Storytellers
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักร Storytellers ค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายของไรท์นะคะ

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 21

ชื่อตอน : Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 21

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 714

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ส.ค. 2563 01:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 21
แบบอักษร

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 21 

 

ถามว่าวันนี้ทั้งวันผมมีกระจิตกระใจจะทำอะไรต่อมั้ย…บอกเลยว่าไม่!!!! 

โว้ยยยยย ไอ้บ้าเอ้ย…ผมเขินจนตัวจะบิดอยู่แล้ว เขินจนเลือดลมสูบฉีดขึ้นมากองรวมกันที่เดียวคือบนหน้าของผม ผมรู้สึกได้เลยว่านาทีนั้นลมหายใจเข้าออกของผมมันรวนไปหมดตอนที่พี่ดินบอกว่าจองผม 

แต่ว่านะ ผมก็ยังมีความสงสัยว่าที่พี่เขาบอกว่าจองผมนั้นมันมีความหมายว่ายังไง 

จองไว้เพื่อเป็นแฟนกันในอนาคต  

หรือ…จองไว้เพื่อคั่นเวลารอคนที่ใช่ 

แต่…ไม่ว่าพี่ดินจะจองผมไว้ในฐานะอะไร ผม…ก็จะขอเข้าใจว่าพี่เขาจองผมเพราะอยากเป็นแฟนกับผม พี่เขาจองผมเพราะอยากให้ผมเป็นแฟนของเขา 

พี่ดินกลับไปหลังกินอาหารมื้อเที่ยงร่วมกันเสร็จ เรื่องก่อนหน้านี้ที่เกิดในครัวระหว่างผมกับพี่ดินไม่มีใครรู้แต่ก็เกือบๆ แหละเพราะปาแป้งเข้ามาหลังจากที่พี่ดินพูดคำนั้นไม่กี่นาที และโชคดีที่น้องไม่ได้ซักถามอะไรที่ผมกับพี่ดินยืนมองหน้ากันเฉยๆ โดยไม่ได้พูดอะไร 

จะให้ผมพูดอะไรล่ะครับก็ตอนนั้นมันตกใจอยู่เลยพูดอะไรไม่ออกมีแต่พี่ดินที่ยิ้มพอใจกับสีหน้าและท่าทางที่ตกใจของผม 

หลายวันหลังจากนั้นพี่ดินก็ขยันส่งข้อความมาจีบผมบ่อยๆ ผมเองก็ตอบบ้างไม่ตอบบ้างเพราะผมก็พอรู้มาบ้างว่าพี่ดินไม่ได้คุยกับผมแค่คนเดียว ไอ้หินเป็นแหล่งข่าวที่ดีให้กับผม มันบอกผมทุกอย่าง ทุกเรื่องเกี่ยวกับพี่ดินที่มันรู้และที่มันรู้แน่ๆ ก็คือเรื่องที่พี่ดินชอบเที่ยวกลางคืนแล้วหิ้วผู้หญิงกลับห้องทุกครั้งที่พี่เขาเจอคนที่ถูกใจ 

“หวัดดี ฝุ่น” ก็อต เพื่อนใหม่ในมหาวิทยาลัยของผมเอ่ยทักพร้อมกับสอดตัวนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม  

“ไง ก็อต” ผมตอบพร้อมยิ้มให้ก็อต เราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานเพราะเรียนด้วยกันเลยคุยกันบ่อย 

“คืนนี้ว่างมั้ย ไปเที่ยวกัน” ชวนผมทุกวันตั้งแต่เจอกันครั้งแรก จนทุกวันนี้เริ่มจะสนิทกันแล้วก็อตก็ยังขยันชวนผมไปเที่ยวกลางคืนไม่หยุด 

“ไปไม่ได้หรอก” แล้วผมก็ตอบแบบนี้ทุกครั้ง ขืนไปยายก็ไล่ผมออกจากบ้านสิครับ 

ผมเข้ามหา’ลัยแถวบ้าน พักอยู่บ้านไม่ได้ออกมาอยู่ข้างนอกเพราะเป็นห่วงยายกับน้อง เป็นผู้หญิงปล่อยให้อยู่กันลำพังไม่ได้หรอกครับ 

“เฮ้อ…จืดชืดมากเลยรู้ตัวป้ะ” ถอนหายใจแล้วทำหน้าเบื่อหน่ายใส่ผมทำไมอ่ะ ก็ผมไปไม่ได้จริงๆ นี่นา 

ผมเงยหน้าขึ้นมาจากจานข้าวเพื่อมองหน้าก็อตก่อนจะวางช้อนเพื่อดื่มน้ำแล้วแย้งประโยคที่ก็อตว่าผมจืดชืด “ไม่เห็นจะเกี่ยวกันตรงไหนเลย”  

“เนี่ยๆ ที่ทำอยู่เนี่ยเขาเรียกจืดชืด” ก็อตทำท่าจะเอาช้อนจิ้มมือผม 

“น่านะ ไปเถอะวันนี้วันศุกร์นะ ใครๆ เขาก็ไปเที่ยวไปปลดปล่อยความเครียดกันทั้งนั้น” 

“เพิ่งเรียนไม่กี่อาทิตย์ เอาอะไรมาเครียด” เราเรียนบริหารนะครับ เพิ่งเปิดเทอมอาจารย์ยังปล่อยชิวอยู่เลย 

“ฝุ่นอ่า…”  

“ไม่ต้องมางอแง กินข้าวเดี๋ยวหมดเวลาพักนะ” ผมว่าแล้วพยักพเยิดหน้าให้ก็อตรีบๆ กินข้าวแล้วอีกฝ่ายก็ยอมกินอย่างว่าง่าย 

ตลอดหลายวันที่ผ่านมาชีวิตผมวนลูปอยู่แบบนี้ เช้าไปเรียน เที่ยงกินเที่ยว เย็นเรียนเสร็จกลับบ้าน ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ เย็นวันศุกร์คงพากันไปเที่ยวแต่ผมขลุกอยู่กับบ้านช่วยยายทำขนมทำกับข้าว วันเสาร์ไปเดินซื้อต้นไม้ดอกไม้เป็นเพื่อนยายวันอาทิตย์ส่งปาแป้งไปเรียนพิเศษถ้าอาทิตย์ไหนไอ้หินว่างมันก็มาทำหน้าที่แฟนที่ดีส่วนผมก็ถูกเขี่ยทิ้งเหมือนอย่างวันนี้ 

น้องสาวมีแฟนมารับไปเรียนพิเศษ ยายไปไหว้พระที่อยุธยากับก๊วนเพื่อนผู้สูงอายุส่วนผมออกมาเดินแกร่วเป็นหมาเหงาอยู่คนเดียวที่ห้างแถวบ้านนี่แหละ 

ผมออกมาจากบ้านก็เกือบๆ เที่ยงแล้วและตอนนี้ก็รู้สึกหิวมากๆ เลยตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านชาบูและเลือกนั่งที่บาร์ พนักงานเดินมาถามเรื่องน้ำซุปผมก็บอกไประหว่างรอก็หยิบจานอาหารบนสายพานลงมารอแต่ระหว่างนั้นมือผมกลับชะงักก่อนที่มันจะสั่นนิดๆ เมื่อผมมองออกไปที่กระจก  

หน้าร้านนั้นผมเห็นพี่ดินเดินอยู่กับผู้หญิง ในมือพี่เขาถือถุงพะรุงพะรังให้เดาก็คงเป็นของผู้หญิงที่มาด้วย เขาเหมือนคู่รักที่พากันมาเดินห้างพากันมาซื้อของมันดูน่ามากในสายตาของคนอื่นแต่สำหรับผมแล้ว 

ผม…เจ็บ! 

“โอ๊ย!!” เจ็บจริงๆ เพราะไม่ระวังหรือเพราะใจไม่อยู่กับตัวผมถึงได้เผลอเอามือไปจับหม้อน้ำซุปร้อนๆ ที่พนักงานเพิ่งเอามาตั้งให้เมื่อกี้ 

ความหิวที่มีหายวับไปกับตาแต่ได้ความเจ็บแสบร้อนที่มือกับความเจ็บที่หัวใจมาแทน 

พี่ดินกับผู้หญิงคนนั้นเดินผ่านไปนานแล้ว แต่ผมยังไม่ได้เริ่มแม้แต่เทอาหารลงหม้อผมนั่งเหม่อหลับตาไล่น้ำตาที่กำลังรื้นตื้นขึ้นมาคลอที่เบ้า เจ็บทั้งมือ…เจ็บทั้งใจ 

ผมใช้มือข้างที่ไม่เจ็บล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงเพื่อกดส่งข้อความหาพี่ดิน 

ใต้ฝุ่น พี่ดินทำอะไรอยู่ครับ 

ผมยิ้มให้กับตัวเองเมื่อหน้าจอมือถือไร้ซึ่งการตอบกลับใดๆ 

พี่เขาไม่อ่านข้อความผมอีกแล้ว 

ผมในเมื่อตอนนี้ผมไม่มีความรู้สึกหิวและไม่อยากอาหารแล้วผมเลยลุกไปจ่ายเงินทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แตะอะไรสักอย่างก่อนจะออกไปจากร้าน โชคยังดีว่าผมหยิบจานอาหารบนสายพานลงไม่เยอะเพราะดันมือไม้สั่นซะก่อนเลยไม่โดนพนักงานด่าหรือปรับเงิน 

ขณะที่เดินมาเรื่อยๆ ผมก็ต้องหลุดยิ้มโง่ๆ ให้กับตัวเองเมื่อตาไม่รักดีดันเหลือบไปมองเห็นพี่ดินกับผู้หญิงคนนั้นกำลังนั่งกินฮันนี่โทสต์กันอย่างมีความสุขโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างและทันทีที่ได้เห็นภาพนั้นผมก็ยิ่งเจ็บปวดจนอยากจะร้องไห้ออกมาซะเดี๋ยวนั้นแต่คิดดูแล้วมันคงจะตลกไม่ใช่เล่นถ้าผู้ชายคนหนึ่งมายืนร้องไห้กลางห้างแบบนี้ 

“หึ! จองผมไว้งั้นเหรอ” ผมบีบข้อมือตัวเองข้างที่มีสร้อยข้อมือที่พี่ดินให้มาจนรู้สึกเจ็บแต่มันก็คงไม่เจ็บเท่าหัวใจของผมหรอก 

ผมหยิบมือถือขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้ผมไม่ได้เอามาส่งข้อความแต่ผมเอามาโทรหาคนที่กำลังนั่งอ้าปากกินไอติมที่ผู้หญิงคนนั้นกำลังบรรจงป้อนให้ด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มที่แทบจะฉีกถึงติ่งหูส่วนคนถูกป้อนก็หน้าระรื่นจนน่าโมโห 

“ได้พี่ดินได้…จะเอาแบบนี้ใช่มั้ย!” โมโหแล้วนะ พี่เขาไม่รับโทรศัพท์ผม ไม่แม้แต่จะหยิบโทรศัพท์ออกมาดูด้วยซ้ำ พี่ดินทำแบบนี้กับผมได้ยังไง! 

ระหว่างที่เดินเข้าไปหาพี่ดินผมก็กดโทรหาพี่เขาไปด้วยแล้วก็ได้คำตอบรับแบบเดิมนั่นคือเขาเมินสายผม 

“อ้าว พี่ดิน” ผมทักเหมือนเราบังเอิญเจอกันมากๆ พร้อมทำหน้าตางงใส่พี่เขาก่อนจะเลื่อนสายตาไปที่ผู้หญิงคนนั้นแล้วผมก็ต้องเม้มปากเมื่อเธอส่งยิ้มหวานให้กับผม 

“อะ เอ่อ ฝุ่นมาทำอะไร” เหอะ! ไม่เห็นต้องถามเสียงดุเลย ผมจะมาทำอะไรก็เรื่องของผมมั้ยล่ะ ว่าแต่พี่เถอะทำไมไม่รับโทรศัพท์ผม นี่คือสิ่งที่ผมตอบพี่เขาทางสายตาเศร้าๆ ของผม 

“ใครเหรอดิน” ผู้หญิงคนนั้นถาม ผมอยากจะตะโกนตอบเธอไปเหลือเกินว่าผมก็คือคนที่พี่ดินจองไว้ยังไงล่ะ แต่มันทำไม่ได้ไง ทำไม่ได้เพราะผมรู้ตัวดีว่าผมไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดแบบนั้นออกไปเพราะมันอาจจะไม่เหมาะไม่ควรและอาจจะทำให้พี่ดินไม่พอใจจนสุดท้ายก็ต้องเป็นผมที่เสียใจคนเดียว 

“อ๋อ เพื่อนลูกหินมันน่ะ” คำตอบของพี่ดินทำให้ผมยิ้มเยาะตัวเอง น้ำตาผมมันคลอขึ้นมาจนจะไหลอยู่รอมร่อแต่ผมต้องกลั้นมันเอาไว้  

“…สวัสดีครับ” ผมนิ่งไปแป๊บหนึ่งก่อนเอ่ยทักทายเธอ 

“สวัสดีค่ะ ชื่ออะไรเหรอ พี่ชื่อเฟิร์นนะเป็นแฟน…” พี่เฟิร์นเธอแนะนำตัวเองยังไม่ทันเสร็จพี่ดินก็พูดแทรก 

“เป็นเพื่อนพี่เอง”  

“อะไรกันดิน เพื่อนที่ไหนเขากอดจูบกัน” พี่เฟิร์นเธอก็ดูเป็นคนเปิดเผยดีนะครับและผมก็รู้แล้วว่าตัวเองคิดผิดที่เดินเข้ามาทัก ผมแค่หวังจะทำให้พี่ดินตกใจที่จู่ๆ ผมก็โผล่มาอยู่ตรงหน้าแต่กลายเป็นว่าผมเองนี่แหละที่ตกใจและไปไม่เป็นเพราะคำพูดของพวกเขาสองคน 

“เรายังไม่ตกลงคบกันนี่เฟิร์น” พี่ดินว่าเสียงดุ 

“โอเคๆ เฟิร์นไม่พูดก็ได้เอาไว้เฟิร์นเป็นแฟนดินเมื่อไหร่เฟิร์นจะคิดทบต้นทบดอกกับดินทุกเม็ดเลย” พี่เฟิร์นเธอไม่เซ้าซี้แต่เธอก็ไม่ได้ยอมแพ้ง่ายๆ เธอปรายตามามองผมแล้วยิ้มให้ก่อนจะตักขนมปังเข้าปากแล้วเลิกสนใจผม 

“แล้วนี่มายังไง” พี่ดินเงยหน้าขึ้นมาถามผมที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหน  

ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากขยับแต่ว่าขาผมมันก้าวไม่ออกต่างหากล่ะ 

“รถเมล์” ผมตอบเสียงเบาพร้อมมองหน้าพี่เขาอย่างไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าพี่ดินกำลังเล่นอะไรอยู่ ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าการที่พี่ดินเล่นกับความรู้สึกผมแบบนี้แล้วสนุกมากเหรอ สนุกมากมั้ยที่เห็นผมกลายเป็นคนโง่ 

“จะกลับตอนไหนเดี๋ยวไปส่ง” ใจผมกระตุกที่พี่ดินบอกว่าจะไปส่งแต่พี่เฟิร์นเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยสีหน้านิ่งๆ และผมก็รู้สึกได้ว่าพี่เฟิร์นเธอเริ่มจะไม่พอใจแล้ว 

“ไม่เป็นไรครับ ผมกลับเองได้” ผมบอกพร้อมกับสูดลมเข้าปอดลึกเพื่อเรียกสติให้กับตัวเอง 

พี่ดินมองหน้าผมนิ่งแต่ไม่พูดอะไรกับผมแต่พี่เขาหันไปพูดกับพี่เฟิร์นแทน “เฟิร์นกลับเดี๋ยวดินไปส่ง” พี่เฟิร์นกำลังจะอ้าปากแย้งแต่พี่ดินกลับลุกออกจากโต๊ะพร้อมกับดึงผมออกมาด้วย 

“ดิน รอเฟิร์นด้วยสิ”  

“พี่ดินปล่อย!”  

“อย่าดื้อ!” 

“ก็น้องเขาไม่อยากให้ไปส่งดินจะไปยุ่งกับน้องเขาทำไม” พี่เฟิร์นเดินมากระชากมือพี่ดินออกจากแขนผมและมันก็หลุดออกจากกันอย่างง่ายดายเพราะพี่เขาแค่จับแขนผมไว้หลวมๆ 

“…” 

ผมกับพี่ดินแค่ยืนมองหน้ากันเฉยๆ โดยมีพี่เฟิร์นยืนคั่นอยู่ตรงกลาง เธอมองพี่ดินกับผมสลับกันไปมาด้วยความไม่พอใจ ผมไม่รู้หรอกว่าพี่เฟิร์นคิดยังไงกับผมแต่ที่ผมอยากรู้คือพี่ดินจะเอายังไงมากกว่าแต่พี่ดินก็ยังนิ่งผมเลยยิ้มออกมาก่อนจะเป็นฝ่ายพูดเอง 

“พี่ดินไปส่งพี่เฟิร์นเถอะครับ” 

“ฝุ่นอย่าดื้อ”  

“ผมมาเองได้ผมกลับเองได้ครับ ไปนะ” ผมบอกพี่ดินพร้อมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะหันไปบอกลาพี่เฟิร์น “สวัสดีครับพี่เฟิร์น”  

แต่ว่าขาผมยังก้าวไปไม่ถึงไหนตัวผมก็ปลิวกลับมาที่อยู่เดิม แรงดึงทำให้ผมเสียหลักเซมาชนกับแผ่นอกของพี่ดินจนดังปึก  

ผมนิ่งอึ้งด้วยความตกใจกะพริบตาปริบๆ อยู่อย่างนั้นไม่ต่างอะไรกับพี่เฟิร์นที่ตกใจจนอ้าปากค้างอยู่ข้างพี่ดิน 

 “ดิน! ทำอะไรน่ะปล่อยน้องเขาสิ!!!” พี่เฟิร์นเสียงขุ่นพร้อมกับดึงมือพี่ดินออกจากไหล่ผม 

ผมยืนนิ่งใจเต้นโครมครามกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหัวมีแต่คำถามที่ไม่เข้าใจ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน นี่พี่ดินเขาทำแบบนี้ทำไม ทำแบบนี้ไม่อายคนอื่นหรือยังไง เหตุการณ์ตอนนี้คนรอบข้างต่างก็มองพวกเราสามคนอย่างสนใจใคร่รู้ 

ผมมองสบตากับผู้หญิงวัยประมาณยี่สิบปลายๆ คนหนึ่งซึ่งเธอมากับเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เธอมองมาที่ผมด้วยสายตาแปลกๆ ผมเลยตอบกลับเธอทางสายตาเหมือนกัน 

ใช่ครับ พวกเรากำลังมีรักสามเศร้ากันอยู่ ไม่ใช่สิ รักสองเศร้านี่จะถูกกว่าเพราะผมกับพี่เฟิร์นต่างก็รู้สึกกับพี่ดินแบบเดียวกัน 

“กลับด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ เดี๋ยวดินไปส่งเฟิร์นก่อนแล้วค่อยไปส่งฝุ่น” พี่ดินยื่นคำขาด 

“ทำไมดินไม่ไปส่งน้องเขาก่อนล่ะ วันนี้เราอยู่ด้วยกันแค่แป๊บเดียวเองนะ” พี่เฟิร์นว่าออกมาอย่างไม่พอใจก่อนจะปรายตามองผมเหมือนอยากจะฆ่าให้ตายซะตอนนี้ 

ผมไม่พูดอะไรนอกจากเดินออกมาจากตรงนั้น ไม่ได้จะหนีไปไหนหรอกแค่เดินนำออกมาเท่านั้น วันนี้ผมตกเป็นเป้าสายตาคนอื่นให้คนอื่นที่ไม่รู้จักมาตำหนินานเกินไปแล้ว 

ความคิดเห็น