ธิชามา
Twitter-icon

ขอบคุณทุกกำลังใจและการสนับสนุนค่ะ : )

ชื่อตอน : เงียบหาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 147

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ย. 2563 12:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เงียบหาย
แบบอักษร

คาเฟ่เล็กๆ ในตรอกอันเงียบสงบกลางกรุงลอนดอนเป็นสถานที่ที่เรเน่พารัญนิดามาด้วยรู้ดีว่าสถานการณ์ตึงเครียดช่วงนี้หากได้บรรยากาศเงียบๆ ไม่วุ่นวายคงจะดีสำหรับเพื่อนสาวของเธอไม่น้อย นี่เป็นการหลบหนีออกจากบ้านอีกครั้งตั้งแต่รัญนิดาถูกกักบริเวณโดยมีเรเน่ให้การช่วยเหลือเช่นเคย

ผู้จัดการส่วนตัวของรัญนิดาบังเอิญเจอคาเฟ่นี้โดยบังเอิญขณะเดินเล่นในช่วงวันหยุดของฤดูร้อนเมื่อสองปีก่อนเพียงลำพัง คาเฟ่แห่งนี้คือความเงียบสงบกลางเมืองที่เธอตามหามานานและเหนือสิ่งอื่นใดเธอยังโชคดีได้เจอกับใครคนหนึ่งอีกด้วย

“ไอมีคนอยากแนะนำให้ยูรู้จัก”

“ใครเหรอเรน”

แม้ว่าสถานะของรัญนิดากับเรเน่จะเป็นเจ้านายกับลูกน้องแต่ทั้งสองก็เป็นเพื่อนกันมานาน เพราะฉะนั้นเวลาคุยกันก็จะใช้คำพูดที่ไม่ได้เป็นทางการหรือแบ่งสถานะแต่อย่างใด และรัญนิดาเองก็ไม่เคยเห็นว่าเรเน่เป็นลูกน้อง เธอเห็นหญิงสาวเป็นเพื่อนสนิทของเธอที่มาคอยช่วยเหลือเรื่องงาน

“นี่ครูซ เป็นเจ้าของร้านนี้” เธอแนะนำเขาให้รัญนิดารู้จัก

“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับลาลินน์”

ชายหนุ่มร่างสูงตามแบบฝรั่งผมสีน้ำตาลสว่างกับดวงตาสีสวยของเขาทำเอารัญนิดาอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมภาษาไทยที่ออกจากปากของเขานั้นถึงได้ชัดถ้อยชัดคำขนาดนี้ทั้งที่เขาดูเป็นต่างชาติไม่ใช่คนไทยแม้แต่น้อย

“ยินดีเช่นกันค่ะ ว่าแต่คุณรู้จักฉันด้วยหรือคะ”

“ครับ เรนพูดถึงคุณอยู่บ่อยๆ”

“เรน?” เธอไม่คิดว่าเขาจะเรียกเพื่อนสนิทของเธอราวกับสนิทสนมกันมานานแบบนี้

“ครับ ผมกับเรนเรากำลังคบกันอยู่”

เรเน่ที่กลัวว่ารัญนิดาจะไม่พอใจที่เธอแอบมีแฟนโดยไม่บอกกล่าวเพื่อน แต่ตรงกันข้ามรัญนิดากลับยินดีมากที่เห็นเพื่อนสนิทที่สุดของเธอมีความสุข มีคนที่คอยดูแลอยู่ข้างๆ

“ยินดีด้วยนะ ยูไม่เห็นจะต้องปิดบังไอเลยเรน”

“ไอกลัวว่ายูจะโกรธนี่”

“ไอจะโกรธยูเรื่องอะไรล่ะ...คิดมากเกินไปแล้ว เรื่องแบบนี้ควรที่จะยินดีกับยูสิถึงจะถูก”

“ขอบใจนะรัน”

“อื้ม...ให้ครูซเรียกไอว่ารันก็ได้นะ ไหนๆ ก็เป็นแฟนกับเรนแล้ว เราก็เหมือนเป็นคนกันเอง” เธอหันไปถามครูซ “ว่าแต่...ทำไมคุณถึงได้พูดภาษาไทยชัดจังคะ คุณดูไม่เหมือนคนไทยเลย”

ครูซคิดไว้อยู่แล้วว่าเธอจะต้องถามคำถามนี้กับเขา และแน่นอนว่านี่ก็เป็นคำถามที่เรเน่แฟนสาวของเขาเคยถามมาก่อนหน้านี้ในตอนที่รู้ว่าเขาพูดภาษาไทยได้เช่นกัน แต่จะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ถูกเพราะความจริงคนไทยทุกคนที่รู้จักกับเขาก็ล้วนแต่ถามคำถามนี้จนมันกลายเป็นเรื่องปกติเสียแล้วที่เขาจะต้องตอบ

“คุณแม่ผมเป็นลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศสครับ อีกอย่างผมมีครูสอนภาษาไทยดีด้วย”

มิน่าล่ะ ดวงตาของเขาถึงมีสีที่สวยจนน่าประทับใจ

“คุณเรียนภาษาไทยด้วยหรือคะ”

“ใช่ครับ คุณแม่ของผมท่านพูดภาษาไทยกับผมมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ภาษาไทยของท่านก็ไม่ได้แข็งแรงมากนัก พอดีว่าผมได้รู้จักกับเพื่อนชาวไทยคนหนึ่งที่มาซัมเมอร์ที่อังกฤษเมื่อสิบปีก่อนก็เลยขอให้เขาสอนภาษาไทยให้ เราสนิทกันมากเลยครับแม้ว่าเขาจะใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทยเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม” ครูซอธิบายยาวเหยียด

“เพื่อนครูซคนนี้ยังเป็นหุ้นส่วนคาเฟ่อีกครึ่งหนึ่งด้วยนะรัน”

“อ้าว แล้วเขามีเวลามาช่วยดูแลร้านหรือคะเนี่ย ไหนคุณครูซบอกว่าเขาอยู่เมืองไทยเป็นส่วนใหญ่ไง”

“มีบินมาบ้างครับ ส่วนมากมันจะมาช่วยเรื่องของการตกแต่งร้านนี่แหละ ภาพวาด ภาพถ่าย แจกัน ภาชนะทุกใบในร้านนี้เป็นฝีมือของเพื่อนผมคนนี้ทั้งหมด มันเก่งด้านศิลปะมากจนผมยังอึ้งไปเลย อ่อ...วันนี้มันก็มาที่ร้านนะครับ”

รัญนิดาไม่ได้สนใจว่าเพื่อนของครูซจะอยู่ที่ร้านหรือไม่ แต่สิ่งที่เธอสะดุดในใจวูบหนึ่งคือเพื่อนของเขาคนนี้มีความชื่นชอบศิลปะเหมือนกับพระเพลิงเลย เธอคิดถึงเขามากจริงๆ คิดถึงทุกเวลา ทุกนาที ไม่รู้ว่าในอนาคตเธอจะมีโอกาสได้พบหน้าเขาอีกหรือไม่ บางทีเขาอาจจะยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเธอถูกพาตัวกลับมาอังกฤษแล้ว

“ฉันก็ยังไม่เคยเจอเพื่อนของคุณเลยครูซ” เรเน่ว่า

“นั่นสินะ เดี๋ยวผมแนะนำให้คุณทั้งสองคนรู้จักทีเดียวเลยแล้วกัน”

ครูซหายเข้าไปหลังร้านเมื่อบอกกับเรเน่จบทิ้งให้สองสาวเพื่อนรักนั่งรออยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์เพียงสองคน ภายในร้านมีคนเบาบางเพราะเป็นช่วงสายในวันธรรมดาที่ผู้คนกำลังทำงาน หากเป็นช่วงเช้ากับช่วงพักกลางวันจะมีคนมากหน่อยเพราะจะมานั่งดื่มกาแฟ จิบชาและทานอาหารกัน

“นี่ฉันมาตามหาแฟนนะเว้ยไม่ว่างจะมาเจอใครทั้งนั้นแหละ” เสียงของเพื่อนครูซแว่วมาเบาๆ จากหลังร้าน

แม้เสียงของเขาจะเบาจนแทบไม่ได้ยินเพราะมีผนังห้องกั้นเอาไว้อยู่แต่รัญนิดากลับหันขวับไปมองประตูทางเข้าหลังร้านพร้อมกับกระโดดลงจากเก้าอี้บาร์แล้วก้าวขายาวของเธอตรงเข้าไปทันที เธอจำได้แม่นถึงจะไม่ได้เจอกันมาสักพักแต่นี่คือเสียงของพระเพลิงไม่ผิดแน่

“ไปเจอแฟนฉันหน่อยสิไอ้ไฟฟ์ ฉันอยากให้แกรู้จักแฟนฉัน” ครูซคะยั้นคะยอ

“ทำไมต้องมาวุ่นวายกับฉันด้วยวะ”

มือเรียวกำลังเอือมไปจับลูกบิดประตูแต่รัญนิดากลับต้องชะงักอยู่กับที่เมื่อครูซเรียกชื่อเพื่อนของเขาซึ่งนั่นไม่ใช่ชื่อของพระเพลิงคนที่เธอกำลังเฝ้ารอ นี่เธอคิดถึงเขามากขนาดคิดว่าเสียงของเพื่อนครูซเป็นเสียงของเขาเชียวหรือ

“ไอว่าเรากลับเถอะเรน”

“อ้าว ยูไม่รอเจอเพื่อนครูซก่อนเหรอรัน”

รัญนิดาหมุนตัวเดินไปที่ประตูทางเข้าร้านแทนเพราะในเมื่อไม่ใช่เขาเธอก็ไม่มีกระจิตกระใจอยากจะอยู่ที่นี่ต่ออีกแล้ว เมื่อได้นึกถึงเขาขึ้นมาแวบหนึ่ง ในใจของเธอก็กลับกลายเป็นว่ามีเขาจับจองอยู่เต็มพื้นที่ ฉะนั้นไม่ว่าจะนั่งซึมอยู่บ้านหรือมาเปิดหูเปิดตาข้างนอกก็มีค่าเท่ากัน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ขอกลับไปนอนนิ่งๆ อยู่ที่บ้านจะดีเสียกว่า แล้วหากแม่กลับมาไม่เจอมีหวังได้ปวดหัวหนักขึ้นไปอีก

ออกจากบ้านมาครั้งนี้เธอคิดเพียงว่าอยากออกมาเปลี่ยนบรรยากาศและเลิกคิดเรื่องของเขาสักพัก แต่เธอกลับทำไม่ได้เลยเพราะในหัวมีแต่พระเพลิงวนเวียนอยู่ตลอดเวลา จะทำอะไรก็นึกถึงแต่ใบหน้าของเขาเสมอแล้วยังมาเจอเพื่อนของครูซที่เสียงเหมือนเขาราวกับแกะอีกทำให้สมองของและหัวใจของเธอหยุดคิดเรื่องเขาไม่ได้เลยแม้จะบอกตัวเองอีกครั้งก็ตามว่าปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามที่โชคชะตากำหนด

แต่ไม่ทันที่เธอจะเดินออกจากร้านไปครูซก็เปิดประตูหลังร้านออกมาพร้อมกับลากตัวเพื่อนของเขาออกมาด้วย เรเน่ตาโตทันทีที่ได้พบเพื่อนของครูซแล้วหันไปมองรัญนิดาที่กำลังจะออกจากร้านไป เช่นเดียวกับที่เขามีสีหน้าแปลกใจเมื่อเห็นเธอ ตาคมตวัดมองตามไปยังบุคคลที่แฟนสาวของเพื่อนกำลังจ้องอยู่พร้อมกับตะโกนเรียกเธอคนนั้นโดยอัตโนมัติตามที่หัวใจบอกไม่ใช่สมองสั่ง

“คุณรัน!”

หญิงสาวหยุดกึกเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อเธอของอีกฝ่ายดังมาจากทางด้านหลังแต่ไม่กล้าหันกลับไปมองด้วยกลัวว่าเจ้าของเสียงนั้นจะไม่ใช่คนที่เธอคิดไว้ ตาโตของรัญนิดามองส่ายไปมาอย่างไม่รู้ว่าควรจะจับจ้องไปที่ไหนดี แต่ในขณะที่เธอกำลังคิดอยู่นั้นร่างบางของตัวเองก็ถูกสวมกอดจากทางด้านหลังโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว

“ผมเจอแล้ว...ผมเจอคุณแล้ว”

เขาพูดเพียงเท่านั้นน้ำตาของรัญนิดาก็ร่วงหล่นออกมาจากดวงตาทั้งสองของเธอด้วยความปลาบปลื้มในหัวใจ เขาพยายามทำเพื่อเธออย่างที่เขาพูดเอาไว้จริงๆ และตอนนี้เขาก็หาเธอจนพบภายในเมืองใหญ่อย่างกรุงลอนดอนที่แทบจะไม่มีหวังเลยก็ว่าได้

มือใหญ่ของพระเพลิงหมุนตัวหญิงสาวให้หันมาเผชิญหน้ากับเขาพร้อมทั้งเช็ดน้ำตาที่เปรอะบนแก้มนวลแล้วประทับจูบแผ่วเบาที่หน้าผากมนของเธอ...ผู้หญิงที่เขาเฝ้าแต่คิดถึงอยู่ทุกคืนวัน

เขามีเวลาเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์ที่จะตามหาตัวเธอในกรุงลอนดอนแห่งนี้เพราะพี่ชายของเขา...คุณหมอพระพายกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงเนื่องจากมีคนที่ไม่หวังดีคอยก่อความวุ่นวายให้ ดังนั้นเขาจึงต้องรีบกลับไปเป็นหูเป็นตาช่วยเหลือพี่ชายของเขาก่อนแล้วจึงจะกลับมาตามหาเธอต่อหากไม่ได้พบกันครั้งนี้

“รันขอโทษ...รันไม่ได้บอกคุณเพลิง”

“ไม่มีอะไรต้องขอโทษหรือเสียใจ แม่ของคุณท่านรักและเป็นห่วงคุณมากเช่นกัน” พระเพลิงเช็ดน้ำตาบนแก้มใสของรัญนิดาอย่างเบามือ

“แต่แม่ไม่เข้าใจเราเลย แม่ไม่ให้โอกาสเราเลยคุณเพลิง”

“นั่นเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองให้ท่านเห็น คุณไม่ต้องกังวลนะครับรัน ผมจะทำให้ท่านยอมรับให้ได้”

“รันเชื่อคุณเพลิง”

“เชื่อผมก็หยุดร้องไห้แล้วสู้ไปด้วยกันอย่าให้ผมต้องเป็นห่วงคุณจนทำอะไรไม่ได้”

“รันรับปาก คุณเพลิงมาตั้งแต่เมื่อไหร่” เธอปาดน้ำตาทิ้งแล้วยิ้มให้เขา

“สี่วันแล้ว มะรืนนี้ผมจะต้องบินกลับ”

“กลับไปแล้วคุณจะลืมรันไหม” รัญนิดาถามอย่างหวั่นใน

“ไม่...ผมไม่มีวันที่จะลืมคุณ ไม่ต้องห่วงนะครับรัน คุณใช้ชีวิตของคุณเหมือนที่ผ่านมาไม่ต้องกังวลใจอะไรทั้งนั้น เรื่องคนในครอบครัวของคุณปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมเอง”

คำพูดที่หนักแน่นของพระเพลิงเป็นดั่งสัญญาที่ให้ไว้กับเธอว่าเขาจะพยายามให้มากกว่านี้เพื่อที่จะฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่าง เวลาเพียงหนึ่งเดือนที่ได้พบกันมันเป็นแค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้นแต่พระเพลิงกลับมั่นใจและแน่ใจเหลือเกินว่าผู้หญิงที่ชื่อรัญนิดาคนนี้เป็นคนที่เขาเฝ้ารอมาตลอดชีวิต อาจจะเพราะเธอมีนิสัยที่คล้ายกับพระเพื่อนน้องสาวของเขาก็เป็นได้ และอาจจะเพราะว่าเธอเป็นฝ่ายเข้าหาเขาก่อนแบบที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าทำเพราะเขาดูเป็นคนเงียบๆ ไม่เข้าสังคมกับใครแต่เธอกลับไม่เกรงกลัวมาดจอมหยิ่งของเขาเลย ที่สำคัญรัญนิดาเป็นคนเก่งและไม่อ่อนแอให้เขาต้องคอยประคบประหงมอยู่ตลอดเวลา ผู้หญิงที่ดูแลตัวเองได้ดีแบบนี้แหละที่เขาตามหามานาน

คำสัญญาของพระเพลิงเหมือนเม็ดฝนที่พรมลงในหัวใจที่แห้งแล้งของรัญนิดาให้กลับมาชุ่มชื้นอีกครั้ง เธอเชื่อเขา เธอวางใจในตัวของพระเพลิง เขาไม่เคยโกหก และเขาใช้หัวใจของตัวเองผูกพันแทนทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามี

 

 

หกเดือนต่อมา

กระเป๋าหนังแบรนด์ดังกับกระเป๋าเครื่องสำอางขนาดใหญ่ถูกวางลงบนโต๊ะเครื่องแป้งก่อนที่เจ้าของมันจะเดินไปล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้างอย่างเหนื่อยล้าเพราะการทำงานที่แสนจะหนักหน่วงมาเป็นเวลาเดือนเศษเพื่อให้ได้โชว์ที่ดีที่สุดและมันได้ผ่านพ้นไปในระดับที่คาดหวังไว้

มือสวยจับโทรศัพท์มือถือขณะที่ตากลมโตกำลังจ้องมองมันอย่างมีความหวังทุกวันมาตลอดระยะเวลาเกือบหกเดือนแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะได้รับการตอบรับจากใครคนนั้นที่เธอเฝ้ารอ ทั้งๆ ที่เขาให้สัญญากับเธอแล้วว่าจะพยายามทำทุกอย่างให้เรื่องระหว่างเธอและเขาเป็นจริงขึ้นมาต่อให้จะมีอุปสรรคจากแม่ของเธอเองหนักหนาสาหัสเท่าไหร่ก็ตาม แต่ตอนนี้เธอกลับเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าเขายังรักษาสัญญานั้นได้อยู่อีกหรือไม่ บางทีเขาอาจจะลืมมันไปแล้วก็ได้ว่าเคยพูดกับเธอคนนี้ว่าอย่างไร

เวลานับหกเดือนที่พระเพลิงไม่ติดต่อเธอกลับมาเลยแต่เขายังคงติดต่อกับครูซอยู่เช่นเดิม รัญนิดาอดคิดไม่ได้ว่าเขาอาจจะทบทวนดูแล้วและไม่เห็นหนทางที่จะเอาชนะใจแม่ของเธอได้ อีกทั้งอุปสรรคของความห่างไกลระหว่างไทยกับอังกฤษก็เป็นนะยะทางไม่ใช่น้อย เวลาก็ไม่ตรงกัน หลายๆ อย่างมันคงทำให้เขาอยากเลือกว่าเขาจะหยุดความพยายามเพียงเท่านี้หรือควรจะทำมันต่อไป เธอไม่สามารถเดาได้จริงๆ ว่าตอนนี้พระเพลิงกำลังคิดหรือทำอะไรอยู่กันแน่

เมื่อเธอเองก็หมดความอดทนที่จะรอและคาดเดาใจเขาไปเรื่อยๆ รัญนิดาจึงตัดสินใจมาหาครูซเพื่อถามเรื่องราวเกี่ยวกับพระเพลิงให้กระจ่างเผื่อว่าเธอจะได้ข้อมูลที่ทำให้ตัวเองยังมีแรงที่จะตั้งความหวังต่อไป

“ไอ้ไฟฟ์มันติดต่อผมมาถามเรื่องคุณอยู่ตลอดแหละครับรัน แต่ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาพี่ชายกับว่าที่พี่สะใภ้ของมันมีเรื่องที่น่าเป็นห่วงก็เลยต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อน” ครูซบอกกับเธอ

ชื่อ ‘ไฟฟ์ (Phyfe)’ ที่ครูซเรียกพระเพลิงนอกจากจะออกเสียงคล้ายคำว่า ‘ไฟ’ ซึ่งเป็นความหมายของคำว่า ‘เพลิง’ แล้วยังเป็นชื่อที่ครูซบอกให้เพื่อนๆ ชาวต่างชาติเรียกพระเพลิงแบบนี้อีกด้วยเพราะออกเสียงง่ายและเป็นคำพยางค์เดียว จากนั้นมาครูซและเพื่อนต่างชาติก็ใช้ชื่อไฟฟ์นี้เรียกพระเพลิงมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

“แล้วตอนนี้เรื่องของพี่ชายคุณเพลิงเป็นยังไงบ้างคะ”

“มันไม่ได้เล่ารายละเอียดให้ผมฟังมากนักหรอกครับ แต่ตอนนี้ก็สบายใจได้แล้วเพราะจับตัวคนร้ายได้เรียบร้อย”

“คนร้าย?”

“ครับ นี่...ไอ้ไฟฟ์มันไม่ได้เล่าอะไรให้รันฟังบ้างเลยเหรอ”

“ไม่เลยค่ะ เขาไม่ได้ติดต่อรันมาเกือบหกเดือนแล้ว”

“หา! ไอ้เพื่อนเวรเอ๊ย” ครูซสบถกับตัวเอง

สงสัยว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องเล็กแน่ๆ ไม่อย่างนั้นพระเพลิงคงไม่หายไปถึงหกเดือนหรอก รัญนิดาเริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้างด้วยเธอเชื่อใจเขาอยู่แล้วส่วนหนึ่งเพราะเขาเป็นคนที่รักษาสัญญาไม่เคยผิดคำพูดกับเธอเป็นทุนเดิม หากเขาจะหยุดเรื่องนี้จริงๆ ครั้งนั้นเขาคงไม่ดั้นด้นมาตามหาเธอถึงอังกฤษแน่

“เพื่อนคุณทำรันนั่งซึมใจลอยมาหลายเดือนเลยนะครูซ” เรเน่ที่มาเป็นเพื่อนรัญนิดาต่อว่า

“พี่ชายมันกำลังตกอยู่ในอันตรายนะเรน ถึงเรื่องของรันเป็นเรื่องส่วนตัวที่มันต้องจัดการแต่ถ้าให้เลือกคนในครอบครัวกับตัวมันเองไอ้ไฟฟ์มันก็เลือกช่วยเหลือพี่ชายมันก่อนอยู่ดี”

“รันเข้าใจค่ะ ขนาดรันยังเลือกที่จะกลับมาอังกฤษตามที่แม่ต้องการเลย คุณเพลิงทำแบบนี้รันไม่โกรธหรอก ที่เขาเลือกไม่เล่าให้รันฟังคงเพราะไม่อยากให้รันต้องกังวลใจเป็นห่วงเขา และวันที่เราเจอกันครั้งที่แล้วเขาบอกให้รันใช้ชีวิตของรันเหมือนกับที่ผ่านมาซึ่งตอนนี้รันก็ทำตามที่เขาบอกอยู่ รอเขาเสร็จธุระของครอบครัวเมื่อไหร่แล้วค่อยมาเจอรันก็ได้ค่ะ”

“ไอ้ไฟฟ์ได้ยินคงดีใจตายเลยนะครับเนี่ยที่รันเป็นคนเข้าใจอะไรง่ายๆ แบบนี้”

“คุณครูซก็โชคดีเหมือนกันนะคะเพราะเรนเขาเป็นคนชอบคนยากมาก กว่าเขาจะแน่ใจและแนะนำคุณให้รันรู้จักยังใช้เวลาเป็นปีๆ เลย”

“เห็นด้วยที่สุดเลยครับรัน ผมตามจีบอยู่ตั้งนานกว่าเรนจะใจอ่อนยอมเลื่อนสถานะให้ผมเป็นเพื่อนไม่ใช่แค่คนรู้จัก และกว่าเขาจะมั่นใจยอมเป็นแฟนกับผมเนี่ยก็ก่อนหน้าที่เขาจะพารันมาที่ร้านไม่กี่เดือนเอง”

ครูซไม่ได้เล่าเกินไปจากความเป็นจริงแม้แต่น้อย เพราะรัญนิดาทราบดีว่าเพื่อนสนิทของเธอคนนี้ค่อนข้างจะไว้ตัวสนิทกับใครยากมาก แต่หากได้เป็นเพื่อนกันแล้วเรเน่จะให้ความจริงใจตอบแทนซึ่งนั่นมีค่ามากกว่าเงินทองเสียอีก

“พอเลยๆ ทำไมถึงวนมาเรื่องของฉันได้ล่ะ”

“ชมหรอกจ้ะ ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”

รัญนิดารู้สึกว่าตัวเองคิดถูกจริงๆ ที่มาพบครูซในวันนี้ เรื่องที่เธอหนักใจอยู่นานก็ได้รับความกระจ่างเสียที พระเพลิงไม่ได้หายไปไหนและเขาไม่ได้ลืมเธอ เพียงแต่คนในครอบครัวของเขากำลังเจอกับปัญหาใหญ่ที่ต้องการความช่วยเหลือซึ่งเขาก็ทำถูกแล้วที่เลือกคนในครอบครัวของเขามาก่อนเรื่องส่วนตัว ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่ควรรักษาเอาไว้แม้ต้องสูญเสียอะไรไปบ้างก็ตามเพราะหากเป็นเธอแล้ว เธอก็เลือกที่จะทำอย่างเขาเช่นเดียวกัน

ส่วนทางด้านพระเพลิงหลังจากช่วยจัดการเรื่องราวของคุณหมอพระพายผู้เป็นพี่ชายเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ก็ถึงเวลาที่เขาจะจัดการเรื่องของตัวเองบ้าง เกือบหกเดือนที่เขาไม่ได้ติดต่อรัญนิดาไปเลยคงทำให้เธอสงสัยและน้อยใจอยู่บ้างเป็นแน่ แต่เหตุผลที่เขาไม่ติดต่อเธอกลับไปนั่นก็เพราะไม่ต้องการให้เธอเป็นห่วง หากได้พูดคุยกันเขาต้องหลุดปากเล่าปัญหาที่พี่ชายกำลังเผชิญอยู่ให้ฟังอย่างแน่นอนเพราะในหัวของเขาตอนนั้นคิดแต่จะช่วยคุณหมอพระพายอย่างไรจนไม่สามารถให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นได้ ดังนั้นการไม่คุยจึงเป็นการตัดปัญหาสำหรับเขา

เขาไม่เคยบอกว่าสิ่งที่เขาตัดสินใจไม่ติดต่อเธอไปนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เขาอาจจะติดต่อเธอไปทางแอพพริเคชั่นสนทนาที่เคยคุยกันก็ได้เพราะเป็นการพิมพ์จะได้มีเวลาคิดไตร่ตรองก่อนส่งข้อความ แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ติดต่อเธอเลยสักทางด้วยขณะนั้นเขายังให้นักสืบเอกชนสืบเรื่องราวของครอบครัวเธอควบคู่ไปกับการช่วยเหลือคุณหมอพระพาย หากเขาหลุดปากบอกเธอไปแล้วรัญนิดาเกิดโกรธขึ้นมาเขาก็ไม่มีเวลามากพอจะอธิบายให้เธอฟังอยู่ดี เพราะฉะนั้นเขาจึงตัดปัญหาและรอเพียงเวลาที่เหมาะสมสำหรับเรื่องของเธอ ซึ่งตอนนี้เวลานั้นก็มาถึงแล้วเขาจึงตัดสินใจมาพบใครบางคนที่นี่...วังอิษยา

“ไปยังไงมายังไงเนี่ยพระเพลิงวันนี้ถึงได้มาหาลุงถึงบ้าน ได้ข่าวว่าที่วังทัศนีย์เพิ่งจัดงานวันเกิดว่าที่สะใภ้ใหญ่ไปเองนี่”

‘คุณชายดิเรก’ หรือ ‘หม่อมราชวงศ์ดิเรก อิษยกุล’ เจ้าของวังอิษยารุ่นล่าสุดกล่าวทักพระเพลิงซึ่งทั้งตระกูลทัศนีย์กุลกับอิษยกุลรู้จักสนิทสนมกันมาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยก่อตั้งราชสกุล คุณชายดิเรกจึงเห็นพี่น้องทัศนีย์กุลทุกคนเป็นเหมือนหลานแท้ๆ ของท่าน

“ครับคุณลุง งานวันเกิดเจ้าเอยแฟนพี่พาย”

“แสดงว่าอีกไม่นานวังทัศนีย์คงจะมีงานมงคลล่ะสิ”

“ก็คงอีกสักพักครับ พี่พายกับน้องเอยอยากจะใช้เวลาเรียนรู้กันไปอีกสักพักก่อน”

“พระพายไม่เคยมีเรื่องผู้หญิงให้ต้องหนักใจ คนนี้คงเป็นคนที่เขาจริงจังและมั่นใจแล้วถึงได้เปิดตัว”

“ครับ น้องเอยเป็นคนเก่งแล้วก็น่ารักมาก”

“ยินดีกับพระพายด้วยจริงๆ ว่าแต่เราเถอะพระเพลิง พี่เขายังออกสื่อบ้างแต่เรานี่ปิดชีวิตส่วนตัวเงียบเลยนะ มีแฟนกับเขาบ้างหรือยังล่ะ”

“มีแล้วครับ”

ความจริงเขายังไม่ได้ขอรัญนิดาเป็นแฟนอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำและก็ไม่รู้ว่าหากขอไปแล้วเธอจะตกลงหรือไม่แต่ก็เลือกที่จะตอบไปแบบนั้นก่อนโดยใช้ความรู้สึกส่วนตัวเป็นเกณฑ์ตัดสินสถานะของเขาและเธอในตอนนี้

“จริงเหรอ” ท่านยินดี “ลุงว่าพี่ชายเราเขาปิดเรื่องแฟนเงียบแล้วนะก่อนจะเปิดตัวจัดงานวันเกิดเนี่ย แต่เรานี่เงียบยิ่งกว่าพระพายเขาเสียอีก ลุงชักอยากรู้แล้วสิว่าผู้หญิงที่โชคดีคนนั้นเป็นใครกัน”

“ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับและคุณลุงก็รู้จักเธอดีด้วย”

“ลุงรู้จักด้วยหรือ...” คุณชายดิเรกยังเดาไม่ออกว่าผู้หญิงที่เป็นแฟนหลานชายคือใคร

“ใช่ครับ และที่ผมมาวันนี้ก็เพราะเรื่องนี้นี่แหละครับคุณลุง”

“อะไรกันพระเพลิง นี่ลุงงงไปหมดแล้วนะเนี่ย”

“แฟนของผม...เธอชื่อรัญนิดาครับ”

คุณชายดิเรกเบิกตากว้างแล้วขมวดคิ้วที่พระเพลิงผู้ที่เปรียบเสมือนหลานชายของเขาคนหนึ่งมาพูดถึงผู้หญิงที่เป็นแฟนตัวเองกับเขา ความรู้สึกตอนนี้คือมีแต่ความตกใจ แปลกใจ และงุนงงไปในเวลาเดียวกัน ความรู้สึกที่หลากหลายมีมันตีกันภายในใจจนลำดับไม่ถูกว่าควรจะรู้ถึงแบบไหนก่อนกันแน่

ใช่รัญนิดาคนเดียวกันกับที่ท่านคิดไว้หรือไม่นะ...?

“คุณลุงรู้จักเธอใช่ไหมครับ คุณรัญนิดากับคุณอลิน…แม่ของเธอ”

“นี่...พระเพลิง...รู้หรือ”

นี่เป็นความลับที่คนในวังอิษยาปกปิดมานาน จู่ๆ พระเพลิงกลับมาถามเอาต่อหน้าของคุณชายดิเรกแบบนี้ทำเอาท่านนิ่งไปพักใหญ่ที่ความลับนี้หลานชายคนรองแห่งวังทัศนีย์ได้ทราบเข้าแล้ว

ความไว้วางใจในตัวของพระเพลิงยังมีอยู่มากเพราะหม่อมราชวงศ์ดิเรกรู้จักหลานชายคนนี้ดีพอสมควร ถึงแม้จะใจร้อนโผงผางแต่ก็มีความรอบคอบคิดเยอะและเป็นนักวางแผนที่เหมือนพี่ชายก็คือคุณหมอพระพายอยู่ไม่น้อย ดังนั้นเมื่อเขากล้ามาถามต่อหน้าทั้งที่น่าจะทราบดีว่ามันเป็นความลับ แสดงว่าพระเพลิงคงกำลังต้องวางแผนบางอย่างสำหรับเรื่องนี้อยู่แน่

“ครับ ผมทราบมาสักพักแล้ว”

“ในเมื่อรู้แล้วลุงคงไม่มีความจำเป็นที่จะปฏิเสธอะไร”

“รัญนิดาเป็นลูกสาวของคุณลุงกับคุณอลินใช่หรือเปล่าครับ”

“...” คุณชายดิเรกยังไม่ตอบในทันที

“คุณลุงกับคุณอลินไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันและคุณลุงก็ไม่ได้จดทะเบียนรับรองคุณรันเป็นลูกด้วย ทำไมล่ะครับคุณลุง”

“ในเมื่อพระเพลิงสืบมาจนขนาดนี้แล้วทำไมถึงยังไม่ได้คำตอบอีกล่ะ”

“เพราะผมอยากจะฟังมันจากปากของคุณลุงด้วยตัวเองครับ”

เขาไม่อยากผู้เรื่องราวจากการคาดเดาด้วยตัวเองจึงต้องการคำตอบที่กระจ่างจากปากของผู้ชายที่เป็นพ่อของผู้หญิงที่เขารัก เพื่อที่เขาจะได้จัดการเรื่องทุกอย่างต่อได้ถูกต้องมากที่สุดและไม่กระทบจิตใจของทั้งเธอและคนในครอบครัวของเธอทุกคน

พระเพลิงทราบดีว่ารัญนิดาไม่อยากจะให้เขาพูดถึงพ่อของเธอสักเท่าไหร่นัก ความทรงจำวัยเด็กเกี่ยวกับพ่อของเธอคงจะไม่ได้จากกันด้วยดีจึงทำให้เธอไม่พอใจคุณชายดิเรกมากขนาดนี้ แต่หากเขาสามารถทำให้เธอกับแม่และคุณชายดิเรกผู้เป็นพ่อกลับมามีความสัมพันธ์แบบครอบครัวได้อีกครั้งความรักของเขาและเธอคงจะมีโอกาสเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งรัญนิดายังได้มีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์เหมือนกับคนอื่นๆ ตามที่เธอปรารถนาอยู่ลึกๆ ในหัวใจ

“ลุงไว้ใจพระเพลิงได้ใช่ไหม”

“ผมรับรองด้วยเกียรติของทัศนีย์กุลครับ”

“ลุงรู้...และเพราะเป็นพระเพลิงลุงถึงไม่มีอะไรต้องกังวลใจที่จะเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง”

“ขอบพระคุณครับคุณลุงที่เชื่อในตัวผม”

หม่อมราชวงศ์ดิเรกมองชายหนุ่มผู้เปรียบเสมือนหลานชายแท้ๆ ของตนอย่างไว้วางใจ เพราะพระเพลิงคนนี้เขาเห็นมาตั้งแต่เกิดและรู้จักนิสัยใจคอเป็นอย่างดี หากชายหนุ่มคนนี้มีความมุ่งมั่นตั้งใจกับสิ่งใดแล้วย่อมพยายามทำมันอย่างดีที่สุดเสมอแม้จะมีคนคัดค้านมากเพียงใดก็ตาม มั่นใจในตัวเองและหนักแน่นไม่โลเลไว้ใจได้

คงไม่ง่ายกว่าที่หลานชายคนนี้จะตัดสินใจมาเยือนวังอิษยาเพื่อถามเรื่องราวของผู้หญิงที่ตนเองรัก เพราะถึงแม้จะใจร้อนแต่ก็รอบคอบมากพอที่จะไม่ทำอะไรบู่มบ่าม และเพื่อผู้หญิงที่เขาตัดสินใจว่าเธอคือคนที่อยากอยู่ด้วยไปตลอดชีวิตแล้วเขายอมทำทุกอย่างเพื่อให้เธอมีชีวิตที่ดีที่สุดและมีความสุขมากที่สุด

“เรื่องที่พระเพลิงถามลุง…”

“...”

“ใช่ รัญนิดาเป็นลูกสาวของลุงกับคุณอลินจริงๆ”

ความคิดเห็น