ลิตเติ้ลมักเกิ้ล / ตรงนู้นก็ไล่มาเล่นตรงนี้
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.2 [สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ]

ชื่อตอน : Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.2 [สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ]

คำค้น : แวมไพร์ , ไวท์กัปตัน , ปุณณ์โน่ , เงินออกัส , midnight society , midnight , society , vampire , lovesick , ผีดิบ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มี.ค. 2559 23:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.2 [สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ]
แบบอักษร

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก

PARTแรก เงิน+กัส / ตอนที่ 2 [สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ]

...........................................................

ประตูของปราสาทหลังงามถูกเปิดออก พร้อมๆ กับร่างสูงของชายสองคนเดินตามกันมา คนเดินนำมีร่างบางโปร่ง ผิวขาวซีด แววตาไร้ความรู้สึก ส่วนอีกคนที่ตามหลังมานั้น ผิวสีแทน ตัวใหญ่กว่า และดูมีความร่าเริงกระตือรือร้น มีชีวิตชีวามากกว่าอีกคน

ทั้งสองเดินวนมาทางด้านหลังของปราสาท ผ่านห้องเก็บของ ห้องใต้บันได ห้องใต้ดิน เดินเรื่อยมาถึงห้องเก็บภาพวาดศิลปะ และห้องเก็บปูนปั้นประติมากรรม น้ำเงินสนอกสนใจกับสิ่งที่พบเห็นในปราสาทหลังนี้มาก มันน่าสนใจและมีเสน่ห์ในความรู้สึกของเขา ของบางอย่างหาดูยาก แม้แต่ในพิพิธภัณฑ์ก็ไม่มี แถมยังเก่า ประมาณอายุด้วยสายตา บางชิ้นอาจมีอายุมากกว่า 100 ปีด้วยซ้ำ

น่าทึ่งชะมัด

“ตกลงคุณจะพาผมไปไหน” เสียงเข้มเอ่ยถาม

คำถามนั้นไม่ได้รับคำตอบ ออกัสเตียนยังคงเดินนำเขาผ่านบันไดวนลงไปยังเบื้องล่าง ทอดยาวลงสู่สวนดอกไม้และสนามหญ้าโดยตรง

น้ำเงินไม่พูดอะไรอีก นอกจากบ่นมุบมิบอยู่คนเดียวด้วยความหงุดหงิดเจ้าของบ้านคนนั้น เสียงฝีเท้าย่ำผ่านสวนดอกไม้หลายชนิด ดอกแล้วดอกเล่า จนผ่านเลยเข้าสู่ช่วงต้นไม้ที่เริ่มขึ้นสูงทึบ และบรรยากาศวังเวงน่าขนลุกมากขึ้นเรื่อยๆ

สัตวแพทย์หนุ่มไม่ชอบบรรยากาศเย็นเฉียบแบบนี้เอาเสียเลย

 

#เสียงจากน้ำเงิน

เกือบยี่สิบนาทีที่เขาพาผมเดินมาแบบไม่ได้หยุดพัก เดินแบบ Non-Stop กระดูกหน้าแข้งแทบหลุด เหงื่อของผมเริ่มซึมออกเป็นเม็ดๆ ตามไรผม แตกต่างจากคนตรงหน้า ที่เดินตัวปลิว เหมือนไม่รู้สึกรู้สาถึงความเหนื่อยตามระยะทางเลยสักนิด

“คุณออกัสเตียน”

“.....” เขาหันหน้ามาหาผม และทำแววตาเฉยชาใส่

“คือ...”

“มีอะไร ทำไมทำหน้าเหมือนกิ้งก่าเบื่ออาหารอย่างนั้นล่ะ”

RIP ให้กิ้งก่าเบื่ออาหาร - -

“ผมจะถามว่า อีกไกลมั้ย คือผมเมื่อย”

“ไม่ไกล” เขาตอบสั้นๆ และชี้มือไปที่ลำธารเล็กๆ ด้านหน้า

ผมพยายามเพ่งสายตามองจ้องเข้าไปในความมืด ห่างจากตัวของเราสองคนออกไปไม่เท่าไหร่ เป็นลำธารเล็กๆ ลอยปกคลุมด้วยไอหมอกเย็นๆ ผมเดินตามแผ่นหลังสูงโปร่งไป ณ ที่ตรงนั้น สัมผัสกับความงามธรรมชาติที่ไม่ค่อยได้เห็นแบบนี้มาก่อนในเชียงใหม่

“สวยจังนะคุณ”

“อืม”

“นี่อาณาเขตของบ้านคุณเหรอ”

“ใช่”

“แล้วมันไหลลงมาจากไหน”

“จะรู้ไปทำไม”

ไม่รู้ก็ได้วะ

ผมเงียบสนิท และนั่งลงที่ขอนไม้ข้างๆ เขา “รออีกหน่อย ตี 1 มันถึงจะมากินน้ำที่นี่”

“ใคร?” ผมถาม

“.....” แน่นอน รู้อยู่แล้วล่ะว่าเขาจะต้องไม่ตอบผม คนบ้านนี้สงสัยจะกลัวเปลืองน้ำลาย หรือไม่ก็ปากเหม็น ถึงได้ประหยัดคำพูดกันซะเหลือเกิน

“มันมาแล้ว”

เสียงฝีเท้าย่ำช้าๆ ของสัตว์สี่ขาเดินเข้ามาใกล้พวกเรา คุณออกัสเตียนยืนขึ้นเต็มความสูง ทำให้ผมต้องยืนขึ้นตาม สุดสายตาไกลลิบๆ มีม้าสีขาวสองตัวเดินมาคู่กัน มันเดินมาใกล้พวกเราเรื่อยๆ จนผมสามารถมองเห็นอะไรๆ ได้ชัดเจนขึ้น

มันคือม้าตัวสูง สูงมาก มีเขาตรงกลางหน้าผากอย่างสง่างาม มันคือม้ายูนิคอร์นจริงๆ!!

น นี่มันเรื่องอะไรกันวะ!

“เห้ย”

คุณออกัสเตียนเดินเข้าไปใกล้พวกมัน และโค้งให้ “สวัสดีครับ”

ม้าสองตัวนั้น ส่ายหัว และฟึดฟัดแสดงท่าทีไม่พอใจ คนร่างโปร่งต้องรีบพูดต่อ “ผมขอโทษที่วันนี้ไม่ได้มาคนเดียว นั่นเขา...คนที่จะมาดูแลพวกคุณแทนผม เขาคือน้ำเงิน สุริยวงศ์ สัตวแพทย์ที่เพิ่งบินตรงมาจากประเทศไทย และผมหวังว่าพวกคุณคงจะชอบเขา”

เสียงลมหายใจครืดคราดดังขึ้น ลักษณะปราดเปรียว ถ้าเป็นม้าปกติ เค้าจะเรียกกันว่าม้าเลือดร้อน

และดูรู้ทันทีว่า มันไม่ชอบหน้าผม

คุณเจ้าของบ้านส่งสัญญาณมือให้ผมถอยหลังออกไป ผมจึงถอยห่างออกมาประมาณ 7 ก้าว ทิ้งระยะเอาไว้พอสมควร และปล่อยให้เขา 1 คน และม้ายูนิคอร์นอีก 2 ตัวยืนคุยกันตามลำพัง

เชี่ย! กูเคยเห็นแต่แม่เบี้ยคุยกับงู แต่นี่ไม่ใช่แม่เบี้ย นี่แม่ม้า!

คนอะไร ยืนคุยกับม้ารู้เรื่อง

ผมยังช็อคไม่หาย กับภาพที่ตัวเองกำลังเห็น ม้าสองตัวนั้น...ผมไม่ได้ฝัน ผมไม่ได้ละเมอ มันคือยูนิคอร์น สัตว์ในเทพนิยายกรีก มีเขาสีขาว ตัวสูงใหญ่ยังกะยีราฟ ใหญ่กว่าคุณออกัสอีกเป็นเท่าตัว กำลังยืนอยู่ตรงนั้น ดื่มน้ำชาที่คุณออกัสเทลงใส่ชามสีทองให้

ผมเพ่งสายตามองพร้อมๆ กับความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะควบคุมสติตัวเองไม่ให้เตลิดเปิดเปิงไปมากกว่านี้ ม้าสองตัวนั้นมีลักษณะดีทีเดียว หน้าอกกว้าง มีกล้ามเนื้อมาก และกล้ามเนื้อนูน เป็นก้อนทั้งสองข้าง แสดงว่าเป็นม้าที่มีกำลังแข็งแรง มีความอดทนดี ภาษาคนรักม้าเรียกว่า ม้าอกราชสีห์

หางของมัน เป็นหางติดสูง ตำแหน่งของหางจะติดได้ระดับเดียวกันกับก้นของม้า แสดงว่าเป็นม้าตระกูลดี จริงๆ แล้วมันสวยมากทีเดียว แต่คงจะพยศน่าดู เกิดมาในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่เคยมีอาจารย์คนไหนสอนผมเลี้ยงม้ายูนิคอร์นซะด้วย แล้วผมจะรอดไหมเนี่ย

โอ้มายก้อด! ในใบสมัครก็ไม่ได้บอกไว้นี่หว่า ว่าจะให้มาเจออะไรผิดแปลกแหวกพิสดารอะไรขนาดนี้น่ะ

หลายนาทีผ่านไป ที่คุณออกัสเตียนยืนแปรงขน นวด และเช็ดตัวให้มัน จนกระทั่งเขากวักมือเรียกผมเข้าไปหา

“ครับ?” ถึงจะเป็นสัตวแพทย์ แต่พอมาเจอแบบนี้ก็กล้าๆ กลัวๆ อยู่ดีล่ะวะ

“โค้งให้เขา”

ผมรีบโค้งให้กับม้าทั้งสองตัวนั้น ออกัสกดหัวผมเอาไว้ก่อน “อย่าเพิ่งเงยหน้า จนกว่าเค้าจะโค้งตอบ”

กรรม!

แล้วถ้าคืนนี้มันไม่โค้ง กูไม่เลือดลงหัวตายเหรอวะเนี่ย

ลมหายใจครืดคราดดังขึ้นอยู่บนหัว ผมรู้สึกว่าเขาคงจะก้มลงมาดมๆ อะไรสักพัก ก่อนจะยอมก้มตอบ

ออกัสเตียนหัวเราะออกมาอย่างพอใจ “ดีมาก เขายอมให้นายจับตัวแล้ว ลูบเขาสิ”

“อะไรนะ”

“ลูบ” เขาบอก (แกมบังคับ)

ผมค่อยๆ เงยหน้า และขยับเท้าเข้าไปใกล้ทีละนิด ฝ่ามือถูกยกขึ้นสั่นๆ และลูบเข้าที่ตาถึงปลายจมูก

“ของจริงนี่หว่า”

“ก็ของจริงน่ะสิ คิดว่าฉันโกหกนายหรือไง”

“เอ่อ เปล่าครับ”

“หลังจากนี้ ทุกวัน นายจะต้องมาที่นี่ เพื่อ แปรงขน นวดตัว เช็ดตัว และนำน้ำชาคาโมมายล์มาให้เขาวันละสองถ้วยในตอนตี 1 พูดคุยกับเขา ส่วนการตัดขน เราจะตัดขนในฤดูหนาว ปีละ 1 ครั้ง ตอนนี้ขนเริ่มยาวแล้ว อาทิตย์หน้าคงจะตัดได้”

“.....” เอาจริงเหรอวะ

“ส่วนการอาบน้ำ ให้อาบอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ในลำธารนี้ ตลิ่งไม่ชัน ปลอดภัยสำหรับพวกเขา และหน้าที่สำคัญของนายคือ.....” เขาหยุดพูด และล้วงเอาอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมตัวยาว

มันคือเข็มฉีดยาขนาดเกือบเท่าศอก

“นายต้องเจาะเลือดม้าทั้งสองตัว ใส่เข็มนี้ แล้วเอาไปให้ฉัน ในคืนพระจันทร์เต็มดวง และคืนข้างแรม และห้ามไม่ให้คนอื่นได้เลือดของม้า 2 ตัวนี้ไปเด็ดขาด”

“คุณจะเอาเลือดม้ายูนิคอร์นไปทำไม”

แถมเข็มก็ใหญ่เบ้อเร่อ ฉีดทีกูว่าม้าตายพอดี

“อย่าอยากรู้ ในสิ่งที่ไม่สมควรรู้!

“ครับผม!” ผมตะเบ๊ะเหมือนทหาร

คุณออกัสยืนคุยอะไรนิดหน่อยกับม้าสองตัวนั้น ก่อนจะโค้งให้ และพาผมกลับ

“ขนสีเงิน เขา และเลือดของยูนิคอร์น ห้ามให้ใครมาเอาไปได้เด็ดขาด หน้าที่สำคัญของนายมีแค่นี้”

เขาพูดในขณะที่เดินนำผมกลับมาทางเดิม

“ทำไมครับ”

“.....” ส่งสายตาเขียวปั๊ดมาให้แทนคำตอบ

“อ่อ โอเคครับ เป็นสิ่งที่ผมไม่ควรรู้อีกแล้วสินะ”

คุณเขาเงียบ และเดินต่อ “จริงๆ แล้ว ยูนิคอร์น จะพยายามไม่ยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ แต่จะยอมให้ผู้หญิงเข้าใกล้ได้ดีกว่าผู้ชาย ยิ่งถ้าเป็นหญิงพรหมจรรย์แล้ว ยูนิคอร์นจะถูกหลอกได้ง่ายมาก นี่คือเหตุผลที่ฉันไม่รับสัตวแพทย์หญิงเข้ามาที่นี่ เพราะพวกเขาอาจตามเธอออกไปในที่ที่เป็นแหล่งชุมชน ซึ่งอาจมีอันตรายต่อพวกเขาได้

“ครับ”

“และอย่าเรียกพวกเขาว่า มันเด็ดขาด ฉันขอห้าม”

“ครับ”

“ยูนิคอร์นเป็นสัตว์ดุร้าย รักความสันโดษ เขาเลยไม่ชอบให้ฉันพานายเข้าไปที่นั่น” อ๋อ ถึงว่า ถึงได้มีท่าทีเหมือนจะดีดผมอยู่เรื่อย

“แล้วแบบนี้ วันหลังที่ผมต้องมาคนเดียว เขาจะไม่ดีดผมเหรอ”

“ไม่หรอก เขายอมรับนายแล้ว แต่ก็พูดกับเขาดีๆ แล้วกัน”

“เอ่อ ผมขอถามอะไรหน่อยได้มั้ย”

“อะไร”

“ทำไมคุณถึงยืนคุยกับพวกเขา คุยกันรู้เรื่องเหรอ”

“รู้” เขาตอบสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นเดิม

“ยูนิคอร์นเป็นสัตว์วิเศษที่ฉลาดที่สุด มีความสามารถในการส่งคลื่นโทรจิต หรือการสื่อสารกันทางใจ และยังสามารถอ่านความคิดในใจและความรู้สึกจากคนที่มันอยากจะรู้ ดังนั้น นายห้ามคิดไม่ดีกับเขา เพราะเขาได้ยิน ถ้าเขาจะอ่านใจนาย”

ม มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ!

“แล้วนั่นคุณจะไปไหน” ผมถามทันที เมื่อคุณออกัสเตียนพาเราเข้ามาในปราสาท และทำท่าจะเดินเข้าไปในห้องใดห้องหนึ่ง

“ฉันจะทำงาน นายหมดธุระแล้ว ไปพักได้ อ้อ...นายควรรู้เอาไว้อย่างว่า บ้านนี้ทำกิจกรรมทุกอย่างตอนกลางคืน ถ้ารบกวนเวลานอนก็ขอโทษด้วย”

ผมไม่ได้ซีเรียสเรื่องนั้นหรอก เวลานี้ที่ไทยคงเป็นตอนกลางวัน ผมถึงได้ไม่รู้สึกง่วงเลย ร่างกายของผมยังไม่ชินกับเวลาของที่นี่ ก็คงต้องใช้เวลาแบบนี้ไปก่อน นอนกลางวัน ตื่นกลางคืน เหมือนๆ พวกเค้านั่นแหละ

“ห้องนาย อยู่หลังสุดติดกับห้องหนังสือห้องเล็ก ประตูหินสีดำ มีอะไรอยากได้เพิ่มก็ไปบอกอาเธอร์ เขาจัดการให้นายได้” คุณเจ้าของบ้านกล่าวถึงลุงคนขับรถที่ไปรับผมที่สนามบินวันนี้

“เอ่อ เปล่าครับ คือผมแค่อยากถามว่า ผมจะขอยกเลิกสัญญาได้มั้ย”

“.....”

“.....”

“นายว่าอะไรนะ!” เขาเดินลากผ้าคลุมตัวยาวเข้ามาประชิดผมทันที

แววตาที่จ้องมานั้น มีทั้งความดุดัน (คล้ายๆ กับพี่ชายของเขาในรูปริมผนังนั่น) และมีความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ผมอ่านไม่ออก แต่ผมไม่สามารถละสายตาจากดวงตาคู่ดุคู่นั้นได้เลย

อยากจะรู้จริงเชียว ว่าจะดุได้สักแค่ไหน

“ตามสัญญาระบุไว้ว่า ไม่สามารถยกเลิกได้ จนกว่าเราจะทำสัญญาฉบับใหม่ หรือนายจ้างจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ตามความเหมาะสม”

“.....”

“ถ้าฉันจะเรียกนาย 500 ล้านบาทไทย นายจะจ่ายไหวเหรอ”

หึหึ...ไหวสิครับ บ้านผมรวยจะตาย

คำพูดนั้น ผมแค่คิดในใจ และจ้องหน้าออกัสเตียน อลาสเตอร์ตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัว

...ผมล่ะชอบสายตาคู่นี้จริงๆ เชียว

“อยากให้ผมอยู่เหรอครับ”

“ตามสัญญา นายต้องอยู่”

“ก็ได้ครับ” ผมยื่นนิ้วก้อยออกไป “สัญญา...”

“อะไร?”

“ก็สัญญาไงครับ”

“แล้วยื่นนิ้วก้อยมาทำไม”

“ก็เกี่ยวก้อยสัญญาไง”

“เราไม่ทำแบบนี้กัน นิ้วก้อยมีด้ายแดงผูกอยู่ เราจะเกี่ยวก้อยกับเนื้อคู่เท่านั้น”

เอ้า... ทำไมแม่งคิดมากจังวะ

“อ่า ก็ได้ฮะ งั้นผมมีข้อแลกเปลี่ยนอะไรอย่างนึง”

“อะไร” เขาถามอย่างรำคาญ ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ทำงานตัวเก่า ด้านหลังเป็นตู้หนังสือ และเอกสารโบราณอีกหลายสิบเล่ม โคมไฟทีมีลักษณะเป็นตะเกียง ถูกจุดขึ้นให้พอมีแสงสว่างเรือนราง

 “ถ้าผมจะขอ ย้ายห้องนอน ไปอยู่ห้องใกล้ๆ คุณล่ะครับ”

ออกัสเตียนชะงัก และเงยหน้าขึ้นมองหน้าผมอย่างช้าๆ “นายบังอาจมากนะ ที่กล้าต่อรองข้อนั้นกับฉัน!

“ถามเผื่อฟลุคน่ะครับ” ผมตอบกลั้วหัวเราะ

ดูรู้ทันทีว่าเขาโกรธ แต่พยายามข่มอารมณ์เอาไว้ “ข้อนั้นฉันให้ไม่ได้ ชั้น 3 เป็นห้องนอนของฉัน และพี่ชายเท่านั้น คนอื่นไม่มีสิทธิ์ขึ้นไป นอกจากแม่บ้านที่จะขึ้นไปทำความสะอาดวันเว้นวัน”

“ครับ” รู้อยู่แล้วล่ะ ว่าคำตอบต้องเป็นแบบนี้

“แล้วถ้าผมจะขออนุญาตเรียกคุณสั้นๆ ว่าคุณออกัส หรือกัส ได้ไหมครับ”

“ทำไม”

“ก็ชื่อคุณยาว กว่าผมจะเรียก ออกัสเตียน อลาสเตอร์จบ ผมหมดลมหายใจพอดี”

.

ปัง!

คนผิวซีดกระแทกปากกาลงบนโต๊ะ

แรงกระแทกนั้น ทำให้ขาโต๊ะสั่น สงสัยไอ้หมอนี่คงจะแรงเยอะมากทีเดียว ไม่งั้นโต๊ะหินไม่มีทางสั่นได้หรอก

“ลามปามเกินไปแล้วนะ!!!

“แล้วได้ไหมล่ะครับ”

เขามองหน้าผมอย่างเอาเรื่อง “แลกกับการที่ฉันจะลดเงินเดือนของนาย เหลือเดินละหนึ่งล้านบาทไทย”

“ได้ครับ” ผมยิ้มให้

“บ้ารึเปล่า”

“ไม่บ้าครับ เอ๊ะ! หรืออาจจะบ้าจริงๆ ก็ได้”

จริงๆ แล้วขี้งกเหมือนกันนะเนี่ย แค่ขอเรียกชื่อสั้นๆ แค่นี้ต้องลดเงินเดือนด้วย คนหน้าตาทีมักจะใจร้ายจริงๆ

“งั้นก็ตามใจ ออกไปได้แล้ว ฉันจะทำงาน”

“อีกข้อนึง ทำไมบ้านคุณไม่เปิดไฟ หน้าต่างก็น้อยเหลือเกิน”

“เราไม่ต้องการแสงไฟ”

“แล้วทำไม...”

“เรามองเห็นในความมืดได้ดีกว่าที่สว่าง”

แบบนี้ก็มีเหรอวะ?

คนอะไรวะ ชอบความมืด เค้ามีแต่กลัวความมืดกันไม่ใช่เหรอ

“อ้อ ก่อนไป...เวลาคุณโกรธแล้วขมวดคิ้ว น่ารักดีนะครับ” ผมยิ้มให้บางๆ แล้วเดินออกมาจากกระเป๋าของตัวเองเข้ามาจัดเสื้อผ้าเข้าตู้ในห้องนอน โดยไม่ฟังคำสบถเสียงดังหลังจากนั้น ในตอนแรกผมไม่คิดหรอกว่าตัวเองจะอยู่ที่นี่ได้ มีแต่ความแปลกประหลาด น่าสงสัย น่ากลัว แถมยังอยู่ลึก ห่างไกลผู้คนอีก ถ้าผมโดนฆ่าข่มขืน คงจะเปื่อยเหลือแต่กระดูกกว่าจะมีคนมาเจอ

แต่ผมกลับอยากอยู่ที่นี่ต่อ

ข้อแรก คือผมอยากรู้ว่า เพราะอะไร คนในบ้านนี้ถึงใช้ชีวิตอยู่กับแบบนี้ มันผิดวิสัยของชาวโรมาเนีย ยิ่งเมืองโฟกชานี เมืองหลวงของมณฑลวรันเชีย ที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำเหล้าองุ่นและงานเลี้ยงสังสรรค์ด้วยแล้ว มันยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ที่ตระกูลอลาสเตอร์จะมีชีวิตอยู่แบบไม่ออกไปพบปะสังสรรค์กับคนอื่นในสังคม

ข้อสอง คือม้ายูนิคอร์น ผมไม่เคยเห็น นี่คือครั้งแรกในชีวิต และมันคงจะดีมาก ถ้าสัตวแพทย์อย่างผมได้ลองเลี้ยงสัตว์หายาก (มาก ยากโคตรๆ) แบบนั้นดูสักครั้ง เกิดมาครั้งหนึ่ง ผมว่าผมใช้ชีวิตคุ้มแล้วล่ะ ได้มาเจอพวกเขาตัวเป็นๆ แถมมีตั้ง 2 ตัว ใครไม่สนใจก็บ้าแล้ว (ถึงชีวิตจะดูค่อนไปทางลำบากหน่อยก็เถอะ”

ข้อสุดท้าย คือคุณออกัส...

ผมไม่รู้ว่าเพราะอะไร และทำไมสายตาเฉยชาและสีผิวขาวซีดของเขา จึงทำให้ผมสนใจ ผมมีความรู้สึกว่าเขาไม่เหมือนคนอื่น เขาตัวบางกว่าผม แต่ก็ไม่เหมือนผู้หญิง เขาคือผู้ชายคนนึงที่หน้าหวาน แต่เสือกหล่อ หล่อมากกว่าปกติด้วยซ้ำ จนบางทีผมก็แอบนึกอยู่ว่า มันไปศัลยกรรมที่ไหนมาวะ เผื่อจะหาเวลาไปทำบ้าง ทุกอย่างบนใบหน้ารับกันลงตัวไปหมดทุกส่วนเลย

โดยเฉพาะดวงตาที่ชอบมองผมอย่างจับผิดนั่นแหละ

...นั่นอาจจะเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ผมเลือกทำงานที่นี่ต่อก็ได้ ใครจะไปรู้

.

อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ว่าผมเป็นพวกชายรักชายนะครับ ผมชอบผู้หญิง มีแฟนเป็นผู้หญิง และเธอกำลังโทรเข้ามาหาผมในตอนนี้

หน้าสวยหวานปรากฏอยู่หน้าจอ ผมสไลด์หน้าจอรับสายเธอทันที

“ครับผม :)

[ไม่ค่อยได้ยินเลยค่ะเงิน]

ผมยิ้ม และเดินออกมาทางหลังปราสาทเพื่อหาสัญญาณที่ดีกว่านี้ สถานภาพโสดที่ระบุไว้ในใบสมัคร หมายถึงยังไม่สมรส คือโสดตามกฎหมาย ไม่นับรวมแฟนเนอะคุณออกัสเนอะ

“ได้ยินรึยังครับ”

[ได้ยินแล้วค่ะ เงินเป็นยังไงบ้างคะ เฟียร์เป็นห่วงแทบแย่]

“ผมสบายดี คราวนี้อาจจะมานานหน่อย คุณรอผมหน่อยนะ”

[ได้เสมอค่ะ ....]

ผมไม่ได้ยินประโยคที่เฟียร์พูดต่อหลังจากนั้น เพราะสายตามัวแต่มองห้องทำงานของออกัส ร่างโปร่งเดินวนไปวนมาเหมือนหาอะไรสักอย่างที่ผมมองเห็นผ่านเงาของผ้าม่านที่เกิดภาพดำๆ จากแสงไฟตะเกียงสลัวๆ ในห้องนั้น  เขาก้มๆ เงยๆ และเดินออกจากห้องตรงไปทางห้องนอนของผม

“เอ่อ เฟียร์ครับ แค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวไว้ว่างๆ ผมจะโทรกลับนะครับ”

[เงิน เดี๋ยวสิคะ เงิน]

ตุ๊ด ตุ๊ด ตุ๊ด

ผมกดตัดสาย และเดินกลับเข้ามาในปราสาททันที

.

.

เขาหายไปไหนแล้วนะ

........................................................

----- โปรดติดตามตอนต่อไป -----

 

เป็นไงบ้าง ^^ แสดงความเห็นกันนะคะ ^^

ความคิดเห็น