เอริณ
email-icon facebook-icon Line-icon

คุณวินมาล้าววววววววว

บทที่ 9 วิวาห์ล่ม (100%)

ชื่อตอน : บทที่ 9 วิวาห์ล่ม (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2563 02:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9 วิวาห์ล่ม (100%)
แบบอักษร

(ต่อ) 

 

เขาดูเป็นคนดี และใช่ เขายอมรับว่าตัวเองเป็นคนดี! 

ส่วนเพื่อนนั้น… ดีแหละ แต่ไม่มากเท่าเขา  

คริสเผลอหัวเราะออกมาเบาๆ จนคนที่นั่งข้างกายต้องขมวดคิ้ว รู้สึกไปเองไหมว่าตัวเองกำลังถูกอีกฝ่ายนินทา 

“นายไม่ได้นินทาฉันใช่ไหม” 

อีกฝ่ายคล้ายร้อนตัว เบิกตากว้าง ส่ายหัวจนแทบหลุดจากบ่า แล้วเม้มปากตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อทันที 

มาวินริมฝีปากกระตุก ชักไม่แน่ใจว่าดีหรือไม่ดีที่มีมันข้างกายแบบนี้ 

หลังจากลับฝีปากกันมาสักพักก็เดินทางถึงจุดหมาย 

พัทยา… 

ทะเลอันดามันไม่ไกลกรุงเทพฯ และเป็นสถานที่ที่เขามักเดินทางมานั่งเงียบๆ คนเดียว ยามเหน็ดเหนื่อยจากทุกอย่างในชีวิต  

คริสมาวนหาที่จอดก่อนจะพบโรงแรมหรูแห่งนึงน่าสนใจ เข้าหันมองมาเพื่อน เห็นอีกฝ่ายพยักหน้าก็ขับเคลื่อนรถเข้าไป เช็คอินห้องพักหนึ่งห้อง แล้วจอดรถทิ้งไว้ที่ลานจอด จึงเดินทอดน่องตามกันออกไปยังทะเลที่อยู่ติดกัน 

“นายรวยขนาดจ่ายค่าที่จอดรถเป็นพันเลยเหรอ” ราคาของที่พักตามสถานที่ท่องเที่ยวก็ประมาณนี้ แต่ที่คริสมองว่ามันแพงเกินไปก็เพราะ… มาวินเพียงแวะมาจอดรถเท่านั้น ไม่ได้คิดจะค้างคืน 

อีกฝ่ายไม่ตอบ แต่เดินลงชายหาดไปเงียบๆ แววตาบ่งบอกว่าต้องการอยู่คนเดียว 

เขาอยู่กับอีกฝ่ายหลายปี แม้จะห่างกันไปพักนึง แต่ก็มองออกว่าเวลาเช่นนี้มาวินน่าจะต้องการเวลาของตัวเอง เขาจึงแยกตัวออกไปเช่นกัน ทิ้งเวลาหลายชั่วโมงที่เหลือในวันแต่งงานให้เพื่อนได้ใช้อย่างที่ใจต้องการ 

มาวินเดินเงียบๆ มาจนถึงชายหาด มองท้องทะเลที่คลื่นซัดสาดรุนแรงแล้วม้วนตัวกลับลงไปสู้ความเวิ้งว้างก็ทอดถอนใจ ล่วงหยิบเครื่องมือสื่อสารที่ปิดเสียงปิดสั่น ก่อนจะตั้งเป็นโหมดเครื่องบินตอนที่กำลังเดินทางมา เขาปิดโหมดเครื่องบิน หน้าจอก็เด้งข้อความเข้ามาเป็นร้อยๆ ข้อความ ส่วนใหญ่จะเป็นของมารดา บิดา ร่วมถึงกวินตรา มารดาของเธอ และคนสุดท้ายก็ปรากฏ… วาคิน 

ทว่าสายของน้องชายมีเพียงครั้งเดียว อีกครั้งเป็นข้อความสั้นๆ ที่ส่งมาจากใจ 

“อยู่ไหน เป็นห่วง” 

ไม่รู้ว่าต้องรู้สึกเช่นไร เขาหัวเราะออกมาเสียงดัง เก็บเครื่องมือสื่อสารเข้ากระเป๋ากางเกง ก่อนสะอื้นตามหลังแล้วทรุดตัวลงคุกเข่า ร้องไห้ออกมาในที่สุด 

ความอึดอัดคับแน่นในอกที่อยากระบายมันทะลักทลายออกมาจนอกข้างซ้ายแทบปริแตก 

ก่อนจะตัดสินใจ ‘ทิ้ง’ ภาระให้คนเบื้องหลัง เขาเคยลองพยายามส่งสัญญาณให้คนรอบข้างหลายต่อหลายครั้ง เคยเปรยกับบิดาเรื่องยังไม่พร้อมแต่งงาน ขอร้องมารดาว่ายังไม่อยากใช้ชีวิตคู่ ทว่าดูเหมือนความต้องการในใจลึกๆ ของเขาจะถูกคนอื่นปัดทิ้ง กระทั่งวาคินเอง เขาก็เคยเปรยถึงเรื่องนี้ หากน้องก็เมินเฉยเช่นที่เป็นเสมอมา 

กำแพงความรู้สึกระหว่างเขากับวาคินไม่อาจทลายลง ต่อให้พยายามแค่ไหน สุดท้ายความสัมพันธ์ของลูกคนละพ่อก็ยังเป็นเส้นขนาน 

เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ลุกขึ้นยืนเหม่อมองท้องทะเลตอนกลางวันอย่างเลื่อนลอยไร้จุดหมาย 

สับสน อึดอัด ไม่รู้ว่าชีวิตจะต้องเดินไปทางไหน หากกลับไปอีกครั้ง ทุกคนจะมองเขาอย่างไร แม้กระทั่งกลอยใจเองจะรู้สึกเช่นไรต่อการกระทำของเขา นั่นยิ่งทำให้เขาหวาดกลัว 

สองขาคู่ยาวก้าวออกไปช้าๆ เสียงคลื่นซักสาดเข้าชายหาดผ่านเลยไปราวกับหัวใจของเขาไร้ซึ่งความรู้สึก ยิ่งเดินลึกลงไป ความเย็นช่ำของกระแสน้ำกลับไม่ทำให้สติที่เหมือนจะหลุดลอยกลับมา 

ทว่า… 

“มาวิน!” เสียงตะโกนลั่น พร้อมฝีเท้าว่องไวมาถึงตัวเขาได้ทัน 

ฝ่ามือของคริสตบลงใบหน้าเหม่อลอยของเพื่อนอย่างแรง กระแสเสียงยามตวาดถามด้วยความกรุ่นโกรธสั่นเทาจนเจ้าตัวต้องขบกรามแน่น 

“ทำบ้าอะไร!” 

เสียงนั้นดังจนลำคอของคริสแสบร้อน หนุ่มนัยน์ตาสีฟ้าใสจ้องมองใบหน้าคล้ายไม่มีสติของเพื่อนแล้วบีบมือที่จับไหล่อีกฝ่ายเอาไว้ จนดวงตาคมกล้าที่มองออกไปไกลแสนไกลคล้ายกลับเข้ามา 

“มะ มาวิน ฮึก” เขาเม้มปากแน่น ก้มหน้าลงพร้อมน้ำตาที่รินไหล  

หากไม่มีเขามันจะทำยังไง ตายไปทั้งแบบนี้น่ะหรือ! 

“นายยังมีฉัน ลืมไปแล้วเหรอ”  

มาวินคล้ายสติกลับมา ชายหนุ่มก้มลงมองเพื่อนที่บีบไหล่ตนเองแน่น ความหนาวเย็น และรสเค็มปร่าของน้ำทะเลราวกับค้อนหนักๆ จากใครสักคนทุ่มลงมาบนศีรษะของเขา  

“คะ คริส” เขาเอ่ยเรียกเพื่อนด้วยความละอายใจ เห็นอีกฝ่ายตัวเปียกปอนแต่ก็ยังไม่ถึงคอเช่นเขา คลื่นน้ำรสเค็มสาดซัดจนร่างของเขาแทบทรงตัวไม่ไหว อาการแสบตาจนต้องหรี่ลงช้าๆ กระแสน้ำกระเด็นเข้าปากเข้าจมูกจนแสบคอนั่นแหละ เขาถึงได้สติเต็มที่ 

“ฉะ ฉัน” ลำคอแสบจนเสียงที่เอ่ยพร่าสั่น เขาพึ่งตะหนักได้ว่า… ส่วนลึกของจิตใจตนเองน่าหวั่นเกรงแค่ไหน 

“นายจะตายทั้งแบบนี้เหรอ ตายโดยที่นายยังไม่ได้ใช้ชีวิตของตัวเองอย่างนั้นเหรอ!”

มาวินไม่มีคำตอบที่แน่ชัดให้เพื่อน เพราะเขาเองก็ไม่มั่นใจเช่นกันว่าที่แท้… เขาอยากตายหรือไม่

“ฉะ ฉัน”

ร่างสูงกว่าเขาไม่รอคำตอบ กึ่งลากกึ่งจูงเข้าขึ้นมาบนชายหาด แล้วสะบัดมือที่บีบต้นแขนเอาไว้ออก ตวัดหางตาเหลือบมองมาอย่างขุ่นเคือง หากก็ไม่ได้พูดอะไร

มาวินถอนหายใจ ทิ้งกายลงนั่งบนพื้นทรายตรงชายหาดรับแรงสาดซัดของน้ำทะเลเงียบๆ คริสเหลือบมอง ก่อนเดินมาทิ้งกายลงนั่งข้างกัน

“ฉันอุตส่าห์ไปซื้อน้ำมะพร้าวมาให้” พูดจบก็หันกลับไปมองมะพร้าวสองลูกนอนกลิ้งอยู่ไม่ไกล ถอนหายใจอีกครั้งแล้วหันมองเพื่อน

“ถ้าไม่มีฉัน นายจะตายจริงๆ เหรอ”

มาวินไม่ได้ตอบ ไม่หันมองสบตาเพื่อนด้วยซ้ำ

เขาละอายใจ… ในช่วงที่อ่อนแอที่สุด เขาเกือบจะสิ้นสติ ทำเรื่องแบบนั้นลงไปอย่างไม่รู้ตัว… หรือไม่ก็อาจรู้ตัวและตั้งใจทำ

คริสมองเพื่อน มองเนิ่นนานจึงถอนหายใจ ละสายตากลับมามองเบื้องหน้าเป็นเพื่อนกัน

“มาวิน” อีกฝ่ายใช้น้ำเสียงจนใจระคนห่วงใยในการเอ่ยถาม “กลัวการเผชิญหน้ากับวันพรุ่งนี้เหรอ”

คลับคล้ายกับว่ามาวินไม่อยากมีวันพรุ่งนี้อย่างไรอย่างนั้น เขาเข้าใจดี เพราะอดีตก็เคยรู้สึกเช่นนั้น

“อนาคตมันมืดมนใช่ไหมละ กลัวว่าถ้ากลับไปแล้ว การตัดสินใจของนายจะส่งผลต่อสายตาที่คนอื่นมองนาย กลัวคนมากมายจะผิดหวังในตัวของนาย ฉันพูดถูกไหม”

มาวินพยักหน้ารับเบาๆ แววตาอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด

คริสกลับระบายยิ้ม เอื้อมมือไปแตะไหล่หนาเบาๆ แล้วออกแรงตบเล็กน้อย เพื่อเรียกปลอบโยนอีกฝ่ายพร้อมให้กำลังใจ

“มาวิน” เขาหวนนึกถึงความรู้สึกของตัวเองในครั้งนั้นจึงตัดสินใจเอ่ย “ไม่ว่าวันข้างหน้าสายตาของคนรอบข้างจะมองมายังไง มันไม่สำคัญหรอก สิ่งที่สำคัญคือผู้หญิงคนนั้นต่างหาก ถ้าการที่นายตัดสินใจ ‘ปฏิเสธ’ ความต้องการของคนอื่นเป็นครั้งแรกกลับเป็นเรื่องไม่สมควรในสายตาของหล่อน นั่นแปลว่าหล่อนไม่ได้รักนายจริงๆ”

เขาเชื่อว่ากว่ามาวินจะตัดสินใจหนีงานแต่งได้ อีกฝ่ายต้องขบคิดจนหัวแทบแตก และใช้เวลาในการตัดสินใจอย่างยาวนาน แถมต้องใช้ความกล้ามากมายทีเดียวกว่าจะลงมือทำได้

“นายเหนื่อยมากไม่ใช่เหรอ แววตานายอ่อนแสงลงทุกวัน ตั้งแต่ฉันมาที่นี่ ฉันไม่เคยเห็นนายยิ้มจริงๆ สักครั้ง นอกจากครั้งแรกที่เราเจอกันที่สนามบิน”

ไม่ใช่แค่การติดสินใจในวันนี้ที่น่ากังวล แต่ความเหนื่อยล้าทั้งกายทั้งใจของเพื่อนก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลเช่นกัน

“มาวิน” เขาบีบไหล่หนาที่ลู่ลง ใบหน้าหล่อเหลาที่สาวๆ เคยชมชอบกับแววตาหยิ่งทะนงในอดีตยามกวาดมองเขาเลือนหายไปนานแล้ว คริสเม้มปาก ถอนหายใจแล้วคลายมือที่บีบไหล่ออก

“ตัวนายเองก็เหมือนกัน หากรักตัวเองบ้าง มองเห็นตัวเองในเงาบนกระจกบ้าง นายจะไม่คิดแบบนี้”

แววตาตอนที่มาวินเดินลงทะเลไปมันยังฝังแน่นใจสมองของเขา คริสไม่เคยเห็นเพื่อนสิ้นหวังถึงเพียงนี้มาก่อน

“ชีวิตทั้งชีวิตของนายขึ้นอยู่กับการก้าวเดินต่อไปในวันนี้นะ กลับไปเถอะ” กลับไปเผชิญกับทุกอย่างอย่างกล้าหาญ แล้วเขาจะยืนเคียงข้าง บางครั้งเป็นเกราะป้องกันแรงกระแทกจากคนรอบข้างให้อีกด้วย

“นายรักคนอื่นได้ แต่นายต้องรักตัวเองเหมือนกัน หากผู้หญิงที่นายรักคนนั้น มองนายเปลี่ยนไป นายก็ควรต้องทำใจแล้วก้าวไปข้างหน้าให้ได้ และใช้ชีวิตที่นายปรารถนา อยู่ให้ได้ ขอแค่นายยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะไม่ตำหนินาย ไม่ว่านายจะทำอะไรก็ตาม”

คำพูดตอนท้ายนี้ หากคริสในวันข้างหน้าหวนกลับมาแก้ไขได้ เขาจะไม่เอ่ยมันออกมาไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

ทว่าแววตาของมาวินกลับมาสว่างวาบอีกครั้ง เขาหันมองใบหน้าของเพื่อน ผืนยิ้มออกมาจางๆ หากข้างในกลับปั่นป่วนไม่ต่างจากเดิม แต่มีสิ่งที่ต่างไปจากเดิมก็คือ… ความกล้า

เขาอยากกลับไปเผชิญกับปัญหา และอยากรู้ด้วยว่าในสายตาของกลอยใจจะมองเขาเปลี่ยนไปจากเดิมมากแค่ไหน

มาวินจึงระบายยิ้มกว้างขึ้น ตอบรับเพื่อนทันที “กลับกันเถอะ”

คริสไม่รู้ว่าในแววตาอ่อนแสงที่อยู่ๆ ก็สว่างวาบขึ้นมานั้นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงมันได้อีกไหม ทว่าเมื่อเขากับมาวินกลับมาเผชิญหน้ากับทุกอย่างอีกครั้ง

เพื่อนของเขา… ก็ได้เผชิญกับสิ่งที่เหนือกว่าความเจ็บปวด และอีกฝ่ายคล้ายกับเปลี่ยนไปราวกับคนละคนกัน

 

 

**** เนื้อหายังมีติดขัดต้องขออภัยนะคะ 

 

ฝากหนูอัยย์กับมาวินด้วยนะคะ  

เนื้อหาที่ลงยังไม่มีการปรับแก้ ตรวจคำผิด  

อาจมีบางส่วนผิดพลาดต้องขออภัยด้วยนะคะ 

ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอด ทุกๆ เรื่องเลยนะคะ 

 

 

รัก... เอริณ 

ความคิดเห็น