saimai

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 8 เศร้าสร้อยรอคอย (100%)

ชื่อตอน : บทที่ 8 เศร้าสร้อยรอคอย (100%)

คำค้น : สายไหม, ความรัก, หวานซึ้ง, โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 40

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ค. 2563 10:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8 เศร้าสร้อยรอคอย (100%)
แบบอักษร

อัปบทสุดท้ายแล้วนะคะ ขอบคุณทุกท่านสำหรับการติดตามค่ะ 

ผลงานอีบุ๊กของไหมทุกเรื่องดาวน์โหลดที่เว็บเมฟได้เลยค่ะ  

 

 

“คุณเชื่อเรื่องชาติภพด้วยเหรอคะ?” อักษราภัคเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความแปลกใจ เพราะข้อมูลอันน้อยนิดที่ทราบมาจากดนัยผู้เป็นบิดาของเธอนั้น ชายหนุ่มไปร่ำเรียนจบมาจากเมืองนอกเมืองนาไม่ใช่เหรอ แล้วคนที่ผ่านประสบการณ์เหล่านั้นมาจะมาเชื่อถือกับเรื่องเร้นลับที่พิสูจน์ไม่ได้ได้อย่างไรกัน

       “อะไรที่ผมพิสูจน์ไม่ได้ผมก็ไม่ลบหลู่ และอีกอย่างหนึ่งผมเชื่อว่าบาปกรรมมีจริง คนที่เคยทำอะไรกับใครไว้เมื่อชาติที่แล้ว ชาตินี้ต้องชดใช้มันเป็นกงเกวียนกำเกวียน”

       “ตรงจุดนี้ฉันก็เชื่อค่ะ บางครั้งเราก็หาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมคนเหล่านั้นถึงต้องมาประสบเคราะห์กรรมทั้งที่เป็นคนดีไม่เคยทำร้ายใครมาก่อน อย่างเดียวที่ฉันได้ยินคนเฒ่าคนแก่พูดโดยเฉพาะคุณยายของเพื่อนสนิทก็คือ มันเป็นกรรมเก่าที่ติดตัวกันมา”

       “ใช่ครับกรรมเก่าทุกคนมีมาตั้งแต่เกิด เพราะผมเชื่อว่าพวกเราเกิดกันมาหลายภพหลายชาติแล้ว ตามกันไปมาเพื่อชดใช้กรรรมที่ร่วมกันเอาไว้ วันหลังเชิญเพื่อนสนิทคุณมาเที่ยวที่นี่ก็ได้นะครับ  จะได้รู้จักกันเอาไว้ ผมเองก็อยากเรียนรู้เกี่ยวกับตัวคุณไว้บ้างเหมือนกัน”

      “ได้ค่ะ แล้วฉันจะบอกบัวให้ เพื่อนฉันนะคะ ชื่อจริงชื่อบุษกร แต่ชื่อเล่นชื่อบัว เป็นเพื่อนกันมานานมากแล้วคนอื่นเขาไม่คบก็เลยเหลือคบกันเองอยู่สองคน” อักษราภัคพยายามสร้างบรรยากาศไม่ให้ตึงเครียดจนเกินไปนัก เพราะไม่แน่ใจว่าเขาเหมือนจะเกร็งและระวังตัวเวลาคุยกับเธอหรือว่าเพราะเขายังไม่เคยชินกันแน่

       “คนเราจะคบกันได้ก็เพราะอัธยาศัยความชอบไปด้วยกันได้ แต่ก็มีถมไปที่เพื่อนรักหักล้างกันทีหลัง เวลาคบแล้วก็ไม่คิดที่จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ถ้าเกิดก็ต้องคิดว่าเป็นคราวเคราะห์ร้ายที่ทำให้ผิดใจกัน”

       “คนเราร้อยพ่อพันแม่ค่ะ ถึงแม้ว่าเป็นพี่น้องคลานตามกันมา หรือถูกอบรมเลี้ยงดูมาด้วยกัน แต่ก็มีความคิดเห็นต่างกัน ความต่างเนี่ยแหละค่ะที่อาจจะเป็นที่มาของความขัดแย้งได้ถ้าตกลงกันไม่ได้ บางทีสัมพันธภาพความเป็นเพื่อนที่มีมายาวนานก็อาจจะ สูญสิ้นได้เพียงระยะเวลาเพียงชั่วกะพริบตา”

       “จริงครับ พวกเรามาทางนี้ดีกว่าเดี๋ยวผมจะเล่าเรื่องเพนียดคล้องช้างให้ฟังต่อถ้าคุณภัคยังสนใจอยู่”

       “ขอบคุณค่ะ ฉันสนใจ”

       “คุณภัคคงทราบแล้วว่าเมื่อก่อนคนโบราณคล้องช้างเพื่อราชการและการศึก หรือบางทีก็เพื่อโชว์ให้แขกต่างบ้านต่างเมืองชมไม่ต่างอะไรกับที่มีการแสดงโชว์เดี๋ยวนี้”

       “โชว์ให้ต่างเมืองชมเหรอคะ?” อักษราภัครู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมากไม่คิดว่าบรรพบุรุษจะเห็นว่าเป็นการแสดงโชว์ เธอคิดว่าคนโบราณมองเรื่องการคล้องช้างเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เสียอีก

       “ใช่ครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยอยุธยา นับแต่สถาปนากรุงศรีอยุธยา จนถึงรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เพนียดคล้องช้างเคยตั้งอยู่บริเวณวัดซอง หรือที่ว่าการอำเภอกรุงเก่าหลังเดิม แต่ว่าพระมหาธรรมราชาทรงขยายกำแพงเมืองรุกเข้ามาในเขตพื้นที่เพนียดจึงย้ายเพนียดไปตั้งนอกเมืองที่ตำบลทะเลหญ้า หรือสวนพริกในปัจจุบัน ลักษณะการก่อสร้างเพนียดจะก่อเป็นกำแพงอิฐล้อมเป็นคอกสี่เหลี่ยม มีประตูสำหรับต้อนโขลงช้างป่าให้เดินเข้าซองที่พอดีตัวช้าง เข้าไปยังคอกชั้นนอก ในโขลงนี้หากมีช้างเชือกใดลักษณะดีต้องตามตำราคชศาสตร์ ก็จะถูกต้อนแยกเข้าคอกชั้นในซึ่งทำด้วยซุงท่อนใหญ่นับร้อยท่อน ตรงกลางคอกเพนียดเป็นมณฑปที่ประกอบพิธีพราหมณ์ขณะคล้องช้าง โดยพระมหากษัตริย์จะประทับ ณ พลับพลาซึ่งอยู่ด้านหนึ่งของเพนียด มีทางพระราชดำเนิน และทางเดินของแขกบ้าน แขกเมืองอยู่ด้านหลัง”

       “อืมท่าทางจะยิ่งใหญ่อลังการมาก”

       “ครับพิธีการตามลำพังต่อหน้าพระพักตร์ก็ผิดพลาดไม่ได้อยู่แล้ว ถ้ายิ่งมีแขกบ้านแขกเมืองมาเฝ้าชมแบบนี้ยิ่งทำไม่ได้ใหญ่ เพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นการเสียหน้าและหมิ่นพระเกียรติ อาจถูกลงโทษได้ ซึ่งโทษทัณฑ์สมัยก่อนหนักมากและทารุณไม่น้อย ผมว่าคุณภัคคงไม่อยากจะรู้”  

   “พอจะเรียนมาบ้างค่ะ บางอย่างก็ยังจำฝังใจอยู่เห็นภาพเลย ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอาจารย์สอนดีไปหรือไงไม่ทราบ จนบัดนี้หลับตาก็ยังเห็นภาพนั้นชัดเจนราวกับว่าฉันเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้นคุณว่ามันน่าแปลกมั้ยคะ?”

       “บางครั้งพวกเราก็มีความรู้สึกบางอย่างเหมือนกับว่าผ่านมาแล้ว หรือเกิดขึ้นแล้ว ผมเองก็เป็นเหมือนกัน แต่ก็หาคำอธิบายให้ตัวเองไม่ได้ เดินผ่านบางทีหรือไปทำอะไรบางอย่างแล้วคิดว่าตัวเองเคยผ่านตรงนั้นมาแล้วก็มีครับ ไปดูการแสดงคล้องช้างกันครับ กำลังจะเริ่มแล้ว”

       “ค่ะ” อักษราภัคปล่อยให้ชายหนุ่มนำทางเธอไปแต่โดยดีพร้อมทั้งฟังคำบรรยายของเขาที่ละเอียดยิ่งกว่าผู้บรรยายที่ลานช้างเสียอีก จนทำให้เธอทั้งทึ่งและแปลกใจที่ทำไมเขาถึงรู้เรื่องราวในอดีตมากมายขนาดนี้

       “ถ้าฉันไม่รู้ว่าคุณเป็นนักธุรกิจผ่านเมืองนอกเมืองนา ฉันคงนึกว่าคุณเรียนประวัติศาสตร์โบราณคดีนะคะ”

       “ความสนใจนะครับ หรือไม่ก็เป็นความรัก จะเรียกว่าอยู่ในสายเลือดก็คงไม่ผิดจากความเป็นจริงสักเท่าไหร่”

       “เล่าต่อเถอะค่ะฉันอยากฟังที่คุณพูด”

       “ตามตำราคชศาสตร์สยามเรียกหัวหน้าครูช้างว่า พราหมณ์พฤติบาศ และเรียกครูช้างว่า พราหมณ์หัศดาจารย์ซึ่งนักบวชทั้งสองจะอยู่ร่วมกันในพิธีกรรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับช้าง จำได้มั้ยครับเมื่อกี้ผมกล่าวถึงคชลักษณ์ซึ่งเป็นหนึ่งในสองส่วนของตำราคชศาสตร์ว่าด้วยลักษณะของช้างเผือกซึ่งมีเจ็ดประการ”

       “จำได้ค่ะแล้วอีกส่วนหนึ่งคืออะไรคะ?”

       “คชกรรมครับ เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยวิธีการฝึกปฏิบัติ วิธีการสอน การฝึกหัดช้างป่า การใช้เวทมนตร์คาถาในการฝึกบังคับช้าง”

       “เวทมนตร์? ท่าทางจะยากนะคะ ช้างไม่น่าจะบังคับกันได้ง่ายๆ ยิ่งคนสมัยก่อนพึ่งพาอาศัยช้างไม่น้อยทั้งเป็นพาหนะ ขนส่ง และออกศึก”

       “คนโบราณให้ความสำคัญกับช้างมากในสมัยกรุงศรีอยุธยามีกรมพระคชบาลคอยดูแลเรื่องการฝึกฝนช้างและช้างศึกโดยเฉพาะครับ กรมนี้น่าจะเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยเจ้าสามพระยาหลังจากตีเมืองเขมรพระนครหลวงได้และนำพราหมณ์ที่เชี่ยวชาญด้านคชศาสตร์พร้อมตำราคชศาสตร์กลับมาด้วย จนถึงสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ศิลปศาสตร์แห่งคชสารเป็นที่นิยมมาก พระองค์เชี่ยวชาญวิชาคชศาสตร์และคชศึก ทรงฝึกฝนช้างทรงด้วยพระองค์เอง จนเป็นพระมหากษัตริย์นักรบบนหลังช้างที่ยิ่งใหญ่อย่างที่พวกเรารับทราบกันแล้ว”

       “แต่เชื่อมั้ยกษัตริย์พระองค์ไหนที่ออกกวาดต้อนช้างได้เก่งมาก”

       “พระองค์ไหนเหรอคะ?”

       “พระกวีของพวกเรา สมเด็จพระนารายณ์ไม่อยากจะเชื่อใช่มั้ยเพราะพระองค์เหมือนกับชอบกาพย์กลอน ติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศมากกว่า”

       “ใช่ค่ะคิดไม่ถึง กำลังจะเดาว่าเป็นพระนเรศวรมหาราช แต่ก็ไม่แน่ใจเพราะว่าท่านไม่น่าจะมีเวลามากวาดต้อนช้าง เนื่องจากกำลังพยายามที่จะกอบกู้อยุธยากลับคืนมาจากพม่าเสียมากกว่า”

       “เดาถูกแล้วครับเพราะพระนารายณ์ฝึกหัดมาตั้งแต่ทรง พระเยาว์และออกไปกวาดต้อนด้วยพระองค์เองหลายครั้ง พระองค์ทรงมีกลเม็ดเคล็ดลับมากมายในการคล้องและฝึกช้าง จึงทรงโปรดให้รวบรวมเป็นตำราขึ้นเพื่อการสืบทอด โดยเน้นเฉพาะไปที่ผู้ที่จะมาเป็นตำแหน่งสมุหพระคชบาลเท่านั้น ในขณะเดียวกันก็ทรงแยกกรมพระคชบาลให้ไปอยู่ในบังคับบัญชาของสมุหกลาโหม ทรงตั้งกรมช้างต้นขึ้นใหม่ สังกัดอยู่กับกรมวังเพื่อใช้ในกิจการของพระมหากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์โดยเฉพาะ”

       “กลายเป็นความจำเป็นไปเลยนะคะที่พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์จะต้องเรียนรู้เรื่องนี้”

       “ครับเป็นข้อบังคับที่ต้องเรียนรู้คชสารสงครามจะได้มีความสามารถมากเพียงพอ จำการเปลี่ยนราชวงศ์ได้ไหมจากพระนารายณ์มหาราชแห่งราชวงศ์ปราสาททองมาเป็นพระเพทราชาแห่งบ้านพลูหลวง”

       “จำได้ค่ะ”

       “นี่ไงครับ ตัวอย่างของเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดตามประวัติศาสตร์ เพราะทัศนคติที่มีต่อชาวต่างชาติที่เข้ามาในเมืองไทยในขณะนั้นไม่เหมือนกันทำให้เกิดความแตกแยกมากขึ้นเรื่อยๆ หนำซ้ำคงเป็นชะตาของบ้านเมืองที่คนหนึ่งดับอีกคนหนึ่งรุ่ง”

       “มีแตกก็ต้องมีดับเป็นวัฏจักรของชีวิตค่ะ”

       “ตอนนั้นพระเพทราชาทรงเป็นเจ้าทรงกรมในกรมพระ คชบาลในสมัยพระนารายณ์ จึงมีฐานอำนาจและกำลังเพียงพอที่จะขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาโดยที่ไม่มีใครกล้าขัด”

       “ถ้าตอนนั้นพระเพทราชาไม่ได้เป็นเจ้าทรงกรมในกรมพระคชบาลก็คงไม่มีบารมีพอที่จะได้ขึ้นครองราชย์ใช่มั้ยคะ?”

       “ใช่ครับ วัดกันที่ความสามารถในการบังคับช้างและออกรบซึ่งร่ำเรียนถ่ายทอดกันได้แต่พระมหากษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ เจ้าทรงกรมและขุนศึกระดับสูงในอดีตเพื่อนำมาใช้เป็นพาหนะในยามสงบและใช้เป็นคชาธารในยามพระราชสงครามครับ”

       “ทำให้การแย่งชิงราชบัลลังก์เกิดได้ท่ามกลางเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ระดับสูงทั้งนั้น”

       “ครับไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนจากอู่ทองมาสุวรรณภูมิ เรื่อยมาสุโขทัย ปราสาททองจนมาจบที่บ้านพลูหลวงก่อนเข้ายุคกรุงธนบุรี ถ้าไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ก็ออกญา เจ้าทรงกรมทั้งนั้นครับที่ทำให้หน้าของประวัติศาสตร์เปลี่ยนไป”  

       “ถ้าย้อนอดีตไปได้คุณเคยคิดมั้ยว่าถ้าคุณเป็นออกญาหรือพระยาในสมัยนั้นรับใช้ราชการประจำอยู่ตามกรมต่างๆ ท้ายที่สุดแล้วคุณจะเลือกเจ้านายประจำกรม หรือว่าจะเลือกเจ้าแผ่นดิน?”

       “ผมตอบไม่ได้ครับ ตอบได้อย่างเดียวว่าถ้าเป็นผม ผมจะทำตามที่ใจภักดีและไม่ให้ส่วนรวมต้องเดือดร้อนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สำหรับผมสงครามไม่ว่าจะข้างไหนฝ่ายใดก็มีแต่เสียเลือดเสียเนื้อ ถ้าห้ามไม่ให้เกิดได้ตั้งแต่แรกจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากที่ทำให้ผมตอบไม่ได้ก็คือพวกเราเกิดในยุคสมัยนี้ทุกอย่างรอบตัวแตกต่างไปจากสมัยนั้นเทียบกันไม่ได้และไม่บังอาจไปเทียบหรอกครับ บรรพบุรุษของพวกเรา พวกท่านมีปัจจัยอื่นด้วยที่ต้องเอาไปวิเคราะห์คิดต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น แล้วผมถึงจะให้คำตอบคุณได้”

       “อืม เข้าใจแล้วค่ะ เป็นเรื่องที่สมมุติขึ้นมาเฉยๆ อยู่ดีๆ ภัคก็เกิดอยากรู้ขึ้นมานะคะ แค่รู้สึกสงสัย”

       “เรื่องของสงครามเลือกฝ่ายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับหัวใจจะเลือกง่ายกว่า”

       “อย่างไรคะ?”

       “เลือกคนที่หัวใจเรียกร้อง เลือกคนที่รักไงครับ ถ้าไม่รักต่อให้พยายามแค่ไหนก็รักกันไม่ได้”

 

      ขบวนของอักษราภัคและบ่าวไพร่เตรียมเดินทางกลับบ้านพักของออกญาแพทยพงษาวิสุทธาธิบดี อะไภยพิรียบรากรมพาหุ จางวางแพทยาโรงพระโอสถ เนื่องจากในวันพรุ่งนี้อักษราภัคจะต้องเข้าวังไปแต่เช้าเพื่อไปหาอาจารย์ท้าวทองกีบม้าเรื่องวิชาที่กำลังร่ำเรียนเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับงานบุญใหญ่ของทางวังหลวงที่สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสรรเพชญทรงโปรดให้จัดงานให้สมพระเกียรติ พระองค์มีพระกระแสรับสั่งเชิญอาคันตุกะจากต่างแดนให้เข้าร่วมในพิธีนี้ด้วย ดังนั้นขนมใหม่ๆ แปลกๆ ถูกท้าวทองกีบม้าคิดค้นขึ้นมาและกำลังทดลองกับสาวในวังในเพื่อให้รสชาติถูกปากก่อนที่จะถึงวันงานจริง ซึ่งอักษราภัคก็เข้ามาเรียนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในฐานะของลูกศิษย์คนหนึ่ง

       กว่าที่หญิงสาวจะเสร็จธุระในวังหลวงก็เป็นเพลาชาย โชคยังดีที่ฟ้าภายนอกวังยังมิมืดมิดนักอีกทั้งบ่าวไพร่ก็รอคอยอยู่ด้านนอก

       “แม่หญิงเสร็จแล้วหรือเจ้าคะ?”

       “ฉันเสร็จธุระแล้ว ว่าแต่พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้เห็นเจ้าคุณพ่อบ้างหรือไม่?” อักษราภัคเอ่ยถามอย่างมีความหวัง ทั้งที่ทราบดีว่าเวลาที่บิดารับราชการนั้นนางแทบไม่ได้เห็นท่านเลยด้วยซ้ำ

       “ยังมิเห็นเลยเจ้าค่ะ คิดว่าท่านออกญาคงยังอยู่ในกรมหมอโรงพระโอสถรับราชการอยู่” 

      “ถ้าเป็นเช่นนั้นก็อย่ากวนเจ้าคุณพ่อเลย พวกเรากลับกันเถิด เตรียมทุกอย่างให้พร้อมเวลาเจ้าคุณพ่อกลับเรือนจะได้ไม่มีอะไรให้ระคายเคืองใจท่าน”     

       อักษราภัคออกเดินนำโดยมีขบวนบ่าวไพร่จำนวนหนึ่งเดินตามด้านหลัง แต่วันนี้ขบวนของนางไม่มากนักไม่เหมือนเวลาไปวัดจงกลมที่ตั้งอยู่ที่ต้นน้ำ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าเป็นเขตพระราชฐานถ้ามีผู้ติดตามมากเกินไปนักจะมิดี และถ้านางเป็นชายชาติทหาร ขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์ถ้ามีบ่าวไพร่ติดตามเป็นขบวนอาจจะถูกมองหรือเข้าใจผิดว่าคิดการลบหลู่เบื้องสูงและยังทำให้เกิดความระแวงเข้าใจผิดว่าเตรียมการหมิ่นเกียรติตั้งต้นเป็นกบฏจะกลายเป็นชนวนสำคัญในข้อพิพาท เรื่องราวใหญ่โตบานปลาย

       “แม่หญิงภัค”

       เสียงเรียกชื่อทำให้อักษราภัคหยุดเดินเหลียวมองไปทางต้นเสียงเพราะรู้สึกคุ้นหูในน้ำเสียงนั่นเหลือกิน เมื่อเห็นหน้าประจักษ์ชัดว่าเป็นผู้ใด นางก็ก้าวถอยหลังหมุนตัวกลับทันทีด้วยความตกใจ

       “แม่หญิงภัค หยุดก่อนจักได้ไหม ฉันมีเรื่องจักพูดด้วย”

       “ท่านพระยา ดิฉันกำลังจักรีบกลับเรือน และเชื่อว่าท่าน พระยาก็คงมีข้อราชการมากมาย คงมิมีเวลามาหยุดสนทนากับดิฉันดอกใช่ไหมเจ้าคะ?”

       “แม่หญิงภัคทำไมถึงได้พูดจาตัดรอนน้ำใจกันเช่นนั้น โกรธฉันดอกหรือที่ฉันไม่ได้ไปที่วัดจงกลมต้นน้ำเมื่อวาน ฉันกำลังจักอธิบายให้แม่หญิงภัคฟังถึงสาเหตุ ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จักบิดพลิ้วดอกแม่หญิงภัค”

       “มีกระไรฤๅเจ้าคะ?”

       “คือว่าฉัน...”

       “อ้าวพ่อพลมาอยู่ที่นี่เองปล่อยให้ฉันตามหาเสียทั่ว”

       “พ่อเทพมีกระไรฤๅถึงต้องตามหาฉัน?” พระยาพิชิตพลไชยชาญเดชะชาติหันไปสบตากับเพื่อนสนิทตั้งแต่เยาว์วัยที่ยืนอยู่เบื้องหน้า

       “เจ้าทรงกรมเรียกไปกรมพระคชบาล”

       “อย่างนั้นหรือ?”

       “ไปสิพ่อไกรไปรออยู่แล้ว เดี๋ยวได้ถูกเฆี่ยนหลังลายให้ท่านจางวางรอ เร็วเข้า ขอโทษทีเถอะนะแม่หญิงไว้คุยธุระกับเพื่อนของฉันเพลาหน้าเถอะ ฉันชื่อพระยาศรีเทพสุริยาธิบดีเดโชไชย ยินดีที่ได้รู้จักว่าแต่แม่หญิงชื่อกระไรเป็นลูกสาวผู้ใดฤๅ?”

       “ท่านพระยา ดิฉันชื่ออักษราภัคเจ้าค่ะ เป็นบุตรสาวของออกญาแพทยพงษาวิสุทธาธิบดี อะไภยพิรียบรากรมพาหุ จางวางแพทยาโรงพระโอสถ”

       “ท่านหมอหลวง? ฝากแม่หญิงทีว่าฉันจักไปหา แม่ของฉันอยากได้สูตรยาลมจากท่าน แล้วฉันจักไปกราบที่บ้านในเร็ววัน”  พระยาศรีเทพสุริยาธิบดีเดโชไชยเอ่ยจบก็จับลากกระชากพระยาพิชิตพลไชยชาติเดชะชาติให้เดินไปด้วยกันโดยที่พวกเขายังมิได้เอ่ยลากับอักษราภัคอย่างเป็นทางการเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระยาพิชิตพลไชยชาญฯ ที่ยังมิมีโอกาสได้อธิบายเหตุผลที่เขาไม่ได้ไปที่วัดจงกลมต้นน้ำเมื่อวานนี้

    “ดวงใจเอยหม่นไหม้ ระทม

ฟุ้งซ่านร้าวระบม ร่ำไห้

รักพรากย่อมทุกข์ตรม ขมขื่น

ใจพร่ำร้องยากไร้ ไขว่คว้ารักคืน”

     สายไหม

ความคิดเห็น