วาฬกลิ้ง
Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 7th Day [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 950

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ค. 2563 21:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
7th Day [100%]
แบบอักษร

7th Day 

ตั้งแต่เกิดจนโต ผมเคยมีแฟนทั้งหมดราวๆ ห้าคน กับลิลลี่คบกันนานที่สุด และแน่นอนว่าทุกคนเป็นผู้หญิง

ผู้ชายธรรมดาๆ ไม่ว่าใครก็ต้องตื่นเต้นกับผู้หญิงอยู่แล้ว ผมก็คึกคักเหมือนคนทั่วไปเวลาเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของเพศตรงข้ามนั่นแหละ ส่วนปฏิกิริยาเวลาพูดคุย แตะตัว จับมือกอดไหล่กับเพศเดียวกันคนอื่นก็ไม่เคยมีความรู้สึกแปลกๆ หรือตะขิดตะขวงใจอะไรเกิดขึ้นเลยสักครั้ง แต่กับคนที่เพิ่งเจอกันยังไม่ถึงเดือนอย่างแมทธิวมันกำลังสร้างความสับสนให้ผม

ผมรู้ว่าแมทธิวโอเคกับผู้ชาย ผู้ชายบางคนอาจจะระแวดระวังและเลี่ยงที่จะเข้าใกล้คนที่ชอบเพศเดียวกัน แต่บางคนที่แยกแยะชัดเจนว่าเขาเป็นเพื่อนก็อาจจะไม่ได้คิดอะไร ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนประเภทหลัง มองว่าการที่แมทธิวสามารถคบกับเพศเดียวกันได้ไม่ใช่อุปสรรค์หรือกลายมาเป็นตัววัดว่าเขาจะเป็นเพื่อนผมได้รึไม่ได้

พวกเราเคยคุยกันไปตั้งแต่แรกแล้วว่าผมไม่ได้ชอบผู้ชาย ส่วนเขาเองก็บอกว่าอยากได้แค่เพื่อนเที่ยว จนกระทั่งช่วงหลังๆ มานี้...ผมเพิ่งจะเริ่มรู้สึกว่าแมทธิวเข้าหาผมมากกว่าเดิม ทั้งคำพูด การกระทำ แววตา แม้กระทั่งคำว่าที่รักเขาก็เคยใช้เรียกผม แต่แล้วยังไง แม้จะไม่ใช่คนรักแต่คนอังกฤษก็สามารถเรียกว่าดาร์ลิงได้ มันควรจะมีอะไรชัดเจนกว่านี้ให้ฟันธง

...น่าสับสนกว่าเดิมตรงที่ผมไม่ได้รู้สึกรังเกียจอะไรเขา เอาตรงๆ คือรู้สึกแปลกๆ เหมือนคันยุบยิบอยู่ข้างในมากกว่า

ความคิดหนึ่งที่ว่าตัวเองเป็นเกย์ถึงพุ่งขึ้นมา แต่พอลองคิดภาพว่าตัวเองพูดคุยยิ้มหวานกับผู้ชายคนอื่นก็ขนลุกขึ้นแล้ว บางทีอาจจะเป็นแบบนี้เฉพาะแค่แมทธิวเท่านั้น

เพราะผมรู้ว่าฝรั่งหมีคนนี้เองก็นิสัยน่ารัก เวลาอยู่กับเขาผมสบายใจ...

ผมชอบเขา?

ก็ว่าไปถึงนั่น ไม่ใช่อยู่แล้ว ผมเพิ่งเจอกับแมทธิว จะรู้สึกไปไกลถึงขนาดนั้นมันเป็นไปไม่ได้ คนอื่นผมไม่รู้ แต่สำหรับผมแล้วสำหรับความรู้สึกลึกซึ้งต่อสิ่งต่างๆ มันต้องค่อยๆ ใช้เวลาสะสม บางทีสุดท้ายมันอาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้

ทำธุระส่วนตัวพลางคิดถึงเรื่องนี้ไปด้วยมาตั้งแต่เช้า จริงๆ ต้องบอกว่าคิดมาตั้งแต่ลงเรือเมื่อวานแล้วมากกว่า

หลังกลับมาที่บ้านพักจากการทานบุฟเฟต์มื้อเช้าของโรงแรมไป ผมก็จัดการเอากางเกงที่เปื้อนทรายตัวเมื่อวานออกมาจากกะละมังของร้านทุกอย่างยี่สิบบาท ล้างฟองของน้ำยาปรับผ้านุ่มแล้วเอาไปตากก่อนจะไม่มีเสื้อตัวใหม่ไว้ใส่

ทำนั่นทำนี่ไปเรื่อย ดูนาฬิกาอีกทีก็เห็นว่าเก้าโมงครึ่งแล้ว...

ผมนัดกับแมทธิวเอาไว้ตอนสิบโมง

‘ตัวน้อย’ 

“...”

นั่นไง พอนึกถึง โทรศัพท์ก็แจ้งเตือนขึ้นมาพอดี

มองตัวอักษรที่ย่อมาจากลิตเติ้ลแลมบ์เวลาเขาเอาไว้ใช้เรียกผมแล้วรอข้อความต่อไป

‘ตื่นรึยัง อรุณสวัสดิ์’ 

‘ตื่นแล้วครับ ผมเพิ่งทานข้าวเช้าเสร็จ คุณจะไปกี่โมงครับ’ 

วันนี้ผมก็นัดเขาออกไปข้างนอกเหมือนเคย แต่ไม่ใช่การล่องเรือไปไหนไกลๆ เหมือนสองสามวันก่อนแล้ว ยังมีที่เที่ยวอื่นๆ ในภูเก็ตอีกเยอะที่ยังไม่ได้ไป กะไว้ว่าวันนี้จะขับรถไปเที่ยวหาดสวยๆ หลายแห่งที่ถูกแนะนำในอินเตอร์เน็ต รวมทั้งจุดชมวิว ตอนเย็นก็ค่อยแวะหาร้านอาหารทะเลทานก่อนแยกย้ายกลับมาพักผ่อน

วันนี้เที่ยวแบบง่ายๆ ไปก่อน เพราะพรุ่งนี้ผมเล็งๆ พวกกิจกรรมเดินป่ากับโหนสลิงเอาไว้อยู่ ที่นี่มีบริษัทให้บริการด้วย

หลังจากได้ฟังคำแมทธิวที่ว่าอุตส่าห์มาแล้วก็เที่ยวให้เต็มที่ ผมแม่งหาข้อมูลเที่ยวแบบลุยดะขึ้นมาเยอะ

‘ตอนนี้เลยก็ได้ พีชเรียบร้อยรึยัง’ 

‘ไม่ต้องรีบก็ได้ครับ ผมยังไม่อาบน้ำเลย คุณเรียบร้อยแล้วเหรอ’ 

‘ลุกขึ้นมาเตรียมตัวตั้งแต่แปดโมงแล้ว ผมอยากเจอพีช’ 

“...”

ผมอดส่งเสียงในลำคอเบาๆ กับตัวเองไม่ได้

‘งั้นก็ต้องรอไปนะครับ’ 

‘ผมไปรอพีชที่ที่พักก็แล้วกัน ได้ไหม’ 

ทีแรกนิ้วขยับจะส่งข้อความไปว่าไม่ต้องลำบาก แต่คิดอีกทีมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการที่เขามารอผมที่ล็อบบีบ่อยๆ ดีเหมือนกัน ผมจะได้อาบน้ำทำธุระแบบไม่ต้องรีบร้อนมากด้วย

คว่ำมือถือไว้ที่เดิม ผมก็เดินเข้าไปจัดการตัวเองในห้องน้ำ ไม่ถึงสิบห้านาทีก็เรียบร้อย ตอนที่สวมกางเกงเสร็จ กริ่งหน้าห้องก็ดังขึ้นพอดี รู้โดยที่ไม่ต้องเดาเลยว่าเป็นแมทธิวแน่ๆ มือเลยเอื้อมไปหยิบเสื้อมาสวมก่อนเดินไปเปิดประตู

เป็นฝรั่งหมียืนอยู่อย่างที่คิด วันนี้เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินอ่อนและกางเกงขาสั้นสีขาวลายใบไม้ กระดุมเม็ดบนสองสามเม็ดเปิดอ้าเหมือนร้อนมาก พอเห็นผมเปิดประตูก็ถอดแว่นกันแดดที่สวมอยู่ออกไปเสียบตรงนั้น ส่งยิ้มทักทายมาให้

“พีชอาบน้ำเสร็จแล้วเหรอ”

“ครับ เพิ่งใส่เสื้อคุณก็มากดกริ่งพอดี ยังจำห้องผมได้สินะครับ” ผมถามแบบไม่ได้ต้องการคำตอบจริงจังอะไร เบี่ยงให้เขาเดินเข้ามาคอยในห้องก่อน ส่วนตัวเองก็เตรียมพวกกระเป๋าสตางค์ มือถือและข้าวของอื่นๆ ที่จะเอาติดตัวไป

พอเดินออกมาหน้าโรงแรมก็เห็นว่าเขาจอดรถจักรยานยนต์ไว้ข้างกำแพง เป็นคันเดียวกับที่เขาเช่าวันที่ไปเล่นเซิร์ฟนั่นแหละ ผมเกี่ยวกระเป๋าเอาไว้ตรงระหว่างที่วางขา จากนั้นแบมือไปตรงหน้าคนตัวโต

“อะไรจ๊ะ”

“กุญแจรถไงครับ”

คนฟังทำหน้าแปลกใจทันที “พีชจะขับ?”

“ใช่สิครับ วันนี้ไปตั้งหลายหาด ไกลแถมมีขึ้นเขาด้วยแน่ๆ คุณไม่มั่นใจถนนหนทางของไทยนี่ ผมขับให้ดีกว่า”

“โอเคเหรอตัวน้อย”

“นั่นผมต้องถามคุณมากกว่า เอามาเถอะครับ ผมขับเนี่ยแหละ”

กระดิกปลายนิ้วมืออีกสองสามหน กุญแจมอเตอร์ไซค์ก็ถูกยื่นส่งมาให้ในที่สุด ผมจัดแจงสวมหมวกกันน็อคขึ้นคร่อมเบาะ พอถอยหลังและสตาร์ทเรียบร้อยก็หันไปพยักหน้าให้คนที่ยืนอยู่ รอจนกระทั่งแมทธิวก้าวขึ้นมาซ้อนด้านหลังเตรียมบิดคันเร่ง แต่ยังไม่ทันจะออกตัว ผมก็จำต้องคลายมือออกจากแฮนด์

...ยกไปดึงแขนหนาๆ ที่สอดมาเกี่ยวรอบเอวตัวเองให้ออกไป

“ไม่ต้องกอดเอวครับ โตแล้ว”

“ผมกลัวตกนี่”

ผมแอบกลอกตาอยู่ด้านหน้า “คุณจับราวด้านหลังเอาไว้แทนสิครับ จะได้ไม่เอนมาชนด้วย”

“แบบนั้นอันตรายนะ เกาะพีชไว้ผมมั่นใจมากกว่า” เขาเอ่ยเสียงเบาหวิวติดจะอ้อนส่งมา จากนั้นขยับมือเข้ามาใกล้ใหม่ แต่คราวนี้ไม่ได้โอบ เปลี่ยนเป็นวางไว้แถวๆ หน้าตักผม “ผมขอแค่นี้ก็ได้”

ตาเหลือบต่ำมองมือหนาๆ นั่นเล็กน้อย สุดท้ายก็ถอนหายใจเบาๆ ทาบมือที่คันเร่งตามเดิม

ผมหาข้อมูลมาแล้ว ครั้งก่อนที่ไม่ได้ไปหาดไม้ขาวก็จะแวะไปวันนี้ นอกจากนั้นจะแวะไปเดินเล่นตามพวกจุดชมวิวด้วย หนึ่งในแลนด์มาร์กมีแหลมพรหมเทพติดเข้าไปด้วยอยู่แล้ว ตอนทานมื้อเช้าเสร็จผมได้แวะคุยกับน้องพนักงานอยู่ครู่หนึ่ง เขาบอกว่าดูพระอาทิตย์ตกที่นั่นโคตรสวย ยืดอกบอกแบบมั่นใจว่าสวยสุดในไทยด้วย

เชียร์ขนาดนั้นจะไม่ไปก็ไม่ได้ แต่ว่าสถานที่แต่ละจุดอยู่ห่างกันไกลมาก มันเลยเหมือนเราขับรถเล่นกันมากกว่า

ผมไม่ได้ขับตามถนนสายหลัก แต่เลือกจะใช้ถนนเส้นเล็กๆ ที่มีบางจุดสามารถมองเห็นทะเลและชายหาดได้แทน แน่นอนว่าโคตรจะงง เพราะซอยให้เลี้ยวเยอะแยะเต็มไปหมด ต้องอ้อมผ่านหมู่บ้านบ้าง พอเริ่มไปไม่เป็นก็ต้องเปิดหมวกกันน็อคถามชาวบ้านบริเวณนั้น ลำบากหน่อยแต่ก็ได้ประสบการณ์ใหม่ไปอีกแบบ

“เมื่อยก้นไหมคุณ ขับถนนใกล้ทะเลแล้วเราใช้เวลานานกว่าถนนหลักอีก โทษนะครับ” พอมาถึงที่หมาย หลังจากดับเครื่องผมก็หันไปถามด้วยสีหน้าแหยๆ

“ถ้าผมบอกเมื่อยพีชจะนวดให้ไหม”

“มีร้านนวดอยู่นะ”

แมทธิวทำหน้าตัดพ้อแบบไม่จริงจังนัก “ใจร้ายนะตัวน้อย ครั้งก่อนผมยังเสนอตัวนวดให้พีชได้เลย”

“ไม่เอาล่ะครับ สะโพกผมอาจจะหักก็ได้ คุณดูแรงเยอะจะตาย”

“ก็บอกแล้วไงว่าเรื่องแรงพีชต้องลองดูก่อน”

“...”

เดี๋ยวนะ เหมือนมันเริ่มจะแปลกๆ

หันไปมองรอยยิ้มมีเลศนัยบนใบหน้าหล่อแล้วผมหมุนหน้าไปอีกทาง ไม่อยากสนใจมุกเขาอีก

เดินลุยทรายนุ่มๆ มาใกล้ทะเล หาดไม้ขาวตรงนี้มีชื่อเสียงเรื่องการที่มันตั้งอยู่ใกล้กับสนามบินนานาชาติภูเก็ตไม่กี่ร้อยเมตร เพราะฉะนั้นนักท่องเที่ยวจะเห็นเครื่องบินแลนด์ดิงกันแบบใกล้ๆ

ไม่ได้ตั้งใจจะมาเล่นน้ำทะเล เลยทำแค่เดินถือรองเท้าเอาขาจุ่มคลื่นที่ซัดมาตามแนวชายหาดเท่านั้น พวกเราใช้เวลาเที่ยวเล่นอยู่แถวนี้กันนานพอสมควร หลังแวะซื้อน้ำนั่งดื่มพักจนหายเมื่อยก้นผมก็ออกปากชวนต่อ ตอนนี้บ่ายโมงแล้ว เพราะใช้เวลาเดินทางไกล ถ้ามัวโอ้เอ้เดี๋ยวจะกลับถึงหาดที่เราพักอยู่เย็นเกินไป

ทีนี้จากหาดไม้ขาวก็ต้องขับลงไปใต้สุดของเกาะ กินเวลานานกว่าขามาซะอีก

“แมทธิว คุณหิวรึยังครับ”

“นิดหน่อย พีชล่ะ”

“เดี๋ยวเราหาซื้อด้านบนกินรองท้องก็แล้วกัน แต่อย่ากินเยอะนะครับ เพราะผมจะกินอาหารทะเล” ประโยคหลังว่าปุ๊บตัวเองก็หัวเราะออกมาเอง จากนั้นหันไปชวนเขาให้เดินไปอีกทาง

แหลมพรหมเทพเป็นจุดชมวิวที่เขาว่ากันว่าสวย...ก็สวยจริงๆ นั่นแหละ ถึงตอนนี้แดดจะยังแรงไปสักหน่อย แต่โชคดีที่ฟ้าเปิด เพราะจุดชมวิวตรงนี้เป็นผาลาดค่อนข้างสูง เลยมีลมพัดแทบตลอดเวลา ต้นตาลและดอกหญ้าซึ่งขึ้นเรียงรายส่ายเอนไปตามแรงนั้น มองเห็นฟองคลื่นสีขาวซัดกระทบบริเวณปลายแหลม ยังไม่ถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน แต่แค่นี้ก็สวยแล้ว

นักท่องเที่ยวพากันถ่ายรูปเดินชมอยู่พอสมควร ไม่ได้เยอะจนอึดอัดตา ชมวิวจนพอใจผมก็เรียกให้แมทธิวมาเดินดูร้านขายของกิน ซื้อของนิดๆ หน่อยๆ ไปนั่งทานรองท้องตรงจุดที่ไม่ค่อยมีคน

ยืดแขนข้างหนึ่งไปด้านหลัง ค้ำมันกับที่นั่ง เอนตัวรับลมแบบสบายอกสบายใจเต็มที่ ส่วนแขนอีกข้างหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปเล่นต่ออีกนิด ส่งไปให้พี่สาวดูบ้าง ให้เพื่อนบ้าง จากนั้นก็เข้าไปอัปในไอจีต่อ แต่หนนี้ไม่ได้โพสต์แล้วออกจากแอพฯ เหมือนทุกที ลากนิ้วโป้งปัดขึ้นตรงหน้าฟีดอัปเดตชีวิตชาวบ้านเขาไปเรื่อย

ไล่กดไลค์ให้ แต่ตอนที่นิ้วจะจิ้มสองทีลงที่รูปหนึ่ง ปลายนิ้วผมกลับหยุดชะงักเอาไว้ได้ทัน

“...”

ภาพลิลลี่...

ไม่ใช่ลิลลี่คนเดียว ลิลลี่กับ...ผู้ชายที่อยู่กับเธอในห้องนอนวันนั้น

แฟนเก่าผมก็ยังเหมือนเดิม ไม่สิ ดูร่าเริงมากกว่าเดิม ยิ้มหวานต่อหน้ากล้อง ข้างๆ คือแฟนใหม่ของเธอซึ่งหันหน้าเข้าหา กำลังแนบจมูกและปากลงที่ข้างแก้มฟอดใหญ่

ไม่รู้ว่าตั้งแต่ที่เลิกกัน เธอโพสต์ภาพทำนองนี้มากี่ภาพแล้ว ผมไม่ได้อัปเดตฟีดเลย มองแคปชั่น ‘ชีวิตที่เริ่มต้นใหม่ ถ้าดี ทุกอย่างก็จะเป็นไปได้ด้วยดี’ เหมือนจะจงใจสื่ออะไรหลายๆ อย่าง

“หึ...”

ผมอดจะแค่นเสียงในลำคอไม่ได้

เคยคิดว่าไม่เจ็บแล้ว ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ก็ไม่ค่อยได้คิดถึงเรื่องเธออีกเหมือนกัน แต่พอมาเห็นก็เข้าใจได้ว่าความรู้สึกหน่วงๆ มันก็ยังหลงเหลืออยู่ในซอกหลืบลึกๆ ในจิตใจ ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ผ่านมานานแล้ว แต่เอาเข้าจริงนับตั้งแต่วันที่ถูกเธอตอกหน้าใส่วันนั้นก็ผ่านมาได้ไม่ถึงเดือนเลยด้วยซ้ำ

อาจจะไม่ได้ใกล้เคียงกับการเศร้าโศกทรมาน แต่มันก็ทำให้อึดอัดในอกได้ไม่ต่าง ความรู้สึกโมโหระคนขุ่นใจเล็กๆ มันก็ต้องมีบ้างอยู่แล้ว ยิ่ง...เจออีกฝ่ายลงรูปแบบนี้ เขียนแคปชั่นแบบนี้

...ลิลลี่ต้องการอะไร? หรือเพราะเธอเห็นรูปไปเที่ยวที่ผมลงไว้ เลยจะสื่อให้ผมเห็นว่าเธอเองก็อยู่สุขสบายดี แถมมีความสุขมากกว่าเดิมด้วย?

“พีช”

“...” ผมยังจ้องมองจอ แต่ก็ต้องมาสะดุ้งเบาๆ เมื่อรู้สึกถึงปลายนิ้วที่แตะลงมาตรงข้อมือ “แมท?...มีอะไรครับ”

“ผมเรียกแล้วคุณไม่หัน”

“เอ๊ะ อ้อ...ขอโทษครับ ผมเล่นมือถือเพลินไปหน่อย”

ถึงตอนนี้นี่แหละที่เพิ่งจะรู้สึกตัวว่าหน้าตัวเองยุ่งเหยิงหน่อยๆ แต่มือที่ถือมือถือค้างไว้จะเบี่ยงหลบคนข้างตัวก็ทำไม่ทันแล้ว ตาคมของแมทธิวเห็นรูปถ่ายที่ผมจ้องมองอยู่นานไปเรียบร้อย...และอาจจะเห็นมาสักพักแล้วด้วย

อีกฝ่ายไม่ได้ละลาบละล้วงถามอะไร แต่ทำให้อารมณ์ผมก็ปั่นป่วนไม่น้อย ไม่ว่าจะด้วยอยากคุย อยากเล่า อยากระบาย หรืออะไรก็ตาม ผมหมุนจอสมาร์ทโฟนให้อีกคนดูเองเต็มๆ ตา

“...ภาพแฟนเก่าผมน่ะครับ”

“...”

“คนที่เคยเล่าให้คุณฟัง”

นัยน์ตาสีสวยไล่มองตาม แต่แค่ชั่ววินาทีก็เคลื่อนกลับมาสบตาผม “เธอน่ารักนะ แต่พีชน่ารักกว่า”

“...”

หน้าผมที่พยายามปั้นยิ้มเพราะไม่อยากแสดงอารมณ์แท้จริงในใจเริ่มจะปั้นต่อไม่ได้ หันมือถือกลับมาทางตัวเอง “ปลอบใจแบบนั้นผมไม่ดีใจหรอกนะ”

“ผมไม่ได้ปลอบ แค่พูดตามที่คิดเท่านั้นเอง”

ผมหัวเราะเหอะๆ เคลื่อนสายตากลับมาดูรูปตรงหน้าต่อ แต่แล้วก็ไม่รู้คิดอะไร ออกจากไอจีแล้วเปลี่ยนไปเข้าแอพฯ กล้องก่อนหันไปชวนคนข้างๆ “แมทธิว ถ่ายรูปกันไหมครับ?”

วินาทีแรกแมทธิวทำหน้าแปลกใจ แต่เหมือนจะเข้าใจได้ไม่ยาก เขายิ้มมุมปาก “ถ่ายแบบนั้นเหรอ”

“ตลกแล้ว ถ่ายธรรมดาสิครับ”

อีกฝ่ายยังยิ้ม ตอบรับกลับมาด้วยการขยับเข้ามาใกล้ผมมากกว่าเดิม ใกล้จนแก้มเราเกือบจะชิดกัน แขนวาดโอบรอบอยู่ตรงไหล่ผม เจอแบบนี้ตอนแรกผมก็จะดันร่างสูงๆ นี่ให้ถอยห่างออกไปนั่นแหละ แต่พอเห็นเขาหันหน้าเข้าหากล้องเพื่อเตรียมพร้อมก็พูดอะไรไม่ออก ตัวเองเป็นคนชวนเองนี่นะ

ผมมองกล้องบ้าง ตั้งใจจะยิ้ม จนมาเห็นภาพตัวเองกับคนข้างๆ ที่ปรากฏบนหน้าจอ...ก็ดันยิ้มไม่ออกซะงั้น

“ยิ้มสิตัวน้อย”

ปากผมขยับเม้มเบาๆ “ก็ตั้งใจอยู่หรอกครับ แต่พอคุณมาพูดแบบนี้ผมยิ้มไม่ออกนี่”

“ถ่ายรูปกับผมต้องยิ้มกว้างๆ นะ”

“แบบนี้ยิ่งยิ้มไม่ออกเลย”

แมทธิวหมุนหน้ามาทางผม ตั้งใจจะให้เห็นแววตัดพ้อเล็กๆ “จะบอกว่าเซลฟีรูปคู่กับผมแล้วพีชยิ้มไม่ออกเหรอ”

“ผมยังไม่ได้พูดเลยสักคำ...นี่ คุณอย่าทำหน้าแบบนั้นได้ไหม”

ฝรั่งหมีนี่...

แชะ 

ตอนที่กำลังหันไปคุยกับคนข้างตัว จู่ๆ หูก็ได้ยินเสียงชัตเตอร์ที่ตัวเองไม่ได้ปิดดังขึ้นมา เป็นแมทธิวที่เป็นคนเอื้อมมืออีกข้างที่ว่างอยู่ไปกดปุ่มชัตเตอร์ตรงหน้าจอให้

นาทีนั้นผมกะพริบตาช้าๆ เพราะไม่ทันตั้งตัว แต่เมื่อเห็นว่าภาพถูกถ่ายไปแล้วก็หดมือกลับมากดเข้าไปดูในแกลอรี ภาพล่าสุดคือรูปถ่ายรูปคู่ภาพแรกของผมและแมทธิว พวกเราไม่ได้มองกล้อง แต่กำลังมองกันและกันอยู่ ผมยิ้มกว้างมองหน้าเขา ขณะที่แมทธิวริมฝีปากแต้มร้อยยิ้มน้อยๆ ด้านหลังเป็นวิวทะเลและต้นตาลสูงๆ ของแหลมพรหมเทพ

พอได้เห็น ผมก็เพิ่งจะรู้สึกตัวว่าก่อนหน้านี้ตัวเองหลุดหัวเราะออกมา...

เอ่อ ก็แมทธิวมาทำสีหน้าน่ารักๆ แบบนั้นนี่หว่า เป็นผู้ชายตัวตั้งโตซะเปล่า เห็นแล้วมันก็อดขำไม่ได้

“พีชเป็นคนยิ้มสวยนะ รู้ตัวไหม?”

“เหรอครับ...”

ตายังมองรูป ผมจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยถ่ายรูปเวลายิ้มกว้างหรือหัวเราะแบบนี้รึเปล่า แต่พอเป็นภาพที่ไม่ได้มองกล้องขณะเผลอ มันกลับดูเป็นธรรมชาติมากกว่าที่คิด

เห็นภาพถ่ายท่าทางร่าเริงของลิลลี่ คิดว่าถ้าเป็นตัวเองคงยิ้มมีความสุขขนาดนั้นไม่ได้ซะอีก

มุมปากยกขึ้นอีกครั้งตามรูปที่ได้เห็น สุดท้ายก็เลือกจะอัปมันลงในไอจีทั้งที่ก่อนหน้าไม่ได้มีความคิดนี้อยู่เลย ไม่ได้แท็กสถานที่ ไม่ได้ปรับสีแต่งภาพ ไม่ได้เขียนแคปชั่นใดๆ ลงไปทั้งนั้น

ไม่จำเป็นต้องบอกอะไรใคร ผมคิดว่าคนที่มองเองก็น่าจะรับรู้ถึงอารมณ์ของผมจากใบหน้าและแววตาทั้งหมดแล้ว...

เย็นวันนั้นผมกับแมทธิวทานมื้อเย็นเป็นอาหารทะเลที่ร้านติดริมชายหาด หลังจากรอดูพระอาทิตย์ตกดินที่แหลมพรหมเทพกันจนเต็มอิ่ม ผมก็ขับรถกลับมาแถวใกล้ๆ กับหาดกะรนซึ่งเป็นที่พัก เลือกหาร้านอาหารทะเลที่ไม่หรูมากและไม่แย่มากร้านหนึ่ง อยากจะให้แมทธิวลองทานร้านที่ธรรมดาๆ ดูบ้าง

สุดท้ายได้ร้านที่บรรยากาศและการตกแต่งเป็นสไตล์ไทยๆ โต๊ะที่นั่งเป็นโต๊ะขาเตี้ยทำจากไม้สัก เป็นการนั่งขัดสมาธิทานอาหารทะเลที่จะว่าเข้าก็เข้า ไม่เข้าก็ไม่เข้า

แมทธิวเองก็ดูจะชอบเหมือนกัน เขาบอกว่าขันเงินที่ใส่น้ำลอยมะลินี่มันดูโคตรเจ๋ง...

มาทะเลหลายวันแต่เพิ่งได้ทานอาหารทะเล ผมซัดหอยแครงเผาที่อยากจะกินมานานไปเยอะจนพอใจ อิ่มปุ๊บก็นั่งคุยให้อาหารย่อยสักพักหนึ่งก่อนพากันกลับ ฝรั่งหมีแวะมาส่งผมที่โรงแรมก่อน จากนั้นก็แยกตัวกลับที่พักของตัวเองไปบ้าง

ออกไปตั้งแต่ตอนสาย กลับมาถึงห้องตอนเกือบสองทุ่ม

เอาจริง ผมเกือบเดินไม่ไหวเลยนะ นานๆ ทีจะได้กินจนอิ่มขนาดนี้ พอท้องตึงหลังจากออกไปตะลอนมาแทบทั้งวัน ความง่วงก็รุมเร้าได้ไม่ยาก หยิบผ้าผืนใหม่ที่แม่บ้านจัดการเปลี่ยนให้บนเตียงเข้าไปล้างคราบฝุ่นและกลิ่นที่ติดมาออกไป พอสระผมแล้วตาเหมือนจะสว่างขึ้นมาได้นิดหน่อย

ผมแห้งปุ๊บผมก็เปลี่ยนชุดนอนก้าวขึ้นเตียง เปิดโทรทัศน์ดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยๆ แต่ป่านนี้มีแต่ละครหลังข่าว ผมดูละครซะที่ไหน สุดท้ายเลยเปิดทิ้งไว้แบบนั้น

ครืด ครืด 

“...!?”

ไม่รู้ว่าเคลิ้มๆ หลับไปตั้งแต่ตอนไหน มือถือที่วางคว่ำอยู่บนตัวจู่ๆ ก็สั่นครืดคราดขึ้นมา ผมลืมตาแบบสะลึมสะลือ สิ่งแรกที่เห็นคือโทรทัศน์ที่ยังเปิดค้างเอาไว้ ละครจบไปนานแล้ว

พอหยิบมือถือที่กำลังสั่นครืดๆ ขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์แปลกที่ไม่ได้เมมฯ เอาไว้ เวลาบนนั้นบอกว่าตีหนึ่งแล้ว...

ตีหนึ่ง...ใครมันบ้าโทรมาตอนตีหนึ่งวะ

นอนไม่เต็มอิ่มแต่ดันถูกปลุกกลางคันผมก็หน้ายุ่ง คิดในใจว่าถ้าโทรมาเรื่องไม่สำคัญจะตำหนิสักหลายประโยค นิ้วกดปุ่มเขียวเชื่อมสัญญาณ

“สวัสดีครับ”

นาทีนั้นมีเสียงเหมือนอะไรบางอย่างตกลงบนพื้นดังสนั่น ขนาดผมที่อยู่ปลายสายยังต้องเบ้หน้า “ฮัลโหล? เอ่อ...ฮัลโหลครับ? ได้ยินรึเปล่า โทรจากไหนครับเนี่ย”

[พีช...ตัวน้อย]

ในที่สุดฝั่งนั้นก็ยอมเอ่ย แม้เสียงทุ้มจะทั้งแหบแห้งทั้งเบาหวิวแทรกมาพร้อมกับลมหายใจ แต่คนที่เรียกผมว่าตัวน้อยมีอยู่แค่คนเดียว สีหน้าผมฉายชัดว่าแปลกใจ “แมท? คุณเหรอครับ”

[...]

อีกฝ่ายไม่ตอบ แต่ได้ยินเสียงอื่นดังเล็ดลอดเข้ามาอีกแล้ว แว่วๆ ว่าเป็นเสียงพูดคุย แต่ผมจำได้ว่าไม่ใช่เสียงแมทธิวแน่ๆ เหมือนว่าตอนนี้เขาจะไม่ได้อยู่คนเดียว

แมทธิวไม่เคยโทรมาหาผม นอกจากส่งข้อความ พอเป็นแบบนี้แล้วผมก็รู้สึกว่ามันอาจจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา คิ้วขมวดแน่นทันควัน “แมท? คุณโอเคไหม เป็นอะไรรึเปล่า”

[พีช โทรมากวนตอนนอนรึเปล่า ช่วยผมหน่อยสิจ๊ะ...]

ท้ายประโยคเสียงยิ่งเบาลง ส่วนผมตอนนี้เหรอ ตาแทบเหลือกไปแล้ว เด้งกายลุกขึ้นจากเตียงแบบลืมง่วง

แมทธิวเป็นคนต่างชาติ มาเที่ยวประเทศไทยคนเดียว เขาไม่ใช่คนที่นี่ มีเรื่องมากมายก่ายกองที่จะสร้างความเดือดร้อนให้เขาได้ ก็น่าจะรู้...ประเทศเราก็ไม่ใช่ประเทศที่มีความปลอดภัยติดอันดับโลกอะไรขนาดนั้น

“คุณอยู่ไหนครับ ไม่ได้อยู่ที่ห้องใช่ไหม”

[ผมอยู่ตรงล็อบบีโรงแรมพีช]

“ล็อบบีโรงแรมผม?”

งั้นเมื่อกี้เขาคงคุยกับพนักงานกะดึกตรงหน้าฟรอนต์สินะ “คุณมาทำอะไรที่โรงแรมผมครับ นี่มันดึกแล้วนะ”

[ก่อนหน้านี้ผมไปที่ร้าน x มา...]

“ร้าน x!?” ผมเผลอหลุดเสียงสูง เอ่ยเรียกจีซัสอย่างอดไม่อยู่ “คุณไปทำอะไรร้านนั้นเนี่ย ไม่สิ ผมก็ไม่น่าถาม อย่าบอกนะว่าตอนนี้คุณกำลังเมาอยู่?”

[ขอโทษนะที่รัก...แต่ว่า...] เสียงแมทธิวเบาหวิวเป็นพิเศษ เหมือนจะยอมรับตามนั้น

เห็นแบบนั้นแม้จะอยากบ่นอีกหลายคำ แต่สุดท้ายก็เลือกจะถอนหายใจ บอกแค่ว่าเดี๋ยวรีบไปหาแล้ววางสาย ค้นเอาเสื้อคลุมในกระเป๋าเดินทางมาสวมทับชุดนอนเอาไว้ แล้วถือกุญแจก้าวไวๆ ตรงไปที่ล็อบบีด้านหน้าทันที และแล้วก็มองเห็นร่างสูงใหญ่คุ้นเคยนั่งเอนหลังอยู่ตรงเก้าอี้ ข้างๆ คือน้องพนักงานผู้ชายยืนทำหน้ากังวลอยู่

ผมกวาดสายตามองแมทธิว เขายังอยู่ในเสื้อตัวเดียวกับเมื่อกลางวัน คิ้วเข้มขยับชนกันแน่น

เมากว่าที่คิดไว้ซะอีก

ร้าน x ที่ว่านั่นเป็นบาร์กึ่งร้านอาหารหรูสำหรับท่องเที่ยวกลางคืน ผมเคยเห็นรีวิวอยู่ในเว็บไซต์ ไม่ใช่ผับที่เปิดเพลงดังๆ หรือเต็มไปด้วยลูกค้าวัยรุ่น แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นสำหรับคนที่ออกไปจัดแอลกอฮอล์ตอนกลางคืนเลยสักนิด

“แมท”

พอเดินไปหยุดอยู่ใกล้ๆ โซฟาเก้าอี้หวาย ผมก็เรียกเขาหน้ายุ่ง

“พีช...”

อีกคนปรือตาสีฟ้าอมเทาขึ้นมามอง พอเห็นว่าเป็นผมเขาก็คว้าแขนผมเอาไว้ทันที แต่ตอนที่กำลังจะอ้าปากตำหนิอย่างอดไม่อยู่ต่อ อยู่ดีๆ คนเมาก็เอามือผมไปแนบใบหน้า ไล้ปลายจมูกเข้ากับหลังมือ จากนั้นใช้ริมฝีปากนุ่มๆ บดถูไปมาจนน้องพนักงานที่ยืนอยู่ไม่ไกลเบิกตากว้างกะพริบปริบๆ

เชี่ย ผมขนลุกซู่ รีบดึงมือออกอย่างแรง “แมทธิว! คุณทำบ้าอะไรเนี่ย”

“พีชครับ”

ยังเรียกชื่อผมไม่เลิก...

ผมส่งเสียงในลำคอ หันไปทางน้องพนักงานแล้วผงกศีรษะ “ขอโทษนะครับ ช่วยพี่แบกเพื่อนไปในห้องหน่อยได้ไหม ท่าทางเขาเมามาก คงเดินไม่ไหว พี่ก็พยุงคนเดียวไม่ได้ด้วย”

“ได้ครับ เดี๋ยวรอสักครู่นะครับ”

น้องเขารีบพยักหน้า เดินไปวางป้ายไม่อยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์แล้วกลับมาช่วย ผมหิ้วปีกแมทธิวข้างหนึ่ง ส่วนอีกฝั่งก็ให้น้องเขาจัดการไป เดินจากหน้าล็อบบีไปตามทางซึ่งต้องผ่านบ้านพักแต่ละหลัง

ระยะทางก็ไม่ใช่แค่ยี่สิบก้าวถึง ฝรั่งหมีนี่เหมือนจะจงใจกวนผม น้องพนักงานที่มาช่วยตัวใหญ่แรงมากกว่าผมเยอะ แต่เขากลับเทน้ำหนักมาทางนี้ท่าเดียว เอาศีรษะและแก้มมาถูแก้มผมตลอดเวลา เข่าแทบทรุด กว่าจะมาถึงห้องพัก ไขกุญแจและหอบร่างสูงใหญ่นี่ไปทิ้งลงบนเตียงได้ก็เล่นเอาเหนื่อยหอบ หลังผมเหมือนเหงื่อจะออกอีกหนแล้ว

“ขอบคุณมากนะครับ”

เดินกลับไปส่งน้องพนักงานพร้อมยื่นทิปให้ น้องเขายกมือไหว้รับแล้วแสดงสีหน้าเห็นอกเห็นใจ สายตาเหลือบมองไปด้านในห้องจนรอยยิ้มผมเริ่มจะกลายเป็นรอยยิ้มแข็งค้าง

ไม่ใช่คิดว่า...

เดาสายตาออกนะเว้ย

ลับร่างพนักงานไปแล้วผมก็ถอนหายใจ ปิดประตูคล้องโซ่เหมือนทุกที แต่พอเดินไปหยุดยืนดูสภาพคนเมาข้างเตียงก็อดจะพูดขึ้นมาอีกรอบไม่ได้ “ดูสภาพคุณสิ คิดยังไงไปดื่มเหล้าดึกๆ ดื่นๆ แบบนั้นครับเนี่ย”

“ตัวน้อย...”

ผมก้มลงไปใกล้ สีหน้าแมทธิวยังดูมึนเมา จมูกได้กลิ่นแอลกอฮอล์ในลมหายใจจางๆ ที่จะหมุนตัวเดินไปเอาผ้าผืนเล็กที่ทางโรงแรมให้มาเช็ดผมชุบน้ำอุ่นโปะหน้าสักที แมทธิวกลับใช้แขนหนาๆ ดึงตัวผมเอาไว้อย่างแรง แรงที่เกิดจากด้านหลังตอนไม่ทันตั้งตัวทำให้ผมหล่นลงไปทับเขา

ศอกกระแทกโดนตรงหน้าท้องแข็งๆ ทันที ผมเบิกตากว้าง “คุณ...!”

นั่นทำผมเจ็บแทน แต่เขากลับไม่รู้สึกอะไรเลย ใช้แขนหนาๆ สองข้างรัดเอวผมไว้แน่น เขากดให้เนื้อตัวผมเสียดสีกับตัวเอง เอาหน้าเข้ามาซุกอยู่แถวซอกคอและท้ายทอยของผม ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ากระทบอย่างแรง

หูได้ยินเสียงทุ้มเอาแต่เอ่ยเรียกชื่อผมซ้ำๆ

ท่าทางไม่เหมือนเมาปกติ

มากกว่าเมา...

ใช่ นี่ไม่ใช่อาการเมาอย่างเดียวแล้ว สะโพกผมที่เสียดสีอยู่กับด้านล่างของเขาเหมือนจะรับรู้ถึงส่วนแข็งขืนที่กำลังดุนดันอยู่ได้อย่างชัดเจน หน้าตัวเองเปลี่ยนเป็นซีดเผือดขึ้นมา

“แมท? เดี๋ยว นี่คุณ...”

“พีช ช่วยผมหน่อยได้ไหม?”

“...”

ฉิบหายแล้ว ในสมองตะโกนคำนี้ออกมารัวๆ ยิ่งพออีกฝ่ายพูดแล้วซบหน้าเข้ามาถูไถเสียดสีกับผิวเนื้อบริเวณหลังหูและไหล่ของผมไม่หยุดก็ยิ่งย่ำแย่มากกว่าเดิม สติผมแน่นอนว่าแตกตื่น แต่สติอีกส่วนก็สั่งให้ตัวเองใจเย็นๆ เอาไว้ก่อน

พยายามไม่สนใจสะโพกตัวเองที่ถูกกดให้เสียดสีกับส่วนนั้นของเขา เพราะพอจะเข้าใจอารมณ์อีกคนดี ใช้มือที่พอจะขยับได้ลูบแขนแมทธิวช้าๆ “คุณ...ใจเย็นก่อนนะครับ คุณยังฟังผมรู้เรื่องใช่ไหม คุณเข้าไปอาบน้ำหน่อยดีกว่า”

“...พีช”

“ตอบผมก่อนสิ”

“รู้ไหมว่าตัวเองน่ารักมาก...”

“ครับๆ ขอบคุณครับ เอาเป็นว่าผมพาคุณไปห้องน้ำก็แล้วกันนะ...อ๊ะ”

เสียงผมสั่นขึ้นมาจังหวะหนึ่งเมื่อจู่ๆ ผิวเนื้อตรงคอตัวเองก็รู้สึกถึงความร้อนชื้นและแรงดูด ขนทุกเส้นพากันลุกชันขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ คราวนี้ผมดิ้นสุดแรงเกิด หัวก็พยายามเอนตัวหนีไม่ให้เขาเข้าใกล้มากกว่านี้ แต่ไม่รู้ทำไมแมทธิวที่ดื่มเหล้ามากลับยังมีแรงน่าเหลือเชื่อ เขากอดผมเอาไว้แน่น ซุกอย่างกับลูกหมี ดูจะเมาหนักมากแล้วจริงๆ

ไม่มีทางเลือก ผมเลยต้องงอเข่ากระแทกเข้าที่ขาข้างหนึ่งของเขา

ได้ยินเสียงสูดปากตามมาทันที แรงแขนนั่นคลายออกอย่างที่หวัง ผมเลยรีบสะบัดตัวหลุดออกมา “แมทธิว!”

“พีช...”

สติอีกคนเหมือนจะกลับมาแล้วเล็กน้อย แต่ใบหน้าหล่อยังแสดงออกชัดเจนว่าสับสน นัยน์ตาสีฟ้าสวยขยับมามองผม ในนั้นแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกผิดชัดเจน “ขอโทษนะตัวน้อย ผม...”

“ไม่เป็นไรครับ คุณไม่ต้องพูดแล้วรีบไปห้องน้ำก่อนดีกว่า” ผมลังเลนิดหน่อยก่อนจะพูดประโยคต่อมา “ผมจะช่วยพยุงคุณก็แล้วกัน แต่อย่าเทตัวมาเข้าใจไหมครับ”

ไม่ได้อยากเข้าใกล้เขาอีก แต่เพราะแมทธิวดูจะไม่มีแรงจริงๆ จึงจำใจเสนอตัว

พอเห็นร่างสูงผงกศีรษะรับ ผมก็ช่วยพยุงพาไปทางห้องน้ำ ดีหน่อยที่ห้องนอนกับห้องน้ำอยู่ห่างไปไม่ไกล ส่งอีกฝ่ายจนถึงที่หมายแล้วก็หยิบผ้าขนหนูไปวางไว้ให้ข้างๆ กับอ่างล้างหน้า

“คุณจัดการตัวเองไปนะ”

ว่าแค่นั้นจากนั้นงับประตูปิดเข้าหากันทันที ถอยออกมายืนอยู่ข้างเตียง ตายังจับจ้องไปทางประตู ได้ยินเสียงหายใจเข้าออกลึกๆ ก้องลอดออกมา จากนั้นจึงตามด้วยเสียงน้ำฝักบัวตกกระทบพื้น ไม่ต้องให้เดาก็รู้ได้ แมทธิวต้องอาบน้ำเย็นเจี๊ยบอยู่แน่นอน ผมได้แต่หวังว่าน้ำของโรงแรมนี้จะเย็นพอ เอาให้เย็นเยียบให้เข้าไปถึงใจเขาเลย จะได้พอช่วยได้บ้าง

ไม่รู้หรอกว่าเขาเมาแล้วมีอารมณ์ได้ยังไง อยากถาม แต่แมทธิวดูไม่ค่อยมีสมาธิตอบเท่าไหร่

จะว่ายังไงดีล่ะ ไม่ได้หลงตัวเอง แต่การที่ผมอยู่ในห้องกับเขาสองคนแบบนี้มันก็ไม่ใช่สถานการณ์ที่โอเคนัก เพราะแมทธิวไม่มีปัญหากับผู้ชายด้วย

แทนที่จะนอนพักผ่อนอยู่ในห้อง อยู่ดีไม่ว่าดี...

“พีช”

ขณะที่ต่อว่าเขาอยู่ในใจหลายประโยค เสียงเรียกชื่อผมอีกหนก็ดังลอดผ่านประตูมา

“ครับ? คุณโอเคไหม”

“ไม่เลย...” เสียงเขายังแหบพร่า

แต่ก็ยังดีที่สติเขาอยู่กับตัวแล้ว ไม่เหมือนกับตอนแรก

“งั้นคุณก็จัดการตัวเองไปแล้วกันนะครับ”

แมทธิวไม่ตอบ แต่ได้ยินเสียงหายใจเข้าออกหนักๆ มาอีกหน ผมเดินวนไปวนมาจนเริ่มจะเวียนหัวเองแล้ว สุดท้ายเดินไปหยุดอยู่หน้าห้องน้ำแล้วเปิดปากถาม “คุณออกไปที่บาร์ได้ยังไงครับ แล้วทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้”

“หลังแยกกับพีช...ผมมีสายประชุมเข้ามา งานมีปัญหา...” เสียงเขาโคตรจะกระท่อนกระแท่น “หลังเคลียร์เรียบร้อยผมเลยออกไปดื่มคนเดียว...นิดหน่อย แต่อาจจะเผลอดื่มเยอะไป...”

“อ่า...”

ผมครางในคอตัวเองแบบพูดไม่ออกบอกไม่ถูก “แล้วคุณมาถึงโรงแรมผมได้ยังไงครับ”

“ผมฝืนขับรถมา”

ผมเบิกตาโต “นั่นมันอันตรายนะครับ คราวหลังคุณโทรบอกผมตั้งแต่ที่นั่นเลยดีกว่า”

“...ถ้าผมโทรแล้วรอคุณที่นั่น ผมอาจจะโดนลากไปก็ได้นะ” เสียงเขาเบาทั้งยังแหบแบบน่าสงสาร “ถ้าจะให้โดนคนอื่นลากไป...ผมยอมโดนพีชลากไปดีกว่า”

“เดี๋ยวนะคุณ ผมจะไปลากคุณทำไมไม่ทราบ”

เมาเละเทะขนาดนี้ยังจะกล้าพูดเล่นอีก

คนที่อยู่ด้านในไม่ได้ตอบอะไรกลับมา หูผมลได้ยินเสียงหอบหายใจหนักๆ นั่นอีกหน คราวนี้ชัดเต็มสองหูเพราะตัวเองยืนอยู่หน้าประตู อดจะหน้าร้อนๆ ขึ้นมาไม่ได้เพราะเสียงเซ็กซี่ของเขามันแสดงออกชัดเจนเลยว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน เสียงของผู้ชายแบบนี้นอกจากแมทธิวแล้วผมก็เคยได้ฟังแค่พระเอกจากบรรดาหนังผู้ใหญ่เท่านั้นแหละ

ถอนหายใจออกมาอีกหน แต่ตอนที่จะเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำออกมาสักขวด เสียงก็ดังมาจากในห้องน้ำอีกครั้ง

“ผมไม่มีแรง”

“คุณจัดการตัวเองเรียบร้อยรึยังล่ะครับ ถ้าโอเคแล้วก็มานอนพักดีกว่า”

“มัน...ไม่ช่วยน่ะ พีชช่วยผมหน่อยได้ไหม?”

ฟังเสียงอ้อนๆ นั่นแล้วผมก็เลิกคิ้วขึ้นสูง “ช่วยอะไรครับ”

“ทำให้ผม...”

“ไม่ครับ!” ผมปฏิเสธแทรกเขาทันควัน “คุณจะบ้าเหรอ ทำเองสิ”

“คงเพราะอยู่ใกล้พีช ผมถึงไม่ดีขึ้นเลย ถ้าพีชไม่ว่าอะไร...”

“...”

“ผมขอคิดถึงพีชได้ไหม?”

“...” หน้าผมกลืนไม่เข้าคายไม่ออก นึกอยากตะโกนว่าเขาจะมาขออนุญาตทำไม แต่สุดท้ายเพราะไม่อยากคิดอะไรมากมายในเวลานี้ถึงได้รับคำส่งๆ ทำเหมือนตอบรับเพราะได้ยินไม่ชัดกลับไป

ความคิดเห็น