Stoprain
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

✾ Sir.Rome — Five , คุณโรม นายรณิณทร์ ดำรงสกุล {100 pc.}

ชื่อตอน : ✾ Sir.Rome — Five , คุณโรม นายรณิณทร์ ดำรงสกุล {100 pc.}

คำค้น : เซอร์โรม

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 940

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.ค. 2563 21:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
✾ Sir.Rome — Five , คุณโรม นายรณิณทร์ ดำรงสกุล {100 pc.}
แบบอักษร

✾ Sir.Rome เซอร์โรม 

S T O P R A I N 

_____________________________________________ 

“There's only one truth” 

― aoyama gosho 

Five — คุณโรม นายรณิณทร์ ดำรงสกุล 

 

        คุณโรม... 

        คุณพ่อจะให้ฉันไปอยู่ในการดูแลของเขา แม้ว่าดูจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วนี่จะสมเหตุสมผลก็ตามแต่ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ฉันคาดการณ์มาก่อนเลย หน้าที่หลักๆ ในทีแรกมีเพียงแค่ไปออกรายการแทนพี่ฝันเท่านั้น ส่วนทางด้านคนรู้จักของเธอฉันไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวด้วยมากนัก 

        เป็นเพราะเหตุการณ์อันตรายที่เกิดขึ้นจึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลง 

        อยู่ในการดูแลของคุณโรม ถ้าพี่ฝันรู้เธอจะว่ายังไงกัน 

        “คุณขึ้นไปคุยกับลูกบนห้องก่อน ผมจะติดต่อตระกูลจริณสวัสดิ์กับตระกูลดำรงสกุล” คุณพ่อกล่าว ท่านหันไปบอกคนรับใช้ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนักเพื่อให้ดำเนินการตามนั้น คุณแม่โอบไหล่ฉันพาเดินขึ้นไปชั้นบนขณะที่ฉันได้เพียงคิดถึงเรื่องที่คุณพ่อว่าในใจ 

        ฉันต้องการปฏิเสธเงื่อนไขของท่าน หากแต่ไม่มีเหตุผลที่ดีพอเลย 

        พี่ฝันเคยบอกว่ารักคุณโรมมาตั้งแต่เด็ก หมายความว่าทั้งสองคนรู้จักกันมานานมากแล้ว การที่ฉันปฏิเสธก็อาจทำให้ดูน่าสงสัยได้เพราะด้วยความสนิทสนมแล้วไม่มีอะไรที่ต้องเป็นกังวลเลยแม้แต่นิด 

        พี่ฝันเองก็รักคุณโรม ถ้าเป็นเธอคงไม่มีทางปฏิเสธ 

        “ฝัน หนูเป็นยังไงบ้างลูก กลัวมั้ย...” คุณแม่ที่เวลานี้น้ำตาคลอทั้งสองข้างสำรวจฉันไปมา ท่านพาฉันนั่งลงบนโซฟาปลายเตียงพลางถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ 

        เห็นแล้วปวดหัวใจจังเลย 

        “ฝันขอโทษค่ะ ฝันไม่กลัวแล้ว” 

        ความจริงตอนที่โดนจับตัวไว้ฉันรู้สึกกลัวเหมือนกัน แต่คงเป็นเพราะฉันค่อนข้างมีสติและพยายามหาทางรับมือกับเรื่องที่เกิดขึ้นจึงสามารถควบคุมอาการของตัวเองได้ดี อีกเหตุผลหนึ่งก็คือฉันเคยเรียนป้องกันตัวมาบ้าง เพราะแบบนั้นจึงรู้สึกอุ่นใจหากเกิดอะไรคับขันขึ้นมาจริงๆ 

        ที่เลือกจัดการคนร้ายซึ่งล็อกคอฉันอยู่ในตอนนั้น (ในที่โล่ง) ก็เพราะว่าเขาไม่มีอาวุธ แถมยังอยู่ห่างจากคนอื่นๆ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุด 

        “ถ้าฝันเป็นอะไรไป ม๊าคง...” คุณแม่ลูบหัวฉัน เสียงนั้นขาดหายไปเนื่องจากการสะอึก 

        “ขอโทษนะคะม๊า” ฉันโน้มลงกอดท่านแน่น หากฉันมีแผลมาหรือเป็นอะไรไปท่านคงใจสลายแน่ๆ ดูจากท่าทางแล้วการที่พวกท่านเป็นห่วงมากนั้นหมายความว่าพี่ฝันคงไม่เคยเรียนป้องกันตัวมาเลย เป็นโชคดีมากจริงๆ ที่คนที่โดนจับไปเป็นฉันไม่ใช่เธอ 

        “ม๊าดีใจมากที่ฝันกลับมารู้มั้ยลูก...” 

        “รู้ค่ะ” เพียงแค่ฟังฉันเองก็เริ่มน้ำตาซึมหน่อยๆ เช่นกัน หัวอกคนเป็นแม่คงเจ็บปวดอย่างไม่อาจบรรยายได้ ในยามที่ฉันบาดเจ็บคุณแม่ (ที่รับเลี้ยงฉัน) ก็เป็นห่วงไม่ต่างจากคุณแม่ของพี่ฝันเลย 

        “อย่าทำให้ม๊าเป็นห่วงแบบนี้อีกรู้มั้ย ม๊ารักฝันมากเลยนะ...” 

        “ม๊าคะ” มาถึงตอนนี้ฉันก็อดทนไม่ร้องไห้ไม่ได้ซะแล้ว เสียงท่านสั่นมากเลยแถมยังตัวสั่นไปหมดอีก ฉันรู้สึกคิดถึงคุณแม่ซึ่งอยู่อีกที่หนึ่งมากๆ หากท่านรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉันท่านก็คงกังวลมากแบบนี้ไม่ต่างกัน 

        ฉันคงต้องคิดให้มากกว่านี้จริงๆ ในอนาคตไม่ว่าจะทำอะไร... 

        “ฝันขอโทษนะคะม๊า ฝันขอโทษค่ะ” 

         

        Others talk— 

        ชายวัยทองนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานขณะที่กำลังติดต่อหาอีกสองตระกูลเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ตระกูลจริณสวัสดิ์หรือที่รู้จักกันในนามตระกูลเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ JS ต้องมีส่วนรับผิดชอบกับเรื่องนี้ ส่วนตระกูลดำรงสกุลก็ไม่ต้องพูดถึง...ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้เข้ามาจัดการเรื่องนี้ด้วยอย่างแน่นอน 

        ในฐานะผู้นำตระกูลวงศ์วริศและในฐานะพ่อของคิดฝัน เขาจะไม่มีวันปล่อยให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ลอยนวลไปได้ 

        “คุณท่านคะ ติดต่อตระกูลจริณสวัสดิ์ได้แล้วค่ะ” 

        หนึ่งในคนรับใช้ยื่นโทรศัพท์ให้แก่เขา ยังไม่ทันจะได้เอ่ยคำพูดใดทางอีกฝั่งก็เอ่ยเกริ่นมาเสียก่อน 

        [สวัสดีครับท่าน ทางฝั่งผมได้ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วครับ] 

        หัวหน้าตระกูลจริณสวัสดิ์ทราบหน้าที่ดีว่าเขาต้องมีส่วนจัดการเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร โดยส่วนตัวแล้วเขากับตระกูลวงศ์วริศก็รู้จักมักจี่กันมานานพอสมควร ในเมื่อลูกสาวของทางฝั่งนั้นอยู่ในความดูแลของบริษัทเขาเขาก็ต้องออกมารับผิดชอบ 

        “ดูเหมือนว่าท่านจะทราบดีแล้วว่าต้องทำอย่างไร ผมคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ หากเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ทำให้ลูกสาวของผมได้รับบาดเจ็บ ทุกอย่างคงไม่จบง่ายๆ แน่” 

        [ครับท่าน ทางผมจะจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายทุกอย่างเองครับ รวมถึงค่าทำขวัญของหนูคิดฝันด้วย] ทางนั้นตอบ ฝั่งของบริษัทเองก็ทราบดีว่ายังมีเรื่องที่เขาต้องชี้แจงอีกโดยไม่ต้องรอให้ฝั่งผู้เสียหายเน้นย้ำเอง [ส่วนเรื่องนักข่าว ผมจะเป็นคนปิดข่าวทุกอย่างเองครับ] 

        เนื่องจากคิดฝันเป็นนักร้องที่ถือว่ามีชื่อเสียงมากพอสมควร หากมีเรื่องแบบนี้หลุดออกไปรับรองได้ว่าส่งผลกระทบในวงกว้างแน่นอน ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเธอแต่เป็นทางบริษัทด้วย 

        “เห็นทางท่านจะจัดการแบบนี้แล้วผมก็รู้สึกวางใจขึ้นมานิดหนึ่ง อย่างไรก็ตามเรื่องของคิดฝันผมจะแจ้งไปทางนั้นอีกที ส่วนตารางงานทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็คงต้องให้ทางบริษัทยกเลิกไปเลย ผมหวังว่าท่านจะเข้าใจและดำเนินการตามนี้ได้เป็นอย่างดีนะครับ” 

        [ทางผมรับทราบครับท่าน] 

        “ถ้าเป็นเช่นนั้นผมก็คงต้องขอตัว ยังมีเรื่องต้องทำอีกมากมายครับ อย่างไรก็ตามผมต้องขออภัยด้วยที่ติดต่อรบกวนท่านตอนดึกดื่นเช่นนี้” 

        [ไม่เลยครับท่าน สวัสดีครับ] 

        สายตัดไปหลังจากเคลียร์เรื่องทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว คนรับใช้ที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลถือโทรศัพท์เป็นสัญญาณว่าสามารถติดต่อตระกูลดำรงสกุลได้แล้วเช่นกัน ในตอนนั้นชายวัยทองจึงยื่นมือเป็นการบอกว่าให้นำมา เขาพร้อมจะคุย 

        “สวัสดีครับท่าน” เขากรอกเสียงลงไป 

        ปลายสายคือผู้นำตระกูลดำรงสกุล บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งชั้นสูงในองค์กรตำรวจ สำหรับเรื่องคดีที่เกิดขึ้นแล้วเขาเชื่อว่าตระกูลนี้จะสามารถช่วยเขาได้อย่างมากโขแน่นอน 

        [ครับ ผมทราบเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วครับ] ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเอ่ย ปลายสายนี้ก็ทราบดีอีกเช่นกัน 

        “หากท่านทราบเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ผมก็คงไม่ต้องอธิบาย ผมอยากรบกวนท่านช่วยตามเรื่องคดีนี้และจัดการตัวคนทำผิดให้เร็วที่สุดหน่อย ผมทราบมาว่ามีคนร้ายที่หนีรอดไปได้อีกสามคน ผมต้องการตามตัวมาดำเนินคดีให้ได้ครบทุกคน รวมไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ด้วยครับ” 

        ที่เขาทราบว่ามีคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ก็เนื่องมาจากทางตำรวจแจ้งมาว่าผู้ร้ายคนแรกที่ถูกรวบตัวได้นั้นเอ่ยถึงบุคคลที่จ้างวานเขามาอีกทอดหนึ่ง ซึ่งการติดต่อนั้นเป็นความลับ เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าคนสั่งการเป็นใคร รู้เพียงรอรับเงินเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุผลนั้นจึงต้องสืบหาคนร้ายตัวจริงให้ได้ 

        แต่ถึงจะไม่ต้องสืบเขาก็มีแนวโน้มที่พอจะเดาได้อยู่ ช่วงนี้ธุรกิจของตระกูลวงศ์วริศมีปัญหานิดหน่อย คู่แข่งทางธุรกิจเองก็เติบโตขึ้นมาก มีความเป็นไปได้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่จะเป็นทางฝั่งนั้น แต่เขาเองก็พูดได้ไม่เต็มปากเช่นกันเนื่องจากไม่มีหลักฐานอะไร 

        เขาเป็นคนห้ามคิดฝันไม่ให้เดินทางไปต่างประเทศก็เพราะกลัวเรื่องแบบวันนี้จะเกิดขึ้น แต่แล้วอยู่ในประเทศก็ยังไม่รอดพ้นอยู่ดี 

        อีกไม่นานต้องไปติดต่อธุรกิจที่เมืองนอก มีความเสี่ยงมากกว่าเดิมแล้วเขาจะวางใจได้อย่างไร 

        [ไม่ต้องห่วงครับท่าน ผมจะจัดการเรื่องคดีของหนูคิดฝันเอง รับรองด้วยตำแหน่งของผมเลย] 

        “ขอบคุณมากครับท่าน” 

        [หนูคิดฝันเองก็มาเล่นที่บ้านของผมบ่อยๆ สนิทกับเจ้าลูกชายของผมด้วย หากจะไม่แยแสเลยก็คงจะเกินไป อย่างไรก็ตามผมจะแจ้งความคืบหน้าของคดีให้ท่านทราบอีกทีเป็นระยะแน่นอนครับ] 

        ความหนักใจถูกยกออกไปจากอกมากกว่าครึ่งเมื่อได้ยินดังนั้น ชายวัยทองผ่อนลมหายใจเล็กน้อยพลางเอนหลังพิงเก้าอี้หนัง แม้ว่าเรื่องคดีจะผ่านไปแต่เขาก็ยังมีอีกหนึ่งความกังวลใจอยู่ หากเป็นไปได้ก็อยากให้คำขอร้องต่อไปนี้ของเขาประสบความสำเร็จ 

        เรื่องของการดูแลคิดฝัน… 

        “ขอบคุณมากครับท่าน ท่านครับ ผมมีอีกเรื่องที่อยากจะรบกวนให้ท่านช่วยหน่อย” 

        [ได้แน่นอนครับ] 

        “ผมอยากรบกวนให้เจ้าโรมดูแลคิดฝันหน่อยน่ะครับ อีกไม่นานผมต้องไปต่างประเทศแล้ว มีเพียงตระกูลดำรงสกุลเท่านั้นที่ผมไว้วางใจในเรื่องนี้ได้ หากท่านตกลงผมก็คงจะยินดีเป็นอย่างยิ่งและจะรู้สึกขอบคุณท่านมากเลยครับ” 

         

        Rome talks— 

        [คุณโรมครับ ตอนนี้เราพบญาติของผู้ต้องสงสัยแล้วครับ กำลังหาทางเจรจากันอยู่ อีกไม่นานเราคงได้ความคืบหน้าของคดีนี้] 

        “...” 

        [คุณโรมครับบบบบ] 

        “อืม ว่าไง” ผมได้สติหลังจากที่ ‘เหนือ’ เรียกชื่อเป็นครั้งที่สอง เขาคือคนสนิทของผมหรือก็คือเป็นผู้ช่วยเวลาสืบคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อครู่คงโทรมาบอกเรื่องความคืบหน้าของคดีที่ยังค้างคาอยู่แต่ผมไม่ได้ฟัง 

        ผมมัวแต่นึกถึงสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้... 

        [มองภาพบนกระดานปาเป้าอีกแล้วใช่มั้ยครับ ผมบอกแล้วว่าให้เอาออกไปเก็บที่อื่น ปักไว้บนนั้นเห็นทีไรก็เหม่อทุกที] 

        “...” 

        [ผมไม่ทราบหรอกนะครับว่าพวกเขาเป็นใคร หากแต่ถ้ามันทำให้คุณโรมเป็นแบบนี้ผมว่าคุณแยกไว้ห่างๆ ห้องทำงานดีกว่า] 

        “เหนือ” 

        [อย่าด่าผมนะครับ ผมแค่อยากให้คดีเดินหน้าไวๆ เอง คุณก็รู้ว่าคุณเป็นมันสมองของหน่วยเราหากคุณแฮงค์ไปพวกผมก็ตายสิ] 

        เจ้านี่พูดเหมือนผมกำลังจะด่าทอมันอย่างนั้น ผมแค่เรียกชื่อมันเฉยๆ ให้หยุดพูดเท่านั้นเอง ในความเป็นจริงแล้วทั้งหน่วยก็ทราบกันดีว่ามันเองก็ฉลาดเอาเรื่อง แม้ว่าไอคิวจะน้อยกว่าผมแต่เรื่องความไวและการช่างสังเกตก็ถือว่าดีมากๆ เพราะเหตุนั้นมันถึงได้เป็นผู้ช่วยของผมตลอดจนถึงวันนี้ มันสมองของหน่วยน่ะไม่ใช่แค่ผมคนเดียวหากแต่มีมันด้วย 

        ผมผ่อนลมหายใจแผ่วเบาและละสายตาไปจากภาพตรงหน้า เวลานี้ผมควรกลับมาโฟกัสเรื่องคดีก่อน “พูดข้อมูลคดีอีกรอบที” 

        [เปลี่ยนเรื่องด้วยอะ ผมอุตส่าห์ชม] 

        “เหนือ” 

        [คร้าบๆ ตอนนี้พบญาติของผู้ต้องสงสัยแล้วครับ อีกไม่นานคงมีความคืบหน้า] หากเป็นอย่างที่พูดจริงก็คงพอหาทางออกเรื่องคดีที่ค้างคานี้ได้ ผมเดินไปหยิบกระดาษข้อมูลต่างๆ ที่วางแผ่ไว้บนโต๊ะเพื่อตรวจเช็กหาความเชื่อมโยงอีกครั้ง ซึ่งตอนนั้นเองเหนือก็พูดสวนมา [เอ่อ...คุณโรมครับ ผมขอตัวไปก่อนนะ เดี๋ยวต้องไปหาหมวดดาวอีก] 

        หมวด ‘ดาว’ หรือก็คือหมวด ‘ลานดาว’ เธอคือหนึ่งในผู้ช่วยของผมเหมือนเหนือ อีกทั้งยังเป็นเพื่อนสนิทของมันด้วย 

        “อืม” ผมว่าเพียงเท่านั้นแล้วสายก็ตัดไป 

        เหตุผลที่ผมรีบเคลียร์คดีพวกนี้ให้เสร็จในเร็ววันก็เนื่องมาจากผมต้องการออกจากอาชีพตำรวจนักสืบ อย่างที่เคยกล่าวไปกับพ่อเมื่อหลายวันก่อนว่าผมจะออกจากตำแหน่งนี้หลังจากเคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วดังนั้นการปิดคดีให้ได้จึงเป็นหนทางเดียว 

        ในขณะที่กำลังใช้ความคิดนั้นเองก็มีเสียงเคาะประตู 

        ก็อกๆ 

        “เชิญครับ” คนที่เข้ามาคือบุคคลซึ่งผมเพิ่งนึกถึงไปเมื่อครู่ พ่อก้าวตรงมายังผมที่กำลังนั่งอ่านเอกสารบนโต๊ะทำงานด้วยความเร็วมากกว่าปกติ และเมื่อนั่งลงที่เกาอี้แล้วท่านก็พูดจุดประสงค์ของตนเองออกมา 

        “นี่เป็นเรื่องสำคัญระหว่างตระกูล พ่อต้องการให้แกช่วย” 

        “หืม” ผมละสายตาจากกระดาษในมือ ความสงสัยกล้ำกลายจนอดไม่ได้ที่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย 

        เรื่องระหว่างตระกูล? 

        “พ่ออยากให้แกช่วยดูแลหนูคิดฝันหน่อย คิดฝันจะถูกส่งมาอยู่ในการดูแลของแกตลอดระยะเวลาที่ครอบครัวของเธอไปเจรจาธุรกิจที่ต่างประเทศ เรื่องแค่นี้แกคงทำได้ใช่มั้ย” 

        หากผมยังคงทำสีหน้าดังเดิมหลังจากได้ยินประโยคของท่านก็คงจะบอกว่าเกินไป คิ้วที่เลิกขึ้นกลับกลายเป็นขมวดเข้าหากันแทน แม้จะเพียงเล็กน้อยหากแต่ก็แสดงออกว่าผมค่อนข้างไม่เข้าใจสักเท่าไหร่ เรื่องการเดินทางระหว่างประเทศนั้นจัดเป็นเรื่องปกติสำหรับตระกูลดังมากมายที่ทำธุรกิจ และโดยส่วนตัวผมเองก็เชื่อด้วยว่าตระกูลวงศ์วริศย่อมเคยเดินทางไปต่างประเทศเช่นกัน ฉะนั้นไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่คิดฝันต้องถูกส่งมาอยู่ในการดูแลของผม 

        นี่คงไม่ใช่ครั้งแรกที่ครอบครัวเธอไป หากเธอถูกส่งตัวมาก็หมายความได้เพียงอย่างเดียวว่าต้องเกิดอะไรบางอย่างขึ้น 

        “รายละเอียด?” และผมต้องการทราบเรื่องทั้งหมด 

        ผมไม่ได้ตกลงที่จะดูแลคิดฝันแต่ก็ยังไม่ได้ปฏิเสธ อย่างที่พ่อเกริ่นมาก่อนหน้าว่าเป็นเรื่องระหว่างตระกูลเพราะเหตุนั้นจึงเดาได้ไม่ยากว่าครอบครัววงศ์วริศคงเป็นผู้ขอร้องมา โดยส่วนตัวแล้วผมไม่มีความประสงค์จะดูแลผู้หญิงคนนั้นแม้สักนิดแต่ก็ยังอยากทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นอยู่ดี 

        เพื่อที่ผมจะได้สามารถหาคำพูดปฏิเสธครอบครัวฝั่งนั้นได้ หรือไม่ก็หาทางออกที่ดีกว่าการส่งตัวคิดฝันมาอยู่กับผม โดยไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างตระกูล 

        พ่อผ่อนลมหายใจเมื่อสังเกตทีท่าผมออก ท่านคงรู้ว่าผมจะเลือกตอบอย่างไรจากการที่ผมเลี่ยงตอบคำถามท่านในตอนแรก 

        แต่ถึงอย่างนั้นท่านก็ยังคงเล่าให้ฟังอยู่ดี 

        ผมวางมือจากข้อมูลคดีตรงหน้าเพื่อรับฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น ใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถเข้าใจเหตุการณ์ทุกอย่างได้ คิดฝันเกือบถูกลักพาตัวสำเร็จหากไอ้ฮายไม่แจ้งตำรวจและตามไปช่วยเหลือได้ทัน ผมพอเดาออกว่ามันกับคิดฝันคงมีถ่ายรายการร่วมกันเพราะไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางที่ไอ้ฮายจะไปอยู่ในเหตุการณ์ได้ ถึงมันจะดูไม่สนโลกแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นเมินเฉยกับทุกอย่างรอบตัว 

        ส่วนเรื่องข้อเสนอของทางครอบครัวนั้น ผมพอจะคิดหาทางออกอื่นได้อยู่ 

        “บอดี้การ์ด” เพียงแค่จ้างบอดี้การ์ดฝีมือดีเท่านี้ก็ไม่ต้องส่งตัวคิดฝันมาอยู่ในการดูแลของผมให้ยุ่งยากวุ่นวายใดๆ ระดับตระกูลวงศ์วริศคงไม่มีทางที่จะหาบอดี้การ์ดฝีมือดีไม่ได้ 

        หากทว่า “แกคิดว่าเรื่องแค่นี้ทางนั้นเขาจะคิดไม่ได้เหรอ” 

        ก็จริง หากพูดถึงเรื่องความปลอดภัยทางนั้นเองก็คงคิดหาทางออกนี้ไว้ก่อน ผมทราบว่าการที่เลือกผมแทนบอดี้การ์ดเหล่านั้นก็คงเพราะสามารถไว้วางใจได้มากกว่าบุคคลที่จ้างมาด้วยเงิน อีกทั้งยังเป็นครอบครัวที่สนิทกันมานมนาน 

        แต่ว่าผมไม่ต้องการรับหน้าที่นั้น ผมอึดอัดกับทุกการกระทำของเธอเวลาที่เธออยู่ใกล้ๆ ไม่ต่างจากบรรดาเพื่อนของผม จากครั้งล่าสุดที่เจอกันคิดฝันคล้ายกับกำลังวางแผนบางอย่างซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเธอคิดจะทำอะไร หากเธออยู่ในการดูแลของผมนั่นก็หมายความว่าผมต้องคอยดูแลเธอ ทุกอย่างก็อาจจะเข้าทางคิดฝันตามที่เธอต้องการก็ได้ 

        ยังไงผมก็เลือกปฏิเสธ “ผมไม่ตกลง” และหวังว่าพ่อจะเข้าใจ 

        พ่อหรี่ตาเล็กน้อยพลันกอดอก ภาษากายนี้บ่งบอกว่าคนตรงข้ามมีความคิดที่ต่อต้านผม ท่านเอนหลังพิงพนักเก้าอี้คล้ายกำลังประเมินความคิดผ่านทางสายตาคู่นั้น ซึ่งผมก็ไม่เลือกหลบตาแต่จ้องตอบไปแทน 

        “เหตุผล?” แน่นอนว่าท่านคงอยากทราบ 

        “ผมไม่มีเวลา” 

        จากเอกสารที่กองค้างอยู่ก็น่าจะเข้าใจได้ วันๆ หนึ่งผมต้องเคลียร์คดีที่ยังเหลืออยู่ คงไม่มีเวลาคอยดูแลคิดฝัน และนอกจากเหตุผลพวกนี้แล้วผมยังต้องไปไหนมาไหนอีกด้วย ผมอาจต้องไปกองปราบบ้าง ไปสืบข้อมูลกับพวกเหนือบ้าง การที่ต้องดูแลเธอนั้นมันค่อนข้างวุ่นวายมากเกินไป 

        “แต่แกจะออกจากตำรวจแล้วไม่ใช่?” พ่อสวน 

        “...” 

        “หลังจากออกมาแกก็น่าจะมีเวลามากพอดูแลคิดฝันได้ แกคงใช้เวลาปิดคดีที่เหลืออยู่ไม่นานหรอกจริงมั้ย” 

        การที่พ่อพูดแบบนี้ก็หมายความว่าท่านยอมรับเรื่องที่ผมจะออกจากตำรวจแล้ว หากแต่ผมไม่อยากจะเชื่อในความคิดของตัวเองสักเท่าไหร่ เกียรติในอาชีพนี้ของวงศ์ตระกูลท่านไม่มีทางละทิ้งไปได้ง่ายๆ คงต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่นอน 

        “...” ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเพื่อรอฟัง 

        “พ่อก็ยังไม่เห็นด้วยเรื่องออกจากตำรวจ แต่ว่าเราอาจจะคุยเรื่องนี้กันอีกทีได้” 

        “...” อย่างที่คิด 

        “ตอนนี้แกก็รับดูแลหนูคิดฝันไปก่อน แล้วเราค่อยมาว่าเรื่องนี้กัน คิดว่าไงล่ะ” 

        หากแปลประโยคของพ่อให้สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือ ‘ถ้าตกลง เรื่องออกจากตำรวจก็อาจจะยอมรับได้ก็ได้’ อะไรทำนองนั้น 

        แต่ผมรู้นิสัยของพ่อดี นั่นเป็นเพียงข้ออ้างก็เท่านั้น 

        ข้ออ้างที่จะทำให้ผมยอมตกลงดูแลคิดฝัน 

        “ถ้าพูดขนาดนี้แกยังไม่ยอมอีก พ่อก็คงต้องบอกความจริง” บุคคลตรงหน้าสูดหายใจพลางมองกันด้วยแววตาเอาจริง มีไม่บ่อยนักที่ท่านจะใช้สายตาแบบนี้กับผม ก็พอคิดไว้บ้างว่าพ่อคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แต่ไม่คิดว่าความจริงที่ว่าจะหมายถึงเรื่องนี้ “พ่อตกลงกับทางนั้นไปแล้ว ไม่ว่าแกจะยอมรับหรือไม่ สุดท้ายแล้วแกก็ต้องทำ” 

        “...” ตกลงทั้งที่ไม่ถามความเห็นผมก่อน? 

        “ที่มาถามแกก็แค่อยากให้แกยอมทำดีๆ ไม่ใช่บังคับเท่านั้น แต่ดูเหมือนแกจะทำให้พ่อต้องบังคับแกแล้วล่ะโรม” 

         

        Kidteung talks— 

        ห้าวันต่อมา 

        “โรมน่าจะใกล้มาถึงแล้ว ฝันอย่าดื้อกับพี่เขานะลูก” 

        คุณแม่ลูบแก้มฉันไปมาด้วยความอ่อนโยนไม่ต่างจากคำพูดของท่าน วันนี้ถึงกำหนดวันที่คุณพ่อกับคุณแม่ต้องไปต่างประเทศแล้ว เวลานี้ฉันมาส่งพวกท่านที่สนามบิน ตามที่คุยกันไว้คุณโรมจะมารับฉันไปกับเขาหลังจากที่เครื่องออกเรียบร้อย ซึ่งในตอนนี้ยังไม่ถึงกำหนดเวลาคุณพ่อกับคุณแม่และบรรดาผู้ช่วยของท่านจึงอยู่คุยเป็นเพื่อนก่อน 

        ตลอดห้าวันที่ผ่านมาฉันพยายามหาทางปฏิเสธอ้อมๆ กับคุณพ่อ แต่ทว่าไม่เป็นผลเลย อีกทั้งทางฝั่งนั้นยังตกลงมาอีกจึงยิ่งปฏิเสธไม่ได้ 

        ในทีแรกฉันแอบมั่นใจว่าคุณโรมต้องไม่ยอมรับเรื่องนี้แน่นอนหากแต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น จากการสังเกตที่งานเลี้ยงครั้งก่อนฉันสามารถรู้ได้เลยว่าคุณโรมและเพื่อนของเขาไม่ค่อยชอบพี่ฝันเท่าไรนัก ทั้งคำพูดของเจ้าตัวที่บอกตอนเจอกันครั้งแรกว่า ‘พอได้แล้ว ที่ทำอยู่’ และก็ยังคุณควันที่คิดว่าฉันแกล้งนุ่มนิ่มอีก การที่เขาจะเลือกปฏิเสธเรื่องดูแลจึงไม่แปลกอะไรเลยแต่ทว่าฝั่งนั้นกลับตอบตกลงมา 

        ตรงนี้ล่ะที่น่าแปลกใจ 

        ส่วนเรื่องราวทั้งหมดในตอนนี้ฉันยังไม่ได้บอกกับพี่ฝันนะ ฉันรู้ว่ามันคงเป็นเรื่องที่กระทบกับความรู้สึกของเธอแน่นอนเพราะเธอรักคุณโรมมาก หากเธอรู้เรื่องที่ฉันต้องไปอยู่กับเขาพี่ฝันคงทิ้งงานแล้วบินกลับมาเลย ฉันไม่อยากให้เธอเสียงานชิ้นโตไปจึงเลือกเก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อน คิดว่าจะบอกเธอเมื่อทุกอย่างจบลงแล้ว 

        ถึงเวลานั้นเธอคงจะเข้าใจความหวังดีของฉันบ้าง 

        “ฝัน ป๊าต้องหาตัวคนทำร้ายฝันให้ได้ป๊าสัญญา รักษาตัวด้วยนะรู้มั้ย” คุณพ่อวางมือลงบนหัวแผ่วเบา ฉันเพียงพยักหน้ารับกับคำพูดของท่าน “อยู่กับพี่เขาก็ทำตัวดีๆ มีอะไรก็บอกพี่เขาไปเลยนะ” 

        แม้คุณพ่อจะว่าแบบนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วฉันจะกล้าคุยกับคุณโรมหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย เมื่อได้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ชอบเรา (ในฐานะของพี่คิดฝัน) เพียงแค่นั้นก็ยากต่อการวางตัวแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรเขาก็คงมองไม่ดีไปเสียหมด แถมยังไม่นับรวมเรื่องการจับผิดอีก คุณโรมเป็นนักสืบ...เขาอาจจะรู้เรื่องที่ฉันไม่ใช่พี่ฝันก็เป็นได้ 

        คงเป็นการดูแลที่อึดอัดพอสมควรเลย 

        “ถ้าของใช้ขาดเหลืออะไรก็บอกที่บ้านดำรงสกุลได้เลยนะฝัน ป๊าเขาคุยกับทางนั้นไว้แล้ว หนูทำตัวสบายๆ ได้เลยนะลูก” 

        ที่คุณแม่บอกเช่นนี้ก็เป็นเพราะฉันต้องย้ายไปอยู่ที่บ้านดำรงสกุลชั่วคราว คุณพ่อไม่ยอมให้ฉันอยู่บ้านคนเดียวเนื่องจากกลัวอันตรายอีกจึงให้ไปอยู่กับทางนู้นเลยเพื่อความอุ่นใจ จนกว่าพวกท่านจะกลับจากต่างประเทศฉันจึงต้องอยู่ที่นู่นไปก่อน 

        “ค่ะ ม๊า” 

        คุณพ่อกับคุณแม่กำชับฉันหลายเรื่องมากๆ ฉันได้เพียงแค่ตอบรับหรือไม่ก็พยักหน้าให้พวกท่านอย่างเดียว แอบเข้าใจว่าคงห่วงลูกที่ต้องแยกจากกันนาน อีกทั้งยังเพิ่งเกิดเรื่องเลวร้ายมาอีก ความกังวลจึงยิ่งมากขึ้นแบบคูณสอง 

        และเพียงไม่นานก็ถึงเวลาที่ต้องไปจนได้... 

        ไฟลท์บินของพวกท่านถึงกำหนดเดินทางแล้ว สายตาคุณแม่ยังคงมองหาคุณโรมที่ไม่มีวี่แววว่าจะมาเลย ฉันกุมมือท่านแล้วส่ายหน้าเบาๆ คุณโรมอาจจะมาช้าไปสักนิดก็ได้ ฉันอยากให้ท่านโฟกัสเรื่องที่ต้องขึ้นเครื่องก่อน “ม๊าไปเถอะค่ะ” 

        “แต่-” 

        “ฝัน ป๊าไม่ไว้ใจ” คุณพ่อยังไม่ยอมไปเช่นกัน ท่านคงอยากเจอคุณโรมก่อน 

        สายตาทั้งสองคนกังวลมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปแล้วคุณโรมยังไม่มา ฉันเพียงมองเวลาและเริ่มกังวลมากขึ้นตามไปด้วย หากแต่ไม่ใช่เรื่องของคุณโรมแต่เป็นเรื่องไฟลท์บิน เงินที่จองไปฉันเชื่อว่าพวกท่านคงไม่เดือดร้อนอะไรเท่าไหร่หรอก แต่เรื่องกำหนดเวลาเจรจาธุรกิจนี่สิ เรื่องทางการค้าไม่สมควรจะเลทเลย 

        หากพวกท่านต้องเลื่อนไฟลท์บินก็คงส่งผลกระทบมากโข... 

        “มาแล้วนั่นไง” 

        แต่แล้วคุณพ่อก็พูดขึ้น ฉันหมุนตัวกลับไปมองผู้ชายที่เจอกันล่าสุดเมื่อหลายวันก่อนโดยอัตโนมัติ คุณโรมสาวเท้าเข้ามาใกล้พวกเราพลางมองนาฬิกาข้อมือที่สวมอยู่ไปด้วย จากท่าทางรีบร้อนแล้วเขาคงจะทราบดีว่าตัวเองมาสายแน่นอน “ขอโทษครับท่าน” และก็เป็นจริงดังที่คิด 

        คุณโรมโค้งตัวเล็กน้อยสมทบคำพูดดังกล่าว... 

        “ไม่เป็นไรโรม ยังพอทันอยู่ อาฝากฝันด้วยนะ” คุณพ่อ 

        “ดูแลน้องด้วยนะตาโรม น้าฝากด้วยนะจ๊ะ” คุณแม่ 

        “ครับ” 

        คุณโรมตอบรับพวกท่านทั้งสองคน เมื่อสบายใจแล้วก็ถึงเวลาที่พวกท่านต้องไปขึ้นเครื่องเตรียมบิน คุณพ่อกับคุณแม่สวมกอดฉันอีกครั้งพลางหอมแก้มไปด้วย ฉันตัดสินใจยืนรอจนพวกท่านเดินเข้าเกตไปจึงผ่อนลมหายใจออกมา อย่างน้อยก็ยังขึ้นเครื่องทัน...ดีที่ไม่ส่งผลกระทบอะไรกับเรื่องธุรกิจ 

        และในตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่ฉันกับคุณโรมสองคน... 

        อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าฉันไม่รู้จะวางตัวอย่างไรกับคุณโรมจึงพลอยทำให้ตอนนี้พวกเราสองคนเงียบกริบ คุณโรมไม่ค่อยพูดเท่าไรนักจึงยิ่งบีบบรรยากาศให้อึดอัดมากขึ้นไปอีก ฉันดึงหูกระเป๋าลากขึ้นมาเพื่อเตรียมเดินตามเขาไปที่รถ คุณโรมเพียงมองมาแวบเดียวแล้วหมุนตัวเดินนำออกไป 

        เขาค่อนข้างเดินเร็วจนฉันต้องรีบวิ่งตาม 

        “คุ...พี่โรมคะ” 

        ฉันเกือบหลุดเรียก ‘คุณ’ ออกไปแล้วหากแต่หยุดคำพูดตัวเองได้เสียก่อน คนตัวสูงหยุดเดินพลางมองมา ที่ฉันเรียกเขาไว้ก็เพราะฉันวิ่งตามไม่ทันนั่นเอง 

        “...” คุณโรมนิ่ง 

        “มะ...ไม่มีอะไรแล้วค่ะ” 

        เนื่องจากฉันตามเขาทันแล้วจึงโอเคที่จะเดินต่อ คนตัวสูงเดินนำไปที่รถอีกคราและคราวนี้ฉันก็พยายามเดินตามเขาจนทัน เป็นความโชคดีพอสมควรที่กระเป๋าใส่ของของฉันไม่ได้หนักมากเท่าไหร่จึงไม่เป็นอุปสรรคมากนัก และเมื่อมาจนถึงรถแล้วคุณโรมก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า เขาดึงกระเป๋าไปจากมือฉันและเปิดประตูหน้า (ข้างคนขับ) วางกระเป๋าลงไปบนนั้น 

        เป็นการบอกกลายๆ ว่าเบาะหน้าเต็มแล้ว 

        คุณโรมเดินไปขึ้นรถขณะที่ฉันเปิดประตูขึ้นไปนั่งตรงเบาะหลัง ฉันไม่ได้ซีเรียสอะไรมากมายกับการกระทำของเขาเนื่องจากทราบดีว่าคุณโรมไม่ชอบพี่ฝันมาก่อน การที่เขาจะกันไม่ให้ไปนั่งข้างๆ ก็ย่อมไม่แปลกอะไร 

        เพียงไม่นานพวกเราก็เดินทางออกจากสนามบิน... 

        ฉันได้แค่นึกเรื่องการวางตัวตลอดเวลาที่อยู่บนรถ เนื่องจากบรรยากาศระหว่างเรานั้นเงียบเกินไปฉันจึงคิดว่าควรพูดอะไรสักหน่อย หากเป็นตามปกติพี่ฝันคงไม่เงียบแบบนี้แน่ๆ มีบางครั้งที่ฉันเผลอสบตากับเขาผ่านทางกระจกมองหลังก็เห็นได้ชัดเลยว่าคุณโรมออกจะสงสัยนิดๆ 

        ต้องชวนคุยเพื่อไม่ให้สงสัย แต่ควรคุยเรื่องอะไรดี... 

        “พี่โรมทานข้าวหรือยังคะ” 

        สุดท้ายฉันก็เลือกถามเรื่องทั่วไปขึ้นมา 

        คนถูกถามนิ่งเงียบไม่ตอบ ฉันคิดว่าเขาคงไม่อยากเสวนากับฉันสักเท่าไหร่จึงเบนสายตาไปมองนอกกระจกแทน ความคิดเรื่องชวนคุยคงไม่เวิร์กสินะ หรือว่าบางทีฉันนิ่งเงียบแบบนี้คงดีแล้ว 

        ทว่าตอนนั้น “ผมกินแล้ว” เขาก็ตอบกลับมา 

        ฉันค่อนข้างแปลกใจที่คุณโรมใช้สรรพนาม ‘ผม’ กับฉัน หากมองในมุมมองว่าฉันคือพี่ฝันซึ่งรู้จักตั้งแต่เด็กนั่นก็ดูสุภาพมากๆ ฉันเผลอชะงักไปนิดหนึ่งจึงรีบตอบกลับไปเพื่อไม่ให้ดูแปลกใจเกินควรนัก “ฝันก็ทานแล้วค่ะ” 

        เหมือนจะพูดอะไรไม่คิดออกไปเลย 

        คุณโรมเงียบไปพักหนึ่งเมื่อได้ยินฉันว่า เขาเงียบจนฉันแอบคิดว่าเขาคงไม่พูดอะไรแล้วหากแต่ “นั่นเรื่องของคุณ” เขาบอกออกมา 

        ฟังจากคำพูด ในตอนนี้ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณโรมถึงใช้สรรพนาม ‘ผม’ และ ‘คุณ’ กับฉัน คราแรกฉันคิดว่าเขาอาจจะเป็นคนสุภาพมากจนถึงขนาดที่ว่ากับพี่ฝันก็ยังใช้สรรพนามนี้ หากแต่ตอนนี้ฉันเริ่มจะเข้าใจ การที่เขาใช้สรรพนามคุณและผมนั่นเป็นการเว้นระยะห่างความสนิทสนมต่างหาก 

        เพราะสรรพนามแบบนี้มีเพียงคนที่ ‘ไม่สนิท’ เท่านั้นที่จะใช้คุยกัน 

        ฉันเลือกไม่ตอบโต้อะไรกับประโยคนั้นของคุณโรม ได้แต่คิดว่าหากเป็นพี่ฝันที่นั่งอยู่ตรงนี้เธอจะตอบกลับเขาอย่างไร ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเธอคงเจอการกระทำแบบนี้มาตลอด ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังดูไม่สะทกสะท้านใดๆ เลยเวลาที่พูดถึงเขา 

        พี่ฝันแข็งแกร่งมากจริงๆ 

        ถ้าเธอไม่รักคุณโรมมากก็คงทนมาถึงขนาดนี้ไม่ได้ 

        มีวูบหนึ่งที่ฉันเผลอนึกขึ้นมาว่าหากเป็นพี่ฝันเธอก็คงไม่ได้นิ่งเงียบแบบฉัน พี่ฝันอาจจะยิ้มรับคำพูดของคุณโรมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือไม่ก็ชวนคุยต่อไปก็เป็นได้ 

        แต่ก็เป็นเพียงการคาดคะเนเท่านั้น... 

        Kidfun : ทำอะไรอยู่ 

        โทรศัพท์สั่นแจ้งเตือนข้อความจากพี่ฝัน ฉันเพิ่งจะนึกถึงเธอไปเมื่อครู่เธอก็ทักมาพอดิบพอดี หากเทียบเวลากันแล้วทางฝั่งนั้นคงกำลังเริ่มมืด การที่เธอสามารถทักมาได้ก็หมายความว่าเธอถ่ายซีนหนังสำหรับวันนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วสินะ

        ฉันตอบกลับไป

        Kidteung : กลับบ้านค่ะ 

        ตามที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าฉันไม่ได้บอกพี่ฝันเรื่องมาอยู่ที่บ้านตระกูลดำรงสกุล แม้จะปิดบังเรื่องนั้นหากแต่เรื่องที่คุณพ่อกับคุณแม่เดินทางไปต่างประเทศฉันไม่ได้ปิดบังเธอ เป็นความโชคดีที่พวกท่านเดินทางไปในประเทศแถบๆ ยุโรปซึ่งอยู่คนละที่กับพี่ฝันที่อยู่อเมริกา พี่ฝันเองหลังจากทราบเรื่องจึงไม่ได้ว่าอะไร

        ดังนั้นเธอคงเข้าใจคำว่ากลับบ้านของฉัน เธอก็รู้ว่าวันนี้เป็นวันนัดหมายที่คุณพ่อกับคุณแม่ออกเดินทาง

        Kidfun : ดี งั้นคอลวิดีโอกันหน่อย 

        ฉันตกใจขึ้นมาในบัดดลเมื่อพี่ฝันบอกจะคอลวิดีโอ เวลานี้ฉันอยู่ในรถของคุณโรมซึ่งแน่นอนว่าไม่เป็นการดีแน่ๆ นอกจากพี่ฝันจะสงสัยแล้ว คุณโรมเองก็จะสงสัยเช่นกัน ก่อนที่คนในแชตจะกดโทรมาฉันก็เลือกพิมพ์อ้างไปเสียก่อน

        Kidteung : แบตฯ คิดถึงใกล้หมดแล้วค่ะ 

        Kidteung : เหลือ 2% รอถึงบ้านก่อนนะคะ 

        ไม่รู้ว่าเธอจะเชื่อหรือเปล่าแต่ถึงเธอไม่เชื่อฉันก็คงกดรับสายไม่ได้อยู่ดี พี่ฝันบ่นกลับยกใหญ่ว่าทำไมไม่หัดชาร์จแบตฯ เอาไว้ก่อน ฉันได้เพียงขอโทษเธอไปในแชตและหลังจากนั้นเธอก็ขอแยกไปทำธุระส่วนตัว โดยไม่ลืมเตือนเรื่องสุดท้ายก่อนไป

        Kidfun : รายการออนแอร์เมื่อไหร่ส่งลิงก์มาให้ฉันด้วย ฉันอยากรู้ว่าเธอทำตัวยังไงในรายการ ยิ่งไปออกกับเซอร์ฮายอีกไม่รู้กระแสจะเป็นยังไง ห้ามลืมเด็ดขาดล่ะ 

        Kidteung : ค่ะ 

        เรื่องกระแสที่เกิดขึ้นฉันเองก็ยังไม่ได้ตามเช็กข่าวเลย ไม่เพียงแค่เรื่องออกรายการกับเซอร์ฮายเท่านั้นแต่เรื่องคดีที่เกิดขึ้นฉันเองก็ยังไม่ได้ตามอะไรเช่นกัน คุณพ่อบอกว่าจะติดต่อกับทาง JS เรื่องนักข่าว คงเพราะเหตุผลนั้นฉันถึงได้ไม่โดนสัมภาษณ์อะไรเลยตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องขึ้น

        ซึ่งเป็นแบบนั้นก็ดีแล้ว

        ปล.ฉันยังไม่ได้บอกพี่ฝันเรื่องโดนดักฉุดนะ มันเป็นเรื่องร้ายแรง อีกทั้งยังเกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ถูกส่งไปอยู่ในการดูแลของคุณโรมด้วย การเงียบไว้คงดีกว่า

        ภายในรถเงียบกริบไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นพิเศษอีกจนกระทั่งมาถึงบ้าน ตระกูลดำรงสกุลจัดว่าเป็นหนึ่งในตระกูลที่รวยติดอันดับสามของประเทศ เพราะเหตุนั้นจึงไม่แปลกเลยหากว่าบ้านของพวกเขาจะใหญ่โตหรูหราไม่ต่างจากคฤหาสน์หลังหนึ่ง ฉันเคยมาที่นี่แล้วเมื่อครั้งที่มาร่วมงานเลี้ยงเต้นรำคราวก่อน ยังคงจำภาพวันนั้นได้ดี

        รถถูกขับมาจอดที่หน้าทางเข้าตัวบ้านด้านใน มีคุณเมดสองสามคนเดินออกมาต้อนรับไม่ต่างจากตอนที่ฉันอยู่ที่บ้านตระกูลวงศ์วริศ ภายในตัวบ้านนั้นยังไม่นับว่ามีเมดอีกกี่คนแต่เท่าที่ดูแล้วคงมากโขเอาการอยู่ คุณโรมลงจากรถโดยไม่กล่าวใดๆ ทั้งสิ้น ส่งผลให้ฉันรีบขยับตัวลงจากรถตามเขาไป

        แน่นอนว่าฉันไม่ลืมหยิบกระเป๋าลากที่วางไว้ตรงเบาะหน้ามาด้วย

        คุณโรมเพียงหยุดยืนรออยู่ตรงทางเข้าบ้าน เขาไม่ได้หันหน้ามาจนกระทั่งฉันเดินตามไปยืนเสมอกัน หากว่าฉันต้องมาอยู่ที่นี่ก็คงมีห้องที่เตรียมเอาไว้สำหรับฉันแล้ว ครั้นจะเอ่ยปากถามคุณเมดก่อนก็กลัวเสียมารยาทจึงได้เพียงรอดูว่าเขาจะทำอะไรต่อไป

        คุณโรมคล้ายไม่อยากเสวนากับฉันสักเท่าไหร่ ฉันจึงอยากถามคุณเมดเองน่ะ

        ในตอนนั้น “คุณคงทราบเส้นทางในบ้านนี้ดี ผมไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไร” คุณโรมกล่าว ร่างกายสูงกำยำเดินนำไปด้านในจนมาหยุดที่เชิงบันไดห้องโถงใหญ่ ที่นี่คือที่ที่จัดงานเลี้ยงเต้นรำเมื่อคราวก่อนฉันยังจำได้ เขาหันหน้าไปทางซ้ายมือที่มีทางเดินยาวสุดสายตาอยู่ ประตูห้องนั้นเรียงกันขนานไปจนฉันไม่อาจนับได้เลยว่ามีจำนวนทั้งสิ้นกี่ห้อง

        บางทีฉันอาจต้องใช้เวลาจำทางในบ้านหลังนี้หลายวัน...

        “ห้องที่เก้าติดผนังฝั่งขวาคือห้องทำงานส่วนตัวของผม” คุณโรมเอ่ย เขาใช้น้ำเสียงนิ่งเรียบแต่มีความจริงจังแฝงอยู่ภายใน “และคุณไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า”

        ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่เขาพูดแบบนั้น แต่ว่าฉันเองก็ไม่ได้มีความคิดที่จะไปยุ่งวุ่นวายกับห้องทำงานส่วนตัวของเขาเช่นกันจึงไม่ได้หืออืออะไร

        ก่อนหน้านี้คุณโรมบอกว่าฉันคงจำทางในบ้านได้ดี สาเหตุคงเพราะพี่ฝันเคยมาที่นี่บ่อยครั้ง แต่ที่เขายังแนะนำห้องทำงานส่วนตัวให้อีกก็หมายความว่าพี่ฝันคงไม่รู้เรื่องห้องทำงานของคุณโรมมาก่อน เธอคงรู้แค่พื้นที่ใหญ่ๆ ในบ้านเท่านั้นไม่ได้รู้ลึกหรือละเอียดอะไรมากมาย

        คุณโรมพยักหน้าเรียกคุณเมดที่อยู่ใกล้ที่สุด “จัดการด้วยครับ” เขากล่าว

        “ค่ะ คุณโรม”

        “พ่อจะกลับมาตอนเย็น คุณก็อย่าลืมมารยาท”

        ชายร่างกำยำเดินผ่านฉันไปทางห้องทำงานส่วนตัวของเขาโดยทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคนั้น หากแต่ยังไม่ทันได้ขยับเท้าถึงสามก้าวก็มีเสียงมาจากทางด้านบนเสียก่อน บุคคลซึ่งฉันเคยเจอมาแล้วครั้งหนึ่งก้าวลงมาจากบันไดอย่างช้าๆ หลังเรียกชื่อคุณโรม ตามประวัติแล้วนุ่มนิ่มเองก็อยู่ที่บ้านหลังนี้เช่นกันฉันจึงไม่ได้แปลกใจอะไร

        นุ่มนิ่มเบือนสายตาจากคุณโรมมามองฉัน เธอตาโต คลายยิ้มในคราแรกจนไม่เหลือไว้บนใบหน้าแม้สักนิด

        “ทะ...ทำไมคุณคิดฝันถึงมาอยู่ที่นี่คะ” ไม่เพียงมองหน้าฉันแต่ยังมองกระเป๋าเดินทางของฉันอีกด้วย

        “เรื่องมันยาว” คุณโรมตอบ เขาพยักหน้ากับคุณเมดอีกครั้งคล้ายจะให้พาฉันไปที่ห้องได้แล้ว นุ่มนิ่มทำสีหน้าหวาดกลัวฉันนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เธอเบี่ยงตัวหนีไปอย่างชัดเจนตอนที่ฉันเดินขึ้นบันไดผ่านข้างตัวเธอ

        ฉันเพียงตามคุณเมดไปเงียบๆ อย่างที่เคยว่าไว้ว่าความเงียบคงดีที่สุด

        มีเสียงลอดผ่านอากาศมาแผ่วเบาเมื่อฉันห่างมาไกลแล้ว ถ้าได้ยินไม่ผิดคล้ายนุ่มนิ่มกำลังถามคุณโรมถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ ฉันเชื่อว่าคุณโรมคงมีคำตอบให้กับนุ่มนิ่มได้เป็นอย่างดีแน่นอน เพราะแบบนั้นฉันคงไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไร (แต่เธอก็คงไม่ถามฉันเช่นกัน)

        ในที่สุดก็มาถึงห้องที่เตรียมไว้ให้ “ขอบคุณนะคะ” ฉันบอกคุณเมด

        เธอทำหน้างงปนอึ้ง แม้จะไม่ได้ตอบอะไรกลับมาแต่ใบหน้านั้นก็พยักขึ้นลงสองสามที คุณเมดเดินจากไปขณะที่ฉันยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงทำหน้าเช่นนั้น

        อ่า หรือว่าฉันจะทำอะไรที่คิดฝันไม่สมควรทำกัน

        รู้สึกว่าการอยู่ที่นี่ครั้งนี้...จะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แล้วสิ

        

        หัวค่ำ

        “ตามสบายเลยนะฝัน อาสั่งคนใช้เตรียมทุกอย่างให้แล้ว ขาดเหลืออะไรบอกได้เลย ฝันก็เหมือนหลานอาคนนึง อยู่ที่นี่ให้สบายใจเถอะ”

        คุณพ่อของคุณโรมหรือคุณท่านว่าเช่นนั้น จากเมื่อช่วงกลางวันจนถึงตอนนี้ก็มืดค่ำแล้ว ท่านเพิ่งจะกลับมาที่บ้านไม่นานฉันจึงรอให้ท่านพักผ่อนสักหน่อยและขออนุญาตเข้ามาหาท่านในห้องทำงานส่วนตัวของท่านเอง เราคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเล็กน้อยและปิดท้ายด้วยเรื่องที่ท่านเพิ่งพูดไปเมื่อสักครู่

        “ขอบคุณนะคะคุณท่าน”

        “คุณท่าน?” คุณพ่อคุณโรมขมวดคิ้วยิ้มๆ “ฝันไม่เคยเรียกอาว่าคุณท่านนะ”

        “ฝะ...ฝันลืมตัวน่ะค่ะ คุณอา” เผลอปล่อยไก่ออกไปอีกแล้ว ฉันก้มหน้างุดเล็กน้อยส่วนคุณอาก็หัวเราะออกมาเสียงดัง สายตาเอ็นดูของท่านฉันรับรู้ได้ทุกครั้งที่มองเลย

        “ฝันเป็นเด็กที่น่ารักจริงๆ”

        หากคุณท่านจะว่าแบบนั้นก็คงไม่แปลก เมื่อก่อนพี่ฝันเคยบอกไว้ว่าเธอทำตัวน่ารักเวลาเจอคุณพ่อคุณแม่ของคุณโรมตลอด ในสายตาผู้ใหญ่...พวกท่านคงเอ็นดูพี่ฝันกันไปหมด

        ฉันอมยิ้มเล็กๆ กับคำชมเหล่านั้น

        คุณท่านหยุดหัวเราะเมื่อผ่านไปสักพักหนึ่ง สายตาท่านมองนาฬิกาบนผนังแล้วเอ่ยถาม “นี่ฝันกินอะไรหรือยัง เริ่มดึกแล้ว”

        “ยังเลยค่ะ”

        ความจริงเมื่อตอนเย็นก็มีการทานอาหารกันแต่ว่าฉันเลือกไม่ไปทานเอง เนื่องจากต้องเก็บของเข้าห้องและคุยกับพี่ฝันตามที่บอกเธอไปก่อนหน้าด้วย (ที่ว่ากลับบ้านค่อยคุย) โชคดีหน่อยที่พี่ฝันคอลแค่เสียงเธอเลยไม่สงสัยเรื่องสภาพห้องที่เปลี่ยนไป แต่ว่ากันตามจริงพอคุณท่านถาม ฉันก็เริ่มหิวเหมือนกันนะ

        แต่ตอนนี้ครัวคงเก็บหมดแล้ว

        “อาก็ยังไม่ได้กินเลย ข้าวเย็นน่าจะเก็บไปแล้ว เดี๋ยวไปบอกพวกเมดให้ทำใหม่แล้วกัน”

        “คุณอาคะ” คือฉันเพิ่งนึกความคิดดีๆ ขึ้นมาได้น่ะ คุณท่านเลิกคิ้วมองเหมือนจะถามว่าอะไรเหรอ “ให้ฝันทำอาหารให้ทานมั้ยคะ”

        

        ในครัว

        หลังจากบอกคุณท่านไปว่าจะทำอาหารให้ทาน ท่านก็ตกลงทันที คุณพ่อคุณโรมแลตื่นเต้นมากเลยที่รู้ว่าฉันทำอาหารเป็นด้วย ฉันนึกว่าท่านจะรู้อยู่แล้วเสียอีก แต่ดูจากท่าทางของพี่ฝันเธอก็เหมือนทำอาหารไม่เป็นเหมือนกันนะ ไม่รู้ว่าแอบปล่อยไก่ไปอีกแล้วหรือเปล่าแต่ในเมื่อพูดแล้วก็แก้ไขอะไรไม่ได้

        เอาล่ะ ไม่ได้ทำอาหารเสียนานเลยตั้งแต่มาเป็นพี่ฝัน ได้ทำบ้างรู้สึกดีจัง

        ฉันเริ่มหาวัตถุดิบจากในตู้เย็นหลังใหญ่เป็นขั้นตอนแรก อย่างที่คาดไว้ไม่มีผิดว่าบ้านของตระกูลดังก็ย่อมมีของครบครันเป็นธรรมดา วัตถุดิบในครัวนั้นเรียกได้ว่าไม่ขาดเหลืออะไรเลย แถมระดับเกรดของของแต่ละอย่างนั้นก็ยังดีเยี่ยมอีกด้วย

        ฉันได้วัตถุดิบครบแล้ว เมนูสำหรับคืนนี้ก็คือผัดผักบุ้งไฟแดง ยำวุ้นเส้น และไข่เจียวหมูสับ

        อาจจะเป็นเมนูบ้านๆ แต่ฉันมั่นใจในฝีมือของตัวเองพอสมควรเลย

        มีพี่ๆ เมดหลายคนแอบมองมาจากทางนอกห้องครัว แม้พวกเขาจะไม่ได้อาสามาช่วยทำแต่ว่าฉันก็สามารถรับมือตัวคนเดียวไหว ฉันฝึกทำอาหารต่างๆ มาตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว พอยิ่งมาอยู่หอคนเดียวก็ยิ่งพัฒนาฝีมือขึ้นไปเรื่อยๆ บางครั้งฉันก็ทำให้เพื่อนกินบ้าง ทุกคนล้วนพอใจกับฝีมือของฉันหมดเลย

        ฉันก็หวังว่าจะถูกปากคุณท่านเช่นกัน

        ฉันเริ่มลงมือจัดการในส่วนของหมูและไข่ก่อนระหว่างที่ตั้งหม้อรอน้ำเดือด การทำอาหารสามอย่างอาจจะต้องใช้เวลานานพอสมควรแต่ฉันก็จะพยายามทำออกมาให้เร็วที่สุด โชคดีหน่อยที่ไข่เจียวหมูสับเป็นอาหารอันดับแรกๆ ที่ฉันทำคล่องที่สุดจึงช่วยประหยัดเวลาไปได้มากพอควร ในตอนที่กำลังตีไข่ในชามด้วยส้อมเพื่อเตรียมทำไข่เจียวก็มีเสียงพูดขึ้นมา

        เสียงนั้นมาจากทางด้านหน้าห้องครัว

        ฉันหยุดมือในบัดดล

        “ไม่ยักรู้ว่าคุณทำอาหารเก่ง” 

        ...คุณโรม 

 

 

✾ Stoprain talks ✾ 

เม้ามอยทวิตเตอร์แท็ก #เซอร์โรม 

แปลกใจอะดิพิโรม 55555555555555 ลงสดยังมะได้ทวนคำผิดเลย เจอกันน้า <3 

 My Contacts 

Facebook : Stoprain | Twitter : Stoprain_f | IG : Stoprain_f 

ความคิดเห็น