facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เดิมพันแค้น 27

ชื่อตอน : เดิมพันแค้น 27

คำค้น : เดิมพันแค้น 27

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 22.9k

ความคิดเห็น : 95

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ค. 2563 13:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 700
× 0
× 0
แชร์ :
เดิมพันแค้น 27
แบบอักษร

ตอนที่27 

#เดิมพันแค้น 

 

 

 

ภูกำลังมองทัศนียภาพด้านนอกผ่านบานกระจกหนาของเครื่องบินลำใหญ่ มองบ้านเมืองด้านล่างที่เริ่มเล็กลงไปทุกทีเมื่อจุดที่นั่งอยู่เริ่มสูงมากขึ้น จนในที่สุดมีเพียงก้อนเมฆ ก่อนจะเหลือเพียงความว่างเปล่าบนท้องฟ้าที่ทำให้เขาเลือกที่จะหลับตาลง ความรู้สึกในครั้งนี้มันบอกไม่ถูก มันอึดอัดและคับแน่นอยู่ในอกจนอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ได้แต่ถอนหายใจหงุดหงิด ปรับเบาะเอนนอนเพื่อหวังจะให้ช่วงเวลานี้ช่วยผ่านพ้นไปเสียที

 

ไม่ได้จากถาวรสักหน่อย เดี๋ยวเขาก็กลับมาหามัน

ทั้งที่คิดว่าทำความเข้าใจกับตัวเองมากพอแล้ว แต่จนแล้วจนรอดในระยะเวลาหลายชั่วโมงในหัวของภูกลับก็ยังเต็มไปด้วยภาพของศรันย์ คำถามมากมายที่ว่าตอนนี้อีกคนจะกำลังทำอะไร กลับบ้านไปแล้วหรือว่ายังเลือกที่จะอยู่กรุงเทพ แล้วถ้าเกิดไม่มีเขาแล้วศรันย์ไปทำตัวเอาแต่ใจใส่ใครต่อใคร คนอื่นจะพาลรำคาญมันไหม แต่เขาก็ให้เงินไว้เยอะมาก ถ้าหากอยากกินอะไรก็คงจะขี่รถไปซื้อเองได้แหละนะ

 

“............” ภูไม่เคยกลับมาเหยียบบ้านเกิดของตัวเองด้วยสภาพหมดอาลัยตายยากได้เท่านี้มาก่อน ปกติกลับสวีเดนทีไรเขามักจะดีใจและร่าเริงเสมอ แค่คิดว่าได้กลับมาเจอเพื่อน ได้กลับมาเจอครอบครัว เพียงเท่านี้ในหัวก็แทบจะคิดแพลนมากมายไว้แล้วว่าอยากจะทำอะไรบ้าง นี่คงเป็นครั้งแรกที่เขาหน้าตาเฉยชา คิ้วขมวดและถอนหายใจตั้งแต่ก้าวขาลงจากเครื่อง มีบอดิการ์ดเข้ามารอถือกระเป๋าให้ตั้งแต่ด้านในเกท

 

“คุณภูทานข้าวมาหรือยังครับ เห็นว่านายท่านจะพาไปทานข้าวก่อน”

“ไม่หิว”

“แต่นายท่านให้แจ้งว่าต้องไป เพราะนัดเพื่อนไว้แล้วนะครับ” ก้าวขาเหยียบพื้นได้ไม่ทันไรด้วยซ้ำ หลังจากนั่งเครื่องมาหลายชั่วโมงภูก็มีงานที่ต้องไป เขาชักสีหน้า กลับมารอบนี้แตกต่างจากทุกครั้งเพราะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของพ่อแม่ เขาไม่สามารถทำตัวเละเทะได้เหมือนเก่า ไม่สามารถกลับมาถึงแล้วไปนอนบ้านเพื่อนเป็นเดือนแล้วค่อยกลับไปเจอพ่อแม่ได้

 

เมื่อวานยังเป็นเด็กอยู่เลย แต่แค่ในวันถัดมากลับต้องเป็นผู้ใหญ่

บ้าชะมัด ใครมาจำกัดว่าเรียนจบมอปลายก็คือโตแล้ว

 

...หมับ... ภูเดินเข้าไปกอดแม่ เขาซุกหน้าลงบนไหล่อีกคนด้วยใบหน้าเหนื่อยหน่าย

 

“เป็นอะไร อย่าเพิ่งเข้าบ้านนะแวะทานข้าวก่อน”

“ผมขอกลับไปนอนก่อนได้ไหม”

“ไม่ได้” เสียงตอบที่ดังมาจากอีกคนที่ภูไม่ได้ถาม เขาหันไปมองพ่อตัวเอง

 

“นั่งเครื่องมาตั้งหลายชั่วโมง”

“แต่แวะกินข้าวไม่ถึงสองชั่วโมง”

“เฮ้อออ!!” เขาเถียงไม่ได้เลยถอนหายใจใส่ เดินนำไปนั่งในรถที่จอดรออยู่ ภูกำลังหยิบโทรศัพท์ออกมาเล่น เตรียมจะพิมพ์ไปหาปลื้มกับโปรดว่าถึงสวีเดนแล้ว กระทั่งที่พ่อกับแม่ตามเข้ามาด้านใน ประตูรถถูกปิด รถยนต์คันสวยเคลื่อนตัว

 

..หมับ!.. โทรศัพท์ของภูถูกแย่งไป

 

“โทรศัพท์ผม!” เขาโวยวาย มือจะคว้าของตัวเองคืนแต่ถูกคนเป็นพ่อขยับหนีพร้อมโยนเครื่องใหม่ให้

“ทิ้งเครื่องเก่าไป ระหว่างนี้ตั้งใจเรียน...แกต้องศึกษาธุรกิจอีกเยอะ อย่าเอาเวลาไปสนใจอะไรที่ไร้สาระ”

“ผมจะคุยกับเพื่อน”

 

“ฉันว่าเราตกลงกันแล้วว่าระหว่างนี้แกจะไม่ทำอะไรที่นอกเหนือจากคำสั่งฉัน”

“แค่คุยกับเพื่อนก็ไม่ได้หรือไง”

“ไม่ได้...เพราะมันจะไม่มีการเล่นการพนัน หรือคุยเรื่องไร้สาระอีกต่อไป” ภูกรีดร้องในใจ เขาเอนหลังพิงเบาะรถพลางกดดูโทรศัพท์เครื่องใหม่ที่มีเพียงแอพให้ดูหนังฟังเพลงเท่านั้น บัญชีไลน์เดิมเขาถูกผิด เฟสและไอจีก็ด้วย คือถ้าใครจะติดต่อก็คือต้องโทรมาผ่านเบอร์ใหม่เท่านั้น ถึงแม้จะไม่พอใจแต่ภูก็ต้องทำตาม เขาโตมาแบบถูกปลูกฝังว่าถ้าเรื่องไหนที่พ่อแม่บอกอย่างชัดเจนด้วยเสียงเด็ดขาดว่าไม่ นั่นหมายความว่าเขาจะต้องไม่ทำเด็ดขาด

 

ในที่สุดรถยนต์มาจอดลงที่ด้านหน้าของภัตตาคาร

แต่ด้านในกลับเงียบสงบ มีเพียงหนึ่งโต๊ะเท่านั้นที่ถูกจับจอง

 

“เหมาร้าน?”

“เป็นเรื่องปกติ คนยิ่งเยอะยิ่งมีปัญหา คงไม่อยากตายก่อนวัยอันควรหรอกนะ” ภูหัวเราะกับคำตอบที่ได้ยิน เขาเป็นลูกชายคนเดียวก็จริงแต่ทางบ้านไม่ค่อยโอ๋เสียเท่าไหร่ แม่อาจมีบ้างตามประสา แต่กับพ่อเขานี่คุยด้วยเหมือนว่าภูเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเลย แต่เขาก็ชิน ดีซะอีกด้วยซ้ำเพราะบางครั้งมันก็ตลกดี ตอนแรกภูก็ยิ้มกระทั่งที่เดินเข้ามาจนเห็นว่ามีใครนั่งรออยู่บ้าง

 

เพื่อนของพ่อที่รู้จักกันเพราะผลประโยชน์ทางธุรกิจ

แล้วก็สาวสวยหนึ่งคนที่ภูต้องหรี่ตากลับมามองหน้าพ่อตัวเองทันที

 

“หมดยุคจับคลุมถุงชนแล้วนะพ่อ” นั่งลงได้เขารีบกระซิบ

“ปกติก็เอาไม่เลือกอยู่แล้วหนิ แค่คราวนี้เปลี่ยนจากนอนกับพวกขายตัวข้างทาง มานอนกับคนมีชาติตระกูลดูบ้าง จะเป็นอะไรไป” ถึงแม้จะพอรู้มาก่อนหน้าว่าถ้าเกิดกลับมาจะต้องเจออะไรแบบนี้แต่ภูก็ต้องยอมรับว่าเขาไม่ชอบเอาเสียเลย ตั้งแต่เกิดมาเขามีคู่หมั้นหลายคนมาก บางคนหมั้นกันเสร็จ ทางพ่อแม่ก็รับผลประโยชน์ร่วมกันในโครงการนั้น แต่พอเรื่องจบบวกกับที่เขาไม่อยากไปกับเธอต่อพวกเราก็แยกย้ายกัน แต่นั่นคือมันยังเด็กไง ไม่ใช่เหมือนตอนนี้ที่อายุของเขาคือไม่น่าจะใช่เรื่องที่ยังจับมาเล่นแต่งงานได้อยู่

 

“แม่ ไม่อยากทำแบบนี้เลยครับ” ภูเริ่มหาทางออก เขาหันไปกระซิบคุยกับแม่ซึ่งนั่งอีกข้าง

“คุยกันไปก่อน อยู่ด้วยกันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง...รู้ไหมว่าครอบครัวเธอมีอำนาจในโซนรัสเซียมาก มันเหมือนใบเบิกทางที่ทำให้ธุรกิจเราเข้าไปขยายตัวได้ง่ายมากขึ้น”

“อีกแล้ว แค่นี้เราก็รวยกันยันชาติหน้าแล้ว ยังไม่พออีกเหรอครับ”

 

“เอาหน่า เธอสวยขนาดนี้ลูกไม่ชอบหรือไง” ภูเลยต้องเงียบ หันไปมองหญิงสาวซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม สาวรัสเซียที่เลื่องลือถึงความสวย ผิวของเธอเนียนละเอียด ใบหน้าราวกับตุ๊กตาบาร์บี้ที่หลุดออกมาในโลกความจริง บอกเลยว่าถ้าเจอแบบนี้ยังไงภูก็กระโจนใส่ แต่ในครั้งนี้กลับไม่ใช่แบบนั้น เขาว่ามันไร้สาระมากที่ต้องมาแต่งงานหรือมีอะไรกับคนที่ไม่ได้ชอบ

 

ตอนศรันย์หน้าตาบึ้งตึงยังน่ามองกว่าตั้งเยอะ

ป่านนี้มันจะทำอะไรอยู่ กินข้าวหรือยังนะ...

 

...........................

 

วันนี้รุ้งพามาฝากครรภ์ ช่วงปิดเทอมแบบนี้สามารถฝากร้านให้แม่ดูแลเพราะคนไม่เยอะ ส่วนรุ้งก็สามารถพาเขาขับรถออกมาทำธุระข้างนอกได้ ที่บ้านของพวกเขามีรถเก๋งอยู่หนึ่งคัน ราคามันไม่ได้แพงเป็นเพียงรถตลาดทั่วไปที่หลักล้านต้นๆเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นแล้วมันก็สามารถพาตัวของเขาไปถึงที่หมายได้เหมือนกัน อยู่ภายในโรงพยาบาลเอกชนเพราะเกรงว่าจะได้รอคิวนาน รุ้งต้องรีบกลับไปช่วยแม่ดูร้าน และเธอก็อยากจะให้หลานตัวเองได้รับการดูแลและการใส่ใจที่ดีจากหมอ

 

คุณหมอเจาะเลือดหาค่าเอสซีจี

ก่อนศรันย์ต้องงุนงงเมื่อถูกลากให้ไปอัลตร้าซาวน์

...ศรันย์ดูไม่ออกหรอก เพราะเด็กยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเลย แต่คุณหมอดูออกและเธอส่งยิ้มให้...

 

“คุณแม่ดูสิคะ ตัวเล็กได้สองเดือนแล้วนะ...แถมดูนี่สิ”

“ครับ?” ศรันย์ตื่นเต้น รุ้งเองก็ตื่นเต้น แถมตอนแรกที่เดินเข้ามาหมอนึกว่าคนที่ท้องคือรุ้งด้วย น่าตลกชะมัด

“มันมีถุงตั้งครรภ์สองถุง ดูสิคะ”

“...........” รุ้งดีใจในขณะที่ศรันย์เริ่มหน้าถอดสี

“ไม่ดีใจที่ได้ลูกตั้งสองคนเหรอคะ?เด็กๆคงจะน่ารักมากเลย” ศรันย์ยิ้มแห้งไปให้ส่วนคนที่ยิ้มกว้างคือรุ้ง เธอเดินเรื่องให้ทั้งหมด เงินที่ได้มาจากภูทางตัวของศรันย์ก็นำมาเก็บใส่บัญชีเอาไว้แล้ว ทางครอบครัวของเขาก็รู้เรื่องนี้ แต่ทั้งแม่และรุ้งก็ไม่ได้ขอเงินหรืออะไร นั่นคงเพราะรายจ่ายส่วนใหญ่ของครอบครัวมักจะมาจากรุ้ง แต่ในตอนนี้เธอเริ่มหาเงินเองได้จนไม่ได้มาเดือดร้อนใครแล้ว แถมยังมีเงินเก็บอีกด้วย

 

“จะทำหน้าเศร้าทำไม แกไม่ดีใจหรือไง”

“เตรียมใจไว้ว่าจะมีแค่คนเดียว” คำตอบของศรันย์เรียกเสียงหัวเราะจากรุ้ง

“อะไรกัน คนอื่นกว่าจะได้ลูกแฝดต้องยอมเสียเงินตั้งเยอะ แต่นี่แกได้มาแบบธรรมชาติ”

 

“จะชมว่าไอ้ภูน้ำยาดีหรือไง...แต่มันก็ไม่ได้มาอยู่เลี้ยงด้วยสักหน่อย มาไข่ทิ้งไว้แล้วก็ไป” ศรันย์นั่งอยู่ในรถ มือถือชานมส่วนอีกข้างก็จับโทรศัพท์เพรากำลังพิมพ์คุยกับสนอยู่ ในเมื่อภูไม่อยู่แล้วก็เท่ากับว่าเขาสามารถติดต่อเพื่อนได้ เกิดมาเพิ่งจะมีเพื่อนสักคน ศรันย์ก็ไม่อยากจะให้สนต้องเลิกคบด้วยนี่หน่า

 

..ปึก.. เมื่อมาถึงร้านศรันย์ลงจากรถ เขามัวแต่เล่นโทรศัพท์และดูดน้ำจนไม่ดูทาง

“......!” สะดุดขาตัวเองจนเกือบล้มแต่ดีที่พยุงตัวไว้ได้ ใจหายวาบ

“โอ้ยเดี๋ยวก็ตายก่อนหรอก!!” เสียงของรุ้งตะโกนตามหลังมา ศรันย์หัวเราะ

 

“ไม่ได้ล้มสักหน่อย แต่รองเท้าขาด” ท้ายประโยคเสียงของศรันย์หม่นลง เขาหน้าซึม มองรองเท้าแตะที่ใส่ซึ่งในตอนนี้ด้านข้างของมันขาดหลุดออกมา รุ้งหันมาบอกว่าให้เอาไปทิ้ง คู่ใหม่ในบ้านมีเยอะแยะ

“ทำอะไรน่ะ” หลังจากเอาของไปไว้เสร็จรุ้งเดินเข้ามาถามศรันย์อีกครั้ง

“มันยังใส่ได้อยู่”

“มันขาดแล้วก็คือเอาไปทิ้ง รองเท้าตั้งเยอะตั้งแยะ”

 

“มันซ่อมได้” ศรันย์เถียงกลับไปจนฝ่ายน้องสาวต้องยอมแพ้ เมื่อรุ้งเดินหนีไปด้านล่างเพื่อช่วยแม่ขายของ ศรันย์เม้มปาก ก้มมองเจ้ารองเท้าคู่ขาดในมือ

ภูไม่ได้ยอมซื้อของให้เขาบ่อยๆสักหน่อย

มันไม่ใช่แค่รองเท้าคู่เดียวเหมือนที่รุ้งพูด....

 

“หือ!” แต่แล้วศรันย์ต้องเลิกคิ้ว เขาได้ยินเสียงรถที่มาจอดหน้าร้าน ฟังดูคุ้นหู

“ไอ้สน!!!” ก่อนตะโกนลั่นจากชั้นบนลงไป เผยรอยยิ้มออกมา นานมากแล้วที่ไม่ได้เจอสนแถมไม่คิดว่าแค่ทักไปหาตอนเช้าแล้วสนจะขับมาหาเลย เขารีบลงไปด้านล่าง ผ่านร้านกาแฟของตัวเองที่มีลูกค้าอยู่สองสามโต๊ะ รุ้งเริ่มมองอย่างจับผิด เธอเสริฟเค้กเสร็จก็ออกมายืนกอดอกแล้วมองเขากับสนสลับกันไปมา

 

“อย่าบอกนะว่า มีใหม่แล้ว?” คำถามของรุ้งทำสนเลิกคิ้ว หันมองศรันย์แบบไม่เข้าใจ

“อะไร จะไม่ให้มีเพื่อนผู้ชายเลยหรือไง”

“ไม่น่าเชื่อหรอก คำพูดแกเนี่ย” รุ้งเบ้ปาก ส่ายหน้าก่อนจะเดินหนีกลับเข้าไปในร้าน ศรันย์ได้แต่ทำท่าหมั่นไส้ตามหลัง จะว่ากลับมาดีกันก็คงไม่ใช่ ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างและหลายครั้งมากที่เขากับรุ้งมักเห็นไม่ตรงกัน ลิ้นกับฟัน เกิดมาเพื่อจองเวรจองกรรมกันและกันชัดๆ

 

“มึงไม่ติดต่อกูมานานมาก” เมื่อนั่งลงได้สนรีบเปิดฉาก ศรันย์ได้แต่ยิ้มแบบรู้สึกผิด

“ขอโทษด้วย ช่วงนั้นมีปัญหานิดหน่อย”

“เพราะแฟนมึงไม่ชอบกูใช่ไหม”

 

“กูไม่มีแฟน!” ศรันย์รีบปฏิเสธเสียงดัง ดีที่นั่งอยู่ด้านนอกเพราะไม่งั้นคนได้สนใจแน่

“ก็ไอ้เด็กหน้าฝรั่งนั่น...”

“มัน...มันเป็นแค่รุ่นน้องกู”

 

“มึงจะโกหกกูไปเพื่อนอะไรวะ” แต่เมื่อถูกจับทางได้ศรันย์ทำหน้าโอดครวญ

“เอองั้นก็ตามนั่นแหละ”

“แล้วตอนนี้....?”

 

“เลิกกันแล้ว” ไม่รู้ไปคบกันตอนไหน แต่ศรันย์ขี้เกียจอธิบายก็เลยบอกไปเสียเลยว่าจบกันไปแล้ว เขาเพิ่งจะสังเกตว่าสนยังอยู่ในชุดทำงานถึงแม้จะไม่ได้ใส่สูทมาก็ตาม รู้สึกผิดกับตัวเองอีกครั้ง กี่รอบแล้วที่ไปรบกวนเวลางานอีกคน

“ถ้ามึงยังไม่ว่างมึงก็ไม่น่ามาหากูนะ”

“ช่วงบ่ายกูว่าง แค่ต้องกลับไปตอนสี่โมง...เพราะหกโมงเย็นมีประชุม”

 

“อันนี้คือเขาเรียกว่าไม่ว่าง”

“ก็มึงทักมาทั้งที ถ้ากูไม่รีบมา...แล้วมึงเสือกหายไปอีกจะทำไง”

“เข้าใจ คนเพื่อนน้อยก็แบบนี้แหละ” ศรันย์พูดประโยคที่ทำคนฟังหลุดหัวเราะ

 

“มึงกลับมาอยู่บ้านหรือยังไง?ถ้ามึงไม่มีงาน มึงไปทำงานที่บริษัทกูได้นะ หรือถ้าไม่อยากทำงานออฟฟิส มึงไปทำอยู่ที่อู่รถกูก็ได้” ข้อเสนอของสนเยอะมากพอสมควร เอาเข้าจริงอีกคนเคยบอกเขาตั้งแต่ช่วงแรกแล้วแต่แค่ตอนนั้นศรันย์ยังติดสบาย เขารู้สึกว่าการแค่ขี่รถไม่กี่รอบแล้วได้เงินมามันง่ายกว่า

 

“กูทำงานไม่ได้หรอก ช่วงนี้คงทำอะไรไม่ได้เลย”

“ทำไม?”

“ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่” คำตอบแสนกว้าง ไม่ได้เจาะจงด้วยซ้ำว่าไม่สบายเพราะอะไร

 

“มึงอ้วนขึ้นนะ”

“ไอ้สัส ใครใช้ให้มึงทักคนอื่นแบบนี้” ศรันย์ด่าไปแต่คนถูกด่าหัวเราะ

“โทษที แต่มึงอ้วนขึ้นจริงๆนี่หว่า”

“รู้แล้วโว้ย!เลิกท้วงกูสักที” เสียงโวยวายดัง สนรู้สึกว่าเพื่อนตัวเองดูหัวร้อนขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนจังเลยนะ นั่งคุยด้วยกันต่อสักพักสนก็ต้องรีบกลับเพราะเลขาโทรมาบอกว่าลืมนัดลูกค้าไปหรือเปล่า ตอนนี้เลยกลายเป็นศรันย์ที่หัวเราะ สมน้ำหน้าไป เพราะไหนตอนแรกสนบอกว่าตัวเองว่างทั้งช่วงบ่าย เขาโบกมือลา

 

มองรถยนต์คันสวยที่ตัวเองก็เคยมีเหมือนกัน

ส่งสนเรียบร้อยศรันย์เดินกลับเข้ามาในร้าน รุ้งกำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ที่โซฟา

 

“ดูรวยมากเลยนะนั่น หน้าก็หล่อ นี่แกใช้ทริคยังไงหาผู้ชาย บอกบ้างสิ”

“อะไรเนี่ย” ศรันย์งุนงง มองน้องสาวที่ยื่นหน้ามาใกล้

“แต่ก็เลือกดีๆหน่อยนะ ระวังโดนทิ้งอีก”

“ก็บอกว่าคนนี้เพื่อนจริงๆไง”

 

“เพื่อนจริงก็บ้าละ” รุ้งหัวเราะ กลับไปนั่งเล่นโทรศัพท์ต่อเพราะไม่มีลูกค้าในร้านแล้ว ส่วนศรันย์ขมวดคิ้ว เขากลับมานั่งอยู่ที่มุมของตัวเอง มือล้วงโทรศัพท์ออกมา มองแจ้งเตือนจากไลน์ที่แจ้งมาว่าภูกดออกจากบทสนทนาไปแล้ว เฟสบุ๊คของอีกคนที่เขาเคยส่องก็ไม่เห็น ไอจีก็ไม่มีแล้ว

 

ไม่รู้ว่าภูปิดมันจริงๆ หรืออีกคนแค่ตั้งใจบล็อกเขากันแน่

เกลียดเขามากเลยหรือไง อยากจะไปจากกันขนาดนั้นเลยสินะ

...เขาสัญญาว่าจะแค่ช่วงนี้เท่านั้นที่จะยังแอบเศร้า แต่อีกแค่ไม่นานหรอก เขาจะต้องลืมมันให้ได้เลย...

 

# # # # # # #

พระเอกมาช้ามากเลยนะคะ ทำไมเรื่องนี้เขาปล่อยตัวร้ายมีบทมาตั้งนาน

อีภูก็คือเลิ่กลั่กแล้ว555

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว