ณ กลางใจ
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วาทกรรม ณ แดนโลกีย์บทที่ สาม

ชื่อตอน : วาทกรรม ณ แดนโลกีย์บทที่ สาม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 339

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ย. 2563 18:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วาทกรรม ณ แดนโลกีย์บทที่ สาม
แบบอักษร

ข้านั่งอยู่ขอบหน้าต่างเรือน มองท้องฟ้าอยู่นานเกิดนึกถึงเรื่องราวของตนเองขึ้นมา มีวันหนึ่งตอนกลางดึกข้าสัมผัสได้ถึงฝ่ามือหนึ่งกดเข้ามาที่ลำคอของข้า ในคืนนั้นข้ารู้สึกเหมือนกับว่าความทรมานได้ถาโถม ก่อนที่จะหมดสติ ข้ามองเห็นใบหน้าของคนผู้ที่พยายามจะสังหารข้า ไม่รู้ว่านั้นเป็นโชคร้ายหรือโชคดีกันแน่...เพราะคนที่ข้าพบคือ เสด็จแม่ ..

ในเช้าวันต่อมา ข้าก็ไม่กล้าจะทำอะไรอีกเลย ข้ายอมทำตามคำสั่งของทุกคน ถูกสั่งให้เรียนก็ตั้งใจเรียน ถูกสั่งให้นอนก็ยอมนอน เมื่อข้าเริ่มมีการศึกษา ข้าถึงได้รู้ ว่าลักษณะของข้าคือหนึ่งในตำราของหายนะแคว้น ในตอนนั้นข้าเลยตัดสินใจที่จะปกป้องตนเองและคนอื่น

ข้าที่รังเกียจเวลามีคนเรียกว่าองค์หญิง ข้าที่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องห้ามพูดกับนางกำนัล ในตอนนั้นข้าได้เข้าใจ ว่าหากข้าเปิดโปงตนเองข้าจะทำให้เสด็จแม่ที่ไว้ชีวิตข้าเสียใจ

รู้ตัวอีกทีน้ำตาก็ไหลอาบแก้มข้าจึงรีบเช็ดออกแล้วหันกลับไปมองเหลี่ยงอ๋องที่นอนอยู่บนเตียงเหมือนเขาจะหลับไปแล้วแต่ข้าสังเกตได้ว่าเขาเพียงแค่แกล้งหลับ

ข้าเข้าใจเขาดีว่าการต้องนอนร่วมเตียงกับคนแปลกหน้าคงจะอึดอัดใจข้าเลิกสนใจเหลี่ยงอ๋อง แล้วหันไปเดินสำรวจจวนข้าเปิดประตูห้องบรรทมออกไปในมือข้างหนึ่งถึงโคมแขวนที่แขวนไว้หน้าห้อง เดินไปไม่ไกลก็พบห้องหนังสือที่ดูขาดการดูแล เห็นได้ชัดว่านางกำนัลเลี้ยงเขาทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่ต่างจากข้า...

เมื่อข้ากลับเข้ามาสังเกตใบหน้าเหลี่ยงอ๋องไม่นานก็ทราบว่าเหลี่ยงอ๋องยังไม่หลับ เขาเพียงแค่รู้สึกไม่พอใจที่ต้องนอนร่วมเตียงกับคนแคว้นเว่ยที่อ้างว่าเชื่อมสัมพันธ์ในใจเขาขุ่นมัว

ที่แท้ก็เป็นเพียงแค่บุรุษผู้หนึ่ง มิได้มีศักดิ์เป็นองค์หญิง ทั้งยังหยามเกีรยติแคว้นต้าจนไม่เหลือสิ้นดี

แต่เมื่อนึกถึง ในวันที่เขาเกิดคือวันที่ทำให้เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ ในวันนั้นถูกบันทึกไว้ในประวัติแคว้น น้ำห่าใหญ่เทลงเพียงแคว้นเว่ย แต่แคว้นอื่นกลับไม่มีทีท่าว่าจะมีสายฝนสักหยด เรื่องนี้ถูกกล่าวกันหนาหูว่าเป็นเพราะการประสูติของข้า แต่เพราะมีศิลาทำให้ข้ายังมีชีวิตรอด

แรงจากข้างเตียงทำให้เหลี่ยงอ๋องรับรู้ทันทีว่ามีคนทิ้งตัวลงข้างตนแล้ว

“ข้าอยากขอพูดอะไรบางอย่างกับท่าน”

“ข้ารู้ว่าท่านยังไม่นอน”

“ข้าจากแคว้นมาไกล หวังว่าที่นี่จะไม่รังเกียจข้าเหมือนที่นั่น” เหลี่ยงอ๋องเผลอขมวดคิ้วเนื่องจากเขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงใช้คำว่า เหมือนที่นั่น แต่เพราะเหตุนี้ทำให้ฮวาเหลียนจับได้

“ท่านยังไม่นอนจริงๆ ด้วย”

ฮวาเหลียนลุกขึ้นนั่งจดจ้องใบหน้าที่อมทุกข์ไม่ช้าเขาก็ลืมตา ดวงตาสีเหลืองทองนั้นแปลกมาก มันสุกสกาวราวกับต้องแสงอาทิตย์

“ท่านตั้งใจฟังข้าแล้วกัน นี้คือข้อตกลงของข้ากับท่าน ข้าเป็นองค์ชาย เป็นโอรสจากสายเลือด อย่าได้คิดว่าข้าเป็นเพียงทหารในวังเอามาจับแต่งดูถูกในตัวข้า แต่..รูปลักษณ์ของข้าเป็นรูปลักษณ์ของหายนะแคว้น” เหลี่ยงอ๋องที่ทำทีไม่สนใจกลับตั้งใจฟังเพราะนานมากแล้วที่ไม่มีใครพูดคุยกับเขาอย่างเป็นมิตร

“และเพราะแคว้นเว่ยเห็นพ้องต้องกันอยากขับไล่ข้าออกจากแคว้น จึงยินยอมส่งข้าเข้ามาที่จวนท่าน แต่อย่างหาว่าข้า” ฮวาเหลียนเงียบไปเพราะเห็นเงาเทียนลอดประตูเคลื่อนไหวอย่างผิดสังเกตอยู่ที่นอกตำหนัก

“ข้า...เป็นที่โปรดปรานของเสด็จพ่อเสด็จแม่ หากพวกท่านคิดทำร้ายข้า ไม่มีทางที่ข้าจะถูกลืม แม้ว่าจะมาตัวเปล่า แต่นอกกำแพงก็มีคนของแคว้นเว่ยเต็มไปหมด พร้อมที่จะช่วยเหลือทุกเมื่อ คนจากแคว้นเว่ยมิใช่เชลยศึกแต่เป็นผู้ชนะสงคราม หากอยากเผาแคว้นต้าให้มอดไหม้...คืนเดียวก็เกินพอ” สิ้นคำพูดปลด ฮวาเหลียนก็ดับไฟ แล้วเอนกายนอนลง ทว่า ได้จับมือของเหลี่ยงอ๋องขึ้นมาแล้ววาดเป็นสี่เหลี่ยม หวังจะสื่อว่า ที่ข้าพูดท่าหมด ไม่ใช่เรื่องจริง

เช้าวันต่อมา

ฮวาเหลียนนั่งมองแรงงานหนุ่มหามเหลี่ยงอ๋องเพื่อนั่งแล้วทำการยกแบกเก้าอี้เดินไปข้างนอกจนถึงโต๊ะน้ำชาก็วางลง นางกำนัลก็นำข้าวต้มมาวาง เขาเอาช้อนใส่มือของเหลี่ยงอ๋อง แล้วเดินจากไป

ฮวาเหลียนแสดงสีหน้าตกใจยิ่ง นี้ให้คนตาบอดกินข้าวเองหรือ ใช้อยู่ว่าเขากินข้าวเองมานานแล้ว แต่ก็คงไม่ได้กินได้เข้าปากทุกคำ

ยี่สิบเจ็ดปีในความมืดของท่าน ลำบากกว่าข้าพันเท่า ฮวาเหลียนมองแล้วเดินผ่านไปเพราะตนกับเขาไม่ได้สนิทสนมถึงขั้นถูกเนื้อต้องตัวป้อนข้าวปลาอาหาร ฮวาเหลียนตรงเข้าไปในห้องตำรา แล้วเริ่มเก็บกวาดเอง ทว่าเขาเดินไปจนถึงหลังโต๊ะสิ่งที่พบช่างปวดใจจนเขานึกสงสารเป็นอย่างมาก

พู่กันหลายสิบอันหล่นเต็มพื้น รอยเลอะของหมึกเป็นเส้นพัวพันจนไม่ได้รูป แต่...กระดาษกับขาวสะอาด

ฮวาเหลียนหันมองชั้นตำราเขาจึงตัดสินใจหยิบมาหนึ่งเล่มแล้วตรงไปข้างนอกเรือน ตอนนั้นอาหารได้ถูกยกเก็บแล้ว ฮวาเหลียนเปิดหน้าตำราออก แล้วเอ่ยขึ้นพอดีกับเสียน้ำชาที่ถูกเทลงจอก

“เมื่อมีความเป็นไปได้ฉันใด

ย่อมมีความเป็นไปไม่ได้ฉันนั้น

และเมื่อมีความเป็นไปไม่ได้

ย่อมมีความเป็นไปได้สอดแทรกอยู่

เมื่อมีเหตุอัญเชิญให้คิดว่าใช่” ฮวาเหลียนยืนอ่านตำราอยู่ไม่ห่างจากเหลี่ยงอ๋อง ในใจของเขาตื่นเต้นจนเกินควบคุมได้ นี้เป็นคราแรกที่ได้ยินเรื่องราวจากหน้าหนังสือ แน่แท้มันคือหน้าหนังสือเล่มใดสักเล่มที่เสด็จพ่อส่งมา เหลี่ยงอ๋องกลืนน้ำลายลงคอใบหน้าแสดงออกตั้งใจฟัง ฮวาเหลียนลอบมองแล้วอมยิ้ม เขาเผลอยิ้มไม่รู้ตัวแล้วกล่าวต่อ

“ย่อมเกิดความเป็นไปไม่ได้ปนอยู่

เช่นนี้แล้วปราชญ์ย่อมไม่ดำเนินในครรลองดังกล่าว

แต่จักเพ่งไปยังนภาเพื่อเห็นเหตุของสรรพสิ่งที่แท้จริง”

“ท่านทำอะไร” เสียงดังขัดขึ้น ฮวาเหลียนหันไปมองด้วยใบหน้าเรียบเฉย

“ข้าอ่านตำราให้เหลี่ยงอ๋องฟัง”

“เขาอาจไม่ได้อยากฟัง”

“ไม่จริง”

“ให้เหลี่ยงอ๋องโยนลูกเต๋าเถิด”

ฮวาเหลียนหันไปมอง เหลี่ยงอ๋องไม่มีทีท่าว่าจะหยิบลูกเต๋าจากใต้สาบเสื้อออกมา พ่อบ้านจึงเอ่ย

“ตอบเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

เหลี่ยงอ๋องจำใจ โยนออกมาเผยว่าเป็นลูกเต๋าไม่

ฮวาเหลียนมองหน้าของเหลี่ยงอ๋องด้วยแววตาสงสัยเพราะก่อนนหน้านี้เขาดูกระตือรือร้นที่จะฟังตนอ่าน

“ตำรานั้นท่าขออนุญาตหรือยัง”

ฮวาเหลียนขมวดคิ้วของตนก่อนตอบ

“ข้าขออภัย”

“เช่นนั้นถามเหลี่ยงอ๋องเถิดว่าอนุญาตหรือไม่”

ฮวาเหลียนหันไปมองอีกครั้ง พบว่าเหลี่ยงอ๋องโยนลูกเต๋าไม่ให้ตน ในใจของฮวาเหลียนตีกันผัวพันไปหมด เขาเสียใจยิ่งเขาคืนตำราให้พ่อบ้าน พ่อบ้านรับไว้แล้วเดินเข้าตำหนักไป

วันนั้นทั้งวัน เขาเสียใจมากเพราะชอบอ่านตำรา การที่ไม่มีตำราให้อ่านก็เหมือนถูกจองจำยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

เมื่อเขาขึ้นนอนกำลังหลับตาลง ทันใดนั้นเองฝ่ามือของเขาถูกสัมผัส ปลายนิ้วอุ่นจรดวาดเป็นวงกลมที่แปลว่า ใช่ บนฝ่ามือของเขา...

เหลี่ยงอ๋องต้องการจะตอบคำถามของฮวาเหลียน

หากเจ้าถามข้าว่า

ตำราในห้องอักษรข้าคอยืมอ่านได้หรือไม่

ข้าจะตอบเจ้าว่า

ข้ายกจวนนี้ให้เจ้า

ความคิดเห็น