Stoprain
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

✾ Sir.Rome — Six , คิดถึง นางสาวรริดา จันทร์โสภา {100 pc.}

ชื่อตอน : ✾ Sir.Rome — Six , คิดถึง นางสาวรริดา จันทร์โสภา {100 pc.}

คำค้น : เซอร์โรม

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 980

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ส.ค. 2563 21:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
✾ Sir.Rome — Six , คิดถึง นางสาวรริดา จันทร์โสภา {100 pc.}
แบบอักษร

✾ Sir.Rome เซอร์โรม 

S T O P R A I N 

_____________________________________________ 

“There's only one truth” 

― aoyama gosho 

Six — คิดถึง นางสาวรริดา จันทร์โสภา 

 

         เจ้าของร่างกำยำยืนพิงกรอบทางเข้าอยู่ แม้ประโยคเมื่อครู่จะไม่ใช่ประโยคคำถามแต่ก็ส่งผลให้ฉันรู้สึกประหม่าราวกับว่าต้องรีบคิดหาคำตอบให้เร็วไว คุณโรมอยู่ในชุดเสื้อคอเต่าสีดำแขนยาวรับกับกางเกงยีนขายาวสีเดียวกัน ลุคของเขาเปลี่ยนเป็นสบายๆ แตกต่างจากตอนไปรับฉันที่สนามบินเมื่อหลายชั่วโมงก่อน คงเพราะกำลังทำงานอยู่ในห้องส่วนตัว 

         ไม่นึกเลยว่าเจ้าตัวจะมาที่ห้องครัวในเวลานี้ด้วย 

         ฉันหลบสายตาคมที่แฝงความสงสัยนิดหน่อยลงมามองที่อาหารแทน จากคำพูดของคุณโรมก็ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าพี่ฝันคงทำอาหารไม่เป็นจริงๆ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วฉันควรตอบกลับเขาไปอย่างไร? หากตอบได้ไม่สมเหตุสมผลคุณโรมคงสงสัยมากกว่าเดิมแน่นอน แต่หากเลือกไม่ตอบก็อาจจะส่งผลลัพธ์เดียวกันก็ได้ 

         ‘ไม่ยักรู้ว่าทำอาหารเป็น’ 

         ประโยคบอกเล่าที่แฝงไปด้วยความสงสัยชัดเจนเลย 

         คุณโรมย่างกายเข้ามาจนมาหยุดที่ตู้เย็นไม่ไกลจากตัวฉันนัก หลังจากที่ฉันมัวยืนนิ่งไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเขาก็เดินมาทางนี้ ในคราแรกฉันไม่รู้ว่าเขามีจุดประสงค์อะไรถึงได้มา แต่หลังจากสังเกตเห็นแก้วน้ำเปล่าในมือของเขาฉันก็พอจะเข้าใจได้ 

         คุณโรมมาดื่มน้ำนี่เอง 

         ฉันไม่ได้สบตาหรือมองทางฝั่งนั้นตรงๆ แต่ที่ทราบได้ก็เพราะแอบเหลือบมองเพียงนิดหน่อยเท่านั้น ขณะที่ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วห้องครัว...เสียงน้ำเดือดจากหม้อที่ต้มไว้ในทีแรกก็ดังขึ้นมาแทนที่ เป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติที่ฉันละมือจากข้าวของตรงหน้าหันไปจัดการกับน้ำที่ต้มเอาไว้ก่อน 

         ในตอนนั้น... “พี่โรมคะ มาทำอะไรที่นี่เหรอคะ” 

         เสียงของนุ่มนิ่มก็กลบบรรยากาศในครัว 

         ฉันเบาแก๊ส หันไปหยิบวุ้นเส้นที่เตรียมไว้ออกมาลวกเพื่อเตรียมทำยำวุ้นเส้น แม้ว่าจะไม่ตั้งใจมองแต่ก็ดันเหลือบไปสบตากับคุณโรมเข้าพอดี ความจริงฉันไม่อยากทำอะไรแบบนี้ต่อหน้าเขาสักเท่าไหร่แต่ว่าการทำอาหารจะมัวมารีรอก็ไม่ได้ คุณท่านเองก็รอทานอยู่ดังนั้นก็มีแต่จะต้องเดินหน้าต่อเพียงอย่างเดียว 

         คุณโรมตอบนุ่มนิ่ม “ดื่มน้ำครับ” 

         “นุ่มขอโทษนะคะที่ไม่ได้เอาน้ำไปเติมให้ในห้อง...พอดีว่า อ๊ะ คุณคิดฝัน!” ในทีแรกฉันคิดว่านุ่มนิ่มคงยังไม่สังเกตเห็นฉันเธอจึงไม่ได้พูดอะไร แต่ตอนนี้คงเห็นแล้วถึงได้ร้องเหมือนตกใจแบบนั้น ฉันกำลังวุ่นอยู่กับการลวกวุ้นเส้นตรงหน้าจึงไม่ทันได้ตอบกลับอะไรเธอ ทว่า... “คุณคิดฝันทำอาหารเป็นด้วยเหรอคะ นุ่มไม่รู้มาก่อนเลย” 

         คำถามคล้ายกับคำถามของคุณโรมถูกส่งมายังฉันอีกเป็นครั้งที่สอง ครานี้หากฉันไม่ตอบจะทำให้ดูน่าสงสัยเกินไปหรือเปล่านะ บางทีการตอบแบบเป็นกลางที่สุดน่าจะดีกว่า “เพิ่งฝึกน่ะ” 

         ตามปกติแล้วฉันมักจะลงท้ายคำพูดว่า คะ / ค่ะ เสมอ แต่หลังจากที่พูดสุภาพกับนุ่มนิ่มในงานเลี้ยงเมื่อคราวที่แล้วก็ได้คำตอบว่านั่นดูสุภาพเกินไปสำหรับพี่ฝัน 

         ดังนั้นฉันจึงเลือกไม่ใช้คำลงท้ายแบบสุภาพแทน 

         นุ่มนิ่มครางรับในลำคอ... “เอ๋~ งั้นให้นุ่มนิ่มช่วยสอนมั้ยคะ” 

         “...” 

         “นุ่มเก่งเรื่องทำอาหารมากเลยน้า เก่งกว่าคุณคิดฝันแน่นอน” เธอเดินเข้ามาใกล้ฉัน บริเวณนี้ค่อนข้างวุ่นวายฉันจึงรีบบอกปฏิเสธเธอไป แม้ว่าการช่วยกันทำอาหารจะทำให้เสร็จได้เร็วขึ้นก็จริง แต่ว่าสำหรับฉันแล้วการทำตัวคนเดียวจะสะดวกมากกว่า 

         “ไม่เป็นไร” ฉันบอก 

         “แต่ว่านุ่มอยากช่วยจริงๆ นะคะ” 

         “ไม่เป็นไร” บอกอีกครั้งหนึ่ง 

         นุ่มนิ่มเงียบไปหลังจากที่ฉันกล่าวย้ำคำเดิม ในทีแรกฉันนึกว่าเธอจะเข้าใจแล้วเสียอีกแต่ว่ากลับไม่เป็นแบบนั้น เพราะเมื่อละสายตาจากวุ้นเส้นตรงหน้าที่ลวกเสร็จเรียบร้อยแล้วไปมอง...นุ่มนิ่มก็น้ำตาคลอเบ้าอยู่ 

         เธอคล้ายกำลังจะร้องไห้ 

         “นุ่มแค่อยากช่วยค่ะ แต่คุณคิดฝันดูจะรำคาญนุ่มอีกแล้ว นุ่มขอโทษค่ะ” เธอถอยหลังกลับไปอยู่ไกลๆ เหมือนเมื่อตอนแรกที่เข้ามาในห้องครัว ฉันเพียงมองเธออย่างงงๆ ปนตกใจเนื่องจากเมื่อครู่ฉันยังไม่ทันได้รำคาญอะไรเธอเลย หากจำไม่ผิดฉันก็ไม่ได้ใช้น้ำเสียงไม่ดีหรืออะไรด้วย… 

         หรือเป็นเพราะว่าเธอมองฉันเป็นพี่ฝัน? 

         โดยปกติแล้วนุ่มนิ่มจะกลัวพี่ฝันมาก หากเธอต้องการจะช่วยแต่กลับโดนปฏิเสธถึงสองครั้ง เธออาจจะคิดว่าฉันรำคาญเธอก็ได้ 

         คุณโรมที่ยืนดื่มน้ำอยู่ตั้งแต่แรกวางแก้วลง เขาไม่ได้เอ่ยอะไรอีกแต่เลือกวางมือลงบนไหล่ของนุ่มนิ่ม ฉันไม่ทราบว่าท่าทีแบบนั้นหมายความเช่นไรแต่หลังจากนั้นคุณโรมก็เดินออกจากห้องครัวไปเลย นุ่มนิ่มมองสบตากับฉันอย่างกลัวๆ ไม่ต่างจากทุกครั้งที่เธอชอบทำ แม้กระทั่งตอนที่เดินตามคุณโรมไปเธอก็ยังคงมองมา 

         สุดท้ายแล้วตัวเลือกของฉันก็ได้เพียงแค่เงียบอย่างเดียว 

         บางทีการใช้ชีวิตเป็นพี่ฝันก็ค่อนข้างยากมากๆ... 

         “เอาล่ะ ต้องทำอาหารก่อน” 

         แต่ถึงแม้จะคิดไปมากมาย ยังไงตอนนี้เรื่องทำอาหารก็ถือว่าสำคัญที่สุด ฉันไม่ต้องการให้คุณท่านรอนานไปมากกว่านี้เพราะเหตุนั้นจึงเริ่มตั้งใจทำอย่างจริงจัง หนังยางที่รวบผมอยู่คลายลงเนื่องจากถูกรัดมานานหลายชั่วโมง ในขณะที่ฉันกำลังเกล้าผมขึ้นไปอีกครั้งก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกบางอย่างจากที่ใดสักแห่ง 

         ราวกับว่าถูกจ้องอยู่... 

         ใครกัน? 

         ฉันมองไปรอบๆ อีกครั้งเพื่อเช็กว่ามีใครอยู่หรือเปล่า พวกคุณเมดที่เคยมาดูตั้งแต่แรกก็หายไปแล้ว คุณโรมกับนุ่มนิ่มก็คงไม่ได้ย้อนกลับมา ถ้าหากว่ารอบข้างไม่มีใครเลยแล้วฉันที่รู้สึกแบบนี้ได้เป็นเพราะอะไรกัน 

         “คิดมากไปแน่ๆ” ...คงเป็นแบบนั้น 

         ฉันกลับมาตั้งใจทำอาหารต่อไม่คิดถึงเรื่องเมื่อครู่ จากที่คำนวณแล้วคงจะสามารถเสร็จได้ในอีกไม่ถึงชั่วโมง ถ้าหากว่าคุณท่านชอบอาหารฝีมือฉันก็คงจะดีไม่ใช่น้อยเลย 

         คงต้องเร่งมืออีกหน่อยแล้ว 

          

         หนึ่งชั่วโมงต่อมา 

         “อร่อยมากเลย ฝันไปฝึกทำอาหารตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย หืม” 

         คุณท่านขยันชมฉันไม่หยุดปากจนฉันต้องยิ้มรับแบบเขินๆ ตั้งแต่ที่เริ่มทานมาท่านก็เอาแต่พูดคำว่า ‘อร่อย’ ไม่ยอมหยุดเลย ถือว่าเป็นความโชคดีที่ฉันทำมาเผื่อไว้เยอะ เพราะโดยส่วนตัวแล้วฉันทานไม่เยอะมากนักแต่คุณท่านนี่สิ... 

         ใกล้จะหมดจานแล้ว ทุกอย่างเลย 

         “ฝันฝึกทำมาเรื่อยๆ น่ะค่ะ” 

         “เก่งมากเลยจริงๆ นี่ปกติอากินไม่เยอะนะแต่ฝันทำอร่อยมาก” เป็นอีกคราที่คำว่าอร่อยออกมาจากปากท่าน ถ้าหากฉันลอยได้ ไม่แน่ป่านนี้ฉันอาจจะลอยขึ้นไปจนไกลลับสุดสายตาแล้ว พี่ๆ เมดสองสามคนที่ยืนอยู่ริมห้องทานอาหารมองหน้ากันไปมา ฉันสังเกตได้บางครั้งที่พวกเธอมองสบตากับฉัน มันมีความแปลกใจอยู่ในนั้น 

         มีอะไรหรือเปล่านะ...? 

         “เดี๋ยวกินเสร็จฝันก็ขึ้นไปพักผ่อนนะ ที่เหลือให้พวกเมดจัดการเอา” 

         “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฝันจัดการได้” ฉันไม่ชินสักเท่าไหร่กับการที่ให้คนอื่นล้างจานเก็บกวาดทุกอย่างแทน ก็ทุกครั้งฉันทำเองหมดเลยนี่นา คุณท่านขมวดคิ้วยิ้มๆ มองฉัน ท่าทีนี้ไม่ต่างจากตอนที่ได้ยินฉันเรียก ‘คุณท่าน’ ครั้งแรกสักเท่าไหร่ 

         “ฝันเนี่ยนะจะทำเอง อาแปลกใจ” 

         “คือว่า...” ปล่อยไก่ออกไปอีกแล้ว ดูเหมือนว่าวันนี้ฉันจะปล่อยไปหลายตัวเลย “ถ้างั้นฝันขึ้นไปพักผ่อนก็ได้ค่ะ” 

         ก็คงต้องตามน้ำไปอย่างเดียว 

         คุณท่านคุยกับฉันอีกนิดหน่อยก็ได้เวลาแยกย้ายขึ้นมาพักผ่อนบนห้อง ก่อนจะทานเสร็จท่านก็ยังไม่วายเอ่ยปากขอให้ฉันทำอาหารให้ทานครั้งหน้าอีกด้วย (ถ้ามีโอกาส) ลึกๆ แล้วฉันดีใจนะที่ผลตอบรับดีกว่าที่คิดไว้ ราวกับได้พัฒนาฝีมือตัวเองไปอีกขั้นหนึ่งเลยประมาณนั้น 

         ฉันเดินมาจนใกล้ถึงห้องนอน แต่แล้วก็มีคนมาดักหน้าเสียก่อน 

         “คุณคิดฝันคะ” 

         นุ่มนิ่ม...เธอออกมาจากห้องที่อยู่ด้านข้างนี้เอง 

         “...” ฉันไม่ได้ตอบอะไรแต่นิ่งเงียบรอฟังเธอพูดแทน ผู้หญิงที่อยู่ในชุดนอนกางเกงแตกต่างจากชุดก่อนหน้านี้ที่เจอในห้องครัวก้มหน้าลงเล็กน้อย สองมือนั้นกุมกันแน่นคล้ายว่าเธอกำลังลังเลบางอย่าง 

         ฉันเดาว่าเธอคงลังเลกับเรื่องที่จะพูดเป็นแน่ 

         “คุณคิดฝันเอ่อ...” 

         “...” 

         “คุณ...ตั้งใจมาอยู่ในการดูแลของพี่โรมเหรอคะ” 

         เธอรู้เรื่องราวจากคุณโรมเมื่อหลายชั่วโมงก่อนจึงมารอถามฉันเอาทีหลังสินะ หากแต่คำว่า ‘ตั้งใจ’ ของเธอ ฉันค่อนข้างไม่เก็ทกับคำนี้สักเท่าไหร่ ฉันเชื่อว่าคุณโรมคงเล่าเหตุผลทุกอย่างให้เด็กคนนี้ฟังอย่างแน่นอน และเพราะเหตุนั้นเธอเองก็น่าจะทราบถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วย การที่เธอรู้ว่าฉันเกือบจะโดนลักพาตัว ไม่น่าส่งผลให้เธอคิดว่าฉันตั้งใจมาอยู่จุดนี้ได้เลย 

         แม้จะฟังเพียงผิวเผินแบบไม่ไตร่ตรองอะไร นี่ก็คือคำถามชวนหาเรื่องไม่ผิดเพี้ยน 

         เวลานี้ฉันเริ่มสงสัยในการกระทำของนุ่มนิ่มขึ้นมานิดหนึ่งแล้ว คนที่กลัวพี่ฝัน (ที่มักจะแกล้งเธอเป็นประจำ) ไม่น่ากล้าถามคำถามแบบนี้ได้เลย 

         เว้นเสียแต่ว่า...มันไม่เป็นเช่นนั้น 

         หากว่าเธอไม่ได้กลัว... 

         “คุณกำลังโกรธนุ่มใช่มั้ยคะที่นุ่มถาม นุ่มขอโทษนะคะแต่ว่านุ่มแค่คาใจน่ะค่ะ คุณคิดฝันก็ชอบพี่โรมมากเหมือนกัน นุ่มแค่คิดว่ามันบังเอิญมากเลยที่ต้องเป็นพี่โรมที่ดูแลคุณ” สีหน้าที่แสดงออกนั้นหมองลง ในเวลาเดียวนุ่มนิ่มก็ก้าวเข้ามาหาฉัน ฝ่ามือนั้นเอื้อมมาดึงมือฉันไปกุมไว้ “คุณคิดฝันเข้าใจนุ่มใช่มั้ยคะ อย่าโกรธนุ่มเลยนะ” 

         “...” 

         “ถ้าสมมติว่าคุณตั้งใจจริงๆ ก็บอกกับนุ่มเถอะค่ะ ไม่ต้องอายอะไร-” 

         “ไม่ใช่หรอก” ฉันว่า ในฐานะที่เป็นพี่ฝันแล้วฉันคิดว่ามาถึงจุดนี้พี่ฝันคงไม่อยู่เฉยเป็นแน่ หากแต่นี่เป็นฉันสถานการณ์ถึงได้ต่างออกไป “ไม่มีใครอยากโดนลักพาตัวหรอก” 

         “...” 

         ฉันดึงมือตัวเองกลับมา นุ่มนิ่มคลายสีหน้าลงนิดหน่อยแต่ยังคงสังเกตได้ คล้ายว่าเธอกำลังงงกับท่าทีของฉัน “ความจริงเป็นผู้หญิงด้วยกันน่าจะเข้าใจนะ” 

         “...” หากเธอโดนบ้าง เธอจะรู้สึกอย่างไร 

         “แต่การที่เธอถามแบบนี้ หมายความว่าเธอไม่ได้มองที่จุดนี้เลย” 

         “...” ฉันกำลังหมายถึงเธอไม่ได้เห็นใจลูกผู้หญิงด้วยกันเลย 

         “แล้วเธอเองก็ตั้งใจมาถามด้วยใช่มั้ย?” 

         “คะ...คุณคิดฝัน...”

         นุ่มนิ่มสะอึกเมื่อได้รับคำถามที่คล้ายกับคำถามของเธอกลับไป ฉันไม่เลือกการใช้กำลังหรือความรุนแรงแต่เลือกใช้วิธีนี้แทน เนื่องจากต้องการให้เธอได้เรียนรู้และเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการตัดสินผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงด้วยกัน

         ประตูห้องด้านหลังถัดจากนุ่มนิ่มมีการขยับนิดหน่อย ไม่มั่นใจว่าฉันตาฝาดไปเองหรือว่ามันขยับจริงๆ ในเวลานี้ฉันควรโฟกัสเรื่องคนตรงหน้าก่อนดังนั้นฉันจึงดึงสายตากลับมามองเธออีกครั้ง

         นุ่มนิ่มที่ไม่รู้ตัวอะไรยังคงสะอึกและเงียบกับคำถามของฉัน

         ส่งผลให้ฉันถามย้ำอีกครา “ว่าไงล่ะ...เธอตั้งใจใช่มั้ย?” 

         คู่สนทนาที่อยู่ตรงหน้าค่อยๆ ก้มหน้าลงนิ่ง การที่เธอไม่มีคำตอบให้ฉันนั่นก็หมายความได้เพียงอย่างเดียวว่าเธอตอบไม่ออก ดูจากท่าทางของนุ่มนิ่มแล้วเด็กคนนี้มักจะชอบพูดอยู่เสมอ ฉะนั้นจึงไม่มีทางเป็นเหตุผลว่าเธอไม่มีคำตอบได้เลย 

         ฉันก้าวถอยหลังออกมา 

         ขณะที่คนตรงหน้าเริ่มตัวสั่นเครือ 

         การที่นุ่มนิ่มตั้งใจมาถามคำถามนี้กับฉันนั่นก็แสดงถึงจุดยืนของเธอชัดเจนว่าเธอเลือกที่จะตัดสินผู้หญิงด้วยกันอย่างไร และตัวเธอเองก็คงจะรู้สึกละอายบ้างถึงได้เงียบแบบนี้ บางทีสอนเธอด้วยวิธีนี้อาจจะเพียงพอแล้วก็ได้ ฉันเลือกเดินผ่านเธอมาโดยที่ไม่ได้หันกลับไปมองอีก และเพียงไม่นานก็กลับมาถึงห้องของตัวเองที่อยู่ไม่ไกลนัก 

         แอบอดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าถ้าเป็นพี่ฝันไม่ใช่ฉัน เหตุการณ์จะจบลงอย่างไร 

         ฉันเช็กโทรศัพท์มือถือที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งก่อน เนื่องจากจะเข้าไปอาบน้ำเตรียมตัวนอนจึงอยากเช็กให้แน่ใจว่าไม่ได้มีใครโทรมา ทว่าไม่เป็นเช่นนั้น 

         ‘พี่นาที’ 3 สายที่ไม่ได้รับ 

         ยอมรับว่าแปลกใจเล็กน้อยที่เป็นพี่นาทีที่โทรมา มีไม่บ่อยนักที่เราจะคุยกันผ่านโทรศัพท์ เพราะส่วนมากแล้วฉันมักจะเจอเขาที่บ้านภัทรวงศ์เสียมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็พยายามเลี่ยงที่จะคุยกับเขาให้ได้มากที่สุด 

         เหตุผลก็เพราะ... 

         [ครับ] พี่นาทีตอบคล้ายกับว่าเขาไม่ได้มองหน้าจอว่าเป็นใคร ฉันเองก็ไม่ได้เอ่ยอะไรเช่นกัน ตอนนั้นอีกฝ่ายจึงเรียกมา [คิดถึง?] 

         “ค่ะ” เขาคงเช็กแล้วว่าเป็นเบอร์ฉัน 

         [วางสายก่อนครับ พี่โทรกลับไปเอง] 

         “ไม่เป็นไรค่ะ” เขาคงกลัวว่าฉันจะเสียค่าโทรศัพท์ แต่ว่าก็ไม่ทันเพราะพี่นาทีกดวางสายเอง ไม่กี่วิต่อมาเบอร์ของเขาก็ขึ้นแสดงบนหน้าจอ “ค่ะ” 

         [พอดีพี่มีเรื่องอยากถามเราน่ะ โทษทีโทรมากวนดึกหรือเปล่า] 

         “ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันนั่งลงที่เก้าอี้โต๊ะเครื่องแป้ง เนื่องจากจะเกล้าผมเตรียมตัวไปอาบน้ำ สปีกเกอร์โฟนจึงถูกเปิดแทนที่การคุยในสาย 

         [อ่า พอดีพี่เห็นพวกคนใช้บอกว่าเราไม่ได้กลับบ้านเลยน่ะ พี่คิดว่าเราเป็นอะไรหรือเปล่าเลยโทรมาถาม] 

         เพราะเหตุผลนี้นี่เองพี่นาทีถึงได้เลือกโทรมา ตามที่เคยกล่าวไปแล้วว่าโดยปกติอาทิตย์หนึ่งฉันจะกลับไปหาแม่บ้างแต่ช่วงนี้ฉันยังไม่ว่างเลยฉันจึงไม่ได้กลับไป ถ้านับจากวันแรกที่มาเป็นพี่ฝันแล้วนี่ก็ผ่านมาประมาณอาทิตย์กว่าได้ คงไม่แปลกหากเขาจะแปลกใจที่ฉันหายหน้าหายตาไป 

         ฉันนิ่งเงียบ กำลังนึกหาคำพูดอธิบาย... 

         หากแต่ [คิดถึง มีปัญหาอะไรหรือเปล่า] 

         “เปล่าค่ะ” จะอ้างว่ายุ่งเรื่องงานที่มหา’ลัยก็คงไม่ได้ด้วย ตอนนี้ปิดเทอมแล้วนั่นจึงเป็นข้ออ้างที่แย่เกินไป 

         [มหา’ลัยก็ปิดแล้ว ทำไมไม่ค่อยกลับบ้านเลยล่ะ] 

         ตามที่ฉันบอกไม่มีผิดเลย 

         “พอดี...คิดถึงยุ่งเรื่องงานพิเศษน่ะค่ะ” 

         [งานพิเศษเหรอ] 

         “ค่ะ ช่วงนี้เลยอยู่หอก่อน” 

         เสียงจากทางอีกฝั่งหนึ่งเงียบไป นั่นจึงทำให้บรรยากาศระหว่างเรากลายเป็นเดดแอร์โดยปริยาย ฉันเกล้าผมใกล้เสร็จแล้วจึงคิดว่าจะชวนเปลี่ยนเรื่องเพื่อวางสายพี่นาที ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยอะไร คู่สนทนาก็เอ่ยประโยคชวนกระอักกระอ่วนใจสวนมาเสียก่อน 

         [งั้นถ้าว่างเราไปทานข้าวด้วยกันนะ] 

         นับไม่ได้แล้วว่านี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่พี่นาทีชวนฉันไปทานข้าวด้วยกัน นับตั้งแต่ที่ตระกูลภัทรวงศ์อุปถัมภ์ฉันกับแม่ เขาก็มักจะชวนฉันแบบนี้เสมอมา ในคราแรกฉันเคยไปทานข้าวกับเขาหากแต่ทุกอย่างไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น พี่นาทีเข้าหาฉันอีกจนเห็นได้ชัดเจนมาก ถึงขนาดที่ว่าวันวานยังมองออก ฉันจึงค่อนข้างกระอักกระอ่วนใจตรงจุดนี้ 

         ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนไม่ดี หากแต่ฉันไม่ค่อยชอบการกระทำที่รุกเข้ามาแบบนี้สักเท่าไหร่ 

         นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ฉันพยายามเลี่ยงไม่เจอพี่นาทีเท่าที่จะทำได้ 

         “คิดถึงไม่น่าว่างค่ะ ขอโทษนะคะ” 

         [กะแล้วเชียว] มีเสียงผ่อนลมหายใจแผ่วมา บางเบาแต่ยังคงได้ยิน [คิดถึงปฏิเสธพี่ตลอดเลยนะ] 

         “...” 

         [แต่ยังไงไม่ว่างก็ไว้คราวหน้าก็ได้ครับ หวังว่าจะได้ทานด้วยกันสักวัน] 

         “ค่ะ” 

         [ถ้างั้นพี่ไปก่อน ฝันดีล่วงหน้าครับ] 

         หลังจากนั้นพี่นาทีก็วางสายไป ความจริงแล้วเขาคงทราบดีว่าอะไรเป็นอะไรแต่เขาเลือกที่จะไม่กดดันฉันจึงยอมตามน้ำด้วย วันหนึ่งหากพี่นาทีไม่ได้เข้าหาฉันเหมือนอย่างเคยแล้วฉันอาจจะยอมตอบรับคำชวนของเขาก็เป็นได้ 

         แต่ในฐานะพี่น้องเพียงเท่านั้น 

         ฉันหยิบเสื้อผ้า (ชุดนอน) เพื่อเข้าไปเปลี่ยนเตรียมตัวอาบน้ำ คืนนี้เป็นคืนแรกสำหรับการนอนที่นี่ ไม่แน่บางทีฉันอาจจะมีเรื่องให้คิดมากมายจนนอนไม่หลับหรืออาจจะรู้สึกแปลกที่ก็เป็นได้ 

         ฉันก็หวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น 

          

         Rome talks— 

         Kwan : บ้านไอ้โรม ดูบอล +1 

         Tai : +2 

         Kwan : ตกเลขไงไอ้ควาย 

         Tai : :P 

         Pak : +1 

         ผมมองหน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างขึ้นในความมืดของห้องทำงานส่วนตัว แต่แม้จะมองก็ไม่ได้สนใจรายละเอียดมากนักว่าคือแจ้งเตือนอะไร เนื่องจากผมกำลังนึกบางอย่างอยู่และรู้สึกว่ามันน่าแปลกใจปนน่าสงสัยชวนให้คิดไม่น้อย

         เรื่องของคิดฝัน

         คดีต่างๆ เคลียร์ไปได้บ้างแล้ว ยังคงเหลืออีกแต่ผมไม่มีสมาธิที่จะคิดมันในตอนนี้

         ‘ไม่มีใครอยากโดนลักพาตัวหรอก’ 

         ‘ความจริงเป็นผู้หญิงด้วยกันน่าจะเข้าใจนะ’ 

         ถูกต้องว่าที่การกระทำของคิดฝันแปลกไปนั่นเป็นเพราะเธอน่าจะวางแผนบางอย่าง (ตามที่ผมเคยคาดการณ์) เธอมักจะมีวิธีการของเธอเสมอและผมมักจะมองออกตลอด ผมเคยว่าไว้ว่าแม้คิดฝันจะเลือกมาแปลกโดยการเปลี่ยนทั้งคำพูดและการกระทำ หากแต่ถ้านั่นไม่ใช่นิสัยที่แท้จริง ยังไงวันหนึ่งก็คงทนไม่ได้ 

         เรื่องนั้นคงต้องดูกันต่อไป 

         แต่ตอนนี้ผมกำลังขัดข้องใจเรื่องอื่น 

         การที่เธอวางแผนจะทำบางอย่างนั้นผมเข้าใจดี ทว่าบางทีคำพูดของเธอนั้นก็ดูไม่เหมือนคนที่แสร้งทำอะไรแบบนี้สักเท่าไหร่ เมื่อครู่ใหญ่ๆ ผมอยู่ในห้องส่วนตัวด้านบนเนื่องจากขึ้นไปเอาหนังสืออ้างอิง และผมก็ได้ยินสิ่งที่คิดฝันพูดกับนุ่มนิ่มโดยบังเอิญ  

         ผมไม่ได้มองในมุมมองของนุ่มนิ่มว่าน้องเข้าใจผิดสิ่งที่ผมอธิบายอย่างไรถึงได้ถามคิดฝันออกไปแบบนั้น หากแต่มองในมุมของคิดฝันที่ตอบสนองกับคำพูดของนุ่มนิ่มต่างหาก 

         หากเป็นตามปกติคงมีการใช้ความรุนแรงไปแล้ว 

         แต่นี่ไม่ใช่ 

         Hi : +1 

         Kwan : สมานฉันท์ ไอ้โรมไปไหนวะ 

         แต่ก็เป็นไปได้ที่ผมจะนึกสงสัยไปเอง

         Rome : เออ 

         ผมเข้าไปตอบ

         Kwan : พรุ่งนี้นะมึง เตรียมตัวด้วย 

         Rome : อืม 

         ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะมีอะไรให้ผมคิดอีกไม่น้อยสักเท่าไหร่

         

         วันต่อมา

         “หนังสือภาษา...”

         ผมปิดหนังสือในมือหันไปมองตามเสียงคุ้นเคยที่อยู่ถัดไปเพียงชั้นหนังสือคั่น ช่องว่างระหว่างชั้นส่งผลให้ผมมองเห็นได้ชัดเจนว่าใครกำลังทำอะไร คิดฝันกำลังเงยหน้าเพื่อเลือกหาหนังสือที่เธอต้องการอยู่ แม้ในอ้อมแขนจะมีหนังสือเล่มอื่นอยู่สองสามเล่มแล้วก็ตามที

         ที่นี่คือห้องสมุดใหญ่ส่วนตัวในบ้าน เป็นที่ที่ผมคิดว่ามีโอกาสเจอผู้หญิงคนนี้ได้น้อยที่สุด

         เป็นอีกครั้งที่น่าแปลกใจที่เจอเธอ

         “ภาษาญี่ปุ่นเล่มสอง...สาม...สี่...”

         “...”

         “เจอแล้ว”

         เธอกำลังเขย่งขึ้นเพื่อหยิบหนังสือที่ตัวเองต้องการจากชั้นบน ผมเปิดหนังสือในมืออีกคราเพื่อเตรียมอ่านต่อหากแต่เสียงหนังสือหล่นพื้นก็ส่งผลให้ผมไม่มีสมาธิจนได้ คิดฝันทำหนังสือในมือร่วงลงหมดเนื่องจากการพยายามเขย่งเอาหนังสือชั้นบนของเธอ

         และเธอพยายามหยิบอยู่แบบนั้นต่อไปอีกเกือบสิบนาที

         ผมผ่อนลมหายใจเดินไปยืนตรงข้ามกับเธอโดยที่มีชั้นหนังสือขั้น (ในทีแรกเยื้องไกลๆ) บริเวณนี้ตัวเล่มหนังสือบนชั้นค่อนข้างสูงกว่าตรงอื่นจึงไม่มีช่องว่างพอให้สามารถมองลอดได้ ซึ่งก็หมายความว่าคิดฝันไม่มีทางเห็นผมจากอีกฝั่งแน่นอน

         ผมยกมือดันหนังสือเล่มที่เธอต้องการจากทางฝั่งนี้ไป

         ส่งผลให้เธอก็ได้ไปในที่สุด 

         ที่ผมทำแบบนี้ก็เพราะผมต้องการสมาธิในการอ่านหนังสือ หากคิดฝันยังคงเอื้อมมือไม่หยุดเธอคงได้ทำหนังสือเล่มอื่นร่วงอีกเป็นแน่ และถ้าเป็นแบบนั้นผมก็คงต้องเสียเวลามากขึ้นกว่าเดิม ผมมองลอดผ่านช่องที่ว่างอยู่ (จากเล่มที่เธอได้) ก็เห็นคิดฝันกำลังเช็กทุกเล่มในมือเธอ

         รอยยิ้มเล็กๆ ผุดขึ้นมา

         “...”

         บอกตามตรงว่าตอนนี้ผมรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาไม่มีแม้สักครั้งที่คิดฝันจะยิ้มด้วยรอยยิ้มแบบนี้ ผมอาจไม่ค่อยได้สนใจเธอมากนักแต่ก็มั่นใจแน่นอนว่าเธอไม่เคยทำ ไม่นึกว่าจะได้มาเห็นเข้าสักวันหนึ่ง

         ไม่นึกว่าคิดฝันจะสามารถยิ้มแบบนี้เป็น

         เจ้าตัวเดินออกจากโซนชั้นหนังสือไปในเวลาต่อมา ผมไม่ได้มองตามแต่พอทราบว่าเธอคงไปนั่งอ่านอยู่ที่มุมอ่านหนังสือด้านข้าง ที่รู้ได้ก็เพราะว่าไม่มีเสียงเปิดประตูห้องดังขึ้น

         ผมเปิดเล่มที่อ่านค้างไว้พลางพิงตัวกับขอบชั้นหนังสือด้านหลังเหมือนในทีแรก

         แต่ถึงกระนั้นกลับไม่มีสมาธิ...

         อาการที่เป็นอยู่ตอนนี้คืออาการเดียวกันกับเมื่อคืนไม่ผิดเพี้ยน ในหัวผมไม่ได้สนใจข้อมูลหนังสือที่อยู่ตรงหน้าแต่ผมกำลังนึกถึงความน่าสงสัยในการกระทำของคิดฝันแทน แม้ว่าตัวผมจะให้เหตุผลแล้วก็ตามว่าเธอคงวางแผนทำอะไรสักอย่างถึงได้เป็นเช่นนั้น แต่สัญชาตญาณนักสืบของผมก็กำลังบ่งบอกว่าทุกอย่างแปลกเกินไป

         หนังสือภาษา เธอจะอ่านทำไมในเมื่ออาชีพเธอคือนักร้อง

         ท้ายที่สุดผมก็ต้องปิดหนังสือในมืออีกคราและวิเคราะห์ถึงสิ่งที่รวบรวมได้ หากบอกว่าเป็นเพราะแผนการของเธอนั่นก็ไม่เมกเซ้นส์สักเท่าไหร่เพราะเวลานี้เธออยู่คนเดียว คิดฝันไม่ได้รู้ว่าผมอยู่ที่นี่ด้วยจึงไม่จำเป็นต้องแกล้งทำหรือแสดงอะไรเลย

         ถ้าอย่างนั้นข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้ที่สุดจึงมีเพียงแค่...เธออยากศึกษาภาษาขึ้นมาเท่านั้นเอง

         แต่จะใช่?

         ผมพลิกตัวเดินไปทางมุมอ่านหนังสือที่คิดไว้เพื่อสังเกตเพิ่มเติม หากแต่ในตอนที่กำลังเดินผ่านชั้นต่างๆ ก็ดันชนเข้ากับคนที่ออกมาตรงทางเดินพอดี เธอไม่ได้อยู่ที่มุมอ่านหนังสือตามที่ผมคิด ทว่าเดินมาหาหนังสือเพิ่มเติมตรงโซนล็อกอื่น

         “ว้าย”

         คิดฝันกำลังจะเสียหลักล้ม ปฏิกิริยาอัตโนมัติคือผมใช้แขนโอบคว้าร่างเธอไว้

         สองมือของเธอกำขึ้นมาแนบอกคล้ายว่าตกใจ

         “พะ...พี่โรม...”

         

         Kidteung talks—

         บอกไม่ถูกว่าฉันรู้สึกอึ้งแค่ไหนที่เจอคุณโรมอยู่ตรงหน้าในนาทีนี้ คราแรกฉันคิดว่าเขาทำงานอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวเสียอีก ในตอนที่เข้ามาฉันเองก็ลืมสังเกตเช่นกันว่ามีใครหรือเปล่า เนื่องจากทุกอย่างเงียบมากจึงคิดว่ามีเพียงฉันคนเดียว

         คุณโรม...อยู่มาก่อนหน้าแล้วงั้นเหรอ

         “...”

         ร่างกำยำปล่อยแขนออกจากบริเวณเอวเมื่อฉันได้สติและตั้งหลักได้ เขาไม่ได้ก้าวถอยไปแต่เป็นฉันเองที่ก้าวถอยหลังออกมา ความจริงเกือบหลุดคำว่า ‘คุณ’ ไปแล้วด้วยแต่ว่าฉันยั้งปากไว้เสียก่อน

         คุณโรมมองกันด้วยแววตาสงสัยบางอย่าง...ราวกับฉันกำลังถูกเขาจับผิดยังไงยังงั้นเลย

         แต่เพียงไม่นานใบหน้านั้นก็เบือนหนีไป

         “ขะ...ขอบคุณนะคะพี่โรม”

         “...”

         “พี่โรมก็อยู่ที่นี่เหรอคะ...”

         “...”

         ฉันอาจจะพูดอะไรที่ไม่เข้าท่าออกไปสินะ...

         และดูเหมือนจะจริงเมื่อคนตัวสูงเดินผ่านฉันไปเลย เขาไม่แม้แต่จะจะหยุดหรือนึกตอบคำถามใดๆ สักคำ ในทีแรกอาจจะดูเสียหน้าหากทว่าลึกๆ ฉันกลับโล่งใจที่มันเป็นเช่นนั้น เพราะฉันไม่ค่อยอยากอยู่ใกล้คุณโรมมากเท่าไหร่ เสี่ยงต่อการโดนจับผิดได้ง่ายเกินไป

         ฉันว่ารีบไปจากที่นี่คงดีกว่า

         ตัวเองสาวเท้าไปหยิบหนังสือภาษาญี่ปุ่นที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะอ่านหนังสือ ก่อนหน้านี้ฉันตั้งใจจะใช้เวลาว่างทบทวนวิชาโทของตัวเองแต่ดูเหมือนจะต้องไปอ่านที่ห้องนอนเสียแล้ว ความจริงกำลังเดินหาหนังสือหมวดอื่นๆ เพิ่มเติมด้วยแต่กลับเจอคุณโรมเสียก่อน คงจะต้องมาหาใหม่วันหลัง

         คราวหน้าฉันจะลองถามพี่ๆ เมดดูก่อนด้วยว่ามีคนใช้ห้องนี้อยู่หรือเปล่า

         เรื่องที่ฉันมาที่นี่ได้ก็เป็นเพราะคุณพี่เมดบอกมา ฉันกำลังจำทางในบ้านหลังนี้จึงถามพวกเธอว่าที่นี่มีห้องอะไรบ้าง พอรู้ว่ามีห้องสมุดก็เลยลองเดินมาดู

         ฉันออกมาข้างนอกหลังจากหยิบหนังสือได้สำเร็จ ว่ากันตามตรงก็อดอึ้งไม่ได้ที่บ้านดำรงสกุลมีห้องหนังสือส่วนตัวภายในด้วย ฉันเข้าใจว่าพวกเขาเป็นตระกูลดังและมีทรัพย์สินมากมายแต่การที่มีของแบบนี้ในบ้านก็ค่อนข้างเหนือความคาดหมายของฉันมากๆ

         หรือบางทีอาจจะมีไว้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้คุณโรมในการหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสืบคดีของเขาก็เป็นได้...

         Kidfun : คิดถึง ทำอะไรอยู่

         มีแจ้งเตือนจากพี่ฝันเข้ามา ฉันกำลังจะตอบแต่เมื่ออ่านประโยคต่อไปก็รีบเร่งฝีเท้าเดินไปให้ถึงห้องแทน

         Kidfun : คอลกัน

         ฉันรีบสาวเท้าจนกระทั่งมาทันถึงห้องได้ ในตอนที่ปิดประตูพี่ฝันก็กดโทรมาพอดี ฉันโล่งใจมากที่อย่างน้อยก็กลับมาทันเพราะถ้าหากคุยข้างนอกอาจจะมีคนมาได้ยินและสงสัยเข้า พี่ฝันสอบถามเรื่องทั่วไปตามแบบที่เธอมักจะถามอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องงานที่ตอนนี้ไม่มีคิวเข้ามาเลย สาเหตุนั้นเป็นเพราะคุณพ่อคุยกับทาง JS ว่าให้พักงานของฉันไว้ก่อน แต่ถึงฉันจะทราบดีฉันก็เลือกไม่บอกเธอ ฉันเลือกบอกว่าบริษัทยังไม่มีงานให้แทนเพราะไม่งั้นเธอจะรู้ถึงเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้นได้

         ฉันคุยกับพี่ฝันได้เพียงไม่นานนักก็วางสายไป

         เป็นปกติไปแล้วที่เธอมักจะย้ำเรื่องการดูแลตัวเองกับฉัน แต่ทว่าวันนี้กลับมีเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง พี่ฝันบอกว่าให้ทานน้ำผลไม้ปั่น (แบบปั่นเอง) ด้วยทุกวัน แถมเธอยังสั่งว่าต้องถ่ายรูปให้เธอดูอีกเพื่อเป็นการยืนยันว่าฉันทำจริง เพราะเหตุนั้นคืนนี้ฉันจึงต้องใช้ห้องครัวอีกครั้งหนึ่ง

         ฉันนั่งเล่น นอนเล่น อ่านหนังสือภาษาที่นำมาจากสมุดจนเพลิน รู้ตัวอีกทีก็เริ่มดึกแล้ว ในตอนนี้หากลงไปใช้ห้องครัวอาจจะไม่ชนกับใครก็ได้ คิดดังนั้นฉันจึงเปิดประตูห้องกำลังจะออกไป

         แต่ทว่ากลับเจอพี่เมดยืนอยู่หน้าห้องพอดี

         เธอทำท่าทางคล้ายจะเคาะประตูแต่ฉันดันเปิดออกมาเสียก่อน

         ฉันกะพริบตารอฟังเธอพูด... “คือดิฉันมาตามคุณไปทานข้าวน่ะค่ะ”

         เป็นเรื่องนี้นี่เอง “ขอบคุณนะคะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันส่งยิ้มให้เธอ

         เนื่องจากจะลงไปทำน้ำผลไม้ปั่นพอดีเลยคิดว่าจะทำแซนวิชด์ทานคู่กันเล่นเป็นอาหารเย็นไปเลยน่ะ พี่เมดดูอึ้งๆ นิดหน่อยกับท่าทางของฉัน ตอนนั้นฉันจึงเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ เพื่อเป็นการถามว่า ‘มีอะไรหรือเปล่าคะ’

         เธอก้มหน้างุดในที “ปละ...เปล่าค่ะ งั้นดิฉันไปนะคะคุณคิดฝัน”

         แล้วเธอก็เดินจากไป

         ความจริงครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วตั้งแต่มาที่บ้านดำรงสกุล คุณพี่เมดหลายคนมักจะทำหน้าแบบนี้เสมอเลยเวลาที่ฉันคุยกับพวกเธอ หรือว่าไม่แน่บางทีเวลาที่พี่ฝันมาที่นี่เธออาจจะทำอะไรไม่ดีเอาไว้ก็ได้ ฉันเริ่มคิดแล้วว่าจะทำแบบพี่ฝันดีหรือเปล่า หากแต่ฉันไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ถ้าต้องฝืนในเรื่องนี้อาจจะยากเกินไปสำหรับฉันก็ได้

         อยู่เพียงแค่ไม่กี่เดือน แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง...

         ฉันสูดหายใจเลิกคิดมากและออกตัวเดินลงมาชั้นล่างแทน ยังไงการทำแบบนี้ก็ไม่ได้ส่งผลเสียต่อใครคงไม่เป็นไรหรอก แต่ตามที่คุณพี่เมดบอกเมื่อครู่ก็แสดงว่าเวลานี้ทุกคนคงทานข้าวกันอยู่สินะ ถ้าแบบนั้นในครัวก็น่าจะว่างแล้ว ฉันเลือกเดินอ้อมไปเข้าห้องครัวทางอีกฝั่งแทน (ไม่ต้องผ่านโต๊ะทานข้าว) เนื่องจากไม่อยากให้เป็นจุดสนใจสักเท่าไหร่ และพอมาถึงก็ไม่มีใครอยู่จริงๆ

         ดีเลย งั้นมาเริ่มทำกันดีกว่า

         ฉันเกล้าผมขึ้นเช่นเดียวกับที่ทำเมื่อวานเพื่อเตรียมตัวทำอาหาร ถ้าถามว่าเกรงใจเรื่องวัตถุดิบมั้ยฉันก็ค่อนข้างเกรงใจเหมือนกัน หากแต่จะให้ออกไปหาซื้อเองก็คงกระไรอยู่ ฉันพยายามจะใช้สิ่งที่มีให้น้อยที่สุด ซึ่งถือเป็นความโชคดีที่น้ำผลไม้ปั่นกับแซนด์วิชใช้วัตถุดิบเพียงน้อยนิดเท่านั้น

         ฉันเริ่มลงมือทำแซนวิชด์ก่อนเหตุเพราะยุ่งยากน้อยกว่าน้ำผลไม้ปั่น นอกจากพวกกับข้าวแล้วแซนด์วิชก็เป็นอย่างหนึ่งที่ฉันมักจะทำไว้ทานเสมอในช่วงเวลาเร่งด่วน อย่างเช่นตอนเช้าๆ ที่ต้องไปมหา’ลัย ฉันก็สามารถทานแซนด์วิชที่ทำเตรียมไว้ก่อนได้ ถ้าถามว่าถนัดมั้ยก็คงตอบได้ว่าถนัดในระดับหนึ่งเลย

         ในขณะที่กำลังหั่นขนมปังเป็นสามเหลี่ยมนั้นเอง

         “ทำอาหารเป็น?”

         “...!” ฉันเงยหน้ามองบุคคลซึ่งเข้ามาในครัวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้อย่างตกใจ สองมือหยุดชะงักเช่นเดียวกับเหตุการณ์เมื่อวานที่คุณโรมเข้ามาในนี้ไม่ผิดเพี้ยน หากแต่จะต่างกันก็ตรงที่คนตรงหน้าไม่ใช่คุณโรมแต่เป็น “...คุณภักดี”

         เซอร์ภัก เชฟชื่อดังคนนั้น

         ฉันค่อนข้างแปลกใจที่เจอคุณภักในบ้านหลังนี้ การที่มีเขาอยู่นั่นหมายความว่าเขามาหาคุณโรมสินะ ก่อนหน้านี้ฉันเลี่ยงการเดินผ่านโต๊ะทานข้าวจึงไม่เห็นว่ามีแขกมาเพิ่ม หากฉันรู้ฉันอาจจะพอตั้งตัวได้บ้าง

         เขาเห็นแล้ว จะสงสัยหรือเปล่า

         แต่จะว่าไปมีแค่คุณภักคนเดียวที่มาหรือว่า... “เฮ้ย ยืนนิ่งทำไมวะภัก พวกกูหิวแล้วครับทำให้กินสักที”

         ชัดเจนเลย เพื่อนคุณโรมมาที่บ้านกันหมด

         เสียงเมื่อครู่คือเสียงของคุณควัน เขาพูดก่อนที่ตัวเขาจะโผล่มาเสียอีก ฉันรีบวางมีดในมือลงพลางยืนเงียบไม่พูดอะไร ในตอนที่คุณควันสังเกตเห็นฉัน คุณไทก็โผล่เข้ามาร่วมวงด้วยอีกคน

         “ทะ...ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้วะ” คุณควันชะงัก

         “พวกมึงเป็นอะไรกันครับ มายืนออตรงทางเข้าทำไม อาหารที่พวกเมดทำก็อุตส่าห์เลือกไม่กินแล้ว จะรอกินฝีมือคุณชายภักเนี่ย แล้วทำไมไม่รีบ...ไป...ทำ...” เสียงคุณไทกลืนหายไปในตอนท้ายอย่างชัดเจน

         พวกเขาอึ้งไปแล้ว...

         ทำยังไงดี ฉันควรพูดอะไรดีล่ะ

         บรรยากาศในห้องครัวกลายเป็นเดดแอร์อย่างรวดเร็ว พวกเขานิ่ง ฉันเองก็นิ่ง พวกเขาไม่ไปไหน ฉันเองก็ไม่ไปไหนเช่นกัน ไม่ว่ายังไงก็คงต้องเคลียร์ของที่ทำค้างไว้ก่อนจึงยังไปไหนไม่ได้ มีหลายครั้งที่ฉันสบตาพวกเขาและหลบสายตาไปทางอื่นเนื่องจากต้องคิดหาคำพูด

         ...ไม่แน่อาจจะได้ก็ได้

         “คือ...ฝันกำลังฝึกทำอาหารน่ะค่ะ” ยิ้มแห้ง

         ข้ออ้างฉันจะฟังขึ้นหรือเปล่านะ

         “...”

         “ส่วนเรื่องที่มาอยู่ที่นี่-”

         “เธอเซียน” คุณภักกล่าว

         “...” ฉัน

         คนตัวสูงย่างเท้าเข้ามาอยู่ตรงข้ามกันในขณะที่ฉันและอีกสองคนที่เหลือพูดอะไรไม่ออก ประโยคต่อมาของเขาเหมือนหลักฐานชั้นดีที่เป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่าฉันโกหก

         “วิธีจับมีด เธอทำอาหารเก่ง” 

 

✾ Stoprain talks ✾ 

เม้ามอยทวิตเตอร์แท็ก #เซอร์โรม 

ขอโทษที่มาช้านะคะ อาทิตย์นี้มีสอบค่ะเลยยุ่งๆ แง ;-; ขอบคุณทุกคอมเม้นเลยน้า 

อิพี่ภักอย่าต้อนน้อง เดะตีมือเลยๆๆๆ 

 My Contacts 

Facebook : Stoprain | Twitter : Stoprain_f | IG : Stoprain_f 

ความคิดเห็น