facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

23.บุกถ้ำเสือและความรักของลูกเสือ

ชื่อตอน : 23.บุกถ้ำเสือและความรักของลูกเสือ

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 36.8k

ความคิดเห็น : 192

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ค. 2563 00:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 1,500
× 0
× 0
แชร์ :
23.บุกถ้ำเสือและความรักของลูกเสือ
แบบอักษร

23.บุกถ้ำเสือและความรักของลูกเสือ 

  

               หลังจากวันนั้นผู้กองพนาก็ไม่ได้มาเยี่ยมแก้วเจ้าจอมอีกเพราะเขาต้องมาจัดการเคลียร์งานที่ฐานให้เรียบร้อย ไหนจะดูแลและเยียวยาลูกน้องที่บาดเจ็บจากเหตุโจมตีในคราวนั้นอีก ตอนนี้ที่ฐานของเขาเริ่มกลับมาสู่สภาวะปกติแล้ว และที่เพิ่มเติมนอกจากนั้นก็คือที่ฐานมีการติดสแลนใหม่รอบฐานและติดให้สูงขึ้น รวมถึงวางกระสอบทรายกันกระสุนให้สูงและหนากว่าเดิมเพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ จุดไหนที่เป็นช่องโหว่ก็จัดการเคลียร์ให้เรียบร้อยจนตอนนี้ฐานของเขามั่นคงและแข็งแรงกว่าเดิมเยอะมาก 

               “อีกสามเดือนฐานของเราจะมีกำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาเพิ่มนะ หมวดทั้งสองช่วยจัดเตรียมที่พักเผื่อด้วย อ้อ เรื่องอาวุธ ถ้าขาดเหลืออะไรรีบบอกผมด่วน โดยเฉพาะกระสุนห้ามขาดคลังเด็ดขาด” 

               “ครับผู้กอง” ผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะรับคำ 

               “ถ้ามีกำลังเจ้าหน้าที่มาเพิ่มไวๆ ก็ดีสินะครับผู้กอง ยิ่งคนของเราเยอะ เราก็จะได้ดูแลพื้นที่แถบนี้ได้มากขึ้น มีทีมลาดตระเวนเยอะกว่าเดิม แบ่งเส้นทางไปได้หลายเส้น” 

               “ใช่ ทีนี้พวกเราก็จะทำงานกันได้สะดวกขึ้น” ผู้กองพนาหันมาตอบผู้หมวดศิวะ เพราะเมื่อวานนี้ฐานของเขาได้ต้อนรับผู้หลักผู้ใหญ่จำนวนหลายท่านจากทางกองบัญชาการใหญ่ ซึ่งพวกท่านเข้ามาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บจากเหตุโจมตีฐานในคราวนั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกนายในฐานมีกำลังใจมากขึ้นที่ผู้เป็นนายให้ความใส่ใจลูกน้องเช่นนี้ อีกครั้งยังสนับสนุนเรื่องอาวุธ กำลังพลและความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก แล้วนอกจากนี้นายผู้ใหญ่ที่มาตรวจเยี่ยมฐานก็ยังบอกกับผู้กองพนาอีกด้วยว่าท่านนายพลปภพฝากมาขอบคุณที่ฐานของเขาให้ความช่วยดูแลหลานสาวของท่าน ตลอดจนดูแลเรื่องความปลอดภัยให้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งหนังสือขอบคุณอย่างเป็นทางการ เพียงเท่านี้ผู้กองพนาก็รู้แล้วว่าครอบครัวของแก้วเจ้าจอมนั้นยิ่งใหญ่มากแค่ไหน 

               “ตอนนี้เรื่องงานที่ฐานก็เคลียร์เรียบร้อยแล้ว แล้วเมื่อไหร่ผู้กองจะขึ้นไปที่กรุงเทพฯ ซักทีล่ะครับ งานรับขวัญคุณแก้วกลับบ้านจะมีพรุ่งนี้แล้วนะ” ผู้หมวดเผ่าเทพถาม เพราะเวลาที่ไม่มีแก้วเจ้าจอมอยู่ด้วยแล้วผู้กองพนาเหมือนคนที่มีแต่ร่าง แต่ไม่มีวิญญาณเลย เมื่อคืนก็เห็นเอาแต่นั่งกอดตุ๊กตาเหม่ออยู่คนเดียวที่หน้าบ้าน ซึ่งตุ๊กตาตัวนั้นเมื่อก่อนเขาเคยเห็นแก้วเจ้าจอมชอบกอดเล่นอยู่บ่อยๆ ไม่ได้กอดเมียก็เลยกอดตุ๊กตาแทนว่างั้น 

               “มีใครอยากไปกับผมมั้ย” พอผู้กองพนาถามกลับ ผู้หมวดเผ่าเทพก็รีบก้าวเท้าถอยหนีทันที ผู้หมวดศิวะที่กำลังแกะห่ออมยิ้มอยู่จึงไม่ทันได้ตั้งตัว 

               “โอเค งั้นหมวดไปกับผมนะ ส่วนหมวดอยู่เฝ้าฐาน” 

               “อ้าว!” ผู้หมวดศิวะร้องออกมาเมื่อถูกสั่งให้ไปกรุงเทพฯ ด้วย ถ้าครอบครัวของแก้วเจ้าจอมเป็นแค่คนธรรมดาเขาก็กล้าไปเจออยู่หรอก แต่นี่...ครอบครัวนี้อำนาจเยอะ นามสกุลก็ดัง เป็นนักรบกันทั้งบ้านอีก ใครจะไปกล้า ขนาดผู้หมวดเผ่าเทพยังรีบถอยหนีเลย 

               “ไม่ต้องอ้าว ไปเก็บเสื้อผ้าไป” 

               “โห ผู้กอง คุณแก้วเธอไม่ใช่คุณแก้วที่ขี้กลัวเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะครับ คราวนี้เธอโหดแล้วก็ดุมาก ผมไม่กล้าเข้าใกล้เธอหรอกครับ เมื่อก่อนไม่รู้ว่าผมเผลอทำอะไรให้คุณแก้วโกรธรึเปล่า ถ้าคุณแก้วเธอแค้นฝังใจล่ะก็...ผมตายแน่ๆ” 

               “แก้วเขาจำอะไรไม่ได้หรอกไม่ต้องกลัว...ขนาดผัวทั้งคนก็ยังจำไม่ได้เลย” พอผู้กองพนาว่าแบบนี้ผู้หมวดทั้งสองก็พลอยเศร้าไปด้วย เห็นรักกันอยู่ดีๆ ตอนนี้เป็นคนอื่นคนไกลกันแล้วซะงั้น แบบนี้มันจะต่างอะไรกับคนที่ตายจากกันทั้งเป็นล่ะเนี่ย จากตายก็ยังรู้ว่าตายจาก แต่จากเป็นนี่สิ...อีกฝ่ายอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่ก็เข้าไปหาเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ 

  

 

 

               ผู้กองพนาเลือกที่จะขับรถจากยะลาขึ้นมาที่กรุงเทพฯ โดยมีผู้หมวดศิวะช่วยเปลี่ยนมือขับรถมาตลอดทางทำให้พวกเขามาถึงบ้านสุวรรณในเวลาเช้าพอดี วันนี้ผู้กองพนาแต่งกายด้วยชุดตำรวจสีกากีสวมหมวดหม้อตาลแบบเต็มยศ มองเผินๆ แทบไม่ต่างจากตำรวจนครบาลทั่วไป เพียงแต่ติดเครื่องหมายสังกัดตำรวจตระเวนชาย นอกจากนั้นก็ยังมีเครื่องหมายปีกแสดงความสามารถทั้งหมดของเขาที่ถูกขัดจนเงาวับเพิ่มอีกด้วย เรียกได้ว่าดูดีตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเลยทีเดียว 

               “ผู้กองครับ แค่มางานรับขวัญคุณแก้วกลับบ้าน ทำไมต้องแต่งมาเต็มยศแบบนี้มาด้วยครับ ผมก็อุตส่าห์เตรียมชุดหล่อตัวเก่งมา ไหงต้องมาแต่งชุดเครื่องแบบตามด้วยล่ะเนี่ย” ผู้หมวดศิวะไม่ค่อยชินกับชุดเครื่องแบบที่นานๆ จะแต่งที ปกติชุดตำรวจลายพรางของเขายังใส่สบายกว่าตั้งเยอะ 

               “รองคีรินทร์ท่านแนะนำมาน่ะ ท่านบอกว่าให้แต่งตัวมาเต็มยศ มันจะทำให้เราดูมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น” 

               “อ๋อ แสดงว่าสมัยหนุ่มๆ ท่านเคยแต่งเต็มยศแบบนี้ไปเจอหน้าพ่อตาแม่ยายท่านสินะครับ” ผู้หมวดศิวะก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ผู้กองพนาแค่มางานรับขวัญเมียตามที่รองคีรินทร์เชิญนะ ไม่ได้มาขอสาว ทำไมต้องแต่งขนาดนี้ 

               “ไว้ผมเจอท่านแล้วผมจะถามท่านให้แล้วกัน” ผู้กองพนาตอบก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงขอบคุณเมื่อแม่บ้านที่ออกมาต้อนรับพวกเขาผายมือเชิญเขาไปที่ห้องรับแขก ซึ่งบ้านของครอบครัวสุวรรณเวชนี้มีขนาดหลังใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน แล้วการตกแต่งก็แลดูหรูหราแต่ก็เน้นที่ความเป็นไทย สวนสวยรอบๆ บ้านเต็มไปด้วยดอกกุหลาบสีขาวที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากุหลาบเหล่านี้เป็นของใคร 

               เมื่อเข้ามาในห้องรับแขกแล้วผู้กองพนาก็ยังไม่เดินไปนั่งที่โซฟาเสียทีเดียว แต่เขายังคงเดินดูภาพถ่ายจำนวนมากที่ตั้งโชว์อยู่ตามตู้และชั้นวางของ คล้ายกับจะบอกให้แขกผู้มาเยือนได้รู้ว่าสมาชิกในครอบครัวนี้มีใครบ้าง ซึ่งนอกจากภาพถ่ายของท่านนายปภพและคุณหญิงของท่านแล้วก็ยังมีภาพของ ผบ.กรันณ์และราชาวดีอีกหลายภาพที่จัดวางอยู่ตามมุมต่างๆ แต่ที่มีมากกว่าภาพอื่นๆ ก็คือภาพถ่ายของสองแฝดและแก้วเจ้าจอมในทุกช่วงวัยตั้งแต่ยังเป็นทารก เป็นเด็กตัวเล็กๆ วัยเรียนมัธยม วัยที่เรียนเตรียมทหาร วัยที่เรียนนายร้อยจนถึงปัจจุบัน ส่วนภาพของแก้วเจ้าจอมก็จะมีภาพสมัยที่เธอยังเรียนแพทย์อยู่ที่วิทยาลัยแพทย์พระมงกุฎฯ ภาพของเธอในชุดนักศึกษาแพทย์ดูสวยน่ารักมาก ภาพที่แต่งชุดเสื้อกาวน์ก็ดูสวย หรือแม้แต่ภาพที่เธอแต่งชุดเครื่องแบบตำรวจ ทั้งชุดเครื่องแบบ ตชด. และชุดเครื่องแบบตำรวจหญิงสีกากี เธอก็ดูสวยสง่างามอย่างไร้ที่ติ ผู้กองพนาแอบหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมาแล้วถ่ายภาพของแก้วเจ้าจอมในช่วงวัยต่างๆ ของเธอเอาไว้เป็นจำนวนมาก ก่อนที่เขาจะหยิบกรอบภาพภาพหนึ่งขึ้นมาดู มันเป็นภาพของแก้วเจ้าจอมในวันเด็กแค่ไม่กี่ขอบเท่านั้น ซึ่งตอนเด็กๆ เธอดูน่ารักมากๆ และมีแววสวยมาตั้งแต่แด็ก แก้มป่องๆ ปากแดง ดวงตากลมโตใสแวววาวคล้ายกับแสงของดวงดาว ดูน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกินแม่คุณของพี่ 

               “โอ้โห คุณแก้วเธอเป็นนักแม่นปืนมือหนึ่งของทางกรมตำรวจด้วยครับผู้กอง มิน่าล่ะ” ผู้หมวดศิวะว่าขึ้นพลางชี้มาที่ใบประกาศความสามารถต่างๆ ของลูกหลานบ้านนี้ ผู้กองพนาก็เลยหยิบภาพของแก้วเจ้าจอมอีกภาพขึ้นมาดู ซึ่งเป็นภาพของเธอในวัยแค่สี่หรือห้าขวบได้ แต่สิ่งที่อยู่ในมือของเธอตอนนั้นกลับเป็นปืน HK33 กระบอกใหญ่ นี่บ้านนี้เขาสอนลูกหลานยิงปืนตั้งแต่เด็กเลยหรอเนี่ย แก้วเจ้าจอมจะยิงปืนแม่นก็ไม่แปลกแล้วล่ะ ตอนที่เขาอายุสี่ห้าขวบ เขายังนั่งเล่นดินเล่นทรายกับตุ๊กตาของเด็กเล่นอยู่เลย 

               “เอ๊ะ! ผู้กอง มีคนนอนอยู่ด้วยครับ” ผู้หมวดศิวะชี้ไปที่โซฟาตัวหนึ่งข้างๆ ประตูห้องรับแขก บนโซฟามีชายคนหนึ่งกำลังนอนหลับอย่างสบาย เขาสวมเพียงกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดธรรมดาๆ เท่านั้น พอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็ได้กลิ่นเหล้าโชยออกมาคละคลุ้ง ท่าทางจะไปแอบดื่มมาแล้วกลัวทางบ้านจับได้แน่ๆ เลยมาแอบหลับอยู่ในห้องรับแขกแบบนี้ ผู้กองพนาคิด 

               “อ้าว นี่มันไอ้ผู้กองทหารพรานที่เคยไปตรวจฐานของเรานี่ครับผู้กอง นี่ผมยังรู้สึกไม่ถูกชะตากับมันอยู่เลยนะ คิดไม่ถึงเลยว่าทำไมคนน่ารักๆ อย่างคุณแก้วถึงได้มีพี่ชายนิสัยแย่แบบนี้” 

               “ไม่ใช่หมวด นี่ไม่ใช่ผู้กองกรินทร์ แต่นี่เป็นผู้กองกวินทร์น้องชายฝาแฝดของเขา” ผู้กองพนาก็แยกฝาแฝดคู่นี้ไม่ออกหรอกเพราะว่าหน้าตาเหมือนกันมาก แต่ที่เขารู้ว่านี่คือผู้กองกวินทร์ก็เพราะสังเกตเห็นแหวนรุ่นของทหารเรือที่นิ้วนางข้างซ้ายของเขา แหวนสามสมอเจ้าปัญหานั่นไง 

               “คนน้องนี่นิสัยดีกว่าคนพี่เยอะ”  

               “อ้าวหรอครับ...แต่หน้าตาเหมือนกันอย่างกับคนๆ เดียวกันเลยนะครับ ผู้กองแยกออกได้ยังไงเนี่ย” 

               “เขาสวมแหวนรุ่นทหารเรือที่นิ้วน่ะ คนพี่เป็นทหารพราน คนน้องเป็นทหารเรือ เขาเป็นหัวหน้าทีมหน่วยซีลด้วยนะ ปล่อยให้เขานอนเถอะอย่าไปยุ่งกับเขา” ผู้กองพนาชวนผู้หมวดศิวะกลับไปนั่งที่โซฟาตามเดิมเมื่อแม่บ้านเอาเครื่องดื่มกับขนมมาเสิร์ฟและบอกว่าเดี๋ยวท่านนายพลปภพกับคุณหญิงของท่านจะออกมาพบ 

               ในระหว่างที่ผู้กองพนากับผู้หมวดศิวะกำลังนั่งจิบกาแฟอยู่ พยายามข่มใจไม่ให้ตื่นเต้นเมื่อกำลังจะได้พบกับท่านนายพลปภพก็ได้มีใครคนหนึ่งที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาเมื่อวานนี้กำลังแอบย่องลงมาจากชั้นบนของบ้านพร้อมกับแผ่นแว๊กซ์ขนสองแผ่นในมือ เพราะก่อนหน้านี้แก้วเจ้าจอมบังเอิญมาเห็นผู้เป็นพี่ชายแอบมานอนซุกตัวอยู่ที่นี่หลังจากที่แอบออกไปดื่มนอกบ้านมา ดังนั้นเธอเลยกลับขึ้นห้องนอนไปเพื่อเตรียมของที่จะเอามาแกล้งเขา 

               “ผู้กองครับ” ผู้หมวดศิวะพยักหน้าไปทางประตูห้องรับแขกด้านหลังผู้กองพนาเขาจึงหันมามองตามก็เห็นแก้วเจ้าจอมกำลังเดินเข้ามาหา ผู้กองพนาดีใจมากที่เจอเธอเลยรีบลุกขึ้นเพื่อจะเดินเข้าไปหา แต่แก้วเจ้าจอมกลับรีบยกมือขึ้นห้ามเขาพร้อมกับเอานิ้วแตะปากตัวเองเพื่อบอกให้เขาเงียบ เขากับผู้หมวดศิวะจึงทำตามที่เธอบอกแล้วปล่อยให้เธอเดินเข้าไปหาผู้เป็นพี่ชายที่กำลังนอนหลับสบายและกรนเสียงดังอยู่ 

               “เนี่ย ดูซะหมวด คุณแก้วที่แสนขี้กลัวและแสนเรียบร้อยของหมวดน่ะ” ผู้กองพนาหันมากระซิบอย่างขำๆ กับผู้หมวดศิวะเมื่อเห็นแก้วเจ้าจอมแปะแผ่นแว๊กซ์ขนทั้งสองลงบนหน้าแข้งของพี่ชายก่อนที่เธอจะส่งสัญญาณมือมาให้พวกเขาช่วยเธอนับถอยหลังในใจ 3...2...1... 

               แคว่ก!!! แคว่ก!!! 

               “โอ๊ย!!! ซี๊ดดดด” ผู้กองกวินทร์ร้องออกมาลั่นบ้านแล้วสะดุ้งตัวตื่นในทันทีเมื่อถูกน้องสาวแกล้ง ขนหน้าแข้งของเขาหลุดออกไปเป็นหย่อมๆ จนต้องตวัดสายตาดุมองน้องสาวอย่างจะกินเลือดกินเนื้อในทันที 

               “เล่นบ้าอะไรเนี่ยยัยโหด!!!” 

               “คุณพ่อสั่งเอาไว้ว่ายังไง พี่เรนเจอร์โดนคุณพ่อกักบริเวณข้อหาที่คราวนั้นพี่เรนเจอร์แอบไปหลีสาวจนไนเปอร์กับแม่แก้มเกือบถูกคนร้ายเล่นงานอยู่นะ แล้วนี่อะไร แอบออกไปเมาแอ๋กลับมาแบบนี้ไนเปอร์ก็ต้องลงโทษพี่เรนเจอร์แทนคุณพ่อน่ะสิ” 

               “มันจะมากไปแล้วนะยัยเด็กนี่ หนอย...คิดว่าเพิ่งออกจากโรงพยาบาลแล้วจะออมแรงให้งั้นหรอ วันนี้พ่อจะขาฟาดคนป่วยหน่อยเถอะ!!!” แล้วผู้กองกวินทร์ก็ลุกขึ้นมาวิ่งไล่ตีน้องสาวทำให้แก้วเจ้าจอมต้องคอยวิ่งหนีไปแล้วก็หัวเราะเยาะพี่ชายไปด้วยอย่างสนุกสนานและสดใสจนผู้หมวดศิวะหัวเราะตาม 

               “อย่านะ นี่ๆ เห็นมั้ย มีตำรวจอยู่ด้วยตั้งสองคน เดี๋ยวไนเปอร์ก็ให้ตำรวจมาจับซะหรอก” แก้วเจ้าจอมวิ่งหนีพี่ชายไปมารอบๆ ตัวผู้กองพนาจนเขาต้องหันซ้ายที ขวาทีตามเธอด้วยกลัวว่าเธอจะหกล้มเอาเพราะได้ข่าวว่าเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาเมื่อวานนี้ 

               “เออ! แจ้งจับเลย จะได้แจ้งความต่อข้อหาทำร้ายร่างกายพี่ มาให้พี่ตีเดี๋ยวนี้นะยัยโหด” ผู้กองกวินทร์วิ่งไล่เธอไม่หยุดจนกระทั่งท่านนายพลปภพกับคุณหญิงกรกชเดินเข้ามาในห้องรับแขก แก้วเจ้าจอมก็รีบวิ่งไปหลบอยู่กับคุณปู่ของเธอ ส่วนผู้กองกวินทร์ก็รีบเข้าไปฟ้องผู้เป็นย่า บ่งบอกให้รู้ว่าใครเป็นหลานรักของปู่และหลานรักของย่าอยู่กลายๆ 

               “คุณปู่ขา พี่เรนเจอร์ไล่ตีไนเปอร์ค่ะ” 

               “ก็ยัยโหดมาแกล้งแว๊กซ์ขนหน้าแข้งผมก่อนนี่ครับคุณย่า” ศึกของสองพี่น้องยังไม่จบลงง่ายๆ จนกระทั่ง ผบ.กรันณ์กับราชาวดีเดินเข้ามาสมทบด้วย 

               “เรนเจอร์ ไนเปอร์ หยุดเล่นกันได้แล้ว มีแขกมายังจะมาเล่นอะไรแบบนี้ต่อหน้าแขกอีกหรอ” พอผู้เป็นพ่อดุ สองพี่น้องที่กำลังแย่งกันฟ้องปู่กับย่าก็รีบหุบปากเงียบทันที ราชาวดีจึงเรียกลูกทั้งสองเข้าไปหา 

               “แล้วนี่พี่ซีลไปไหนลูก” ราชาวดีไม่เห็นลูกชายคนโตมาตั้งแต่เช้าแล้ว วันนี้ตอนเย็นจะมีงานรับขวัญน้อง หวังว่าคงไม่ติดงานด่วนก่อนหรอกนะ 

               “อ๋อ ออกไปตั้งแต่เช้าแล้วครับ เห็นว่าวันนี้จะพาแฟนมาเปิดตัวที่บ้าน ตอนนี้ก็คงจะไปรับแฟนเขาอยู่” ผู้กองกวินทร์ตอบ แก้วเจ้าจอมก็เลยยื่นหน้ามาถามพี่ชายบ้าง 

               “พี่ซีลเขามีเป็นตัวเป็นตนแล้วนะ แล้วพี่เรนเจอร์ล่ะเมื่อไหร่จะมีกับเขาบ้าง” 

               “โอ๊ย จะรีบมีเป็นตัวเป็นตนไปทำไม พี่มันของสาธารณะสำหรับสาวๆ อยู่แล้ว พี่เรนเจอน่ะ ของสาวๆ ทุกคนไม่ต้องแย่งกัน” ว่าแล้วก็ผายมืออย่างมั่นใจในความหล่อของตัวเองอย่างไม่เกรงใจปู่กับย่าแล้วก็ผู้เป็นพ่อกับแม่ ไม่รู้ว่าไปเอาความมั่นใจมาจากไหน 

               “ผ่าเหล่าผ่ากอจริงๆ” ผบ.กรันณ์ว่าให้ลูกชาย ท่านนายพลปภพก็เลยว่าคืน 

               “ผ่าเหล่าตรงไหน นิสัยพ่อมันล้วนๆ” คราวนี้ผู้กองกวินทร์ถึงกับหัวเราะออกมาลั่นบ้านทันทีอย่างถูกใจที่คุณปู่เข้าข้างก่อนจะรีบลากน้องสาวกลับขึ้นไปด้านบนก่อนที่จะถูกผู้เป็นพ่อสั่งซ่อมข้อหาที่แอบออกไปเมานอกบ้านกับข้อหาที่เห็นด้วยกับคุณปู่เมื่อกี้นี้ 

               พอสองพี่น้องตัวป่วนของบ้านไปแล้วท่านนายพลปภพก็หันมาทางแขกของบ้านอีกที ซึ่งนายตำรวจทั้งสองก็รีบยืนตัวตรงทำความเคารพท่านอย่างสง่างามเมื่อท่านเดินเข้าไปนั่งลงที่โซฟาตัวใหญ่ ท่านนายพลปภพที่เมื่อก่อนผู้กองพนาเคยเห็นแค่จากในทีวีเท่านั้น ตัวจริงท่านยังดูแข็งแรงอยู่มาก บุคลิกท่าทางก็ดูใจดี แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาให้ยิ่งน่าเคารพนับถือ 

               “คุณตำรวจมาจับใครหรอครับ” ท่านอดเอ่ยแซวไม่ได้ เพราะท่านให้รองคีรินทร์เชิญคนที่ช่วยชีวิตหลานสาวของท่านมาร่วมงานรับขวัญของเธอ ก็ไม่คิดว่าจะแต่งมากันเต็มยศแบบนี้ 

               “พ่อครับ นี่ผู้กองพนาธร เขาเป็นคนที่เจอไนเปอร์แล้วก็ช่วยไนเปอร์เอาไว้ครับ” ผบ.กรันณ์แนะนำ ก่อนที่ผู้กองพนาจะแนะนำตัวเองอีกที 

               “ผม ร้อยตำรวจเอกพนาธร วรธีดล เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการรบพิเศษและผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจรบพิเศษ ประจำฐานปฏิบัติการของตำรวจพลร่ม กองร้อยเฉพาะกิจรบพิเศษ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลาครับ ส่วนนี่ร้อยตำรวจโทศิวะ เรืองสิริ เป็นรองผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจรบพิเศษ ลูกน้องของผมครับ”  

               “ครับ ยินดีต้อนรับคุณตำรวจทั้งสอง เมื่อกี้นี้ผมแค่แซวเล่น เห็นแต่งตัวกันมาซะเต็มยศเลย” ท่านนายพลปภพว่าขำๆ จนนายตำรวจทั้งสองคลายความเกร็งและตึงเครียดลง ไม่คิดว่าท่านจะเป็นกันเองได้มากขนาดนี้และไม่ถือเนื้อถือตัวเลยแม้แต่น้อย 

               “ถามจริง รองคีรินทร์บอกให้แต่งชุดนี้มาหรอ” ผบ.กรันณ์แอบกระซิบถาม นายตำรวจทั้งสองเลยได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ตอบ บ่งบอกว่าจริงตามที่พูดนั่นแหละ 

               “ทีหลังก็ไม่ต้องไปเชื่ออะไรเขาให้มากนะ” ผู้กองพนายิ่งยิ้มเจื่อนเข้าไปอีกเมื่อถูกทักแบบนี้ เขาเองก็คิดอยู่เหมือนกันว่าทำไมต้องแต่งมาขนาดนี้ ครอบครัวสุวรรณเวชเป็นครอบครัวที่มีอำนาจมาก หากอยากรู้จักเขาการจะสืบประวัติของเขาก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรอยู่แล้ว ไม่ถึงขั้นต้องแต่งชุดมาอวดหรอก 

               “ผู้กองกับผู้หมวดไม่ต้องเกร็งไปหรอกนะ ที่ผมเชิญมาวันนี้ก็แค่อยากจะขอบคุณที่ช่วยเหลือหลานสาวของผมเอาไว้ แล้วผมก็อยากจะฟังจากปากผู้กองด้วยว่าไปเจอไนเปอร์ได้ยังไง พ่อของไนเปอร์เขาเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้ผมฟังแล้วรอบหนึ่ง แต่ผมก็ยังอยากฟังอีกครั้งจากปากผู้กองอยู่ดี ไหน เล่าเรื่องที่ผู้กองไปเจอกับไนเปอร์ให้ผมฟังหน่อยสิครับ” 

               “ครับ ได้ครับท่าน” 

               แล้วผู้กองพนาก็เริ่มเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อสามเดือนก่อนให้กับท่านนายพลปภพและคุณหญิงของท่านฟังอีกครั้ง โดยเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงเรื่องความสัมพันธ์ที่แท้จริงของเขากับแก้วเจ้าจอม... 

  

 

 

               ขณะเดียวกันที่หน้าบ้านสุวรรณเวช ผู้กองกรินทร์ขับรถเข้ามาจอดด้วยความครึ้มอกครึ้มใจที่จะได้อวดคนรักให้กับทุกคนได้รู้จัก เพราะวันนี้จะมีงานรับขวัญแก้วเจ้าจอม ญาติพี่น้องทุกคนของทางบ้านเขาจะมา ลุงป้าน้าอาทุกคนจะได้รู้ว่าเขามีคนรักแล้วหลังจากที่ใครต่อใครต่างก็มักจะถามเขาอยู่บ่อยๆ ว่าเมื่อไหร่จะพาสะใภ้คนโตของบ้านมาให้ได้ยลโฉมเสียที 

               “ถึงแล้วครับ” ผู้กองหนุ่มวิ่งอ้อมตัวรถเพื่อมาเปิดประตูให้กับหญิงสาวเจ้าของรูปร่างบอบบาง ดวงหน้าหวานสวยเฉี่ยว เธอแต่งกายด้วยเดรสสั้นเกาะอกตัวสั้นสีน้ำเงินขับผิวกายขาว เส้นผมยาวสลวยสีน้ำตาลไฮไลท์สีทองดัดเป็นเกลียวคลื่น เธอยืนอยู่บนรองเท้าส้นสูงราคาแพงยิ่งเสริมบุคลิกให้ดูน่าหลงใหล แต่ทว่าสีหน้าของเธอกลับดูไม่ค่อยสู้ดีคล้ายกับคนมีความผิดติดตัวที่ไม่อาจบอกกับใครได้ 

               “เออ ซีลคะ” 

               “ครับ มีอะไรรึเปล่า” ผู้กองกรินทร์ยิ้มให้อย่างใจดี คิดว่าเธอคงจะประหม่าที่จู่ๆ เขาก็พามาเจอครอบครัว ซึ่งเขาไม่ได้บอกเธอล่วงหน้า เขาโกหกเธอว่าจะพาไปเที่ยวแต่ไม่ได้บอกว่าจะไปเที่ยวที่ไหนเพื่อเซอร์ไพรส์ หวังว่าเธอจะดีใจที่เขาพามาเปิดตัวกับทุกคน เพราะมันจะเป็นสิ่งยืนยันว่าเขาจริงจังกับเธอมากแค่ไหน “ไม่ต้องกลัวนะ คุณแม่ผมท่านใจดีมาก คุณปู่กับคุณย่าก็ใจดี คุณพ่อท่านก็ตามใจผม ไม่ต้องกังวลหรอกนะทิชา ผมรับรองว่าทุกคนในบ้านจะชอบคุณอย่างแน่นอน” 

               “แต่ว่า...” 

               “หรือคุณไม่อยากมาเป็นสะใภ้บ้านผม” 

               “เปล่านะคะ แต่ว่า...” ทิชา หรือทิชากรมีท่าทีอึดอัด ทำไมเธอถึงจะไม่อยากมาเป็นสะใภ้ของครอบครัวใหญ่ ตระกูลดังแบบนี้ เธออยากมาเป็นสะใภ้ของบ้านนี้ใจแทบขาด แต่เธอไม่ได้อยากมาเป็นสะใภ้ลูกชายคนโตของบ้าน ลูกชายอีกคนของบ้านต่างหากที่เธอรักและต้องการจะเป็นเมียของเขา 

               เพราะทิชากรเคยได้เจอกับผู้กองกวินทร์มาก่อนที่สัตหีบ ความรูปหล่อและอารมณ์ดี เป็นคนสนุกสนานเฮฮาของเขาทำให้เธอหลงรักอย่างหมดหัวใจ แต่เขาก็ไม่เคยสนใจเธอเลย พอเธอรู้ว่าเขามีพี่ชายฝาแฝดเธอก็คิดว่าพี่ชายฝาแฝดของเขาก็น่าจะมีนิสัยความชอบที่เหมือนกับเขาบ้าง ดังนั้นเมื่อคนน้องไม่สนเธอจึงเข้ามาหาคนพี่ และแน่นอนว่าผู้กองกรินทร์หลงรักเธออย่างหมดหัวใจแทบจะในทันที เขาดีกับเธอทุกอย่าง เพียงแต่...เธอไม่ได้ชอบผู้ชายแบบนี้ ผู้กองกรินทร์เป็นคนที่จริงจังกับงานมาก เงียบๆ ขรึมๆ ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่เหมือนกับผู้กองกวินทร์ผู้เป็นน้องชายที่นอกจากเรื่องงานชีวิตของเขาก็มีแต่ความสนุกสนานเฮฮาและปาตี้ได้ตลอด เธอชอบชีวิตแสงสีเสียง ไม่ใช่การไปดักดานอยู่แต่ที่ป่าริมชายแดนแบบนั้น หากวันนี้ผู้กองกวินทร์เห็นเธอเข้า เขาจะต้องรู้ทันทีว่าเธอไม่ได้จริงจังกับพี่ชายของเขา เธอเพียงแค่ใช้พี่ชายของเขาเพื่อเป็นสะพานทอดไปหาเขาต่างหาก 

               “เอาน่า มาเถอะ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้นนะ เดี๋ยวผมจะแนะนำให้รู้จักกับน้องสาวของผมด้วย ยัยโหดที่ผมชอบเล่าให้คุณฟังบ่อยๆ ไง ยัยปิศาจตัวน้อยประจำบ้านเลยล่ะ” ผู้กองกรินทร์จูงมือทิชากรเดินเข้ามาในบ้าน ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ผู้กองกวินทร์ที่ตอนนี้อาบน้ำแต่งตัวอย่างหล่อเฟี้ยวแล้วกำลังเดินผิวปากลงมาจากห้องนอน ทันทีที่เห็นเขาทิชากรก็รีบถอยมาหลบอยู่ด้านหลังของผู้กองกรินทร์ในทันที 

               “อ้าว สร่างเมาแล้วหรอ ได้หมอคนไหนรักษาล่ะ” ผู้กองกรินทร์ยิ้มทักน้องชาย ผู้กองกวินทร์ก็เลยทำหน้าแหยๆ ตอบ 

               “หมอที่ไหนล่ะ มารชัดๆ ยัยโหดแผลงฤทธิ์อีกแล้วพี่ซีล เนี่ย โดนแว๊กซ์ขนหน้าแข้งไปทั้งสองข้างเลย จะเอาคืนก็ไม่ได้คุณปู่ให้ท้ายยัยนั่นตลอดเลย” ได้ทีก็รีบฟ้องพี่ชายเลย พร้อมกับยื่นขาให้พี่ชายดูด้วยว่าโดนน้องแกล้งตรงไหนจนผู้กองกรินทร์หัวเราะให้ 

               “อย่าไปถือสาน้องเลย ยัยโหดกลับมาโหดได้เหมือนเดิมก็ดีแล้ว พี่ก็กังวลเหมือนกัน กลัวว่ายัยโหดของเราจะถูกทำร้ายจนกลับมาเป็นยัยโหดคนเดิมไม่ได้” 

               “อ๋อ ก็เลยต้องให้ผมเป็นเหยื่อทดลองความโหดว่างั้น” มันน่าน้อยใจจริงๆ 

               “พลีชีพเพื่อน้องน่า อ้อ! แต่อย่าให้ใครรู้เชียวล่ะว่าเป็นหัวหน้าทีมซีลแล้วถูกน้องแกล้งง่ายๆ แบบนี้ ดูซิ ขนหน้าแข้งหายหมดเลย” 

               “อย่ามาแซวน่า เนี่ย ว่าจะรอแม่แก้มคุยธุระกับแขกเสร็จก่อน เดี๋ยวจะให้แม่แก้มช่วยรักษาให้” 

               “แค่เรื่องขนหน้าแข้งแหว่งถึงขั้นต้องหาหมอเลยหรอ” ผู้กองกรินทร์ล่ะยอมใจน้องชายจริงๆ ก่อนจะชะเง้อมองไปทางห้องรับแขกอย่างสงสัยว่าแม่แก้มแสนใจดีของตนคุยธุระอยู่กับใคร 

               “ผู้กองพนาน่ะ คุณปู่เชิญเขามางานรับขวัญยัยปิศาจ ทั้งคุณปู่คุณย่า คุณพ่อคุณแม่ก็เลยไปพูดคุยกับเขา คุณปู่คงอยากรู้เรื่องที่เกิดขึ้นจากเขาโดยตรง” 

               “แล้วทำไมไม่ไปฟังกับเขาด้วยล่ะ” 

               “เอาไม่” ผู้กองกวินทร์ส่ายหน้า “พูดตรงๆ นะพี่ซีล ผมว่าตำรวจคนนี้มันแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ ผมไม่ชอบสายตาเวลาที่เขามองยัยปิศาจเลย ไอ้เรื่องบุญคุณก็ส่วนบุญคุณนะ อันนี้ผมก็ต้องขอบคุณเขาอยู่ที่เขาช่วยยัยปิศาจเอาไว้ แต่ถ้าเขาเกิดคิดอยากจะได้ปิศาจไปทำเมีย...อันนี้ผมไม่โอเค ยัยไงก็น้องเรานะพี่ซีล พูดตรงๆ เลยว่าหวงมาก” ว่าแล้วก็หน้าแดงหูแดง ถึงจะชอบทะเลาะกัน แกล้งกันยังไงแต่หัวใจมันก็รักน้องอยู่ดี นี่จึงเป็นจุดแข็งของบ้านที่ไม่ว่าใครก็มาทำลายไม่ได้ 

               “พี่ก็ไม่โอเค” ผู้กองกรินทร์บอก “อ้อ มัวแต่คุยกันนานเลย พี่มีคนพิเศษของพี่อยากแนะนำให้รู้จักน่ะ ในฐานะที่เราเป็นแฝดกันเดี๋ยวให้รู้จักก่อนใครเลย” แล้วผู้กองกรินทร์ก็ค่อยๆ ประคองทิชากรที่หลบอยู่ด้านหลังเขาให้ออกมาหาน้องชาย ซึ่งหญิงสาวก็เอาแต่ก้มหน้าหลบสายตาในขณะที่ผู้กองกวินทร์ได้แต่เลิกคิ้วมองตาม อยากเห็นหน้าว่าที่พี่สะใภ้มานานแล้ว ดูแค่รูปร่างก็เซ็กซี่สุดๆ แล้วนะเนี่ย 

               “นี่คุณทิชาแฟนพี่ สวยขนาดนี้เป็นถึงนางแบบเชียวนะ ตอนนี้กำลังจะลงเล่นละครล่ะ” ผู้กองกรินทร์แนะนำอย่างภูมิใจแล้วจึงหันมาแนะนำน้องชายกับหญิงสาวด้วย 

               “ทิชา นี่เรนเจอร์นะ เป็นน้องชายฝาแฝดของผม อย่าสับสนระหว่างผมกับเขาล่ะ พอดีเราก๊อปปี้หน้าตากันมาจากท้องแม่” เขาว่าติดตลกหวังจะให้หญิงสาวคลายจากความประหม่าพร้อมกับเชยคางของเธอให้หันไปมองน้องชายของเขา ซึ่งทันทีที่ทิชากรหันหน้ามามอง ผู้กองกวินทร์ก็ถึงกับรีบถอยหนีจากเธอในทันทีเพราะเขาจำเธอได้และรู้จักเธอเป็นอย่างดีเลยล่ะ ตอนแรกได้ยินแค่ชื่อก็นึกว่าเป็นคนชื่อเหมือนกัน แต่ที่ไหนได้... ผู้หญิงคนนี้กลับเป็นคนเดียวกันกับ... 

               “...คุณทิชา...” ทิชากรรีบก้มหน้างุดอย่างไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีที่ความแตก ในขณะที่ผู้กองกวินทร์ได้แต่ชี้หน้าเธออย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ทำไมกันล่ะ ผู้หญิงมีตั้งมากมายทำไมถึงไม่ไปคบ ทำไมพี่ชายของเขาถึงต้องไปคบกับผู้หญิงคนนี้ด้วย 

               “รู้จักกันด้วยหรอ” เมื่อเห็นท่าทีของน้องชายและแฟนสาว ผู้กองกรินทร์ก็อดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ 

               “ไม่ได้นะพี่ซีล ไม่...พี่จะคบกับคุณทิชาไม่ได้นะ” 

               “ทำไม แกหวงพี่ชายหรอ” 

               “ไม่ใช่! พี่อยากจะควงจะคบใครมันก็เรื่องของพี่ แต่ต้องไม่ใช่ผู้หญิงคนนี้!!!” ผู้กองกวินทร์โวยขึ้นทันที เมื่อคืนนี้ตอนที่เขาแอบออกไปดื่มกับเพื่อนๆ เขาก็เจอทิชากรอยู่ที่สถานบันเทิงร้านเดียวกัน ทิชากรที่ตามตื้อเขามานานพยายามที่จะเข้ามาหาเขา มาเสนอตัวให้เขา แล้วพอมาตอนเช้าผู้หญิงคนนี้ยังจะหน้าด้านมาควงพี่ชายของเขาอีกหรอ ไม่ ผู้หญิงคนนี้ไม่มีค่าคู่ควรกับพี่ชายของเขา ผู้กองกรินทร์ควรได้ผู้หญิงที่ดีกว่านี้ไปเป็นคนรัก! 

               “เอะอะอะไรกัน เดี๋ยวคุณพ่อก็ออกมาดุหรอก” แก้วเจ้าจอมที่เดินลงมาจากชั้นบนของบ้านเดินเข้ามาถาม สีหน้าของพี่ชายฝาแฝดของเธอตอนนี้ดูจะไม่สบอารมณ์กันมาก แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน รึว่าจะเป็นคนรักของผู้กองกรินทร์อย่างที่ผู้กองกวินทร์บอกเมื่อก่อนหน้านี้ 

               “พี่ก็ไม่เข้าใจเรนเจอร์มันเหมือนกัน พอพี่แนะนำแฟนให้มันรู้จัก มันก็มาโวยบอกว่าไม่ให้พี่คบกับแฟน ไนเปอร์ถามเอาว่ามันเป็นอะไร” 

               “มีอะไรรึเปล่าพี่เรนเจอร์” แก้วเจ้าจอมหันมาทางพี่ชายคนรอง ปกติพี่ชายของเธอไม่เคยมีเรื่องผิดใจอะไรกันเลย ทั้งสองคนสมกับที่เป็นฝาแฝดกันมากคือรู้ใจกันทุกอย่างและแทบจะไม่เคยทะเลาะกัน เวลาที่ผู้กองกวินทร์โวยวายอะไรขึ้นมาผู้กองกรินทร์จะเป็นฝ่ายยอมให้น้องชายตลอด 

               “ผู้หญิงคนนี้ไม่สมควรมาเป็นสะใภ้ของบ้าน เขาไม่ได้รักพี่ซีลจริง ไม่...พี่ไม่ยอมรับหรอก” ผู้กองกวินทร์ไม่รู้ว่าจะอธิบายเรื่องนี้ยังไงดี จะพูดอะไรมากก็กลัวพี่ชายเสียใจ แต่ถ้าจะไม่บอกเลยพี่ชายของเขาก็จะถูกหลอกต่อไป  

               “คุณไปซะ ออกไปจากชีวิตพี่ชายผม ออกไปจากครอบครัวของผมแล้วก็อย่ามายุ่งกับพวกเราอีก!” 

               “มันจะมากไปแล้วนะเรนเจอร์! เรื่องอะไรมาไล่แฟนของพี่หนี แกเป็นบ้าอะไรของแก!” 

               “ผมกำลังปกป้องพี่อยู่นะ! ผู้หญิงคนนี้เขากำลังหลอกพี่!!!” 

               “เรนเจอร์!!!” 

               “หยุดนะ!!!” แก้วเจ้าจอมรีบเข้ามายืนคั่นกลางระหว่างพี่ชายทั้งสอง เมื่อเห็นว่าเรื่องมันชักจะไปกันใหญ่แล้ว “อย่ามาทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไรแบบนี้นะ คุณแม่สอนว่ายังไง เป็นพี่น้องกันก็ต้องรักกันสิ แล้วว่าแต่คุณเถอะ จะไม่พูดอะไรหน่อยหรอ หรืออยากให้พี่น้องเขาฆ่ากันตาย” เธอหันมาทางทิชากรบ้าง เซนส์ของหมอและตำรวจในตัวเธอมันบอกว่าผู้หญิงคนนี้กำลังมีเรื่องอะไรซุกซ่อนอยู่ 

               ซึ่งพอแก้วเจ้าจอมมองหน้าถามอย่างคาดคั้น ทิชากรก็ถึงกับน้ำตาคลอก่อนจะโผเข้ามากอดผู้กองกวินทร์อย่างไม่ให้เขาได้ทันตั้งตัว สร้างความตกใจให้ผู้กองกรินทร์และแก้วเจ้าจอมเป็นอย่างมาก 

               “ฉันขอโทษเรนเจอร์ ฉันขอโทษจริงๆ เพราะว่าฉันรักคุณฉันถึงต้องทำแบบนี้” ทิชากรว่าทั้งน้ำตา แม้ว่าผู้กองกวินทร์จะแกะเธอออกจากตัวแต่เธอก็ยังพยายามที่จะเข้ามากอดเขาเอาไว้อีก 

               “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหลอกพี่ชายคุณ แต่ฉันไม่มีทางเลือก ฉันรักคุณมาก ฉันคิดว่าพี่ชายฝาแฝดของคุณเขาน่าจะเหมือนคุณฉันก็เลยไปคบกับเขา แต่ฉันก็เพิ่งจะได้รู้ว่าถึงพวกคุณจะเป็นฝาแฝดกันแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกคุณจะเป็นคนๆ เดียวกันได้” แล้วทิชากรก็หันมาทางผู้กองกรินทร์เมื่อคิดว่าตนคงไม่อาจปิดบังความจริงได้อีกต่อไปแล้ว 

               “ซีลคะ ฉันขอโทษที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ความจริงฉันเคยรู้จักกับเรนเจอร์ ฉันหลงรักเขาแต่เขาก็ไม่เคยสนใจฉันเลย พอฉันรู้ว่าคุณเป็นพี่ชายฝาแฝดของเขาฉันก็คิดว่าคุณน่าจะเป็นตัวแทนของเขาได้ แต่ฉันก็คิดผิด...คุณก็ส่วนคุณ เขาก็ส่วนเขา ฉันไม่อาจเอาคุณมาแทนที่เขาได้ ไม่ว่าคุณจะดีกับฉันแค่ไหนแต่ฉันก็ไม่เคยมองคุณไปมากกว่าเพื่อน ฉันไม่อาจตัดใจให้เลิกรักเรนเจอร์ได้ ฉันขอโทษ...” 

               เรื่องที่ทิชากรสารภาพออกมาทำให้สามพี่น้องแห่งบ้านสุวรรณเวชถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ คนที่เจ็บที่สุดตอนนี้กลับกลายมาเป็นผู้กองกรินทร์เมื่อได้รู้ความจริงทุกอย่างจนไม่อาจพูดอะไรออกมาได้และน้ำตาคลอ...นี่เขาไม่ได้ฟังผิดไปใช่มั้ย คนรักที่เขาทุ่มเทหัวใจให้แท้จริงแล้วเธอไม่เคยรักเขาเลย คนที่เธอรักคือน้องชายฝาแฝดของเขาต่างหาก เธอแค่มองเขาเป็นเสมือนตัวแทนของผู้กองกวินทร์เท่านั้น 

               “คุณทำแบบนี้ได้ยัง” แก้วเจ้าจอมเองก็ไม่อยากจะเชื่อ “คนสองคนคุณจะเอามาทดแทนกันได้ยังไง พี่ชายฉันก็มีหัวใจนะ คุณมาล้อเล่นกับความรู้สึกของคนอื่นแบบนี้มันสนุกนักหรอ พอน้องชายเขาไม่รับรักคุณก็เลยมาคบกับพี่ชายของเขาแทนเนี่ยนะ” 

               “ฉันขอโทษ...ฉันขอโทษจริงๆ” ทิชากรได้แต่ขอโทษแล้วจึงหันกลับมากอดแขนผู้กองกวินทร์เอาไว้ “เรนเจอร์...ได้โปรด ฉันรักคุณ ฉันยอมคุณทุกอย่างเลยนะ ฉันแค่อยากเป็นคนรักของคุณ เรนเจอร์...” 

               “ไม่” ผู้กองกวินทร์ส่ายหน้าแล้วแกะทิชากรออกจากตัวอีกครั้ง “ผมไม่ได้คิดอะไรกับคุณ ผมไม่ได้รักคุณ” เขาว่าก่อนจะเดินเข้าไปหาผู้กองกรินทร์ซึ่งได้แต่ยืนกำหมัดน้ำตาคลออยู่ เขารู้ว่าพี่ชายกำลังเจ็บปวดมากแค่ไหนและเขาจะแบ่งรับเอาความเจ็บปวดนี้มาเป็นของเขาด้วย ซึ่งพอเดินเข้ามาหาพี่ชายแล้ว ผู้กองกวินทร์ก็กอดพี่ชายทันทีทำให้ผู้กองกรินทร์ถึงกับน้ำตาร่วง อกหักทำไมมันถึงได้เจ็บแบบนี้ ยิ่งถูกเอามาเปรียบเทียบกับน้องชาย กลายมาเป็นตัวแทนของน้องชายในสายตาคนผู้หญิงที่เขารักเขาก็ยิ่งเจ็บ 

               “ออกไปนะ! ออกไปจากบ้านของฉัน บ้านนี้ไม่ต้องรับคนใจดำอย่างคุณ ออกไป๊!!!” แก้วเจ้าจอมสงสารพี่ชายนักจึงได้เข้าไปชี้นิ้วไล่ทิชากรออกไปจากบ้าน เสียงของเธอแผดไปลั่นบ้านจนผู้ใหญ่และแขกของบ้านที่พูดคุยกันอยู่ต้องเดินออกมาดูว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ถึงกระนั้นทิชากรก็ยังไม่ยอมที่จะออกไปง่ายๆ 

               “เรนเจอร์...ฉันรักคุณจริงๆ นะ ฉันยอมคุณทุกอย่างขนาดนี้คุณก็ยังไม่สนใจฉันอีกหรอ นี่คุณอย่าบอกนะว่าคุณเห็นซีลดีกว่าฉัน” คำถามของทิชากรยิ่งทำให้ผู้กองกวินทร์ไม่พอใจมากขึ้นไปอีก ดังนั้นเขาจึงคลายกอดจากพี่ชายแล้วหันมามองหน้าเธออีกครั้ง 

               “ผมกับซีลเราเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กัน เรานอนขดตัวกอดกันอยู่ในท้องแม่มาด้วยกันตั้งเก้าเดือน ตอนที่เราเกิด เราก็ออกมาจากท้องแม่พร้อมกัน โตมาด้วยกัน เรียนมาด้วยกัน เป็นพี่น้องที่มีความหมายมากกว่าพี่น้อง เป็นเสมือนคนๆ เดียวกันเลยก็ว่าได้ ถ้าซีลมีความสุขผมก็มีความสุข ถ้าซีลเป็นทุกข์ ความทุกข์ของซีลก็เท่ากับเป็นความทุกข์ของผมด้วย แล้วคุณล่ะเป็นใคร คุณรู้จักกับผมมานานแค่ไหน ได้โตมากับผมมั้ย ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขมากับผมซักครั้งรึเปล่า คุณเป็นแค่คนนอก ทำไมผมถึงต้องเห็นคนนอกอย่างคุณดีกว่าพี่ชายฝาแฝดของตัวเองที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ด้วย อย่ามาสำคัญตัวผิด แล้วต่อให้ไม่มีซีลผมก็ไม่มีวันที่จะรักคุณได้เพราะผมมีผู้หญิงที่ผมรักมากอยู่แล้ว ผู้หญิงที่จะมาเป็นคนรักของผม ผู้หญิงที่จะมาเป็นแม่ของลูก ผมมีของผมอยู่แล้ว แล้วคนๆ นั้นก็ไม่ใช่คุณด้วย” 

               “เรนเจอร์...ใคร! อีนังนั่นมันเป็นใคร ใครกันที่มันบังอาจจะมาแย่งเอาคุณไป!” ทิชากรเริ่มเกรี้ยวกราดด้วยความเสียใจจนขาดสติ พอเห็นราชาวดีเดินเข้ามาหาลูกชาย ด้วยความที่ราชาวดีนั้นหน้าตาอ่อนกว่าวัยมากและยังดูสาวและสวยอยู่มากจึงทำให้ทิชากรเกิดเข้าใจผิด คิดว่าเธอคือคนรักที่ผู้กองกวินทร์พูดถึง ดังนั้นเธอจึงเข้ามาหาราชาวดีแล้วเตรียมจะง้างมือขึ้นตบ 

               เพี๊ยะ!!! 

               ทิชากรถึงกับหน้าหัน แรงตบมหาศาลทำให้เธอทรุดล้มลงไปกับพื้นบ้าน เลือดจำนวนมากไหลท่วมปากและฟันก็เริ่มโยกเมื่อเธอจะเข้าไปตบราชาวดี แต่แก้วเจ้าจอมกลับเร็วกว่าแล้วเป็นฝ่ายตบเธอเสียเอง 

               “อย่ามาแตะต้องแม่ของฉันนะ!” เธอชี้นิ้วใส่ทิชากรอย่างเอาเรื่อง ทำให้ทิชากรทั้งตกใจทั้งหวาดกลัวเมื่อรู้ว่าคนที่ตนกำลังจะล่วงเกินไปแท้จริงแล้วเป็นแม่ของผู้กองกวินทร์ ซึ่งผู้กองกวินทร์ก็เป็นคนที่รักแม่ของเขามากเสียด้วย 

               “คะ...คุณแม่งั้นหรอ” 

               “เออ!!! นี่คือคุณแม่ของเราสามคน คุณออกไปจากบ้านของเราซะ บ้านนี้ไม่ต้องการสะใภ้อย่างคุณหรอก ฉันเชื่อว่าพี่ชายทั้งสองคนของฉันเขาสามารถหาผู้หญิงที่ดีกว่าคุณมาทำเมียได้ก็แล้วกัน ฉันจะนับหนึ่งถึงสามนะ ถ้าไม่ออกไปล่ะก็ แม่จะยิงทิ้งมันเดี๋ยวนี้ล่ะ” ว่าแล้วแก้วเจ้าจอมก็ดึงปืนออกมาขู่ แม้จะเจ็บใจมากแค่ไหน แต่พอเห็นปืนกระบอกใหญ่แบบนี้เธอก็ไม่กล้าอยู่ต่อแล้ว กิตติศัพท์ความโหดของน้องสาวผู้กองทั้งสองเป็นยังไงเธอเคยได้ยินพวกเขาพูดถึงอยู่บ่อยๆ และคิดว่าไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยงด้วย ดังนั้นเธอจึงไม่รอช้ารีบพยุงตัวลุกหนีออกไปจากบ้านจนผู้กองกรินทร์ต้องหันไปมองตามและทำท่าจะตามเธอไปด้วยความเป็นห่วง 

               “อย่าไปนะพี่ซีล!” แก้วเจ้าจอมร้องห้าม “พี่ซีลหาแฟนใหม่ได้ดีกว่านี้ ทำไมต้องไปให้ค่ากับคนที่เขาไม่เห็นค่าของเรา ไนเปอร์ไม่ให้พี่ซีลเอาคนแบบนี้มาเป็นพี่สะใภ้ของไนเปอร์หรอก เพื่อนหมอ เพื่อนตำรวจของไนเปอร์สวยๆ นิสัยดีๆ มีตั้งเยอะ เดี๋ยวไนเปอร์แนะนำให้” วินาทีนี้ผู้กองกรินทร์ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมาจริงๆ มันคับอกแน่นใจไปหมดจนเขาทนแทบไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องเดินหนีขึ้นห้องไปโดยทุกคนได้แต่มองตามด้วยความเป็นห่วง 

               “เดี๋ยวแม่ไปดูพี่ซีลเองลูก” ราชาวดีบอกแล้วรีบตามลูกชายไป เมื่อก่อนเธอเองก็เคยผิดหวังเรื่องความรักเหมือนกัน เธอรู้ดีว่าตอนนี้ลูกชายของเธอรู้สึกเจ็บปวดมากแค่ไหน เธอคือคนที่เข้าใจลูกมากที่สุด 

               ผู้กองกวินทร์เองก็ได้แต่มองตามพี่ชายด้วยความรู้สึกผิด แม้ว่าต้นตอของความผิดจะไม่ใช่เขา แต่การที่ทิชากรเอาพี่ชายของเขามาเป็นตัวแทนของเขาแบบนี้มันก็ทำให้เขาอดรู้สึกผิดต่อพี่ชายไม่ได้อยู่ดี เขาไม่เคยคิดว่าเขาดีและเก่งไปกว่าพี่ชาย ออกจะเป็นผู้กองกรินทร์ด้วยซ้ำที่เก่งกว่าเขา เรียนก็เก่งกว่า ฝึกหน่วยรบรุ่นเดียวกับ เขากับพี่ชายก็ได้เป็นบัดดี้กัน แล้วก็เป็นผู้กองกรินทร์ทุกครั้งที่คอยช่วยเหลือและดูแลเขา พี่ยอมให้เขามาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้เขาจึงรักพี่ชายของเขามากและแคร์ผู้กองกรินทร์มากกว่าใครๆ 

               “ผมขอตัวนะครับ” เขาบอกทุกคนก่อนจะเดินหนีขึ้นห้องไปบ้าง ทิ้งให้แก้วเจ้าจอมได้แต่ยืนอยู่คนเดียวท่ามกลางสายตาของคุณปู่ คุณย่า คุณพ่อและแขกทั้งสอง 

               “ไนเปอร์...ไนเปอร์ก็ขอตัวบ้างนะคะทุกคน...” 

               “เดี๋ยว!” ผบ.กรันณ์รีบห้าม ทำให้แก้วเจ้าจอมที่จะแอบชิ่งหนีต้องเดินเลี้ยวกลับมาหาผู้เป็นพ่อ แล้วก็แอบทำตาหวานอ้อนผู้เป็นปู่กับย่าให้ช่วยตัวเองด้วย เพราะเดี๋ยวคงได้โดนพ่อดุแน่ๆ 

               “ไปทำร้ายร่างกายคนอื่นแบบนั้นได้ยังไงฮะ” ผบ.กรันณ์เริ่มว่า 

               “ก็เขาจะมาทำร้ายแม่แก้มของไนเปอร์นี่คะ พี่ซีลกับพี่เรนเจอร์เป็นสุภาพบุรุษตบผู้หญิงไม่ได้อยู่แล้วไนเปอร์ก็เลยตบแทนค่ะ แต่ว่า...มือหนักไปหน่อย” 

               “แล้วเอาปืนออกมาขู่คนแบบนี้ได้ยังไง เป็นตำรวจยังไงไม่มีวินัย ไม่รู้จักกฎของการใช้อาวุธปืน ปืนมันใช่ของที่จะเอามาขู่คนเล่นมั้ยฮะ!!!” 

               “โธ่คุณพ่อขา เรื่องกฎของการใช้ปืนน่ะไนเปอร์รู้ดีค่ะ แต่ว่า...นี่ไม่ใช่ปืนจริงค่ะ นี่ปืนฉีดน้ำ” ว่าแล้วก็ยิงปืนในมือให้ผู้เป็นพ่อดู ซึ่งปรากฎว่ามันเป็นปืนฉีดน้ำที่เหมือนกับปืนของจริงมากไปหน่อย “ไนเปอร์ว่าจะเอามายิงใส่พี่เรนเจอร์ค่ะ ไม่ได้ตั้งใจจะเอามาขู่ผู้หญิงคนนั้น” 

               “จะปืนจริงหรือปืนปลอมก็ไม่ควรเอามาเล่นแบบนี้ ไปนู่นเลย ไปดันพื้นหนึ่งร้อยรอบ ปฏิบัติ!!!” 

               “ไนเปอร์ดันพื้นไม่ได้ค่ะ แผลที่ท้องยังไม่หายดี ถ้าแผลปริขึ้นมา...แม่แก้มจะดุเอานะคะ” ว่าแล้วก็กระซิบขู่ผู้เป็นพ่อพลางยักคิ้วอย่างกวนประสาทให้ เพราะรู้ดีว่าผู้เป็นพ่อนั้นเกรงใจแม่แก้มของตนมากแค่ไหน ถ้าแม่แก้มพูดอะไรขึ้นมา พ่อรันไม่กล้าหือหรอก 

               “งั้นก็ไปนอนกางมุ้งที่โถงของบ้านนู่น!!!” 

               “คุณปู่คุณย่าขา...” 

               “ไม่ต้องเลย ไม่ต้องไปอ้อนให้คุณปู่กับคุณย่าช่วย คุณปู่กับคุณย่าติดคุยธุระกับแขกอยู่” 

               “แขกที่ไหนกันคะ คนไทยชัดๆ เป็นตำรวจด้วย” แก้วเจ้าจอมมองไปทางผู้กองพนากับผู้หมวดศิวะ ความกวนประสาทของเธอทำให้ผู้เป็นพ่อหมั่นเขี้ยวนัก 

               “ร้อยตำรวจโทหญิงแพทย์หญิงแก้วเจ้าจอม สุวรรณเวช กางมุ้งสามสิบนาที ปฏิบัติ!!!” 

               “คุณพ่อขา คุณพ่อสุดที่รักของไนเปอร์...” 

               “หนึ่งชั่วโมง ปฏิบัติ!!!” 

               “ปฏิบัติ!!!” ก่อนที่จำนวนเวลาจะเพิ่ม สุดท้ายแก้วเจ้าจอมก็ยอมเดินคอตกไปนอนหงายที่กลางโถงของบ้านแล้วชูมือชูขาขึ้นตั้งตรงในท่ากลางมุ้งแต่โดยดี ทำให้แขกของบ้านต้องพากันแอบหัวเราะ ไม่คิดว่าจะได้เห็นเธอในมุมแบบนี้ แก้วเจ้าจอมคนก่อนกับคนนี้ช่างแตกต่างกันเสียเหลือเกิน คนหนึ่งอ่อนหวานเรียบร้อย ขี้แย ขี้กลัว แต่อีกคนกลับทั้งแสบแล้วก็แก่นแก้วกวนประสาท แต่ไม่ว่าเธอจะเป็นแก้วเจ้าจอมคนก่อนหรือคนปัจจุบัน แต่เธอก็ยังคงความน่ารักในสายตาของผู้กองพนาเสมอ 

                 

 

 

               “เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมขอเชิญผู้กองกับผู้หมวดมาร่วมประชุมแผนที่บ้านหน่อยนะครับ ตอนนี้ไนเปอร์แข็งแรงขึ้นมากแล้ว แล้วก็พร้อมที่จะบอกพวกเราแล้วว่าใครกันที่เป็นคนทำร้ายเขา ป่านนี้คนร้ายคงรู้แล้วว่าไนเปอร์ได้กลับบ้าน พวกมันคงเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับทางเราอยู่ งานนี้ผมคงปล่อยให้พวกมันลอยนวลต่อไปไม่ได้” ผบ.กรันณ์บอกหลังจากที่ท่านนายพลปภพกับคุณหญิงกรกชสอบถามเรื่องราวที่ผู้กองพนาเคยช่วยเหลือแก้วเจ้าจอมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และทุกคนกำลังเดินออกมาจากห้องรับแขก แก้วเจ้าจอมที่ยังคงนอนกางมุ้งอยู่และแอบอู้ด้วยจึงรีบชูมือมือเท้าขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นทุกคนเดินออกมาแล้ว 

               “ได้ครับท่าน ผมเองก็เคยเห็นหน้าพวกคนร้ายอยู่ตอนที่พวกมันมาตามหาคุณแก้วเจ้าจอมที่ฐาน แล้วก็ตอนที่พวกมันไล่ล่า ถ้าได้เห็นหน้าพวกมันอีกครั้งผมไม่มีทางจำผิดแน่ครับ” 

               “ดี พรุ่งนี้ครอบครัวของผมทุกคนจะมาประชุมร่วมวางแผนด้วย ผู้กองก็มาแต่เช้าละกัน” 

               “แล้วผู้กองพักอยู่ที่ไหนล่ะครับ เพิ่งขับรถมาจากบันนังสตาเลยไม่ใช่หรอ” ท่านนายพลปภพถามขึ้นมาอีก 

               “เดี๋ยวผมกับหมวดศิวะจะไปหาโรงแรมแถวๆ นี้พักกันครับท่าน” 

               “งั้นผู้กองกับผู้หมวดก็พักที่นี่เลยก็ได้ ไหนๆ ก็มางานรับขวัญหลานผมแล้ว พรุ่งนี้ก็จะได้ไม่ต้องยุ่งยากรีบเดินทางมาด้วย ถนนแถวนี้รถยิ่งติดบ่อยๆ อยู่ บ้านนี้มีห้องรับแขกอยู่หลายห้อง เดี๋ยวผมจะให้คนเตรียมห้องให้แล้วกัน” 

               “คุณพ่อ...” ผบ.กรันณ์หันมาทางผู้เป็นพ่อ ด้วยเขาไม่เคยอนุญาตให้ผู้ชายคนอื่นมาค้างที่บ้านเลย บ้านของเขามีลูกสาวนะ แล้วแบบนี้จะให้ผู้ชายคนอื่นมาพักอยู่ด้วยได้ยังไง 

               “เอาตามที่พ่อว่านี่แหละ คุณหญิง ฝากจัดการเรื่องนี้ด้วยนะ” ท่านนายพลปภพหันมาบอกกับคุณหญิงกรกช ซึ่งคุณหญิงก็เห็นด้วยกับท่านก่อนจะเดินไปสั่งแม่บ้านให้เตรียมห้องนอนให้แขกแล้วจึงเดินไปหาหลานสาวที่ยังคงถูกสั่งซ่อมอยู่ที่กลางโถงของบ้าน ได้ยินเสียงสองย่าหลานพูดคุยกันแล้วผู้กองพนาก็เอ็นดูเธอนัก ถูกพ่อทำโทษ พอจะอ้อนให้ย่าช่วย ย่าก็ช่วยไม่ได้ เห็นได้ว่าบ้านนี้สั่งสอนลูกหลานมาดีจริงๆ ผิดก็ว่าไปตามผิด แม้จะรักลูก รักหลานอย่างไรแต่ก็ไม่มีการให้ท้ายลูกหลานแบบผิดๆ เด็ดขาด 

               แม้ ผบ.กรันณ์จะไม่ค่อยเต็มใจให้แขกอย่างสองนายตำรวจหนุ่มมาค้างที่บ้าน แต่ก็ไม่อาจขัดผู้เป็นพ่อของตนได้เหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงเดินเลี่ยงขึ้นชั้นบนของบ้านไปเพื่อไปช่วยภรรยาปลอบใจลูกชายที่เพิ่งมีปัญหาหัวใจทั้งสองคน ซึ่งพอคล้อยหลังลูกชาย ท่านนายพลปภพก็เข้าไปชวนคุณหญิงของท่านไปเดินเล่นกันที่สวนหลังบ้าน คล้ายกับจะเปิดโอกาสให้ผู้กองพนาได้เข้าไปหาแก้วเจ้าจอมที่ถูกสั่งทำโทษอยู่ ท่านเองก็อายุเยอะมากแล้ว เห็นโลกใบนี้มานานและเห็นมาเยอะ ทำไมท่านถึงจะดูไม่ออกว่าแววตายามที่ผู้กองพนามองแก้วเจ้าจอมนั้นมันสะท้อนอะไรออกมาให้เห็นบ้าง ท่านไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้กองพนาได้เข้าไปแสดงความในใจกับแก้วเจ้าจอม แต่ท่านเปิดโอกาส เพื่อที่จะแอบลอบสังเกตพฤติกรรมของผู้กองหนุ่มให้มั่นใจ หากเป็นอย่างที่ท่านคิดเอาไว้จริงๆ เห็นทีคงต้องเรียกผู้กองพนามาพูดคุยกันใหม่เป็นการส่วนตัวเสียแล้ว 

                 

 

 

เพราะความเกรงใจที่ต้องมาพักที่บ้านสุวรรณเวช ผู้กองพนาจึงบอกแม่บ้านไปว่าเขากับผู้หมวดศิวะนอนห้องเดียวกันได้ จากนั้นก็รีบไล่ผู้หมวดหนุ่มให้ไปที่ห้องพักก่อนเมื่อเขามีเป้าหมายอยู่ที่ใครบางคน ซึ่งตอนนี้กำลังแอบอู้ไม่ยอมกางมุ้งอีกแล้ว ดังนั้นผู้กองพนาจึงเดินเข้าไปหาแก้วเจ้าจอมก่อนจะนั่งลงข้างๆ เธอ พอเธอเห็นเขานั่งลงใกล้ๆ ก็รีบกางมุ้งต่อทันทีจนผู้กองหนุ่มขำ 

“ไม่ต้องกางมุ้งแล้วก็ได้ ผมไม่บอกใครหรอก” 

               “ว่าได้หรอ คุณพ่อเวลาดุน่ะ ยิ่งกว่าเสืออีกนะ” แก้วเจ้าจอมหันมาพูดกับเขา “ใกล้ครบชั่วโมงรึยังผู้กอง เมื่อยจะแย่แล้วเนี่ย” 

               “อีกสิบห้านาที” เขาตอบพลางมองนาฬิกาข้อมือ ดีนะที่เธอใส่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น เสื้อผ้าก็เลยดูเรียบร้อยเวลาถูกสั่งลงโทษ จะว่าไปนี่ก็เป็นครั้งที่เขาได้มีโอกาสอยู่กับเธอตามลำพังนับตั้งแต่ที่เธอหายจากอาการความจำเสื่อมและได้กลับมาบ้าน บ้านของเธอเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมากๆ มากจนเขาคิดว่าเธอเกิดมาสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง มีทั้งครอบครัวที่อบอุ่น เป็นที่รักของทุกคน หน้าที่การงานก็ดีพร้อม รูปร่างหน้าตาก็สวยงดงามเกินใครๆ เธอสมบูรณ์พร้อมจน...ต่อให้ไม่มีเขาเธอก็อยู่ได้ แต่เขานี่สิ...เขาคงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเธอ 

               “คุณไม่อยากรู้บ้างหรอว่าสามเดือนที่ผ่านมาคุณต้องเจอกับอะไรบ้าง” 

               “ผู้กองก็เล่าให้ฟังหมดแล้วนี่ตอนอยู่ที่โรงพยาบาล” 

               “แล้วไม่อยากรู้หรอว่า...เราเคยสนิทกันมากแค่ไหน” 

               “หือ...เราสนิทกันด้วยหรอ” แก้วเจ้าจอมเลิกคิ้วขึ้นขณะหันมามองเขา แววตาของเขาดูเศร้ามากจนเธอรู้สึกไม่ดี “ผู้กองรู้มั้ย ตอนที่ฉันถูกจับตัวไปแล้วก็ถูกขังเอาไว้อยู่ในรถของพวกมัน พอฉันรู้ว่าตอนนี้รถแล่นเข้ามาในเขตของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ฉันก็นึกถึงผู้กองขึ้นมาทันทีเลยนะ” คำบอกเล่าของเธอทำให้ผู้กองพนาถึงกับดวงตาเป็นประกายในทันที 

               “ฉันจำได้ตอนงานศพของน้องชายผู้กอง ผู้กองบอกว่าจะลงไปทำงานที่ภาคใต้เพื่อสานฝันให้น้องชาย ตอนนั้นฉันก็เลยหวัง หวังว่าขอให้ได้เจอผู้กอง ขอให้ผู้กองมาช่วยฉัน...ไม่น่าเชื่อนะคะว่าคำขอของฉันจะเป็นจริง...ผู้กองมาช่วยฉันจริงๆ ด้วย แต่ก็น่าเสียดาย...ตลอดสามเดือนฉันจำไม่ได้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ฉันเผลอทำตัวไม่น่ารักไปรึเปล่า” 

               “เปล่าเลย...แก้วน่ารักเสมอสำหรับพี่” ผู้กองพนายิ้มออกมาด้วยหัวใจที่พองโต ดีใจเหลือเกินที่เธอบอกว่าเธอคิดถึงเขา ในยามคับขับแบบนั้นแต่เธอก็ยังคิดถึงเขา 

               “พี่อย่างนั้นหรอ...” 

               “ตอนอยู่ที่ฐาน แก้วเรียกพี่ว่า พี่พนา แล้วพี่ก็เรียกแก้วว่า แก้วเจ้าจอม มันเป็นชื่อที่พี่ตั้งให้แก้วในตอนนั้น เพราะแก้วความจำเสื่อมจำอะไรไม่ได้” 

               “บังเอิญจัง ซื้อหวยน่าจะถูกนะ” 

               “เรื่องระหว่างเรามันมากกว่าความบังเอิญอีกนะ” 

               “ผู้กองกำลังจะบอกว่าเราเป็นแฟนกันด้วยใช่ม้า” แก้วเจ้าจอมหลิ่วตาถามอย่างล้อเลียนเพราะคิดว่าเขาล้อเล่นก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วหันมามองหน้าเขาต่อ 

               “ถ้าพี่จะบอกว่าใช่ล่ะ” 

               “ไหนหลักฐาน” 

               “แน่ใจว่าถ้าเห็นหลักฐานแล้วจะรับได้” 

               “ทำไม มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายตอนที่ฉันจุ๊บอยู่กับผู้กองหรอ” 

               “ภาพตอนแก้ผ้านอนกอดกันก็ยังมี จะดูมั้ยล่ะ” 

               “ผู้กองถ่ายไว้ด้วยหรอ!!!” แก้วเจ้าจอมยกมือข้างหนึ่งขึ้นป้องตัว ส่วนอีกมือก็ชี้หน้าว่าเขา 

               “พี่ไม่ได้ถ่าย แก้วต่างหากที่เป็นคนถ่าย แก้วบอกว่าจะถ่ายเอาไว้เป็นหลักฐานว่าเราเป็นอะไรกัน เผื่อแก้วความจำกลับมาแล้วลืมพี่ ก็ให้พี่รีบเอาหลักฐานมายืนยันกับแก้วแล้วแก้วก็จะจำพี่ได้ พร้อมที่จะดูหลักฐานมั้ยล่ะ เป็นคลิปก็มีนะ” 

               “...ผู้กองล้อฉันเล่นใช่มั้ยเนี่ย” แก้วเจ้าจอมเริ่มหน้าหดเข้าไปทุกที “ถ้าถึงขั้นมีคลิป อย่าบอกนะว่า...มันเป็นคลิปตอนที่เรา...” 

               “ตอนที่เราเป็นผัวเมียกันด้วยความเต็มใจ” 

               แก้วเจ้าจอมยิ่งอึ้งเข้าไปใหญ่ รีบยกฝ่ามือขึ้นตบแก้มของตัวเองไปมาเพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ฝันไปแน่ๆ 

               “ฉะ...ฉันไม่ใช่สาวบริสุทธิ์แล้ว...” 

               “ไม่ใช่ว่าท้องแล้วหรอ เราไม่ได้ป้องกันกันด้วยนะ” 

               “คงไม่ได้บ่อยขนาดนั้นมั้ง” 

               “ทุกวัน ทุกที่ ทุกเวลาที่ว่างจากงาน” 

               “จะบ้าหรอ!!!” 

               “ฮ่าๆๆๆ” คราวนี้เสียงหัวเราะกลับเป็นเสียงของผู้กองพนาเอง เห็นสีหน้าเหวอๆ ของยัยโหดตัวแสบแล้วก็ยิ่งให้นึกเอ็นดูนัก “ก็ถึงถามอยู่นี่ไงว่าจะดูหลักฐานมั้ย แล้วรับได้รึเปล่า ถ้ารับไม่ได้ก็จะไม่ให้ดู แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ภาพกับคลิปไม่หลุดหรอก พี่เซฟความปลอดภัยเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว” 

               “จะแบล็คเมล์ฉันรึเปล่า” 

               “เปล่า” คราวนี้ผู้กองพนาหยุดหัวเราะเธอแล้วตีหน้าขรึมจริงจังขึ้นมา “...พี่แค่อยากได้เมียของพี่คืน พี่รักเมียของพี่มาก แก้วคือแก้วตาดวงใจของพี่ พี่อยากให้แก้วจำพี่ได้ อยากให้แก้วจำได้ว่าเรารักกันมากแค่ไหน พี่อยากให้แก้วได้รู้ว่าพี่ยังรอแก้วอยู่ นานแค่ไหนพี่ก็จะรอ ต่อให้แก้วจะจำพี่ไม่ได้ไปตลอดชีวิต แต่พี่ก็อยากจะให้แก้วรู้เอาไว้ว่าบนโลกใบนี้ยังมีผู้ชายคนหนึ่งที่มันรักแก้วมากแล้วก็ยังรอแก้วอยู่ ขอโอกาสให้พี่ได้จีบแก้วใหม่ได้มั้ย ขอให้พี่ได้ไขว่คว้าเอาแก้วคืนมาได้รึเปล่า” 

               แก้วเจ้าจอมน้ำตาร่วงอย่างไม่รู้ตัว หัวใจเต้นแรงระรัวไปหมดจนมือไม้สั่น เธอกำมือเอาไว้แน่นอย่างพยายามฝืนใจ ฝืนความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลที่มี ยิ่งเมื่อผู้กองพนายื่นมือมาปาดน้ำตาออกให้หัวใจของเธอก็เหมือนกับจะยอมสยบให้กับเขา 

               “แก้วเคยบอกว่าถ้าแก้วลืมพี่ ก็ให้พี่มาตามหาแก้ว มาทวงเอาแก้วคืน...ตอนนี้พี่พนามาตามหาแก้วแล้วนะ พี่มาทวงเอาแก้วคืนแล้ว แก้วจำพี่ได้รึเปล่า จำความรักของเราสองคนได้มั้ย...” แก้วเจ้าจอมไม่ได้ตอบอะไรออกมานอกจากได้แต่นั่งน้ำตาร่วงแล้วก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาของเขาอีก ทำให้คราวนี้ผู้กองพนาต้องขยับเข้าไปหาเธอแล้วดึงเธอเข้ามากอดเอาไว้แน่น กอดที่กระชับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่เธอลืมเขา 

               “พี่รักแก้วนะ พี่รักแก้ว คิดถึงแก้วใจจะขาดอยู่แล้วคนดี” ฝ่ามือที่แสนอบอุ่นลูบหลังและเส้นผมของแก้วเจ้าจอมอย่างอ่อนโยนและอบอุ่น ถ่ายทอดความรักตามที่เขาพูดออกมาได้ทั้งหมด ปลายนิ้วไล้เบาๆ ใต้ดวงตาคู่สวย กุมแก้มนุ่มหอมกรุ่นเอาไว้ด้วยมือของเขาก่อนที่ผู้กองพนาจะค่อยๆ ก้มลงมาหาเธอ ก้มลงมาหาเพื่อจะจูบปลอบขวัญเมียรักของเขาจนเมื่อริมฝีปากของเขากำลังจะแตะลงมาบนริมฝีปากของเธอ... 

               “ไนเปอร์!” เสียงของรองคีรินทร์ที่ดังขึ้นทำให้ผู้กองพนาที่กำลังจะจูบแก้วเจ้าจอมถึงกับชะงัก ในขณะที่แก้วเจ้าจอมเองก็ตกใจรีบผละเขาออกห่างพลางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา แล้วก่อนที่ผู้กองพนาจะทันได้ตั้งตัว 

               ผลัวะ!!!  

กำปั้นเล็กๆ แต่หนักมหาศาลก็ฮุกเข้าให้ที่ปลายคางของเขาทำเอามองเห็นดาวเห็นเดือนอยู่กลางศีรษะกันเลยทีเดียว พอชกเขาเสร็จยัยโหดตัวแสบก็ลนลานรีบวิ่งหนีขึ้นไปบนห้องนอนในทันที ในขณะที่ผู้กองพนายังคงนั่งเมาหมัดของเธออยู่ 

               “ยัยเด็กโหด กล้าดียังไงมาต่อยผัว เมียต่อยผัวโบราณว่าจะไม่เจริญเอานะ” เขาว่าให้อย่างไม่รู้ตัวว่าตอนนี้รองคีรินทร์ได้เดินเข้ามาหาแล้ว 

               “แล้วโบราณได้บอกด้วยมั้ยว่าถ้าคิดจะจูบลูกสาวเขากลางบ้านน่ะ มันอาจตายอย่างไม่รู้ตัวได้ทุกเมื่อ...” 

               “พ่อภู...” 

               “ใครพ่อมึง!” 

  

 

********************************************************** 

พี่เรนเจอร์รักพี่ซีลมากจริงๆ (ตกหลุมรักพี่แฝด) ส่วนพี่พนาก็…รื้อฟื้นความจำให้เมียต่อไปนะพี่ 

******************** 

เรื่องราวความรักของพี่แฝด ไรท์จะแยกเป็นอีกเรื่องนะคะ จะได้หวานละมุนกับพี่ซีลเต็มๆ และจะได้ฮากับความกะล่อนของพี่เรนเจอร์เยอะๆ  

ว่าจะมาแต่หัวค่ำ แต่ก็ต้องมาเขียนแก้ไขบางฉากใหม่จนดึกอีกตามเคย แล้วตอนหน้าจะรีบมาเร็วๆ นะคะ 

******************************************** 

ปล. นิยายเรื่อง พิทักษ์รักริมฝั่งโขง กับ ดวงใจรักยอดนักรบ ยังไม่มีเล่มหรืออีบุคนะคะ  

เนื่องจากยังเขียนไม่จบ 

ปล.2 ทิชากร แปลว่า นก (ยัยวินตากลับชาติมาเกิดใหม่รึเปล่าเนี่ย) นางจะกลับมาอีกครั้งในเรื่องราวความรักระหว่างพี่เรนเจอร์กับลูกงูน้อยค่ะ 

ความคิดเห็น