ณ กลางใจ
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วาทกรรม ณ แดนโลกีย์บทที่ สอง

ชื่อตอน : วาทกรรม ณ แดนโลกีย์บทที่ สอง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 402

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ย. 2563 18:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วาทกรรม ณ แดนโลกีย์บทที่ สอง
แบบอักษร

แคว้นเว่ย เมืองหลวง

ณ ท้องพระโรง

ทั้งท้องพระโรงมีเสียงงึมงำพึมพำจับใจความไม่ได้เพราะเป็นเสียงผสมปนเปกันหลายร้อยคน เนื่องจากพวกเขาได้พบองค์หญิงฮวาเหลียนเป็นคร่าแรก แต่นางกลับไม่ได้สวมชุดสตรี

ขุนนางต่างพากันถอนหายใจเฮือกใหญ่หาได้คิดมากเรื่องอาภรณ์ แต่เป็นเพราะความงดงามที่สมกับทำให้ต้องสร้างตำหนักหลังเพื่อเก็บซ้อนตัวจากภายนอก คงเพราะเกรงว่าหากใครพบเจอความงดงามของนางคงทำให้ล่มจมทั้งสี่แคว้น น่าเสียดายที่กำลังจะถูกส่งให้ไปแคว้นเว่ยเพื่อการปรองดอง ขุนนางผู้หนึ่งจึงเสนอ ทำให้เสียงทั้งท้องพระโรงเงียบลง

“หม่อมฉันเห็นสมควรว่า จัดตั้งบุตรีของขุนนางสักคนขึ้นเป็นองค์หญิง ส่งไปอภิเษกดีกว่าหรือไม่ องค์หญิงฮวาเหลียนนับว่าเป็นสตรีชั้นสูงที่งดงามล้ำค่า หากต้องอภิเษกเห็นสมควรว่า ไม่เหมาะกับแคว้นต้าที่พ่ายแพ้ต่อแคว้นเว่ย”

“เรื่องนี้ข้าตัดสินใจแล้ว” ฮ่องเต้เอ่ยคำเดียวก็ทำให้บรรยากาศเคร่งเครียดมากกว่าเดิม พระองค์ทอดพระเนตรมอง บุตรชาย ของตนเป็นครั้งสุดท้าย ดวงตาที่กำลังแหงนมองตนจากเบื้องล่างพริ้มพรายน้ำตาราวหยาดน้ำค้างในคือเหมันต์ ปลายจมูกที่โค้งมนรับรูปกับริมฝีปากสีอ่อน น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่สตรี หากเป็นองค์หญิงที่เป็นสตรีจริงๆ พระองค์คงจะรักและเอ็นดูบุตรสาวคนนี้มาก แต่สวรรค์กับมอบเขาให้ตน บุรุษที่ไม่สมกับเป็นบุรุษ เช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับปีศาจจิ้งจอกหรือ...

“พาองค์หญิงฮวาเหลียนไปเตรียมตัวเพื่อเดินทางในวันรุ่งขึ้น”

คนที่ถูกเรียกว่าองค์หญิงฮวาเหลียน หลั่งหยาดน้ำตาประทับปรางค์นวลเนียนของตน ในขณะที่เดินตามขันทีออกไปเขาได้หันกลับไปมองบนบัลลังก์อีกครั้ง

สิบเก้าปี ที่ไม่เคยได้เห็นหน้าบิดา พึ่งได้เห็นครั้งแรกแต่ก็ต้องจากไปแล้ว

ท่านพ่อ ข้าอยากเอ่ยอะไรกับท่านสักอย่าง แต่ข้าทำได้เพียงแค่เงียบเท่านั้น เพราะหากเอ่ยออกไปน้ำเสียงของข้าจะบอกความผิดที่เก็บไว้หลังวัง แม้เสด็จพ่อ เสด็จแม่จะไม่เคยมาไยดี แต่ก็ยังเก็บข้าไว้ ไม่เปิดเผยว่าได้ให้กำเนิดข้าที่เป็นเหมือนปีศาจลงมาเกิด หากการจากไปคร่านี้เป็นการตอบแทนบุญคุณ ข้าก็ขอน้อมคำนับท่านสักครั้ง

ฮวาเหลียนหยุดเดิน หันกายกลับไปทางหน้าบัลลังก์ ฮ่องเต้เบิกพระเนตรกว้างเกรงว่าบุตรของตนจะทำอะไรที่ให้หนักใจหรือไม่ แต่กลายเป็นว่า เขายกมือขึ้นผสานเหนือหัว เข่าทั้งสองค่อยๆ ย่อลงแนบพื้น แล้วก้มศีรษะลง เมื่อครบสามครั้ง เขาได้ตัดสินใจหันหลังให้แก่บิดา โดยไม่แม้แต่จะมองพระพักตร์เป็นครั้งสุดท้าย ทำให้ไม่ทราบว่า ตอนนี้พระองค์ได้ทรงหลั่งหยาดน้ำตามองแผ่นหลังของบุตรชายตน ค่อยๆ เดินจากออกไป และการจากครั้งนี้คือการจากลา ตลอดไป มิหวนคืน

แคว้นต้า เมืองหลวง

ณ หน้าประตูจวนเหลี่ยงอ๋อง

ในใจของข้านั้นเต้นแรงเกินควบคุม การเดินทางตลอดสามเดือนข้าห้ามพูดคุยกับใคร แม้แต่กับตัวเอง เพราะเสียงแตกวัยหนุ่มของข้าจะทำให้ทุกคนรู้ว่าคือบุรุษ ยิ่งชุดการแต่งกายที่สวมอาภรณ์บุรุษอีก ก็ทำให้เกิดความสงสัยในตัวข้า

เคยได้ยินจากนางในมาบ้าง สาเหตุที่แต่งตั้งข้าเป็นองค์หญิง เพราะใบหน้า แต่สาเหตุที่มิให้สวมอาภรณ์องค์หญิงเป็นเพราะเสด็จแม่ไม่อยากส่งเสริมหายนะ สนับสนุนตัวมารเช่นข้า แต่มาวันนี้กลับกลายเป็นว่า ยัดเหยียดบุรุษให้ข้าผู้หนึ่ง

แต่ยังดีที่เขาพิการตาบอด อย่างน้อยๆ ข้าก็ไม่ต้องหนักใจอะไร ได้ยินอีกว่าสาวใช้ไม่สามารถได้กลับออกมาจากจวนหรือพูดเรื่องในจวนด้วย ทุกอย่างเป็นใจให้ข้าได้ใช้ชีวิตอิสระ

ในที่สุด ข้าก็ได้ลิ้มรสของชีวิตก่อนวัยยี่สิบ

ข้าถูกขังในตำหนัก ทำให้แค่เปิดหน้าต่าง หากข้าออกจากหน้าต่างจะถูกโบย ถูกจับกดน้ำ สารพัด ทำให้ข้าหวาดกลัวการออกไปไหน มาวันนี้ได้อยู่จวนหลังใหญ่แทนห้องแคบ ข้าดีใจจนหุบยิ้มไว้ไม่อยู่ แม้จะมีเศร้าใจที่จากบ้านเกิด แต่การได้เห็นท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ก็เป็นอีกหนึ่งความต้องการของข้า

“เปิดเกี้ยวเจ้าสาว” ข้าได้ยินเสียจากข้างนอกก็ทราบว่าถึงจวนแล้วแน่แท้ ข้าก้มมองอาภรณ์สีแดงที่เป็นของบุรุษอีกครั้ง พวกเขาจะทำอย่างไรหากทราบว่าข้าเป็นบุรุษ

ม่านค่อยๆ เปิดออกส่งผลให้แสงแดดสอดแทรกเข้ามาในเกี้ยวจนมองเห็นแต่แสงสว่าง เมื่อดวงตาค่อยๆ ปรับแสงได้ก็พบบุรุษในชุดแดงผู้หนึ่ง เขามีดวงตาสีทอง แต่มองผ่านข้าไป นี้หรือคนตาบอด ที่แท้ก็มีหน้าตาเป็นเช่นนี้

ข้าเดินออกจากเกี้ยว เมื่อมายืนอยู่ข้างนอกก็พบว่าสาวใช้ที่รอรับต่างเบิกตากว้าง

ข้าหายใจเข้าลึกหันมองด้านข้าง พบว่าคนมาส่งได้จากไปแล้ว จำได้ว่าตอนข้ามาในนี้ก็ถูกปิดตาเดินจูงมา เมื่อส่งตัวข้าแล้วก็จากไปอย่างเร่งรีบ

จากคนแคว้นเว่ย ตอนนี้ข้ากลายเป็นคนแคว้นต้าแล้วงั้นสิ แต่ก่อนอื่นข้าต้องจัดการปัญหาตรงหน้า แม้ทางราชสำนักไม่ได้บอกอะไรมา ข้าก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าได้เอง

“ท่านคงเป็นพ่อบ้าน” ดวงตาของพ่อบ้านเบิกกว้างทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงแตกวัยหนุ่มของข้า

“หลอกลวงหรือนี่”

“ฟังข้าก่อน”

“ไม่มีอะไรต้องฟัง แคว้นเว่ยเสียสัจจะดูหมิ่นแคว้นต้า”

“แคว้นต้ามีสิ่งใดให้หมิ่นด้วยหรือ ทุกวันนี้แม้แต่อำนาจยังเป็นของแคว้นเว่ยเกือบครึ่ง” เพราะข้าถูกขังในห้องจึงมีเวลาในการอ่านตำราและชื่นชอบในการอ่านทำให้ข้าอ้อนวอนของอาจารย์นำตำราอะไรก็ได้ให้ข้าอ่าน บางครั้งนางก็ฉีกเอาประกาศมาให้ข้าอ่านบ้างทำให้มีความรู้เรื่องพวกนี้ดี

“เจ้ามันจิ้งจอกพันปีแน่แท้” นางในผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น ข้าจึงตวัดสายตามองนาง

“เก็บปากของเจ้าซะ เคยได้ยินหรือไม่ว่าแคว้นเว่ยมีเครื่องมือทรมานมนุษย์ โดยทุกคนต่างพกเครื่องมือนั้น” ข้าทำเป็นล้วงมือเข้าใต้สาบเสื้อ แต่ความจริงข้าไม่ได้มี ผู้ที่จะพกได้ต้องเป็นชนชั้นสูง ข้ามันเป็นแค่ตัวหายนะ..

พวกนางต่างเงียบ พ่อบ้านจึงรับฎีกาจากข้าไปในตอนนั้นข้าไม่ยอมปล่อยฎีกาแต่ออกแรงดึงให้พ่อบ้านโน้มตัวมาทางข้า แล้วก้มลงกระซิบ

“การอภิเษกคร่านี้เป็นการอภิเษกระหว่างแคว้น หากนำเรื่องนี้ไปแจ้งต่อฮ่องเต้แคว้นต้า ทางแคว้นเว่ยจะทำการยุติสัญญาผูกไมตรีแล้วยกทัพเข้าโจมตีแคว้นต้าในวันรุ่งขึ้น” ข้ายิ้มแล้วผละออก “ฝากท่านด้วย” ข้าหันไปมองคนพิการอีกครั้ง

ใบหน้าอมทุกข์แต่งดงามหาใดเปรียบ หากคนที่มีใบหน้าเช่นนั้นคือข้าคงดีไม่น้อย

“ท่านอยากจะร่วมพิธีกับข้าหรือไม่”

ลูกเต๋าในมือของเหลี่ยงอ๋องหล่นพื้น

“เหลี่ยงอ๋องนั้นพิการข้าจึงมอบลูกเต๋าสองลักษณะ หากลูกเต๋ากลมคือใช่ หากลูกเต๋าเหลี่ยมแปลว่าไม่” ข้าได้ยินพ่อบ้านเอ่ยเช่นนั้น จึงทราบทันทีว่าเขาก็คงไม่ต้องการเช่นข้า

“เช่นนั้นข้าขอตัวไปพักก่อน ไม่ทราบว่าเรือนอยู่ที่ใด”

“จวนนี้มีไม่กี่ห้องไม่ได้จัดไว้มากมาย ห้องใหญ่มีเพียงหนึ่งห้องคือห้องของเหลี่ยงอ๋อง”

ข้าหันมองหน้าของเหลี่ยงอ๋องอีกครั้ง ใบหน้าอมทุกข์จนข้าไม่อยากเห็น แต่ข้าต้องอยู่กับเขา...ช่างเถิดการมาของข้าก็ทำให้ทุกคนเครียดกันมากพอแล้ว ข้าไม่อยากให้เขามีสีหน้าอมทุกข์มากขึ้นหากข้าเอาแต่ใจ

“ตามแต่ที่เห็นสมควรเถิด”

ความคิดเห็น