ยูโร...เด็กหัวขาว

=_= มันคืออะไรบอกที ทำไมกดลบตอนนิยายที่ลงซ้ำไม่ด๊ายยยย!! ={}=!!! พลาดไปแล้วววววว
Sugar Boy ผมกลายเป็นเมียพี่รอง ภาค 2 [Boy's love/Yaoi18+]

ชื่อตอน : ผมกลายเป็นเมียพี่รอง ภาค 2 ตอนที่ 21 : จิตใจที่เริ่มท้อถอย

คำค้น : Sugar Boy SS2, ผมกลายเป็นเมียพี่รอง ภาค 2, นทีxเลย์, ยูโร เด็กหัวขาว

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 795

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มี.ค. 2559 07:10 น.

ผมกลายเป็นเมียพี่รอง ภาค 2 ตอนที่ 21 : จิตใจที่เริ่มท้อถอย

แบบอักษร

Sugar Boy…Chapter 21

            จิตใจที่เริ่มท้อถอย

 

 

 

            ผ่านมาสามวันกับการที่ผมและพี่ชายคนรองอาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านของเราในฐานะพี่น้องธรรมดา ถึงปากจะบอกว่าเป็นแค่พี่น้องธรรมดาก็เถอะ แต่...

            “อื้ออ พี่อย่า...” ผมร้องค้านเสียงเอื้อยเอี้ยวเมื่อใบหน้าหวานถูกพี่ชายจับให้หันไปหาก่อนที่คนตัวโตจะฟัดหอมฟัดจูบลงมาไม่ยั้งราวกับเห็นแก้มของผมเป็นอาหารมื้อเที่ยงเสียอย่างนั้น และมันมักจะเป็นแบบนี้...ตลอดทั้งวันด้วย

            “นี่มหาลัยนะพี่ ทำไรเนี่ย!” ผมดุ พี่ทียักไหล่ไม่รู้ไม่ชี้ ทำให้ผมถึงกับถอนหายใจหน่ายๆพลางเช็ดแก้มตัวเองด้วยความเขินอาย โชคดีหน่อยที่ตอนนี้เราอยู่ในห้องเรียนกันแค่สองคนและไม่มีใครเนื่องจากทุกคนแยกย้ายกันออกไปพักช่วงกลางวันจนหมดแล้ว แต่ถึงจะไม่มีคนก็เถอะ ยังไงห้องนี้ก็ยังมีกล้องวงจรปิดอยู่ดี...

            แถมผมถูกทิ้งให้นั่งหลับในห้องคนเดียวจนกระทั่งพี่ทีเป็นคนเข้ามาปลุกซะด้วย

            เฮ้อ พอไอ้แบล็คโดดเรียนแล้วก็ไม่มีใครยอมมาปลุกผมเลยให้ตายสิ

 

 

            “ช่างสิ ไม่มีใครอยู่ซักหน่อย”

 

 

            “พี่ไม่เห็นกล้องวงจรปิดรึไงครับ!

 

 

            “เห็น...แต่ไม่สน” พี่ทีตอบกวน ผมนี่แทบอยากจะกระโดดกัดคอไอ้พี่ชายหน้าตายคนนี้ให้หายหมั่นไส้ซักที

            “ทำไม พี่คิดถึงน้อง อยากกอดอยากหอมซักทีมันผิดตรงไหน หืม?” พี่ทีเถียงอย่างไม่สำนึก ผมได้แต่บ่นๆว่าพี่ชายตัวเองในใจถึงความด้านได้อายอดของเขาเท่านั้นแหละ แต่แทนที่สถานการณ์แบบนี้ผมจะหัวเสีย กลับกลายเป็นว่ากำลังเขินอายแทนเสียอย่างนั้น...นี่ผมเป็นบ้าอะไรไปล่ะเนี่ย!

 

 

            “พี่บ้า” ผมบ่นอุบอิบ พี่ทีแอบขำออกมานิดๆพร้อมยีหัวผมเล่นสนุกมือ

 

 

            “หิวรึยังหืม? ไปทานข้าวกัน” พี่ทีถามขึ้น

 

 

            “อือ จะให้ไปทานกับพี่เหรอ” ผมเงยหน้าถามคนที่ยืนอยู่เหนือกว่า พี่ทีพยักหน้าตอบทำให้หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้งด้วยความดีใจที่พี่ทีมาชวนผมไปทานข้าวด้วยกัน

            “แล้ว...ทานที่ไหนอ่ะ พี่ไม่ได้ไปทานกับพวกพี่เวย์เหรอ”

 

 

            “พี่อยากทานกับเลย์ เลย์อยากทานที่ไหนล่ะ พี่จะพาไป”

 

 

            “เลย์ยังไงก็ได้ครับ แล้วแต่พี่ทีจะพาไปเลย” ผมยิ้มกรุ้มกริ่มพร้อมลุกขึ้นเก็บกระเป๋าขึ้นมาสะพายเตรียมพร้อมออกไปทานข้าวกับพี่ที คนตัวโตเผยยิ้มบางๆบนใบหน้าหล่อคมซึ่งเรียบเฉยแทบตลอดเวลาพร้อมเอื้อมมือขึ้นมายีหัวผมอย่างเอ็นดู

 

 

            “ก่อนไปพี่ขออะไรหน่อยสิ” พี่ทีท้วง พร้อมเลื่อนมือทั้งสองข้างลงมาประครองข้างแก้มทั้งสองข้างให้ผมเงยหน้าขึ้นไปสบตากับอีกฝ่ายได้ตรงๆ

            “บอกว่ารักพี่ซักครั้งสิ” สิ้นเสียงทุ้มน่าฟังของพี่ชาย เมื่อแววตาของเราสองผสานกันเพียงชั่วแว๊บเดียวก็ทำให้หัวใจแทบหยุดนิ่ง เราสองคนมองตากันอยู่นานโดยที่ไม่มีใครละสายตาออกไปจากกันเลย มีเพียงเสียงหัวใจและเสียงลมหายใจของตัวเองที่ผมกำลังได้ยินอยู่ในตอนนี้ หูทั้งสองข้างอื้อไปหมดราวกับประสาทสัมผัสทุกส่วนในรวนมั่วจนยากที่จะรับรู้อะไรต่ออะไรในตอนนี้ได้ กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่พี่ทีโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆจนริมฝีปากของเราแทบจะจรดกันละกัน

 

 

            “ใช่มั้ยแก ฉันก็ว่าสองคนนี้มันยังไงๆกันอยู่แน่...”

 

 

            พลั่ก!

            ทันทีที่มีเสียงพูดคุยของหญิงสาวสองคนซึ่งเดินเปิดประตูเข้ามาในห้องดังขึ้น เรียกให้ผมหลุดจากภวังค์ ทำให้ผมตกใจจนต้องรีบผลักอกพี่ชายให้ถอนห่างออกไปหลังจากริมฝีปากของเราสัมผัสกันไปได้นิดเดียว ผมกวาดสายตาหันไปมองที่หญิงสาวทั้งสองคนซึ่งกำลังยืนมองมาที่เราหน้าตาตื่นราวกับเห็นอะไรเข้าแล้ว แถมพวกเธอทั้งสองคนยังเป็นเพื่อนร่วมห้องของผมอีกด้วย

 

 

            “อะ...” ผมอ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ออก ยิ่งเห็นสายตาของหญิงสองคนที่เข้ามาใหม่ยิ่งทำให้ผมรู้สึกกลัวขึ้นมาแปลกๆจนร้อนผ่าวที่กรอบตาไปหมด ผมหันหน้ากลับไปมองพี่ชายด้วยสายตาสั่นๆอีกครั้งก่อนจะลนลานเดินพรวดพราดหวังจะผ่านหน้าพี่ชายและเพื่อนสาวในห้องทั้งสองคนออกไปแต่คนตัวโตก็คว้าข้อมือรั้งผมเอาไว้เสียก่อน

 

 

            “เลย์...” พี่ทีเรียกชื่อผมน้ำเสียงอ่อนลง

 

 

            “ปล่อยผม...ปล่อยผมนะ” ผมสั่งพี่ชายเสียงติดจะสั่นๆ

 

 

            “แล้วเรื่องทานข้าว...”

 

 

            “ผมไม่ทานแล้ว ปล่อย...” ผมบอกพร้อมสะบัดข้อมือออกจากมือหนาอย่างแรง พอได้เป็นอิสระแล้วจึงวิ่งหนีออกจากบริเวณนั้นมาโดยที่ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองข้างหลังเลยซักนิด ทำไมกัน...ทำไมผมถึงได้เจ็บและรู้สึกกลัวมากขนาดนี้ มากจนอยากจะร้องไห้ออกมาเสียตอนนี้ให้ได้เลย

 

 

            ตึก ตึก ปัง

            เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังเข้าไปในห้องเก็บของในวิทยาลัยตามด้วยเสียงบานประตูเหล็กหนาถูกปิดลง ก่อนที่ร่างของผมจะร่วงล้มลงไปนั่งกองอยู่กับพื้นในห้องที่มืดสนิท

            “ฮึก...บ้าเอ๊ย ฮึก อยู่แบบนี้ ใครมันจะไปโอเคล่ะ! จะให้บอกรักกัน จูบกันกอดกันทั้งๆที่เป็นได้แค่พี่น้องแบบนี้ ใครมันจะไปทนอยู่ได้ล่ะ ฮืออ พี่อย่ามาทำเหมือนผม...ฮึก เป็นของเล่นแบบนี้นะ ฮืออ ผมไม่เอาแบบนี้ ฮือออ ผมกลัว...ฮือออ ผมเจ็บ...ฮึก อือ ฮือ!” ผมได้แต่ร่ำไห้ปลดปล่อยความเศร้าหมองในใจที่เก็บกดมานานอยู่คนเดียวในห้องเก็บของที่มืดสนิท ซักพักก็ห้ามให้ตัวเองหยุดร้องไห้ลงได้แล้วนั่งเล่นมือถือรอให้ตาที่แดงก่ำหลังการร้องไห้จางลงกว่านี้จะได้ไม่ผิดสังเกตต่อสายตาคนอื่นๆ จนกระทั่งถึงเวลาที่ผมต้องไปเรียนในช่วงบ่าย ผมจึงยอมโผล่หัวออกมาจากห้องเก็บของดังกล่าว

 

 

            แกร่บ

            ผมชะงักเท้าหยุดขณะกำลังจะเดินออกไปจากห้องเก็บของเมื่อเท้าเตะเข้ากับซองบางอย่างซึ่งวางอยู่บนพื้น พอก้มลงมองก็พบกับซองขนมปังที่วางคู่กับนมกล่อง แถมยังมีจดหมายเล็กๆแปะติดไว้อีกด้วย

            “อะไรเนี่ย” ผมพึมพำพร้อมย่อตัวลงไปหยิบขนมและนมบนพื้นขึ้นมาถือไว้ในมือ พลางแกะเอาโพสต์อิสที่ติดกับซองขนมขึ้นมาอ่านดูข้อความด้วย

 

 

            ทานให้หมดก่อนค่อยเข้าไปเรียนนะครับ...ไอ้เด็กขี้แย

 

 

            ผมอ่านข้อความก่อนจะเผลอหลุดยิ้มออกมากับคำลงท้ายในโพสต์อิส หลังมือยกขึ้นยีตาตัวเองที่รู้สึกตึงๆหนักๆหลังจากร้องไห้มา พร้อมลุกเดินออกไปหาที่นั่งทานขนมกับนมที่ได้มานี้ด้วยร้อยยิ้มสดใส สลัดเอาคราบความเศร้าที่ผมมีก่อนหน้านี้ออกไปเสียหมด จนแทบจะกลายเป็นคนละคนกับที่ร้องไห้เมื่อกี้เลย

            “บ้า” ถึงในโพสต์อิสจะไม่ได้บอกชื่อเจ้าของข้อความและขนมกับนมเอาไว้แต่ผมก็รู้ดีว่าเป็นใคร ขนมปังกับนมรสสตเบอร์รี่ กับคำว่าไอ้เด็กขี้แย ผมนึกออกแค่คนเดียวเท่านั้นแหละที่จะซื้อของแบบนี้มาให้พร้อมทิ้งท้ายในโพสต์อิสว่าไอ้เด็กขี้แยแบบนั้น

            ผมได้แต่นั่งกินขนมปังและนมไป พลางอมยิ้มไป จนกินหมดก็ได้เวลาต้องแอบย่องเข้าไปในห้องเรียนอย่างเงียบๆ โชคดีหน่อยที่อาจารย์ประจำคาบนี้ไม่ทันสังเกต แม้จะมีนักศึกษาบางคนเห็นผมที่แอบย่องเข้าไปนั่งประจำที่ตัวเองซึ่งอยู่ข้างๆไอ้แบล็ค รวมถึงหญิงสาวสองคนที่เข้ามาเห็นผมกับพี่ทีเมื่อตอนพักกลางวันนี้ด้วย

            “เมื่อเช้ามึงหายหัวไปไหนมาวะ” ผมเอ่ยปากถามเพื่อนรักหลังทิ้งตัวลงนั่งข้างๆกับไอ้เตี้ยประจำกลุ่มซึ่งเพิ่งโผล่หน้ามาเรียนเอาคาบสุดท้ายของวัน

 

 

            “เอ่อ...อ่อ กูนอนเพลินไปหน่อยว่ะ” แบล็คบอกหน้าเจือน

 

 

            “เหอะ คั่วสาวมาทั้งคืนจนตื่นมาเรียนไม่ทันอีกล่ะสิมึง เตี้ยแล้วยังไม่รู้จักเจียมตัว” ผมแกล้งแซวมันไปตามประสาเพื่อนที่พูดเล่นกันได้แทบทุกเรื่อง

 

 

            “ใครจะเหมือนมึง ที่ขาดเรียนบ่อยๆเพราะโดนผัวจัดหนักใส่บ่อยล่ะสิ บอกให้พี่มึงเพลาๆลงซะบ้างนะ เดี๋ยวมึงจะเรียนไม่จบเอา” ไอ้เตี้ยแบล็คนั่งเท้าคางบ่นหน้ามุ่ย ผมมองหน้ามันหวังจะโวยวายแต่ก็ทำไม่ได้เพราะยังอยู่ในห้องเรียน แถมอาจารย์ก็ยังอยู่ด้วย

 

 

            “มึงบ้าเหรอ กูกับพี่ที...เราไม่ได้มีอะไรกันซักหน่อย” พอต้องมาพูดถึงพี่ชายกับเพื่อนตัวเองแบบนี้ผมก็อดจะรู้สึกเขินอายไม่ได้จริงๆให้ตายสิ

 

 

            “ขนาดกูยังไม่ได้พูดชื่อมึงยังรู้เลยว่าผัวมึงที่กูหมายถึงคือพี่ที”

 

 

            “อึก...” ไอ้แบล็คย้อนกลับมาเจ็บแสบจนทำเอาผมสะอึก พร้อมหันหน้าไปจ้องมันตาเขียว ซึ่งไอ้แบล็คก็มองผมกลับด้วยสีหน้าเฉื่อยๆเหมือนคนง่วงนอน

 

 

            “ว่าไง มีไรจะแก้ตัวอีกมั้ยหือ ไอ้-เลย์-เมีย-พี่-ที” แบล็คออกเสียงเน้นๆย้ำๆที่ 5 คำหลัง

 

 

            “พอเหอะ เราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว” ผมก้มหน้างุดจนแทบฟุบลงกับโต๊ะ ไม่รู้จะเขินอายกับคำพูดของเพื่อนหรือเศร้ากับเรื่องความรักของตัวเองดี แต่ที่แน่ๆตอนนี้ แก้มผมมันร้อนผ่าวขึ้นมาจนแทบไม่อยากคิดเลยว่ามันจะแดงแค่ไหนในสายตาไอ้แบล็คตอนนี้

            (แม่ง น่าอายชะมัด) ผมบ่นในใจ

 

 

            “ไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว แต่ทำไมถึงยังจูบกันอยู่ล่ะวะ”

 

 

            “หะ พะ พูดอะไรของมึงน่ะ” ผมผวาเงยหน้าถามเพื่อนรักด้วยใบหน้าที่ร้อนฉ่าราวถูกไฟอุ่นๆรนจนรู้สึกร้อนรนไปหมดกับสิ่งที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดออกมาเมื่อกี้

 

 

            “ก็กูได้ยิน ผู้หญิงในห้องสองคนนินทามึงก่อนอาจารย์จะเข้ามา ว่าเห็นมึงจูบกับพี่ทีในห้องนี้ตอนพักกลางวันก่อนออกไป ตอนนี้เขารู้กันแทบทั้งห้องแล้วด้วยนะ”

 

 

            “ว่าไงนะ” ผมก้มหน้าขยี้หัวหน้าป่วยเมื่อได้ยินดังนั้น อ๊า ว่าแล้วว่าพวกเธอต้องเข้ามาเห็นตอนนั้นจริงๆ และต่อไม่ได้เห็นตอนจูบแต่ถ้ามองจากมุมนั้นยังไงก็ต้องเห็นเป็นจูบอยู่แล้วล่ะ ฮือ! พี่นะพี่...ทำไมต้องมาทำแบบนี้กับผมด้วย

            “อ่า แย่ว่ะ ทำไมเรื่องมันแพร่เร็วจังวะ”

 

 

            “จะไปรู้รึไง ว่าแต่มึงเถอะ ไหนบอกไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว แต่ทำไมถึงยังจูบกัน” แบล็คจ้องหน้าถามตาเขม็ง ทำเอาผมนั่งนิ่งตัวเกร็งไปเลยทีเดียว

 

 

            “กู...ไม่รู้” ใช่ ผมไม่รู้เลยว่าทำไม

 

 

            “หรือว่าพี่ทีบังคับมึง”

 

 

            “หะ เปล่า ไม่ใช่...” ผมรีบปฏิเสธทันควัน

 

 

            “งั้นมึงจะบอกว่ามึงเต็มใจงั้นเหรอ” ไอ้แบล็คเซ้าซี้ถามเข้ามาอีก ครั้งนี้ทำให้ผมรู้สึกร้อนหน้าจนไม่กล้าจะเงยมันขึ้นมาเลยจริงๆ เป็นต้องฟุบหน้ากับโต๊ะอยู่ท่าเดียว

 

 

            “กูเปล่านะ” ผมปฏิเสธเสียงอู้อี้อยู่กับต้นแขนตัวเอง

 

 

            “เลย์...ถ้าเกิดเป็นกู...จะทำให้มึงลืมพี่ทีลงได้รึเปล่าวะ” อีกฝ่ายพึมพำหลังจากเงียบไปซักพัก ด้วยประโยคที่ฟังดูเข้าใจยากจากอีกฝ่ายจึงทำให้ผมต้องผงกหัวขึ้นมามองหน้ามันอย่างสงสัย

 

 

            “หมายถึง?” ผมถามกลับสงสัย

 

 

            “เอ่อ ก็...กูหมายถึง ถ้ามึงไปเที่ยวกับกูเหมือนแต่ก่อน มันพอจะทำให้มึงลืมเรื่องพี่ทีลงได้บ้างมั้ย” แบล็คพูดจากระอักกระอวนน่าสงสัยแปลกๆ แต่ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไรมาก

 

 

            “อื้อ เอาสิ ไปไหนล่ะ มีใครไปบ้าง”

 

 

            “กูกับมึง...สองคน” แบล็คยิ้มตาหยีให้ผมแอบนึกขำที่เห็นมันทำหน้าตาแบบนี้ จะว่าไปพอไอ้แบล็คมันยิ้มสดใสแบบนี้มันก็ดูน่ารักดีนะ ถึงจะไม่ค่อยเข้ากับหน้าตาของมันก็เถอะ

 

 

            “โอเค ตามนั้น ไอ้เพื่อนรัก” ผมเผยยิ้มมุมปากพร้อมยกกำปั้นชนกับเพื่อนรักเป็นการให้สัญญากัน ก่อนที่เราทั้งสองคนจะอยู่ในความเงียบโดยไม่ได้พูดไม่ได้จาอะไรกันไปมากกว่านั้นเลยจนผมเริ่มง่วงและค่อยๆผล็อยหลับไปในที่สุด

 

…End lay part…

 

 

 

 

…Natee Part…

 

            “จบคาบเรียนนี้ลงเพียงเท่านี้นะคะ นักศึกษาทุกคนเก็บเอาไปทบทวนกันด้วยนะ” อาจารย์สาวกล่าวเป็นประโยคสุดท้ายสำหรับคาบเรียนนี้ ก่อนที่เธอจะเดินออกไปจากห้องเรียน ปล่อยให้นักศึกษาทุกคนได้คลายความตึงเครียดลง โดยเฉพาะผมที่ไม่มีเรียนต่อจากนี้แล้ว จึงเก็บสมุดหนังสือเข้ากระเป๋าเตรียมเดินไปหาน้องชายที่ตึกอื่นทันที

 

 

            “แก นี่ไงรูปพี่คนที่ฉันพูดให้ฟังอ่ะ” ขณะที่ผมกำลังเดินไปตามทางเดินก็ได้ยินเสียงพูดคุยดังแว่วเข้ามาในหู เมื่อตวัดสายตาไปมองก็เห็นว่ามีกลุ่มหญิงสาวนั่งคุยกันอยู่ในห้องๆหนึ่ง แต่ปิดประตูเอาไว้ไม่สนิทพอจึงทำให้มีเสียงเล็ดลอดออกมา

 

 

            “หล่อเนอะ จริงเหรอที่ว่าคบกับน้องชายตัวเองน่ะ” จากเดิมที่ไม่คิดจะสนใจเสียงนินทาพวกนี้ แต่เมื่อได้ยินประโยคนี้เข้าก็ทำเอาขาของผมชะงักหยุดลงทันที จะมีใครที่ไหนในมหาลัยนี้อีกละที่คบกับน้องชายตัวเองถ้าไม่ใช่เรื่องของผมกับเลย์ เรื่องที่ว่าผมเป็นเพียงลูกบุญธรรมคนนอกส่วนใหญ่เขาไม่รู้กันหรอก จะมีก็แต่คนในแก๊งบางกลุ่มเท่านั้นเองที่พอจะรู้ และยิ่งไปกว่านั้น...คนที่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเราทั้งสองคนมีอีกครึ่งหนึ่งเป็นสายเลือดเดียวกันอยู่ มีเพียงแค่ไอ้เวย์เท่านั้น

 

 

            “เห็นว่าเลิกกันแล้วหนิ คงไปกันไม่รอดหรอก พ่อแม่ต้องไม่ยอมแน่ๆ”

 

 

            “ไม่นะแก เมื่อกี้มีข่าวซุบซิบมาว่ามีคนเห็นพี่เขาจูบกับน้องในห้องเรียนด้วย”

 

 

            “เอ๊ะ พี่คนนี้ ใช่พี่คนรองของเลย์ปีสองรึเปล่า”

 

 

            “ใช่ พี่ของเลย์นั่นแหละ”

 

 

            “เฮ้ย งั้นคนที่เขาคบอยู่ก็เลย์งั้นเหรอ มันใช่เหรอแก เลย์ปีสองนี่เพลย์บอยที่มีข่าวเสียๆเรื่องผู้หญิงบ่อยๆไม่ใช่รึไง แต่นี่ทำไม...”

 

 

            “ก็นั่นแหละประเด็น สงสัยจะเปลี่ยนแนวแล้วมั้ง แถมดูยังไงเลย์ก็คงเป็นรับแน่ๆเลยด้วย แต่เห็นว่าสองคนนี้คบกันมามากกว่า 5 เดือนแล้วนะแก แถมดูท่าพี่เวย์อดีตเดือนคณะบริหารที่เป็นพี่คนโตก็รู้เรื่องดีและสนับสนุนด้วย”

            “แก ยัยนิน ถ้าจำไม่ผิดใช่พี่ทีของแกที่แกแอบชอบนักชอบหนาใช่มั้ยย้ะ”

 

 

            “ใช่เลยแก ฉันไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปคุยด้วย คิดว่าพี่เขาไม่สนใจใครเลยซะอีก น่าเสียดายอ่ะ ถ้ารู้ว่าพี่เขาก็รักๆชอบๆเป็นตั้งแต่แรกฉันคงไปจีบนานแล้ว”

 

 

            “แต่ฉันได้ข่าวว่าพี่ทีไม่ใช่พี่แท้ๆของเลย์นี่นา”

 

 

            “จริงเหรอ!?

 

 

            “ใช่ๆ”

 

 

            “ถ้าเป็นงั้นก็รักกันได้น่ะสิ ไม่ผิดเรื่องสายเลือดด้วย”

 

 

            “หึ ไม่ผิดเรื่องสายเลือดเหรอ” ผมกระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนเปลี่ยนเส้นทางเพื่อกลับไปยังโรงจอดรถแทนที่จะเป็นตึกที่น้องชายเรียนอยู่ จากที่หวังจะไปพบเลย์แต่พอมาได้ยินว่าการที่เลย์ต้องมาพัวพันกับผมมันสร้างข่าวเสียๆหายๆพวกนี้ให้กับเขา...จู่ๆผมก็รู้สึกว่าบางที...ตัวเองอาจไม่ควรเข้าใกล้เลย์เลยด้วยซ้ำ

            “น่าสมเพชชะมัด” ผมพึมพำ อดจะต่อว่าตัวเองไม่ได้จริงๆที่ทำอะไรไปโดยไม่คิดให้ดีเลยซักอย่าง เพราะผม วันนี้จึงทำให้เลย์ถูกนินทาเสียๆหายๆไปทั่ววิทยาลัย ไม่แค่นั้น...ผมยังได้ยินน้องชายตัวเองแอบร้องไห้อยู่คนเดียวในห้องเก็บของนั้นอีก ทุกอย่างมันก็เป็นเพราะผม... ทั้งๆที่อยากทำให้เลย์มีความสุขมากที่สุดแท้ๆ แต่กลับเป็นผมเองที่ทำให้เลย์ต้องเจ็บปวด...

            “อึก ไอ้บ้าเอ๊ย!” ถึงตอนนี้ ก็ทำได้เพียงแค่ด่าทอตัวเองเท่านั้นแหละ

            ผมนี่มัน...เป็นพี่ชายที่แย่จริงๆ

 

 

 

            --- To be continued ---


 

ยังมีต่อคับ รออ่านตอนต่อไปได้เลย จะตามมาอีกในไม่กี่นาทีนี้แหละ ถถถ

ชื่อ
ความคิดเห็น