saimai

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 7 สานทอถักรัก (70%)

ชื่อตอน : บทที่ 7 สานทอถักรัก (70%)

คำค้น : สายไหม, ความรัก, หวานซึ้ง, โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 42

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ค. 2563 10:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 สานทอถักรัก (70%)
แบบอักษร

“ไม่เป็นไรครับ ผมบอกคุณไปแล้วว่าหลังจากจัดการธุระเสร็จเวลาของผมจะเป็นของคุณ และจะเป็นของคุณคนเดียว” 

       อักษราภัคนั่งคิดวกไปวนมาถึงคำพูดที่ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นมาสองครั้งสองคราต่อหน้าของเธอ เขาพูดไปอย่างนั้นหรือว่ามีความหมายใดซ่อนอยู่ในคำพูดประโยคนั้นที่เปล่งวาจาออกมาหรือไม่? หรือว่าเธอคิดพินิจพิเคราะห์ให้มากความไปเอง ทั้งที่ในความจริงแล้วอาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้ 

       “เสร็จแล้วหรือยังครับ หรือจะให้ผมไปรอข้างล่างดี?” ชายหนุ่มเคาะประตูหน้าห้องพักของอักษราภัค ไม่แน่ใจนักว่า  หญิงสาวอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง เขาเองก็ไม่อยากเร่งรัดนักเพราะกลัวว่าอักษราภัคจะไม่สบายใจและไม่สนุกกับการมาเยี่ยมชมอยุธยาในครั้งนี้ 

       “เสร็จแล้วค่ะ รอสักครู่นะคะ” อักษราภัคสะดุ้งตื่นจากภวังค์รีบคว้ากระเป๋าสะพาย เปิดประตูออกไปข้างนอก 

       “สวัสดีค่ะ ขอโทษที่ทำให้ต้องรอกัน” 

       “ไม่เป็นไรครับ พวกเราไม่ได้เร่งรีบอะไรไม่ใช่เหรอ ถึงอย่างไรก็ได้อยู่ด้วยกันอยู่แล้ว เชิญครับ” ชายหนุ่มยื่นแขนไปให้ อักษราภัคควงทำท่าเหมือนกับว่าเขาจะเป็นคนประคองเธอลงบันไดไปข้างล่าง 

       อักษราภัคควงแขนของเขาแต่โดยดี รู้สึกแปลกใจในกิริยามารยาทของชายหนุ่มไม่น้อย เพราะผู้ชายสมัยนี้คงไม่มีใครเขาทำแบบนี้กันแล้ว แต่ก็ช่างเถอะเขาสุภาพเรียบร้อยเช่นนี้เป็นการดีแล้ว ชีวิตคู่ของเธอกับเขาจะได้ไม่ยุ่งยากมากนัก ถ้าเขาเป็นคนหลายใจ เจ้าชู้ประตูดินไม่เลือก แต่งกันไปคงน้ำตาเช็ดหัวเข่า มีแต่เรื่องเศร้าไม่ต้องทำอะไรเป็นแน่ จะอย่างไรก็คงไม่เจอกับคำว่าความสุข ถึงแม้ว่าจะทราบดีว่าการแต่งงานแบบคลุมถุงชนไม่สามารถการันตีเรื่องความรักความลงตัวและความสุขในครอบครัวได้ แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นก็ต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

       ระหว่างทางในขณะที่ชายหนุ่มขับรถไปยังสถานที่ที่เขาต้องการพาอักษราภัคไปเยี่ยมชมนั้น หญิงสาวกำลังรวบรวมกำลังใจอยากจะถามว่าชายหนุ่มชื่ออะไร แต่ก็ไม่มีโอกาสที่ประจวบเหมาะเสียที พอเริ่มได้โอกาสชายหนุ่มก็หักพวงมาลัยเลี้ยวไปจอดข้างทาง 

       “ขอโทษนะครับ ผมเห็นเพื่อนพอดี มีธุระต้องคุยกัน คุณจะรอตรงนี้หรือจะลงไปด้วยครับ?” 

       “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันลงไปด้วยดีกว่าจะได้รู้จักกันไว้” อักษราภัคคิดว่าเธอกำลังจะกลายมาเป็นภรรยาของเขา ก็ควรทำหน้าที่ให้ดีที่สุดทำความรู้จักเพื่อนฝูงของเขาเอาไว้ เรียนรู้ตัวตนความเป็นเขาก็คงจะดีไม่น้อย ชีวิตครอบครัวจะได้ไม่กระท่อนกระแท่นมากนัก 

       “อ้าวพีไปไงมาไงถึงได้มาอยู่ที่นี่วันนี้ไม่เข้าไปทำงานเหรอ?” ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างถนนเอ่ยทักทายทันทีเมื่อเห็นหน้าของเพื่อนสนิทที่กำลังเดินตรงเข้ามาที่เขาพร้อมกับสาวน้อยหน้าตาสวยจัดแบบไทยเดิมที่งามกระเบียดไปทุกนิ้วตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ความงามที่น่าพิศวงและหลงใหลในเวลาเดียวกัน 

       “ลาพักร้อนช่วงนี้กำลังจะพาว่าที่คู่หมั้นไปปางช้าง เธอเพิ่งมาจากกรุงเทพฯ รู้จักเอาไว้สิ นี่คือ อักษราภัค แล้วนี่คือเพื่อนสนิทของผมครับ สุริยา” 

       “สวัสดีค่ะคุณสุริยา” อักษราภัคยกมือขึ้นไหว้ทำความเคารพตามมารยาทเพราะมั่นใจว่าเขามีอายุมากกว่าเธอเฉกเช่นเดียวกับว่าที่คู่หมั้น 

       “สวัสดีครับไม่ต้องเรียกคุณหรอก เทพเป็นเชื่อเล่นของผม จะเรียกพี่เทพเฉยๆ ก็ได้ไม่รังเกียจกันครับ สวัสดีว่าที่เพื่อนสะใภ้ พี่ฝากดูแลเพื่อนพีหน่อย มีคนดูแลสวยๆ แบบนี้พี่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง นึกอยู่นานว่ามันจะเป็นเกย์เสียอีก เพราะยุให้มีแฟนก็ไม่มีสักที จนเพื่อนหลายคนเขานึกว่ามันแอบรักพี่แล้วรู้ไหม” สุริยาเล่าไปยิ้มไปอย่างสนุกสนาน หันไปยักคิ้วหลิ่วตาให้เพื่อนรักของเขาที่ยังคงยืนเฉยๆ หน้าขรึมๆ เหมือนเดิม 

       “ได้ค่ะพี่เทพ” อักษราภัคยิ้มให้อย่างเป็นมิตรรู้สึกว่าชายหนุ่มมีมนุษยสัมพันธ์ดีไม่น้อย ไม่ยากที่จะพูดคุยด้วย ถ้าว่าที่คู่หมั้นของเธอยิ้มบ้าง หรือพยายามพูดมากกว่านี้ก็คงจะดีไม่น้อย หรือว่าเธอต้องรอให้เขาคุ้นเคยกับเธอเสียก่อน หลายสิ่งหลายอย่างอาจจะดีขึ้นก็เป็นได้ 

       “เทพเรื่องที่คุยกันไว้ ตกลงแล้วก็ทำไปตามที่แกแนะนำแล้วกัน แต่ตอนนี้ฉันยังไม่ว่างเข้าไปเซ็นให้ ขอให้ฉันพักร้อนเสร็จก่อนจะแวะเข้าไป” ชายหนุ่มเอ่ยขัดขึ้นมาเรียบๆ ตั้งใจพูดในสิ่งที่เขาต้องการคุยกับสุริยา 

       “ได้สิ ไม่รีบหรอกเรื่องแค่นี้เอง ดูแลว่าที่คู่หมั้นคนสวยให้ดีเถอะ ถ้าแกดูแลไม่ดีฉันจะฉกไปดูแลเอง ไป๊ ไปได้แล้ว ฉันจะได้ทำการทำงานต่อ ช่วงนี้ยิ่งวุ่นวาย คนงานก่อสร้างทำงานได้ไม่ตรงตามเป้า เวลาก็กระชั้นเข้ามา ไม่รู้ว่าต้องทำโอทีอีกแค่ไหนถึงจะทันตามเวลา” สุริยาเอ่ยหน้าเครียดเมื่อพูดถึงเรื่องการก่อสร้างอาคารที่อยู่ด้านหน้าของเขา ทราบดีว่าทุกอย่างล่าช้าไปกว่ากำหนดการไม่น้อย และถ้าขืนไม่แก้ไขให้ทันเวลาอาจจะส่งผลให้ประสบความเสียหายและชื่อเสียงคงเสียไปไม่น้อยทีเดียว  

       “งั้นฉันไปก่อน แกจะได้ไม่ว่อกแว่กให้เสียเวลา แล้วเจอกัน” ชายหนุ่มประคองโอบเอวของอักษราภัคกลับไปที่รถและตรงไปที่ ปางช้างอย่างที่ได้ตั้งใจไว้แต่แรก 

       “สวยจังเลยค่ะ บรรยากาศไทยเดิมดีจังเลย” อักษราภัคเอ่ยปากชมออกมาทันทีเมื่อเห็นสภาพของปางช้างที่อยู่เบื้องหน้า     

       “ครับของไทยดูแล้วเย็นตา เดี๋ยวนี้ไม่เรียกกันว่าปางช้างแล้วถ้าจะให้ถูกต้องต้องเรียกว่า วังช้างอยุธยาแลเพนียด”  

       “วังช้างอยุธยาแลเพนียด ไม่ใช่และเหรอคะ?”  

       “ไม่ครับแลคือ แลมอง แลเห็น แลดู เป็นภาษาโบราณ เพนียดหมายถึงที่จับช้างซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ความหมายรวมก็คือ สถานที่ทำงานและดูแลเพนียดคล้องช้าง”  

       “เห็นมั้ยครับทางโน้นทิศเหนือติดกับบึงน้ำโบราณข้างคุ้มขุนแผน ทิศใต้ติดกับป่าโทนใกล้ศาลหลักเมือง ทิศตะวันออกก็สระน้ำวัดเกษ ด้านตะวันตกก็ตลาดน้ำเทศบาล”  

       “ที่ไหนก็ล้อมรอบด้วยน้ำนะคะ” 

       “ทางน้ำเป็นทางสัญจรเป็นชีวิตของคนโบราณ ถ้าขาดลำน้ำลำคลองพวกเขาก็อยู่ไม่ได้ เดี๋ยวผมจะพาไปดูลานพักช้างใหญ่ ตรงนั้นให้บันทึกภาพได้เท่านั้น แต่ห้ามเข้าไปใกล้ช้างนัก เสร็จจากตรงนั้นผมจะพาไปดูลานพักช้างน้อย คุณคงจะชอบไม่น้อยเพราะมีลูกช้างน่ารักๆ ให้เห็นโชว์ความสามารถต่างๆ ประกอบเสียงดนตรีและอื่นๆ ค่อยๆ ดูไป เพราะผมอยากให้คุณใช้เวลาอยู่ที่นี่ทั้งวันจะพาไปดูโครงการปุ๋ยชีวภาพ สืบสานสายพันธุ์ช้าง และกระดาษมูลช้างด้วย แต่ค่อยๆ ดูไปครับไม่ต้องรีบมาก” 

       “ค่ะ คงต้องขอให้คุณเป็นไกด์ส่วนตัวแล้วถ้าคุณไม่รังเกียจ” 

       “ไม่ครับอย่างที่บอกไปแล้วเวลาของผมเป็นของคุณ และคุณกับผมก็กำลังจะร่วมชีวิตด้วยกัน ถ้าผมไม่ทำเพื่อคุณแล้วจะไปทำเพื่อใคร?”   

      “ขะ...ขอบคุณมากค่ะ” อักษราภัคหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ดวงตาของเขาและคำพูดที่เธอได้ยินมันทำให้ใจของเธอ เต้นแรงเหลือเกิน 

       “คุณรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องเพนียดคล้องช้างบ้างไหม?”  

       “ไม่ทราบค่ะ น่าอายนะคะ ฉันเป็นคนชอบของเก่ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่เรื่องประวัติศาสตร์ไทยในอดีตฉันกลับไม่รู้เรื่องมากเท่าไหร่ ถ้าเป็นประวัติศาสตร์ยุโรปฉันทราบเพราะเป็นสิ่งที่ฉันเรียนมา” 

       “ความทรงจำของแต่ละคนจำแนกไปไม่เหมือนกัน บางคนก็จำเรื่องหนึ่งได้แต่ลืมเรื่องอื่น บางคนก็จำได้อย่างแม่นยำ ไม่นับรวมถึงความถนัดและความสนใจของพวกเขา” 

       “ค่ะ คงอย่างที่คนเขาพูดกันว่าแต่ละคนมีความถนัดคนละด้านแตกต่างกันไป”  

       “ใช่ครับ ถึงแล้วนี่คือลานพักช้างใหญ่ สมัยก่อนเวลาจับช้างจะทำต่อหน้าพระที่นั่งข้างพระราชวังจันทรเกษมจนถึงสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงย้ายมาอยู่ที่นี่พระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเสด็จมาทอดพระเนตรการคล้องช้างเสมอ” 

       “ทุกครั้งเลยเหรอคะ?” 

       “ใช่ครับทุกครั้ง เพราะนอกจากเป็นขั้นตอนในการเลือกช้างแล้วยังเป็นเหมือนมหรสพ พวกท่านไม่มีทีวีเหมือนสมัยนี้ไง”   

 
    “จริงค่ะ แต่ถึงมีทีวีอย่างสมัยนี้ถ้ามีการจับช้างให้ดูภัคก็จะมาดูนะคะ ไม่อยากให้พลาดไป”   

       “ของหาดูได้ยากคนย่อมสนใจ ถ้ามีดาษดื่นถมไปคนก็ไม่นำพา” 

       “มาทางนี้สิครับ จะได้เห็นชัดๆ” ชายหนุ่มโอบเอวตวัดร่างของอักษราภัคเข้ามาใกล้ จนหญิงสาวสั่นไปหมดทั้งตัวเมื่อต้องมาอยู่ใกล้ชิดกับชายหนุ่มถึงขนาดนี้แต่ก็ไม่กล้าขยับตัวออกห่างเพราะกลัวว่าเขาจะคิดไปว่าเธอรังเกียจ หนำซ้ำเธอกลับรู้สึกอบอุ่นเหลือเกินยามที่ได้อยู่ใกล้เขา 

       “สมัยก่อนหมอช้างจะขี่ช้างต่อล่อช้างป่าจากนอกพระนครให้เข้ามาในเพนียดแล้วคัดเฉพาะช้างที่ต้องการไว้ เมื่อจะนำมาฝึกก็จะให้หมอช้างชี่ช้างวิ่งไล่ต้อน ผู้ที่ทำหน้าที่จับช้างหรือคล้องช้างจะขี่ช้างต่อถือคันจาม” 

       “คันจาม?” 

       “ไม้ด้านยาวที่ปลายด้านหนึ่งเป็นบ่วงและปลายเชือกผูกติดกับคอช้างนะ นึกภาพตามออกมั้ย? คอยหาจังหวะคล้องบ่วงเข้าที่เท้าหลังของช้าง เมื่อบ่วงรัดเท้าช้างไว้แน่น จากนั้นควาญท้ายจะโยนบ่วงที่เหลือลงจากหลังช้างเพื่อให้ช้างลากไปติดเสาตะลุงก็เป็นอันจับช้างได้ จากนั้นจึงนำช้างต่อสองเชือกประกบข้างแล้วนำไปยังสำโตงเตงเพื่อให้พระมหากษัตริย์เลือก ซึ่งการเลือกช้างนั้นจะต้องดูที่คชลักษณ์เป็นหลักแล้วจึงนำช้างแต่ละคชลักษณ์ไปฝึกตามที่ตำราบอกกล่าว”     

        “คชลักษณ์อย่างนั้นเหรอคะ? ชื่อนี้คุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินมาก่อน”   

       “ตำราบอกลักษณะช้างที่ระบุได้ว่าเป็นช้างสำคัญหรือไม่ ถ้าเข้าข่ายมีคชลักษณะเจ็ดประการ ตาขาว เพดานขาว เล็บขาว ขนขาว พื้นหนังขาวหรือสีคล้ายหม้อใหม่ ขนหางขาว อัณฑโกศขาวหรือคล้ายสีหม้อใหม่” 

       “ช้างเผือกใช่ไหมคะว่าง่ายๆ คนไทยเราผูกพันกับความเชื่อในเรื่องมีช้างเผือกจริงๆ นะคะโดยเฉพาะพระมหากษัตริย์” 

       “ใช่แล้วโดยเฉพาะในยุคโบราณขนช้างเผือกโดยเฉพาะขนหางถือว่าเป็นเครื่องรางของคลังชนิดหนึ่งสามารถป้องกันเสนียดจัญไรแก่ผู้ที่มีไว้ครอบครองได้ จึงนิยมนำมาทำเป็นแหวนติดตัว และพระแส้หางช้างเผือกของพระมหากษัตริย์ก็ทำมาจากขนหางช้างเผือก” 

       “ภัคเคยได้ยินคุณย่าคุณยายบอกว่าเด็กคนใดที่มักจะเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่แข็งแรง หรือเลี้ยงยาก ถ้านำเด็กคนนั้นไปลอดใต้ท้องช้างเผือกครบสามรอบ จะกลับมาแข็งแรงไม่เจ็บไข้ได้ป่วยบ่อยๆ อีก และเลี้ยงง่าย” 

       “นั่นก็อีกความเชื่อหนึ่งของชาวบ้าน นอกจากความเชื่อที่เกี่ยวโยงกับพระมหากษัตริย์และชาวบ้านแล้ว ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับบ้านเมืองด้วย สมัยก่อนถือกันมากถ้าเกิดเหตุร้ายกับช้างเผือกไม่ว่าจะเจ็บ งาหัก หรือล้มถือว่าเป็นลางร้ายของแผ่นดิน จะเกิดอาเพศภัยร้ายขึ้นแก่บ้านเมืองประชาชน” 

       “คุณเชื่อเรื่องพวกนี้มั้ยคะ? หรือคิดว่าเป็นอะไรที่พิสูจน์ไม่ได้”  

       “ผมเชื่อหลายเรื่องและเรื่องหนึ่งที่ปักใจเป็นอย่างมากก็คือบุพเพสันนิวาส ของสิ่งไหนเกิดมาเป็นคู่กันก็ต้องเป็นคู่กันไม่ว่าจะต้องผ่านอุปสรรคแค่ไหนกี่ชาติกี่ภพท้ายที่สุดแล้วก็ต้องได้มาร่วมเรียงเคียงหมอนจนได้”  

 

 

Copyright © All rights reserved. ห้ามคัดลอกดัดแปลงเนื้อหาในนิยายเรื่องนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงานและบ้านเลิฟ การ์เด้นนะคะ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 

ผลงานอีบุ๊กของไหมทุกเรื่องดาวน์โหลดที่เว็บ meb นะคะ 

ความคิดเห็น