้น

“น่าจะเป็นอย่างนั้นแหละครับ ก็เขาพูดเอง” ตะวันกล้าบอกยิ้มๆ มองตามหลังซื่อหนานไปอย่างเบิกบาน ดูท่าอีกฝ่ายก็คงอยากจะรู้เรื่องลูกในท้องไม่มากก็น้อยแหละน่า ความผูกพันในส่วนลึกมันย่อมมีกันบ้าง ก็ซื่อหนานไม่ใช่คนใจร้ายใจดำจริงๆสักหน่อย...

“ถึงเขาจะบอกไม่ให้พี่ออกจากเกาะ แต่เรื่องที่จะต้องอยู่ดูแลเขาจนกว่าจะคลอด ไม่ว่ายังไงก็ต้องทำเรื่องขอทางโรงพยาบาล พรุ่งนี้พี่จะออกไปดำเนินเรื่องที่โรงพยาบาลก่อนนะ ถ้าจะไปวันไหนบอกเร็วหน่อยก็ดี”

“ได้ครับผม”

นนทภพเก็บอุปกรณ์การแพทย์ใส่กระเป๋า จากนั้นก็บอกลาตะวันกล้ากลับไปพักผ่อนเอาของไปไว้ที่ห้อง ก่อนจะออกไปพบกับคิมสันที่นัดกันไว้ว่าจะขับเจ็ทสกีเล่นด้วยกัน

ภายหลังแยกตัวกับนนทภพ ตะวันกล้าจึงเดินออกมารับลมที่หน้าห้องของตัวเอง รอเวลาที่จะได้พูดคุยกับซือซื่อและหลงต้าเฉียงเรื่องการฝึกของเขา

“เรื่องซื่อหนานเป็นยังไงบ้าง” หลงต้าเฉียงเดินมาถึงตะวันกล้าก็ถามคำถามที่อยากรู้ตลอดเช้ากับตะวันกล้า

ตะวันกล้ายกยิ้ม “แฝดครับ”

“หือ?”

“ท้องแฝด” ตะวันกล้าพูดยิ้มๆ ต้าเฉียงได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะหลุดยิ้มออกมาด้วยความดีใจ

“ดี...ดีมาก” ต้าเฉียงพูดด้วยรอยยิ้มตาเป็นประกาย สีหน้าบ่งบอกว่าดีใจสุดๆ

ตะวันกล้าหัวเราะ ก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงเช้าให้หลงต้าเฉียงฟังทั้งหมด รวมถึงเรื่องน่ายินดีที่ซื่อหนานยอมไปโรงพยาบาลหลังจากย้ายที่พักแล้ว

“อื้ม พูดถึงเรื่องย้ายถิ่นฐาน เราคงต้องรีบแล้ว” ต้าเฉียงพูดขึ้นพร้อมกับหันไปมองซือซื่อเรื่องที่มีคนส่งข่าวมาให้พวกเขาเมื่อเช้านี้ ขืนอยู่นานกว่านี้ทางนั้นคงได้สงสัยจนเริ่มส่งคนมามากกว่านี้แล้วพวกเขาอาจจะจัดการไม่ไหว

“หมายความว่ายังไงครับ”

“เราจะต้องรีบกลับฮ่องกง เพราะทางนั้นเริ่มจะเอะใจแล้ว” ต้าเฉียงบอกตะวันกล้าไปตามตรง

“กำหนดกลับเมื่อไหร่ครับ”

“ภายในสามวันนี้” ถ้าอยู่นานมากกว่านี้ ครอบครัวมาตาวีอาจจะได้รับอันตรายไปด้วย เพราะฉะนั้นรีบเร่งทำธุระให้เสร็จจะดีกว่า

ตะวันกล้าใจหายรู้สึกว่ามันเร็วไป แต่พอคิดดูดีๆแล้วเร็วๆก็ดีเหมือนกัน ตะวันกล้าทำหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะบอกต้าเฉียงเรื่องที่เขาจะให้เพื่อนมาช่วยเรื่องนี้และพวกเราจะคุยเรื่องนี้กันในช่วงเย็นกับพวกเพื่อนของเขา...

ไม่ว่ายังไงแผนการครั้งนี้พวกเขาก็ต้องให้คนอื่นช่วยด้วย....

ตกเย็น ภายหลังกินข้าวเย็นเสร็จเรียบร้อย ตะวันกล้าก็ทำการคอลหาเพื่อนๆกลุ่ม G ทันที และไม่นานพวกนั้นก็รับโทรศัพท์จากเขา และยินดีที่จะคอลคุยกัน คราวนี้ตะวันกล้าจึงติดกล้องเข้ากับทีวีและเชื่อมการเชื่อมต่อตามคำแนะนำของโลเปซ ไม่นานพวกเขาก็สามารถคอลคุยกันแบบเห็นหน้ากันได้ครับทุกคน และทันทีที่นิคกี้หนุ่มแว่นประจำกลุ่มเห็นตะวันกล้ายืนอยู่ตรงหน้าโดยมีซื่อหนานยืนซ้อนอยู่ด้านหลังก็อุทานออกมาทันที

“อ้าวเฮ้ย รู้ความจริงแล้วหรอ”

ตะวันกล้าขมวดคิ้ว ยังไม่ทันจะกล่าวทักทายอย่างเป็นทางการ นิคกี้กลับโผล่งขึ้นมาซะก่อนทุกคนเลยโวยวาย

“อะไรวะ นิคกี้ แกรู้เรื่องนี้มาก่อนหรอ” ทัพไทโวยวาย “รู้แล้วทำไมไม่บอกกันบ้างว่าตะวันมีแฝด” ทัพไทเป็นโค้ช เทนเนอร์ และครูสอนกีฬาชื่อดังที่ไม่ว่าใครก็ต่างต้องการตัว ชายหนุ่มเป็นชาวไทยแท้ที่มีพรสวรรค์ในด้านกีฬาอย่างมาก ไม่มีกีฬาชนิดไหนที่เขาเล่นไม่เป็น

“มันมีอะไรแล้วเคยบอกใครบ้างละ” โลเปซพูดขึ้นอย่างเอือมๆ หนุ่มผมทองตาสีฟ้าท่าทางง่วงงุนพูดอย่างเอือมๆเพื่อน เพราะรู้นิสัยของนิคกี้ดีว่าอีกฝ่ายชอบเก็บข้อมูลของลูกค้าไว้เป็นความลับ ไม่เคยเอามาเมาท์ให้เพื่อนฟังสักครั้ง ช่างเป็นบุคคลที่น่าเบื่อจริงๆ โลเปซทอดถอนใจ 

ตะวันกล้าจับจ้องที่โลเปซแล้วส่ายหัวตามอย่างเห็นด้วย โลเปซเป็นศาตราจารย์สอนฟิสิกส์อยู่ที่ฝรั่งเศส เจ้าตัวเป็นอัจฉริยะด้านฟิสิกส์และการประดิษฐ์สิ่งของ ช่วงสมัยเรียนมหาลัยด้วยกัน โลเปซชอบประดิษฐ์ของแปลกๆมาเล่นด้วยกันตลอด และของแต่ละอย่างที่โลเปซทำก็เจ๋งมากๆ

“เฮ้อ ก็รู้มาได้หลายปีแล้ว ช่วงแรกๆที่รู้จักกัน ฉันอยากรู้จักตะวันกล้าให้มากเลยค้นข้อมูลเขา แล้วดันไปเจอตอเข้า...กลายเป็นว่า...รู้ว่าเขาเป็นลูกชายอีกคนของมาเฟียคนหนึ่งในฮ่องกง แถมยังมีพี่ชายฝาแฝด แต่เรื่องนี้ฉันไม่ได้บอกใครหรอกนะ มั่นใจได้” นิคกี้หันมาพูดกับตะวันกล้า

ตะวันกล้าพยักหน้ารับ คงจะไม่ได้บอกใครจริงๆนั่นแหละ ขนาดเขายังไม่รู้เอาจนถึงตอนนี้ นิคเป็นแฮกเกอร์ และนักเขียนโปรแกรมมือฉมังหาตัวจับได้ยาก ตะวันกล้าเลยคิดว่าคนที่จะช่วยเขาได้มากที่น่าจะเป็นนิคกี้นั่นแหละ ถึงอย่างนั้นเขาก็เคยเห็นความสามารถของทั้งสามคนในการช่วยแก้ปัญหามาแล้ว ไม่แน่ว่าคราวนี้พวกเขาจะได้แสดงความสามารถอีกครั้ง

“ที่ฉันติดต่อพวกนายมาวันนี้เพราะมีเรื่องให้ช่วย....” ตะวันกล้าเริ่มเล่าเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมาทั้งหมดให้ทั้งสามคนรู้ พอพูดจบก็เงยหน้าขึ้นมองทั้งสามคนที่เงียบไป สังเกตว่าทั้งสามคนมีความเห็นเอนเอียงที่จะตอบตกลงหรือเปล่า

ซื่อหนานกอดอกยืนมองอยู่นานจึงพูดขึ้น “นั่นไง พวกเขาต้องไม่ช่วยแน่”

“ใครว่าละ...ที่พวกเราเงียบไป แค่กำลังตื่นเต้นต่างหาก” นิคกี้พูดขึ้นแล้วส่งยิ้มมุมปากให้ซื่อหนาน

ซื่อหนานขมวดคิ้วมองทั้งสามคนแล้วเห็นว่าทั้งสามคนกำลังส่งยิ้มมุมปากมาให้อย่างเจ้าเล่ห์ไม่ต่างกัน ไอ้พวกนี้...มันคิดว่าเรื่องที่จะทำต่อไปนี้เป็นการละเล่นหรือไง

“กำลังเบื่อๆอยู่พอดีตะวัน เล่ามาเถอะว่าอยากให้ทำอะไรบ้าง ก็พวกเรา...ยังติดค้างตะวันอยู่หลายเรื่องนี่นา” โลเปซพูดยิ้มๆ เมื่อนึกถึงสมัยก่อน ช่วงที่ตัวเขาจีบแฟนใหม่ๆ แล้วเกิดเรื่องราวมากมายที่เขากับคนรักเกือบจะพรากจากกัน แต่โชคดีที่ได้ตะวันมาช่วยไกล่เกลี่ย พวกเขาถึงกลับมารักกันได้

“แผนน่ะพ่อก็คิดไว้คร่าวๆบ้างแล้ว แต่ว่ายังไม่มั่นใจเท่าไหร่ว่ามันรัดกุมเลยอยากให้พวกนายช่วยคิดด้วย แต่ก่อนจะเริ่มคิดเรื่องแผน พวกนายสัญญาได้ไหม ว่าจะช่วยจนกว่าจะจบเรื่อง”

“ได้แน่นอน! นายเองก็เป็นเพื่อนสนิทของเราไม่ต่างจากธนามันนะ” ทัพไทพูดอย่างอารมณ์ดี

“ขอบใจนะ” คำพูดนี้เขาพูดจากใจจริงๆ

“เอาละ...งั้นเรามาเริ่มวางแผนกันดีกว่าเป้าหมายของเราคืออะไร ทำยังไงถึงจะถือว่าออกจากสภาหลงยิหวาอย่างสมบูรณ์” นิคกี้ถาม

ต้าเฉียงก้าวออกมาข้างหน้าแล้วยกภาพถ่ายของสิ่งของบางอย่างที่สำคัญสำหรับพรรคมังกรทองให้ทั้งสามคนดูผ่านทางหน้าจอ

“ตรามังกรทอง...ถ้าพวกเราได้มันกลับคืนมาและทำลายมันทิ้งก็ถือว่าหมดพันธะสัญญากับสภาหลงยิหวา” มันเป็นเหมือนลายเซ็นบนแผ่นสัญญาใต้อาณัติ ถ้าได้มันคืนมาทุกอย่าง...อาจจะจบ...

“โอเค...ถ้างั้นเริ่มที่โลเปซก่อนแล้วกันครับ...” นิคกี้โบ้ยให้โลเปซคิดแผน โลเปซพอเพื่อนโบ้ยมาให้ก็รับไว้แทบไม่ทันก่อนจะพูดต่อว่า

“ผมว่าเราควรจะ...” โลเปซเริ่มเล่าแผนการของตัวเองโดยมีซื่อหนานคอยขัด และบอกว่ามันอาจจะใช้ไม่ได้ผลกับเต๋อหัว จากนั้นพวกเขาก็พากันเถียงกันอยู่นาน นิคกี้ทนไม่ไหวจึงค้นข้อมูลส่งให้ทุกคนอ่าน หลังจากนั้นอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาพวกเขาก็เริ่มคิดแผนการช่วยกัน

ไม่ว่าแผนนี้จะออกมาเป็นยังไง

ตะวันกล้าก็ได้แต่หวังว่าพวกเขาจะทำสำเร็จนะ...

……………. 

อีกด้านหนึ่ง คิมสันเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เดินคุยโทรศัพท์กับฮั้นตี้เรื่องซื่อหนานที่เขาเพิ่งได้ข่าวมาสดๆร้อนๆจากนนทภพเมื่อเย็นที่ออกไปขี่เจ็ทสกีเล่นด้วยกัน หลอกถามไม่กี่ประโยคอีกฝ่ายก็เล่าให้ฟังอย่างตื่นเต้นแล้ว แต่ไม่ใช่แค่นนทภพหรอกที่ตื่นเต้น เพราะตัวเขาเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน ไหนจะเรื่องที่แอบเอาเครื่องดักฟังใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อของนนทภพ และตะวันกล้าตอนเดินผ่านและทักทายกัน เลยทำให้เขาได้ข้อมูลอีกหลายอย่างมาด้วย หึ ดูท่าวงการมาเฟียคราวนี้จะเป็นเกมการแย่งชิงที่สนุกไม่น้อย

(ว่าไง)

“แฝด”

(อะไร?)

“แกได้ลูกแฝด! และพวกเขากำลังจะย้ายซื่อหนานไปอยู่อีกจังหวัดกับหมอที่ดูแล...”

(แกเห็นหลักฐานอะไร?) ปลายสายถามเสียงเรียบ ยังไม่ค่อยเชื่อเรื่องแบบนี้เท่าไหร่นัก

“ยังไม่ได้เป็นรูปเป็นร่าง ซื่อหนานไม่ยอมตรวจ แต่หลังจากย้ายไปอยู่อีกจังหวัดแล้วเขาถึงจะยอมตรวจ”

(อัลตราซาวด์เมื่อไหร่ค่อยมาบอกฉัน...)

“เฮอะๆ แล้วถ้าฉันส่งอัลตราซาวด์ให้นายแล้วนายจะทำอะไรต่อไปละเพื่อน”

(.......)

“ว่าไง? จะบอกกับเขาคนนั้นยังไง แผนครั้งนี้ต้องไม่สะดุด แกจำได้ไหมที่พวกเราตกลงกันไว้”

(ฉันรู้น่า แค่...)

“แค่อะไร”

(แค่จะไปดูให้เห็นกับตาว่าใช่หรือเปล่า)

“ให้มันจริงเถอะฮั้นตี้....ว่าแกจะแค่มาดูจริงๆ”

(ให้ได้ใบอัลตราซาวด์มาก่อนเถอะคิมสันเรื่องอื่นค่อยว่ากัน...)

“หึๆๆ”

(แล้วเรื่องแฝดของซื่อหนานละ)

“พวกเขาจะเปลี่ยนตัวให้ตะวันกล้าไปแทนซื่อหนานจริงๆ ถึงเวลางานเลี้ยงน้ำชาที่คาสิโนเหนือฟ้าเมื่อไหร่นายก็ลองทดสอบดูซิ ว่าใช่ซื่อหนานหรือเปล่า หึ...หมอนี่ก็ร้ายใช่ย่อยเหมือนกันนะ ดูเหมือนเต๋อหัวจะรับศึกหนักซะแล้ว”

(ก็เป็นผลดีกับเราน่ะสิ หึๆ ปล่อยให้พวกมันกัดกันไปแล้วเราค่อยงาบทีหลัง)

“...หึ...” นั่นสินะ...

(แค่นี้ก่อนแล้วกันนะ ฉันมีประชุมกับพรรคอื่นๆแล้วโทรติดต่อกลับไปหา)

“ได้...ถ้าได้เรื่องลูกนายเมื่อไหร่แล้วจะส่งข่าวให้”

(เฮอะ! ลูกฉันจริงหรือเปล่ายังไม่รู้เลย)

ติ๊ด!

ลูกจริงไม่จริงไม่รู้ แต่ที่รู้คือ...คิมสันเช็คเที่ยวบินฮ่องกงมาไทยแล้วเห็นรายชื่อผู้โดยสารที่จะเดินทางมาเสาร์หน้าก็แทบจะหัวเราะให้ฟันหลุดร่วงออกจากปาก

...แต่ที่รู้คือ แมร่ง จองตั๋วมาไทยแล้วว่ะ ให้ตายสิ! ไอ้คนปากแข็งเอ้ย!

============================================= 

ตอนหน้าเขาจะเจอกันแล้วนะ!!! มาลุ้นกันค่ะ>O 

ติดตามข่าวสาร>>>ไอเรนเยีย 

สปอยล์เนื้อหาลูกๆของซื่อหนานและฮั้นตี้>>>คลิก 

ความคิดเห็น