หมีกริซลี่,Grizzlybear
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

INTRODUCTION:ต้าว...ตัวเล็ก

ชื่อตอน : INTRODUCTION:ต้าว...ตัวเล็ก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ส.ค. 2563 22:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
INTRODUCTION:ต้าว...ตัวเล็ก
แบบอักษร

INTRODUCTION::ต้าว...ตัวเล็ก 

 

[ฮ่องเต้] 

 

ตั้งแต่จำความได้ผมก็คลุกคลีอยู่กับงานวาดเขียนมาโดยตลอด ใช้เวลายามว่างนั่งนอนอยู่กับมันมาเสมอ ไม่ต้องให้ใครมาเอ่ยปากบอกว่ามันดูเหมาะกับตัวผมมากแค่ไหนแล้วกำหนดอนาคตให้หรอก เพราะพอผมอายุย่างเข้าสิบสามปี ผมก็กล้ายืดอกแล้วกดนิ้วจิ้มลงบนหน้ากระดาษสีขาวโพลน พลันตะโกนบอกกับพ่อแม่ว่านี่แหละคือเส้นทางความใฝ่ฝันของผม 

เชื่อเถอะ... ผมไม่ได้เตรียมใจมารับฟังคำพูดอันแสนโหดร้ายเกินที่เด็กวัยสิบสามปีจะทนไหว พวกท่านไม่เห็นด้วยกับอาชีพที่ผมตั้งเป้าหมายเอาไว้ในอนาคต แถมยังตราหน้าว่ามันเป็นอาชีพไส้แห้งที่ทำให้ประสบความสำเร็จยาก มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกพวกนักเขียนหน้าใหม่แซงทางโค้ง 

เรื่องนั้นผมพอยอมรับได้ แต่ตราบใดที่ผมได้ลงมือทำในสิ่งที่ตนเองรักมันก็คุ้มค่ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องแลกมาแล้ว แม้จะได้ทุนต่ำทว่านั่นก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับการที่ผมได้รับทุนทางจิตใจซึ่งไม่ว่าใครที่ไหนก็ไม่มีวันรู้สึก 

หลังจากที่ถูกพ่อแม่แย้งเรื่องอาชีพในฝัน ผมก็จมปลักอยู่กับความผิดหวังแรมปี กว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งก็ตอนที่อายุสิบห้าปี อาจด้วยกำลังอยู่ในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อผมจึงเริ่มทำตัวดื้อรั้น ความอึดอัดมากมายประกอบกับความกดดันที่ถาโถมเข้ามานับวันกำลังจะพวยพุ่งปะทุขึ้นมาจากก้นบึ้งของจิตใจ 

ตอนนี้ผมเชื่อแล้วล่ะว่าไม่มีใครบนโลกที่สามารถดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้การถูกบีบบังคับ และปล่อยให้ความเก็บกดเป็นตัวขับเคลื่อนชีวิตได้หรอก ในที่สุดพวกเราก็มีปากเสียงกัน ถ้อยคำปรามาสต่างๆยังคงติดตรึงอยู่ในหัวของผมไม่เลือนหายไปไหนจนถึงทุกวันนี้ 

ครอบครัวของผมถูกจัดให้เป็นครอบครัวที่มีปัญหาอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ผมตัดสินใจย้ายเข้ามาใช้ชีวิตอยู่คนเดียวหลังจากนั้น อาศัยการวาดภาพของตัวเองหารายได้มาประทังชีวิตไปวันๆ ทุกสิ่งดูเหมือนจะราบรื่นดีจนกระทั่งดำเนินมาถึงจุดที่ชีวิตของผมพลิกผันสุดขั้วตอนอายุยี่สิบสองปี 

งานวาดเล็กๆของผมได้รับความนิยมสูงมากที่สุดในปีนั้น สำนักพิมพ์หลายสิบแห่งแห่กันติดต่อเข้ามาเพื่อจะขอทำสัญญาให้ผมเป็นนักเขียนของพวกเขาจนสายแทบไหม้ การใช้เวลาพิจารณากินเวลายาวนานหลายวัน จนสุดท้ายผมก็ได้ผลสรุปว่าจะปักหลักอยู่กับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ตลอดระยะเวลานั้นผมคอยผลิตผลงานไปนำเสนอให้บ.ก.ได้พิจารณาอย่างสม่ำเสมอ 

และก็เป็นเช่นที่คาดการณ์ไว้ งานวาดของผมแทบแปดสิบเปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดดังเปรี้ยงปร้างพลุแตก ภายในเวลาไม่กี่ปีผมก็ได้รับค่าตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ มันทำให้ผมไม่ต้องนอนคุดคู้อยู่ในรังหนูจนเหน็บชากินตูดอีกต่อไป แถมเสื้อผ้าก็ไม่ขึ้นราจากการที่ต้องตากไว้ในที่อับชื้น ซึ่งพื้นที่ภายในห้องแม่งไม่มีส่วนไว้สำหรับตากผ้า จะว่าผมพาตัวเองคลานออกมาจากหลุมความมืดมามีชีวิตที่รุ่งโรจน์ก็คงใช่ 

แต่แล้วก็ต้องมาพบกับจุดที่สมองมันตันตื้นอีกครั้ง ผมผ่านงานมาแล้วหลายรูปแบบ ไม่คิดเลยว่าการหันมาทำงานสายBLหรือที่เราเรียกกันเต็มๆว่า ‘Boy Love’ จะทำให้สมองดับโหวงขนาดนี้  

ขนาดนี้ มันขนาดไหน? 

ก็แบบที่ทำให้คนอย่างผมซึ่งอุทิศตนไว้กับงานวาดนั่งจ้องกระดาษเปล่ามาร่วมอาทิตย์แล้วน่ะสิ เรื่องไปต่อไม่ถูกมันมาคู่กันกับงานพวกนี้อยู่แล้ว แต่ครั้งนี้น่ะเป็นปัญหาใหญ่โตของผมเลย นอกจากจะนึกภาพไม่ออก ผมยังเข้าไม่ถึงอารมณ์ของตัวละครเอกด้วย 

ให้ตายเถอะ! 

อย่างกับสร้างไวรัสกินสมองตัวเองไม่มีผิด ปล่อยค้างอยู่แบบนี้รังแต่จะทำให้บ.ก.ฉุนหนักขึ้นไปอีก แค่ผมดองงานเอาไว้อาทิตย์สองอาทิตย์ก็แทบจะบุกมาหาถึงคอนโดอยู่รอมร่อแล้ว  

และใช่ครับ จนถึงป่านนี้ผมก็ยังคงปล่อยให้งานวาดค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น เป็นสถิติใหม่ที่ไม่เคยทำสำเร็จมาก่อนเลย ซึ่งผมก็พอรู้ว่าถ้าปล่อยเอาไว้นานมากกว่านี้จะมีปัญหาใหญ่ตามมาในภายหลังแน่นอน การออกจากคอนโดมาหาแรงบันดาลใจจึงเป็นสิ่งที่ผมเลือกทำในช่วงวันหยุดแบบนี้ 

ตามแผงหนังสือหรือร้านขายการ์ตูนเป็นเป้าหมายสำคัญของผม แต่สุดท้ายก็ได้ประโยชน์กลับมาแค่หยิบมือเดียว อันที่จริงอาจจะไม่ได้อะไรเลยจากการเดินตะลอนเที่ยวไปตามร้านหนังสือทั้งวันด้วยซ้ำ ถึงจะได้หนังสือนวนิยายแนวสืบสวนและการ์ตูนสองสามเล่มกลับมาด้วยแต่มันก็เท่านั้น ถ้าผมยังอยู่ในอารมณ์ที่สมองไม่เปิดรับอะไร สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นแค่เพียงของฆ่าเวลาไปเลยทันที 

ไอ่ทฤษฎีงานวาดจะออกมาดีหรือแย่นั้นขึ้นอยู่กับอารมณ์ของผู้ผลิตผลงานมันมีความจริงอยู่ส่วนหนึ่ง ผมได้รับข้อความจากบ.ก.หลายสิบข้อความระหว่างที่กำลังนั่งรถBTSกลับไปยังคอนโดของตัวเอง ด้วยความที่ยังไม่พร้อมจะเปิดอ่านผมเลยยัดมือถือกลับเข้าไปในกระเป๋า ก่อนตรงต้นแขนฝั่งซ้ายจะมีบางอย่างกดทับลงมาจนต้องหันมอง พลันปะเข้ากับหัวทุยๆของใครบางคนที่เคลื่อนเข้ามาซบลงตรงบริเวณต้นแขน 

พอชะโงกหน้ามองผมก็เห็นใบหน้านุ่มละไมของผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังนั่งสลบไสลอยู่ เขาอยู่ตรงนี้มานานแล้วหรือยังผมเองก็ไม่ทันได้สังเกตเห็น เท่าที่สังเกตได้คือเขาเป็นผู้ชายที่ตัวเล็กมากเลยทีเดียว หรือบางทีอาจเป็นเพราะผมตัวโตมากกว่าคนปกติทั่วไปหรือเปล่า  

อันนี้ก็ไม่แน่ใจแฮะ... 

“คุณครับ” 

ผมกระซิบปลุกให้เขาตื่นจากห้วงนิทราทว่าก็ไม่สำเร็จ เห็นจะยิ่งทำให้อีกฝ่ายหลับลึกมากกว่าเดิมอีก เรือนร่างน้อยๆขยับอยู่บนเก้าอี้หลังจากถูกเสียงต่ำพร่าของผมรบกวน ก่อนจะแน่นิ่งไปอีกรอบเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ที่พยายามปลุกไม่ใช่เพราะรังเกียจน้ำลายที่กำลังหกเลอะเสื้อของผมอยู่หรอกนะ แต่มันเป็นเพราะผมกลัวว่าเขาจะนั่งเลยสถานีอันเป็นจุดหมายปลายทางต่างหาก 

อุบ๊ะ! คนดีขนาดไหน คิดดูววว 

“ตื่นก่อนคุณ นั่งเลยสถานีผมไม่รู้ด้วยนะ” 

เขย่าก็แล้ว ใช้ไหล่ดุนดันให้เขาตื่นก็แล้ว ผลคือนิ่งสนิทสยบทุกการเคลื่อนไหว ไม่รู้น้องแกเอาแรงไปทำอะไรหมดถึงได้มานั่งหลับอยู่บนBTSจนใครเรียกก็ไม่ยอมตื่น แต่แล้วข้อสงสัยเหล่านั้นก็ได้รับการไขกระจ่าง เพราะพอผมเอามือคลำๆไปตามกรอบหน้าของคนที่หลับไม่รู้สึกตัว ความอุ่นร้อนมันก็ตีแผ่ออกมาจนผมอดชักสีหน้าไม่ได้ 

“ตัวร้อนจี๋เลย…”    

โดนฤทธิ์ไข้กัดกินจนต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้นี่เอง ผมไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่หรอกที่อีกฝ่ายดูไร้เรี่ยวแรงมากถึงขนาดนี้ ยืมไหล่ของผมเป็นหมอนหนุนศีรษะไม่ว่า แต่น้องเขายังจะเอาพวงแก้มมาคลอเคลียต้นแขน ครางฮึ่มเบาๆในลำคอให้ผมเอื้อมมือไปตบหัวปุๆอย่างอดไม่ได้ 

ก่อนจะต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเขาเลื่อนมือเข้ามาวางลู่ลงบนเป้ากางเกงของผม ไม่สิ...ไม่ใช่แค่วางไว้เฉยๆแต่ยังออกแรงบีบจนผมเหยียดหลังตรง นั่งตัวเกร็งไปหมด 

“โอ๊ย! โอ๊ยยยย” 

“หื้อออ เหมือนหนอนเลย...หนอนยักษ์...ง้ำๆ” 

ได้ยินเขางึมงำมาอย่างนั้นผมเลยตวัดสายตาไปมองค้อน จับให้ฝ่ามือของเขาย้ายไปอยู่อีกที่หนึ่งได้พลันพรูลมหายใจออกมารดแผงอกกำยำของตัวเองเฮือกใหญ่  

ไม่ติดว่าอยู่ในสภาพคลอนแคลนผมจะจัดให้เขาสักป้าบจนสลบเมือกไม่มีวันตื่นเลย  

ผมยกมือขึ้นมายีเส้นผมตัดสั้นของตัวเองเป็นการใหญ่ ปรายตาชำเลืองไปเห็นผู้สูงอายุสองคนเดินเกาะแขนกันเข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆ ผมเลยหันซ้ายแลขวาเพื่อมองหาว่าแถบนี้เหลือที่ว่างให้พวกแกนั่งหรือเปล่า ได้ผลสรุปว่าไม่หลงเหลือที่นั่งเลยสักที่ 

พอเคลื่อนสายตากลับมาหยุดอยู่ตำแหน่งเดิม พวกแกก็ส่งยิ้มมาให้ราวกับรอคอยความใจดีของผมและคนข้างๆ...  

ใช่ครับ ผมหมายถึงเจ้าตัวเล็กที่หลับลึกชนิดไม่รับรู้เหตุการณ์โลกภายนอกอะไรทั้งสิ้น แถมที่นั่งฝั่งนี้ยังมีแค่พวกผมสองคนที่เป็นผู้ชายซึ่งนอกนั้นจะเป็นสุภาพสตรี ทำไงได้ล่ะครับนอกจากพยายามเขย่าให้ผู้ชายคนนี้ตื่น แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ยังคงไม่มีการตอบสนองใดๆ บอกได้คำเดียวเลยว่าแม่งโคตรกดดัน  

ไม่ได้นะเว้ย เอ็งต้องตื่นแล้วนะจังหวะนี้ ลุงกับป้าแกกำลังยืนกดดันข้าอยู่ เอ็งต้องตื่นมารับความกดดันเป็นเพื่อนข้าแล้วนะจังหวะนี้ 

ไม่ได้พูดออกไปหรอก กรีดร้องอยู่ภายในใจคนเดียวเป็นบ้าเป็นหลังนั่นล่ะ ตอนแรกมีแค่สองลุงป้ายืนมองผมอยู่ แต่ผ่านไปแค่ไม่กี่วินาทีก็เริ่มมีสายตาจากคนอื่นหันมามองสมทบ ผมเองก็ไม่อยากถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นพวกไม่มีสามัญสำนึก เลยแก้ปัญหาโดยการหามน้องผู้ชายคนนี้ขึ้นหลัง ลุกขึ้นยืนได้ก็ผงกศีรษะให้พวกแกเข้าไปนั่งแทน 

อันที่จริง การได้ยืนหามผู้ชายแปลกหน้าไว้บนหลัง ขณะที่ใช้มืออีกข้างจับหวงด้านบนเอาไว้ด้วยก็ทำให้ผมค้นพบความสามารถอีกรูปแบบหนึ่งของตัวเอง 

ไม่สิๆ ตอนนี้ผมค่อนข้างมั่นใจแล้วล่ะว่าส่วนสูงหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรของตัวเองเป็นความสูงที่ไม่ปกตินัก ประกอบกับที่ผู้ชายคนนี้ตัวเล็กอยู่แล้วมันเลยยิ่งทำให้พวกเรามีสัดส่วนที่ค่อนข้างขัดกันอย่างเห็นได้ชัด 

“เป็นเตียงที่แข็งจัง...” 

ยืนห้อยหวงจับอยู่ได้ไม่นาน ราวห้าวินาทีก็มีเสียงพึมพำดังมาให้ได้ยินจากคนด้านหลัง ผมเหลือบมองก็เห็นเพียงเส้นผมสีเข้มที่กระดกขึ้นมาให้เห็นจางๆตรงบริเวณหางตาเท่านั้น 

“ก็แน่น่ะสิ คุณกำลังนอนอยู่บนหลังของผม” 

ผมตอบรับอีกฝ่ายเสียงร่วน ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่มีคำพูดใดดังเล็ดลอดออกมาจากกลีบปากหนาของคนด้านหลัง ทุกอย่างจึงเริ่มกลับเข้าสู่ความเงียบงำอีกครั้ง...  

_________________________________________________ 

อะ เปิดมาฮ่องเต้ก็โดนจับไข่แล้ว อยากรู้จังถ้าอีกคนตื่นขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้นนน 

อย่าลืมให้กำลังใจและแปะคำติชมไว้ด้วยนะคะ 

ขอบคุณจ้าา 

ความคิดเห็น