Stoprain
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

✾ Sir.Rome — Seven , จุดเริ่มต้น {100 pc.}

ชื่อตอน : ✾ Sir.Rome — Seven , จุดเริ่มต้น {100 pc.}

คำค้น : เซอร์โรม

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ก.ย. 2563 20:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
✾ Sir.Rome — Seven , จุดเริ่มต้น {100 pc.}
แบบอักษร

✾ Sir.Rome เซอร์โรม 

S T O P R A I N 

_____________________________________________ 

“There's only one truth” 

― aoyama gosho 

Seven — จุดเริ่มต้น 

 

         “...”  

         ฉันไม่รู้เลยว่าควรตอบกลับอย่างไรกับประโยคของคุณภัก แม้สายตาของเขาจะไม่ได้กดดันอะไรแต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตัวหดเล็กลงทีละน้อย ท่ามกลางความเงียบที่เข้าปกคลุมไปทั่วห้องครัวอีกครา ในที่สุดคุณไทก็เอ่ยขึ้นมาคนแรก 

         “กูว่า...กูกลับไปหาไอ้ร้อยสี่ห้าดีกว่า” 

         แล้วก็หมุนตัวเดินออกไปเลย 

         “ไอ้เชี่ยไท...เอ่อ กูไม่กวนตอนมึงทำอาหารละกันนะภัก ไปล่ะ” 

         คุณควันก็อีกคน 

         ในห้องครัวเหลือเพียงแค่ฉันกับคุณภักที่ยังไม่ได้ไปไหน ไม่แน่บางทีการที่ออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดอาจจะดีกว่าก็ได้ ฉันเริ่มลงมือเก็บทุกอย่างให้เข้าที่อย่างรวดเร็วหากแต่ยังไม่ทันจะได้สัมผัสอะไรคุณภักก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน 

         ฉันหยุดมือ เงยหน้ากะพริบตาถี่ๆ มองเขา 

         “ผมแค่บอกว่าเธอเซียน” 

         “...” 

         “แต่ไม่ได้ว่าอะไร” 

         “...” 

         แล้วคุณภักก็เดินเข้ามาในบริเวณโซนทำอาหารเช่นเดียวกันกับฉัน ในทีแรกที่เขาบอกว่าไม่ได้ว่าอะไรฉันก็เข้าใจว่าเขาจะปล่อยให้ฉันทำอาหารต่อเสียอีก หากแต่ไม่ใช่...ดูจากทรงแล้วคุณภักเองก็กำลังจะลงมือทำอาหารเช่นกัน เขาเดินไปหยิบวัตถุดิบที่จำเป็นออกมาขณะที่ฉันยังคงยืนนิ่งแข็งเป็นรูปปั้น 

         จนกระทั่งเขาเริ่มลงมือทำอาหารของเขานั่นแหละ ฉันถึงได้เริ่มกลับมาโฟกัสที่แซนด์วิชของตัวเอง 

         การทำอาหารเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากคนที่อยู่ข้างๆ คือเชฟชื่อดังมือหนึ่งที่ไม่ว่าใครๆ ก็รู้จัก ข้อแรกคือฉันค่อนข้างกดดันและข้อสองคือฉันไม่มีสมาธิเลย คุณภักเก่งมากๆ ไม่ต้องถามถึงเรื่องความคล่องแคล่ว...เพียงแค่ท่าจับอุปกรณ์ก็บ่งบอกได้แล้วว่าเขาชำนาญแค่ไหน 

         ฉันเองก็ทำอาหารเป็นเช่นกันจึงรู้สึกสนใจในเรื่องนี้ 

         ที่ไม่มีสมาธิก็เป็นเพราะมัวแต่มองสกิลการทำอาหารของเขาอยู่ 

         มีหลายครั้งที่คุณภักต้องใช้เนื้อที่ในการวางข้าวของฉันจึงพยายามเขยิบให้เขา ฉันทำแซนด์วิชไปมองไปจนตอนนี้ใกล้จะเสร็จแล้ว หลังจากทำน้ำผลไม้ปั่นเรียบร้อยฉันก็จะไปจากที่นี่ได้ บางทีฉันควรกลับมารีบทำดีกว่า… 

         ทว่า “ปอกผลไม้...อันนี้” คุณภักก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน 

         ฉันชะงักหันไปมองเจ้าของร่างกำยำที่จัดการอาหารในหม้อตรงหน้าอยู่ ข้างๆ กันมีมีดเล่มหนึ่งวางไว้ซึ่งเดาได้ไม่ยากเลยว่าคงหมายถึงให้ฉันใช้มีดเล่มนี้ ความจริงแล้วฉันตั้งใจว่าจะไม่ปอกเปลือก (ฉันเลือกทำน้ำแอปเปิ้ลปั่น) แต่ในเมื่อคุณภักเกริ่นมาแบบนี้คงต้องตามน้ำไปอย่างเดียว 

         “ขะ...ขอบคุณค่ะ” เอื้อมไปคว้ามา 

         บรรยากาศระหว่างเรากลายเป็นเงียบไม่มีการคุยใดๆ อีกเลย ฉันเร่งมือทำน้ำผลไม้ตรงหน้าให้สำเร็จ การปอกเปลือกไม่ได้ลำบากอะไรสำหรับฉันมากนักจึงสามารถทำออกมาได้อย่างรวดเร็ว ฉันเก็บและล้างอุปกรณ์ที่ใช้ทั้งหมดก่อนจะปลีกตัวออกมาจากห้องครัวอย่างเงียบที่สุด คุณภักกำลังใช้สมาธิในการทำอาหารฉันจึงไม่ควรไปรบกวนเขาสักเท่าไหร่ 

         แต่ทว่าเมื่อเดินมาถึงบริเวณห้องโถงที่ติดกับห้องทานข้าว 

         “...” 

         ฉันก็เจอกับใครบางคนที่กำลังเดินมาทางนี้พอดี 

         “คุณฮาย...” 

         ไม่คิดว่าจะเจอเขาอีกครั้งเลย 

          

         Rome talks— 

         ย้อนกลับไปเมื่อ 20 นาทีก่อน 

         “เชี่ยเอ๊ย ไอ้ร้อยสี่ห้า มึงบอกมาเลยนะทำไมแม่นางมาอยู่ที่นี่” 

         ไอ้ไทที่เดินตามไอ้ควันกับไอ้ภักไปในครัวก่อนหน้านี้เดินหน้าตั้งกลับมาที่โต๊ะอาหาร คำว่า ‘แม่นาง’ ส่งผลให้ผมขมวดคิ้วนิดหน่อย คิดฝันอยู่ในครัว? ...แสดงว่าเธอคงเดินเลี่ยงไปอีกทางเพราะผมไม่เห็นเธอเดินผ่านโต๊ะทานข้าวก่อนหน้านี้เลย 

         หากอยู่ในครัวแสดงว่าทำอาหาร...จะว่าไปเรื่องนี้เองก็น่าสงสัยเช่นกัน ผมไม่คิดว่าคิดฝันจะทำอาหารเป็นมาก่อน 

         แต่บางทีผมอาจจะสงสัยมากไปเอง 

         “ซับซ้อน” ผมตอบ 

         “เล่าสิวะครับ ซับซ้อนก็เล่า มึงรู้มั้ยว่าพวกกูช็อกแค่ไหนที่เห็นแม่นางที่นี่อะ แถมยังทำอาหารอยู่อีก” 

         “เออ กูนี่อึ้งเลย แม่นางเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่กูคิดว่าจะเจอที่นี่เลยนะ” ไอ้ควันก็เดินมาสมทบไอ้ไทเช่นกัน มันสองคนนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับผม ขณะที่ชายตามองไอ้ฮายที่อยู่เยื้องๆ ไปพลาง 

         “รายนั้นก็เงียบจัด” 

         “มึงอย่าขัดดิ้ไอ้ไท ให้ไอ้ร้อยสี่ห้ามันเล่าก่อน” 

         “...” ดูเหมือนผมคงต้องเล่าจริงๆ พูดกันตามตรงในทีแรกผมตั้งใจจะไม่บอกอะไรพวกมันหรอกเนื่องจากไม่ใช่เรื่องต้องใส่ใจสักเท่าไหร่ หากแต่ในเมื่อพวกมันรู้แล้วก็คงต้องเล่า 

         เพราะ ไอ้ไท + ไอ้ควัน ตามตื๊อ = ปวดหัว 

         ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมด ไอ้ฮายที่มีส่วนร่วมในเรื่องนี้เช่นกันก็ยังคงนั่งนิ่งไม่เอ่ยอะไรตามที่ผมคาดไว้ หากแต่ผมรู้ดีว่ามันคงฟังอยู่เพราะมันไม่รู้เรื่องที่คิดฝันถูกส่งมาอยู่ในการดูแลของผม ผมใช้เวลาเพียงสั้นๆ สำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นและเมื่อเล่าจบปฏิกิริยาของพวกมันก็เป็นดังคาด 

         Over react ใช้คำนี้คงได้ 

         “นั่นไง! ตบเข่าฉาด กูว่าแล้วต้องมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น” ไท 

         “โธ่เอ๊ย สงสารว่ะ” ควัน 

         “สงสารแม่นางเหรอวะ?” 

         “เปล่า สงสารไอ้โรม” 

         “แรงงง” 

         “แต่เอาจริงก็เห็นใจอยู่แหละ ยังไงแม่นางก็เป็นผู้หญิง เกิดเรื่องลักพาตัวขึ้นมันก็เกินไปหน่อย” ไอ้ควันว่าพลางเอาหน้ารองกับหลังมือ มันกำลังท้าวแขนบนโต๊ะเบนสายตาไปทางคนอีกคนที่ยังคงความเงียบนับตั้งแต่มาถึงที่บ้านหลังนี้ “มึงก็ทำกูแปลกใจฉิบหายไอ้ฮาย นึกภาพมึงช่วยแม่นางไม่ออกเลย” 

         “...” 

         “เออ กูก็ไม่คาดหวังคำตอบจากมึงหรอก งั้นสรุปตอนนี้มึงก็ต้องดูแลแม่นางใช่ปะไอ้โรม” กลายเป็นว่ามันกลับมาคุยกับผมอีกครั้ง ผมเพียงพยักหน้าเป็นการตอบรับ 

         “แม่นางทำมึงปวดหัวแน่นอนอะร้อยสี่ห้า อยากได้ยาแก้ปวดหัวบอกกูแล้วกันนะ” 

         “...” แม้ไอ้ไทจะว่าแบบนั้นแต่ผมกลับไม่รู้สึกอะไรแบบนั้นสักเท่าไหร่ ทีแรกผมก็คิดว่าคงต้องวุ่นวายมากขึ้นหากแต่หลังจากที่คิดฝันมาอยู่ (แม้จะแค่สองวัน) แต่ก็ไม่ได้มีเรื่องน่าปวดหัวอะไร ถ้าจะมีก็คงเป็นผมที่เริ่มสงสัยในการกระทำของเธอมากกว่า 

         ผมนิ่งเงียบไม่ตอบอะไรประโยคนั้น 

         ไอ้ฮายลุกเดินออกไปจากห้องทานอาหาร 

         “ไปไหนของมันวะ” 

         “ช่างมันเถอะ มันเคยบอกอะไรที่ไหนล่ะ” ควันเลิกคิ้ว เจ้าตัวเลิกท้าวคางและเปลี่ยนเป็นเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แทนเช่นเดียวกันกับท่าทางของผมตอนนี้ “มาที่อีกเรื่องก่อนดีกว่า จะว่าไปวันนี้แม่นางดูแปลกๆ ปะ มึงคิดเหมือนกันมั้ยไอ้หมอ” 

         “เออ แปลกจริง มึงจำได้ปะ เมื่อกี้แม่นางพูดคำว่า ‘ค่ะ’ ลงท้ายประโยคด้วย กูโคตรอึ้งอะ” 

         ค่ะ? 

         “คิดฝันคุยกับพวกมึง?” 

         “ใช่ ร้อยวันพันปีไม่เคยทัก มาวันนี้พูดด้วยแถมยังพูดเพราะ งงสุด” 

         “...” 

         “เฮ้ย ร้อยสี่ห้าไปไหนวะ” 

         ผมลุกขึ้นเดินออกจากโต๊ะไม่ได้สนใจเสียงเรียกของไอ้ควันกับไอ้ไท สมองผมกำลังวิเคราะห์สิ่งที่ได้มาและผมรู้สึกว่าผมต้องการสังเกตอะไรบางอย่างเสียหน่อย ผมมุ่งหน้าตรงไปยังครัวที่ไอ้ภักทำอาหารอยู่ทว่ากลับไม่เจอใครนอกจากมัน 

         แสดงเธอออกไปแล้ว ไม่ได้ผ่านโต๊ะทานอาหารก็แสดงว่าไปอีกทางหนึ่ง ผมเดินตรงไปตามทางนั้นและก็ได้ยินบทสนทนาบางอย่างเข้าพอดี คล้ายว่าคิดฝันจะกำลังคุยกับไอ้ฮายอยู่ 

         ผมเลือกยืนอยู่ตรงมุมไม่ได้แสดงตัวออกไป 

         “บะ...บังเอิญจังเลยนะคะ คุณคงมาหาพี่โรม” 

         “...” พยักหน้า 

         คุณ? 

         “งั้นขอให้สนุก-” 

         “เรื่องเพลง...” ไอ้ฮายว่าขัด คนที่ต้องง้างปากให้พูดอย่างมันกำลังตอบด้วยตัวเอง นั่นทำให้ผมแปลกใจไม่น้อย “อีกไม่นาน” 

         “คะ?” 

         คิดฝันเงียบไป แม้ว่าผมจะยืนอยู่ตรงมุมแต่ก็สามารถมองเห็นทุกการกระทำได้ ในสมองกำลังบอกว่าคนตรงหน้านี้แค่ทำตามแผนการของเธอแต่อีกส่วนหนึ่งก็ยังคงแย้งเหมือนตอนในห้องสมุดว่ามันแปลกเกินไป นอกจากจะพูดเพราะแล้วยังเรียกเพื่อนผมว่า ‘คุณ’ อีก 

         แปลกมาก 

         เพื่อนผมก็เช่นกัน ทุกทีแทบไม่เคยพูดกับใคร 

         “อ้อ วันที่ถ่ายรายการ...” เหมือนคิดฝันจะนึกออกถึงเรื่องบางอย่างพอดี “ที่คุณพูดนั่น-” 

         “อ้าว พี่ฮาย พี่มาทำอะไรที่นี่เหรอคะ” 

         เสียงใครบางคนแทรกขึ้นมาในทันที คงไม่แปลกหากเธอจะถามไอ้ฮายแบบนั้นเพราะเธอเองก็คงไม่ทราบว่าเพื่อนผมจะมาที่บ้านในคืนนี้ด้วย เจ้าตัวเดินมาหยุดอยู่ตรงกลางระหว่างไอ้ฮายกับคิดฝัน 

         นุ่มนิ่มขยับยิ้มเล็กน้อย 

         “คุยอะไรกันเหรอ นุ่มนิ่มคุยด้วยได้มั้ย” 

         “...” 

         “...” 

         ไม่มีเสียงตอบรับจากทั้งคิดฝันและเพื่อนของผม คล้ายกับว่าทั้งสองคนไม่คาดคิดว่านุ่มนิ่มจะปรากฏตัวขึ้นจึงไม่ได้ตอบกลับอะไรไป ผมยังคงอยู่ที่เดิมเนื่องจากต้องการสังเกตท่าทีของคิดฝันต่อ นี่จะเป็นอีกครั้งที่เธอเผชิญหน้ากับนุ่มนิ่มซึ่งปฏิกิริยาของเธอนั้นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากทีเดียว 

         ผ่านไปประมาณหนึ่งนาที นุ่มนิ่มก็เอ่ยขึ้นมาอีกครา 

         “ทำไมเงียบกันล่ะคะ ไม่อยากให้นุ่มคุยด้วยเหรอ” 

         “...” 

         “คุณคิดฝันไม่พอใจหรือเปล่าคะ อย่าว่านุ่มเลยนะ” เธอถดถอยตัวไปทางด้านหลังอย่างที่มักจะทำเป็นประจำพร้อมด้วยสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไรนัก จุดที่ผมอยู่นั้นอยู่ทางด้านหลังของคิดฝัน ผมจึงไม่เห็นใบหน้าของเธอและไม่รู้ว่าเธอทำสีหน้าเช่นไรนุ่มนิ่มถึงได้พูดเช่นนั้น 

         หากแต่... “ไม่ว่าหรอก” คิดฝันกล่าวตอบ เธอโค้งตัวเล็กน้อยให้เพื่อนผมราวกับเป็นการบอกลา “แต่ว่าฝันคงต้องขอตัวก่อนค่ะ” และประโยคหลังเธอคุยกับเพื่อนผม 

         คิดฝันเดินเลี่ยงไปตรงทางเดินที่ยังว่างอยู่โดยไม่ได้ต่อบทสนทนาอะไรอีก ในทีแรกผมคิดว่าคงจบแค่นั้นหากแต่เพื่อนผมกลับเอ่ยขึ้นมา นั่นส่งผลให้เธอหยุดเท้าที่กำลังจะเดินไป 

         “อย่าลืม...” 

         “คะ?” 

         “เรื่องนั้น” 

         “อ้อ...เมื่อสักครู่” เธอพยักหน้าเล็กน้อยจนปอยผมที่เกล้าไปไม่ถึงด้านหลังร่วงหล่นมาด้านหน้า ผมได้ยินเธอพูดก่อนหน้านี้ว่าวันที่ถ่ายรายการแสดงว่าคงเป็นวันเดียวกับที่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น เธอกับไอ้ฮายคงคุยกันวันนั้น “เข้าใจแล้-” 

         “พี่ฮาย ไม่ค่อยคุยกับนุ่มเลยนะคะ แต่คุยกับคุณคิดฝันด้วย แปลกใจจัง” 

         “...” 

         “พี่ฮาย-” 

         “ฝันขอตัวก่อนนะคะ” ในคราแรกที่นุ่มนิ่มพูดขัดขึ้นมาผมก็ค่อนข้างแปลกใจเล็กน้อยเนื่องจากเธอไม่เคยทำ และเวลานี้เองคิดฝันก็ทำเช่นกัน หากแต่น้ำเสียงของเธอนั้นไม่ได้กระแทกกระทั้นหรืออะไร เพียงแค่อยากขอตัวไปจากตรงนี้ 

         เหลือแค่นุ่มนิ่มกับเพื่อนผม 

         “พี่ฮายโกรธนุ่มหรือเปล่าคะ” 

         “...” 

         “อาจเป็นเพราะนุ่มที่ทำให้คุณคิดฝันขอตัวไป...” 

         “...” 

         “นุ่มขอโทษนะคะ” 

         “...” 

         ต่างจากกับคิดฝัน ผมเพียงมองก็สังเกตได้ว่าไอ้ฮายกำลังแสดงออกเหมือนตอนที่อยู่กับพวกผมไม่มีผิดเพี้ยน นิ่งและเงียบ ยากเกินกว่าจะง้างปากให้พูดได้อะไรทำนองนั้น มันเพียงหมุนตัวเดินไปอีกทางโดยที่ไม่ได้ตอบกลับอะไรนุ่มนิ่มเลย ทั้งๆ ที่สีหน้าของเธอเริ่มเสียไปแล้ว 

         จุดนี้น่าแปลกพอๆ กับการกระทำของคิดฝัน เพราะอะไรไอ้ฮายถึงได้ปฏิบัติกับเธอแตกต่างจากที่เป็นอยู่ก่อนหน้านี้ 

         เพราะอะไรถึงได้ปฏิบัติแปลกไป 

         ดูท่าทางสิ่งที่ผมคิดคงจะเป็นจริง เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำอะไรมากกว่าที่ผมคิดอย่างแน่นอน 

          

         Kidteung talks— 

         01.35 น. 

         ฉันมองสำรวจสภาพของตัวเองในชุดนอนสองสามครั้งเพื่อความแน่ใจก่อนออกจากห้อง ความจริงแล้วในเวลานี้ฉันควรจะหลับหากแต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไรที่ทำให้ฉันข่มตาหลับไม่ได้เลย และด้วยเหตุนั้นเอง ฉันจึงตั้งใจว่าจะนำจานที่ใส่แซนวิชด์ขึ้นมาทานลงไปเก็บที่ห้องครัวตามเดิม 

         ในเวลาตีหนึ่งกว่าๆ นั้นมีเพียงความมืด พูดได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่แต่ฉันคิดว่าเพื่อนๆ ของคุณโรมคงจะกลับกันไปแล้ว 

         ฉันไม่อยากเปิดไฟตามทางเดินเล็ก (ไฟหลักดวงใหญ่เปิดอยู่ตลอด) ฉันจึงใช้โทรศัพท์มือถือเปิดแสงไฟฉายนำทางแทน บรรยากาศด้านนอกนั้นมีฝนตกลงมาไม่หนักมากนักแต่ก็ยังพอได้ยินเสียงอยู่บ้าง ซึ่งยิ่งเพิ่มความรู้สึกวังเวงได้เป็นอย่างดีทีเดียว 

         ฉันใช้เวลาเพียงไม่นานนักก็สามารถมาถึงห้องครัวจนได้ 

         และนาทีที่เอื้อมไปเปิดไฟห้องครัวนั้น... 

         พรึ่บ 

         “ว้าย” 

         ฉันสะดุ้งด้วยความตกใจปล่อยจานในมือโดยอัตโนมัติ ดวงตาทั้งสองข้างหลับลงเนื่องจากความกลัวในสิ่งที่เห็นเมื่อครู่ เป็นความโชคดีที่จานนั้นเป็นจานพลาสติกจึงไม่ตกแตกแต่อย่างใด และก็เป็นความโชคดีอีกเช่นกันที่ฉันยังคงกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่น 

         เมื่อกี้นี้คืออะไรกัน... 

         ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้น 

         เวลานี้ในห้องครัวไม่มีใครอยู่แล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตอนเปิดไฟฉันเห็นเงาคนกำลังวิ่งออกจากห้องครัวไปกับตา แม้จะเห็นเพียงแวบๆ แต่ฉันก็ค่อนข้างมั่นใจว่านั่นเป็นเงาคนอย่างแน่นอน 

         เงาของใครกัน ฉันไม่คุ้นเลย 

         ตึก 

         “คะ...คุณภัก” 

         อยู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าเดินมาหยุดที่ด้านหลังฉันจึงหันไปมองโดยอัตโนมัติ จากที่ยังคงตกใจเงานั้น ส่งผลให้ฉันแอบตกใจเขาไปด้วย คุณภักเข้ามาในห้องครัวทางเดียวกันกับฉัน เขาไม่ได้ใช้ทางหลักที่ต้องผ่านห้องทานอาหาร 

         สายตาคมจ้องหน้ากันเพียงนิ่งๆ 

         และไม่กี่นาทีคุณภักก็เดินไปวางจานหลายใบที่อยู่ในมือลงในซิงก์ 

         ฉันโน้มตัวลงเก็บจานใบแรกที่ทำหล่นขึ้นมา ตัวเองเดินเข้าไปตรงบริเวณซิงก์โดยอัตโนมัติ ในใจตั้งใจแต่แรกว่าจะล้างทำความสะอาดด้วยหากแต่เจอคุณภักเสียก่อน แบบนี้การอยู่เฉยๆ คงจะดีกว่า ขนาดคุณพ่อของคุณโรมยังเอะใจที่ฉันอยากช่วยล้างจานเลยนี่นา คุณภักเองก็ย่อมต้องสงสัยแน่นอน 

         ทว่า... ซ่า 

         คุณภักพับแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอก 

         เขาเปิดน้ำคล้ายว่าจะล้างจานด้วยตัวเองส่งผลให้ฉันประหลาดใจไปนิดหนึ่ง ร่างกำยำหันมามองทางฉันพลางยื่นมือมาคล้ายจะรับจานไป นาทีนั้นฉันจึงรีบส่ายหน้าไปมาทันที 

         ไม่ได้หรอก จะให้เขาล้างให้ได้ยังไงกัน 

         ฉันก้าวถอยหลังเล็กน้อยพลางหลุบลงมองต่ำ ขนาดคุณชายอย่างเขายังล้างเอง...การที่ฉันล้างเองเขาก็คงไม่รู้สึกแปลกอะไรหรอกจริงมั้ย 

         ฉะนั้นฉันจึงเอ่ยออกไป “ฝันล้างเองได้ค่ะ” 

         “...” ฝั่งนั้นเงียบ 

         “...” ฝั่งนี้ก็ด้วย 

         “เอ่อ...ให้ฝันล้างให้มั้ยคะ” 

         เมื่อเห็นทีท่าว่าบรรยากาศไม่ดีฉันจึงเอ่ยขึ้นมา แต่แล้วฉันก็ตระหนักได้ว่านั่นไม่ใช่คำพูดที่สมควรเลย พี่ฝันคงไม่มีทางอาสาล้างจานอะไรแบบนี้ให้ใครแน่ๆ แต่ว่าฉันยั้งปากไม่ทันเสียแล้ว คุณภักไม่ได้เอ่ยอะไรหากแต่ยื่นมือมาใกล้มากกว่าเดิม 

         เขาหยิบจานในมือฉันไป... 

         “ขอบคุณเธอสำหรับน้ำใจครับ” 

         “...” 

         “แต่ผมคงให้เธอทำไม่ได้” 

         และคุณภักก็ลงมือล้างจานด้วยตัวเขาเอง ฉันยังคงยืนนิ่งประมวลผลกับคำพูดของเขาอยู่ตรงนั้น ตามประวัติที่พี่ฝันเคยให้มาแล้ว...คุณภักเป็นผู้ชายที่ถูกเรียกว่า ‘คุณชายภัก’ หรือเรียกแบบเต็มๆ ก็คือ ‘สุภาพบุรุษ คุณชายภัก’ ณ เวลานี้ฉันเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น 

         ทั้งสรรพนาม รวมไปถึงกิริยาท่าทางของเขา ทุกอย่างล้วนดูสุภาพอย่างไม่ต้องสงสัยเลย 

         “...” 

         เวลานี้ฉันไม่รู้เลยว่าควรทำตัวอย่างไร ครั้นจะไปจากห้องครัวก็รู้สึกแปลกๆ เนื่องจากเขาเพิ่งจะล้างจานไป หากฉันเดินออกไปเลยก็จะดูเหมือนทิ้งความรับผิดชอบให้แก่คุณภักคนเดียว 

         แต่ถ้าอยู่ก็... 

         “ภัก” 

         เสียงเรียกจากใครบางคนที่ดังขึ้นมาส่งผลให้ฉันรู้สึกอยากเปลี่ยนความคิดเมื่อสักครู่ไปในทันที แม้จะไม่ได้หันไปมองแต่ฉันก็ทราบดีว่าเขาคือใคร คุณโรมอยู่ที่นี่ การที่มีเขาอยู่หมายความว่าถ้าฉันทำตัวแปลกไปเขาต้องสังเกตได้เป็นแน่ 

         “อือ” คุณภักครางรับในลำคอ 

         ฉันค่อยๆ แอบเหลือบมองคุณโรมจากทางหางตา เขาไม่ได้พูดกับคุณภักต่อเหตุผลก็คงเดาได้ไม่ยากเลย คุณโรมคงแปลกใจที่เห็นฉันอยู่ที่นี่ ร่างกายกำยำเปลี่ยนจากล้วงกระเป๋ากางเกงเป็นเอนตัวพิงกรอบทางเข้าห้องครัวแทน 

         และความเงียบก็เข้ามาไซโครอบตัวพวกเรา... 

         จนกระทั่งคุณภักล้างจานทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว “...” เขามองหน้าคุณโรมโดยไม่พูดอะไร 

         คุณโรมเองก็ไม่พูดอะไรเช่นกัน คล้ายกับว่าพวกเขาเข้าใจกันได้โดยอัตโนมัติ คุณภักปลีกตัวออกไปจากห้องครัวอย่างง่ายดาย ทิ้งไว้เพียงแค่ฉันกับคุณโรมเพียงสองคนเท่านั้น 

         ฉันไม่ทราบว่าคุณโรมมีธุระอะไรกับคุณภักจึงมาที่นี่...แต่พวกเขาไม่คุยกันเลย 

         แปลกมากๆ 

         ผ่านไปเกือบนาทีได้ ในที่สุดแล้วคุณโรมก็เดินไปยังตู้เย็นหลังใหญ่ ราวกับภาพเมื่อวานย้อนกลับมาอีกคราที่เขาเดินไปหยิบน้ำมาดื่ม นาทีนั้นฉันก็ตระหนักได้ว่าไม่มีธุระอะไรให้อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว ฉะนั้นฉันจึงหมุนตัวกำลังจะเดินออกจากห้องครัว 

         หากทว่า... 

         “ว้าย” เป็นครั้งที่สามของวันที่ฉันร้องออกมา เนื่องจากจังหวะที่หมุนตัวจะเดินกลับทางเดิมฉันก็ดันเกิดลื่นขึ้นมาเสียก่อน รองเท้านี้เป็นรองเท้าที่ใช้ใส่ในบ้าน จึงไม่แปลกเลยหากจะลื่นง่ายกว่ารองเท้าที่ใส่ด้านนอกทั่วไป 

         ฉันหลับตา กำลังจะล้มหงายหลังแล้ว... 

         ฟุ่บ 

         ...แต่แขนแกร่งของใครบางคนรองรับที่ช่วงเอวไว้ได้ทันพอดิบพอดี 

         ตัวเองกลั้นหายใจเมื่อตระหนักได้ว่าตอนนี้ทั้งฉันและคุณโรมอยู่ใกล้กันมากเพียงไหน กลิ่นน้ำหอมจางๆ จากเสื้อของคุณโรมผสมปนเปกับกลิ่นแชมพูสระผมของฉันจนสามารถได้กลิ่นได้เลย ฉันเชื่อว่าเขาเองก็คงได้กลิ่นเช่นเดียวกันเพราะตอนนี้ใบหน้าของเขานั้นอยู่แนบสนิทกับข้างๆ ใบหูของฉัน... 

         ทุกครั้งที่คุณโรมหายใจ ฉันก็รู้สึกประหลาดวูบวาบอย่างบอกไม่ถูก 

         “ขอโทษ...ค่ะ” ฉันเอ่ย

         “...”

         คุณโรมเพียงถอยตัวออกไปห่างหลังจากที่ฉันตั้งหลักเองได้แล้ว เหตุการณ์นี้ไม่ต่างจากเมื่อตอนกลางวันในห้องสมุดใหญ่เลย จะมีต่างกันเล็กน้อยก็ตรงที่คราก่อนนั้นเขารับฉันไว้จากทางด้านหน้าแต่คราวนี้คุณโรมรับฉันไว้จากทางด้านหลัง

         กลิ่นน้ำหอมยังคงติดที่ปลายจมูก...

         ฉันเร่งรีบจัดทรงผมตัวเองให้เข้าที่ด้วยความรวดเร็ว แม้คุณโรมจะยังคงจ้องอยู่แต่พลันวินาทีที่จับเส้นผมไปทัดหูนั้นคุณโรมก็หมุนตัวกลับไปที่ตู้เย็นตามเดิม ในมือเขาถือแก้วน้ำเอาไว้...โชคดีที่ตอนเข้ามาช่วยฉันแก้วน้ำไม่ได้หล่นแตก ไม่เช่นนั้นคงได้มีเรื่องวุ่นวายไปมากกว่านี้แน่นอน

         อยากกล่าวขอบคุณก่อนจะไป หากแต่อีกใจก็บอกว่าไม่ต้องดีกว่า

         ยืนลังเล

         “...” คุณโรมหันกลับมา

         “คือว่า...” เพียงเสี้ยววินาทีที่สบสายตาคมนั้น ก็ราวกับริมฝีปากตัวเองขยับเขยื้อนออกไปโดยอัตโนมัติ การกล่าวขอบคุณเป็นเพียงมารยาทพื้นฐาน ฉันไม่ควรลังเลอะไรเลย “ขอบคุณค่ะพี่โรม”

         “...”

         ฉันหมุนตัวเดินกลับมาเมื่อได้กล่าวสมใจอยากแล้ว หากแต่...

         “พรุ่งนี้เตรียมตัว”

         คุณโรมก็เอ่ยเสียก่อน

         “...?”

         “ไปข้างนอก”

         นั่นคือประโยคสุดท้ายจากร่างกำยำ น้ำเสียงนิ่งสนิทกับแววตาปนสงสัยของเขายังคงไม่จางไปแต่ถึงกระนั้นฉันก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับ คุณโรมเพียงวางแก้วลงกับเคาน์เตอร์ครัวและเดินออกจากห้องครัวไปในทิศทางที่เขาเข้ามา เหลือไว้เพียงแค่ฉันที่ยังคงยืนอยู่ตรงนี้

         พรุ่งนี้ต้องไปข้างนอก...ไปที่ไหนกันนะ

         และแล้วฉันก็ได้ทราบคำตอบในวันต่อมา เมื่อคุณโรมคุยโทรศัพท์กับทางกองปราบปราม ฉันกำลังนั่งอยู่บนรถที่เบาะหลังในขณะที่เขาใช้ Air Pod คุยกับทางปลายสาย เรื่องคดีและความคืบหน้าต่างๆ นั้นเรียกได้ว่าซีเรียสมากเลยทีเดียว มาถึงตอนนี้ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงได้ฉายาในวงการว่า ‘เชอร์ล็อกโรม’ เพราะเพียงแค่คำพูดและการอธิบายทุกอย่างนั้นก็รับรู้ได้แล้วว่าผู้ชายคนนี้ฉลาดคิดวิเคราะห์มากเพียงใด

         “คณะตลก?” น้ำเสียงคุณโรมดูแปลกใจขึ้นมา ฉันไม่ได้ยินทางปลายสายได้ยินเพียงเสียงของเขาเท่านั้น “รับทราบครับ”

         ...และร่างกำยำก็ต่อสายหาใครบางคนใหม่

         “เหนือ รู้เรื่องแล้ว?”

         “...”

         “อืม”

         คุณโรมกำลังเปลี่ยนเส้นทางรถจากที่ไปที่เดิมเป็นที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ฉันทราบได้เนื่องจากเมื่อสังเกตตามป้ายบอกทางแล้วเขาไม่ได้ไปตามทางที่ควรจะไปเลย คุณโรมยังคงคุยกับคนที่ชื่อเหนืออีกสักพักหนึ่งแล้วเขาก็วางสาย สายตาคมมีเหลือบมามองผ่านกระจกมองหลังบ้างเป็นบางครั้งซึ่งก็ฉันดันบังเอิญไปสบตากับเขาเข้าพอดี

         ฉันจึงเลือกเบี่ยงไปมองวิวข้างทางแทน...

         ใช้เวลาเพียงไม่นานในที่สุดรถก็มาถึงยังสถานที่แห่งหนึ่ง

         ที่นี่คล้ายกับโรงละครที่เคยเห็นผ่านตาในโทรทัศน์บ่อยครั้งเลย เพียงแค่จากบริเวณทางเข้าก็สามารถมองเห็นรถตำรวจที่จอดกันอยู่เนืองแน่นแล้ว ไม่แน่บางทีที่นี่อาจจะเกิดอะไรบางอย่างขึ้นก็เป็นได้ คุณโรมลงจากรถหลังจากหาที่จอดได้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าฉันเองก็ลงไปด้วยเช่นกัน

         ปล. ฉันสวมแว่นกับหมวกด้วยเนื่องจากไม่อยากเปิดเผยตัวตน เพราะเหตุนั้นจึงไม่น่าจะมีใครสงสัยอะไรแน่นอน

         ผู้ชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหาคุณโรม เขาเป็นผู้ชายตัวสูงพอๆ กันหากแต่น้อยกว่าคุณโรมนิดหน่อย สภาพเขาแลดูหอบจากการวิ่งมานานและซึ่งก็ถูกต้องเมื่อได้ยินประโยคต่อมาของเขา

         “มาแล้วเหรอครับคุณโรม ผมนี่วิ่งวุ่นไปทั่วเลย เฮ้อ” สองมือนั้นท้าวกับเข่า เขาผ่อนลมหายใจออกมาเสียงดังไม่เกรงใจใคร สายตาดำขลับเหลือบมามองทางฉันที่เดินตามหลังคุณโรมมาพลางเอ่ย “แล้วนี่...”

         “คนรู้จัก ไม่มีอะไร”

         คุณโรมว่า

         “อ้อ...ครับ งั้นผมว่าคุณโรมเข้าไปเลยดีกว่า ตอนนี้กำลังวุ่นวายเลย หมวดดาวก็อยู่ข้างในด้วยจะได้ไปคุยกันทีเดียว ส่วนคุณ...” เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เขามองมาทางฉัน ในคราแรกฉันกำลังจะเสนอว่ารออยู่ข้างนอกก็ได้หากแต่คุณโรมก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน

         “ไม่เป็นไร ให้เข้าไป”

         ความจริงฉันไม่ควรไปก้าวก่ายเรื่องภายในหรือเปล่านะ ฉันพอจะเดาได้แล้วน่ะว่าเกิดอะไรขึ้น

         คงมีคดีที่นี่...

         “อ่า...ถ้าคุณโรมว่างั้นก็ได้ครับ”

         แต่เขาคงสะดวกใจมากกว่าหากว่าฉันเข้าไปด้วย

         เนื่องจากเขารับหน้าที่ดูแลฉันก็คงไม่แปลกเท่าไหร่หากว่าฉันจะอยู่ใกล้ๆ เขามากกว่าอยู่ไกล ผู้ชายคนนี้ผายมือให้ฉันเดินนำไปก่อนส่วนตัวเขานั้นเดินรั้งท้าย ฉันแอบคิดในใจนิดหนึ่งว่าผู้ชายคนนี้หรือเปล่าที่ชื่อเหนือและก็ดูเหมือนว่าฉันจะเดาถูก

         เพราะ... “เหนือ กันอย่าให้เห็นสภาพที่เกิดเหตุ” คุณโรมเรียกชื่อเขานั่นเอง

         “ครับ”

         พวกเราเดินเข้ามาถึงด้านในผ่านคุณตำรวจมากมายที่ยืนล้อมข้างนอกบ้างอะไรบ้าง ในคราแรกนั้นพวกเขามองฉันแบบประหลาดใจแต่พอเห็นคุณโรมกับคุณเหนืออยู่ด้วยพวกเขาก็ไม่ว่าอะไร คุณเหนือพาเดินมาจนถึงห้องๆ หนึ่งซึ่งในตอนนั้นเองคุณโรมก็มองสบตากับเขาคล้ายจะส่งสัญญาณบางอย่าง และเมื่อคุณโรมเดินแยกตัวไปก็เหลือเพียงแค่ฉันกับเขาสองคน

         คุณเหนือครางอือในคอ ยกมือขึ้นจับคางแผ่วเบา

         “อืม...ถึงจะบอกว่าคนรู้จักไม่อะไรแต่คุณดูคุ้นๆ มากเลยนะครับ ไม่ทราบว่าผมรู้จักคุณหรือเปล่า”

         “เอ่อคือ...”

         “คุณโรมบอกให้กันคุณอย่าให้เห็นสภาพที่เกิดเหตุผมเลยพามาที่ห้องรับรองนี้ แต่ว่าผมยังติดใจอยู่ดี คุณชื่ออะไรเหรอครับ”

         ฟังจากคำพูดและท่าทางแล้ว ผู้ชายคนนี้ก็ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย เขาค่อนข้างคล้ายคุณโรมในลักษณะของการวิเคราะห์และภาษากายด้วย หากแต่จะต่างกันนิดหน่อยก็ตรงที่เขานั้นค่อนข้างพูดเยอะส่วนคุณโรมพูดน้อยกว่า

         เขาคงเป็นผู้ช่วยคุณโรมแน่ๆ ดูจากท่าทางของเขาที่อ่อนน้อมเวลาอยู่กับคุณโรมแล้วนั่น

         “ชื่อเอ่อ...”

         “...?”

         “เรียกว่าคิดถึงก็ได้ค่ะ”

         “คิดถึง?” คุณเหนือเบิกตาโต เขาเดินวนรอบตัวฉันไปมาประมาณสองสามรอบได้ก่อนจะดีดนิ้วคล้ายนึกบางอย่างออก “คิดถึงที่เป็นนักร้องใช่มั้ยครับ ว่าแล้วทำไมคุ้นๆ”

         “...” จริงสินะ ชื่อในวงการของพี่ฝันคือชื่อฉันนี่นา ฉันเองก็ลืมนึกไปเสียสนิท

         ฉันนิ่งจนเขาเอ่ยขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

         “ผมพอเข้าใจได้นะว่าคุณกับคุณโรมรู้จักกัน คุณโรมเองก็มีชื่อเสียงมาก คุณเองก็มีชื่อเสียงมากด้วย ครอบครัวตระกูลดังหากจะรู้จักกันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่คุณปกปิดตัวตนคงไม่อยากให้เป็นข่าวล่ะสินะครับ”

         คุณเหนือค่อนข้างวิเคราะห์เก่งเอาเรื่องเลย

         “ค่ะ รบกวนอย่าบอกคนอื่นนะคะว่าเป็นคิดถึง”

         “แน่นอนครับ ผมเข้าใจดี หากเป็นข่าวขึ้นมาคงกระทบกับงานของคุณแน่ๆ อีกอย่างคุณโรมก็มีคู่หมายอยู่แล้วด้วยคือคุณนุ่มนิ่ม หากมีข่าวกับคุณก็คงไม่ใช่ข่าวที่ดีเท่าไรนัก”

         เรื่องของคุณโรมกับนุ่มนิ่มคนทั่วไปเองก็ทราบดีเช่นกันสินะ แต่ก็คงไม่แปลกอะไรเพราะเรื่องนี้ตระกูลดังๆ ทั้งหลายเองก็ทราบเช่นเดียวกัน คงไม่มีทางที่ข่าวดังกล่าวจะไปไม่ถึงบรรดาสื่อมวลชนหรอก

         แต่ที่ฉันเพิ่งทราบเรื่องนี้ก็เนื่องจากปกติแล้วฉันไม่ค่อยได้ตามข่าวคนดังมากเท่าไรนัก ยกเว้นเพียงพี่ฝันคนเดียว

         “ถ้าอย่างนั้นคุณคิดถึงเข้าไปรอด้านในห้องได้เลยนะครับ ไม่มีใครอยู่หรอกสบายใจได้ คุณโรมคงไม่อยากให้คุณเห็นภาพที่ไม่ดีน่ะ แล้วผมจะแวะมาดูคุณบ่อยๆ”

         “ขอบคุณค่ะ” ฉันส่งยิ้มให้เขา

         ภาพที่ไม่ดีที่ว่าคงหมายถึงภาพผู้เสียชีวิตแน่ๆ ฉันเองก็ไม่ต้องการเห็นภาพแบบนั้นเช่นกัน คงจะดีกว่าหากอยู่ที่นี่ คุณเหนือเปิดประตูให้เป็นมารยาท ก่อนที่เขาจะไปเขาก็ไม่วายกระซิบบอกกับฉันด้วย

         “เดี๋ยวก่อนลากัน ผมขอถ่ายรูปกับคุณด้วยนะครับ เจอคนดังทั้งที”

         คุณเหนือก็มีมุมน่ารักเหมือนกันนี่นา ฉันเพียงพยักหน้ายิ้มๆ ให้เขาก่อนที่เจ้าตัวจะขอแยกไป

         ดูเหมือนว่าฉันคงต้องนั่งรออยู่ที่นี่สักพักเลย...

          

         Rome talks—

         “ผมก็บอกพวกคุณแล้วไงว่าผมไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำไมพวกคุณถึงได้เอาแต่ถามผมไม่หยุด ผมน่ะ...”

         เสียงโวยวายของผู้ชายคนหนึ่งเงียบไปเมื่อผมเปิดประตูห้องประชุมใหญ่เข้ามา เป็นภาพที่ชินตาไปแล้วสำหรับเหตุการณ์ทำนองนี้ หลายๆ คดีที่เกิดขึ้นมักจะมีผู้ต้องสงสัยที่ไม่ชอบใจจากการถูกสงสัยและคดีนี้ก็เป็นหนึ่งในคดีเหล่านั้นเช่นกัน

         ภายในห้องมีทั้งสารวัต ผู้ช่วย หมวดดาว ผู้ต้องสงสัย (คาดว่า) และนายตำรวจคนอื่นๆ

         ผมเพียงไล่สายตาสแกนมองเหล่าบุคคลที่ไม่คุ้นหน้า และในตอนนั้นเองสารวัตรก็เอ่ยขึ้น “มาถึงจนได้ ฝากด้วยล่ะ”

         “ครับ”

         หมวดลานดาวเดินเข้ามาหาผมพลางอธิบายเรื่องราวทุกอย่างให้ฟัง ความจริงก่อนหน้าที่จะเข้ามาที่นี่ผมได้ไปสำรวจสภาพศพมาแล้ว สวนเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยนั้นผมต้องรอฟังจากหมวดดาวอีกที

         “ผู้เสียชีวิตชื่อนางสาว จิดาภา อายุ 32 ปี อาชีพนักแสดงตลก เสียชีวิตจากการถูกของมีคมแทงเข้าที่ลำคออย่างรุนแรงจนเส้นเลือดใหญ่ขาด คาดว่าเสียชีวิตเมื่อเวลา 9 โมง 45 นาที และยังไม่พบอาวุธที่ใช้ก่อเหตุค่ะ”

         9 โมง 45 นาที... เวลาตอนนี้คือ 11 โมงตรง ก็เท่ากับว่าเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นานมากนัก ผมกวาดสายตามองบรรดาคนไม่คุ้นหน้าอีกครั้งเพื่อสังเกต

         “เรามีผู้ต้องสงสัยสามคนค่ะ อิงจากสถานที่เกิดเหตุซึ่งมีเพียงสามคนนี้เท่านั้นที่อยู่กับผู้เสียชีวิตในบริเวณใกล้ๆ ทั้งสามคนเป็นสมาชิกของคณะตลกนี้ เริ่มจากผู้ชายคนที่โวยวายเมื่อสักครู่ เขาชื่อนาย ณัทพล อายุ 34 ปี ส่วนผู้ชายอีกคนที่ยืนข้างกันชื่อนาย ชรินทร อายุ 27 ปี และคนสุดท้ายคือผู้หญิงชื่อนางสาว ณิชา อายุ 32 ปี ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นเพื่อนสนิทของผู้เสียชีวิตค่ะ”

         ผมสังเกตปฏิกิริยาของทั้งสามคนที่ยืนจ้องมาที่พวกเราอยู่ในเวลานี้ ขณะที่หมวดดาวอธิบายถึงแต่ละคนนั้นพวกเขาก็ดูไม่ได้มีทีท่าผิดแปลกแต่อย่างใด ผมกำลังโฟกัสที่ลักษณะนิสัยแต่ละคนซึ่งสามารถเดาได้จากการแสดงออกภายนอก ผู้ชายคนที่โวยวายคนแรกเป็นคนโผงผางอย่างเห็นได้ชัด ท่านั่งของเขานั้นคือการกางขาออกซึ่งบ่งบอกว่าเขาไม่ใช่คนชอบสำรวมสักเท่าไหร่ ผู้ชายอีกคนยืนกุมมือไว้ข้างหน้า เขาก้มหน้าเล็กน้อยประมาณสี่สิบห้าองศา เหงื่อที่ผุดออกมาตามต้นคอและฝ่ามือส่งผลให้ทราบว่าเขาคงเป็นคนที่ค่อนข้างขี้ตกใจและประหม่าง่าย ส่วนผู้หญิงคนสุดท้ายนั้นยืนกอดอก คิ้วขมวดตลอดเวลา บ่งบอกถึงสภาพอารมณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เธอคงเป็นคนโมโหง่าย แม้กระทั่งว่าเพื่อนสนิทเพิ่งเสียชีวิตไปเธอก็ยังไม่ได้ดูเศร้าแต่อย่างใด

         ก็น่าสงสัย...แต่อาจจะมีเหตุผลอะไรมากกว่านั้น

         ก็อกๆ

         “คุณโรมครับ ผมพาคุณคิดถึงเข้าไปในห้องแล้วนะครับ”

         เหนือที่ตามผมมาทีหลังเปิดประตูเข้ามากระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคน ชื่อ ‘คิดถึง’ ที่ออกจากปากส่งผลให้ผมเอะใจนิดหนึ่ง แต่ก็ทราบดีว่าคงเป็นเหนือที่ถามชื่อของคิดฝันเอง คิดถึงคือชื่อในวงการ คงไม่แปลกหากเธอสะดวกใจที่จะบอกชื่อนั้น

         ผมเพียงพยักหน้ารับไม่พูดอะไร

         กลับมาที่เรื่องคดี

         “พวกคุณอยากถามอะไรพวกเราก็ถามมาเลยดีกว่าค่ะ ให้มารอแบบนี้จะได้อะไรขึ้นมา” ผู้หญิงที่เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยเอ่ยขึ้น เธอเปลี่ยนท่าทางจากการยืนเป็นนั่งลงที่เก้าอี้ริมห้องแทน ท่าทางกอดอกยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ผมจึงเดินไปนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามกับทุกคนบ้าง

         ข้างๆ ตัวศพที่ผมได้ไปสังเกตนั้นมีข้อความบางอย่างที่ถูกเขียนด้วยเลือดเอาไว้ หากจะเรียกอย่างง่ายก็คงเป็น Dying Message ที่ผู้ตายทิ้งเอาไว้ให้ก่อนจะเสียชีวิต ผมไม่ทราบว่าทั้งสามคนนี้ได้เห็น Dying Message ดังกล่าวหรือไม่ หากแต่นั่นคงไม่สำคัญอะไรเพราะว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือหาว่าใครเป็นผู้ที่ลงมือทำต่างหาก

         ระหว่างรอทางหน่วยพิสูจน์หลักฐานกับทีมนิติเวชทำงาน ผมต้องแก้คดีนี้ให้ได้เร็วที่สุด

         และ Message สามอย่างที่ผมได้รับมานั้นก็คือ

         12 / airin / และ ตัวพยัญชนะ ถ กับ สระ เ

         ดูเหมือนคดีนี้คงไม่ง่ายสักเท่าไรนัก แต่ก็คงไม่ยากเกินกว่าจะปิดไม่ได้

         “ถ้าเช่นนั้นรบกวนบอกหน่อยครับว่าในระหว่างที่เกิดเหตุ พวกคุณทุกคนทำอะไรอยู่ที่ไหน” 

 

✾ Stoprain talks ✾ 

เม้ามอยทวิตเตอร์แท็ก #เซอร์โรม 

เข้าปมเรื่องแน้ววว ทุกอย่างโยงกันไปหมดแน่นอน อ่านดีๆ น้า 55555 ตอนนี้ฟ้าสอบเสร็จแล้วงับ มีเวลามาอัปเรียบร้อย ให้ทายว่าคิดถึงจะมีส่วนช่วยพิโรมหรือเปล่า อิอิ แล้วใครเป็นคนร้ายกันแน่ สามารถทายเล่นกันสนุกๆ ได้น้า แล้วเจอกันค้าบ ปล.หอมหัวแรงๆ รักนะคะ <3 

 My Contacts 

Facebook : Stoprain | Twitter : Stoprain_f | IG : Stoprain_f 

ความคิดเห็น