วาฬกลิ้ง
Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 6th Day [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 919

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ค. 2563 22:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
6th Day [100%]
แบบอักษร

6th Day 

“พีช...ตัวน้อย”

ขณะที่จมอยู่ในความปลอดภัยอุ่นสบาย หูผมกลับมีเสียงทุ้มนุ่มเล็ดลอดเข้ามา สัมผัสนุ่มนวลไม่ต่างกันลูบไล้อยู่ตรงหน้าผากและขมับ ผมขมวดคิ้วนิดๆ เพราะรู้สึกจั๊กจี้กับปลายนิ้วเย็นๆ ซึ่งสากระคายเล็กน้อย

“ตื่นเร็ว ไม่ใช่พีชบอกผมว่าจองเรือเอาไว้ตอนสิบเอ็ดโมงเหรอ”

ทีแรกผมคิดว่าตัวเองยังอยู่ในความฝัน แต่เมื่อสมองประมวลคำพูดที่ได้ยินทั้งหมดเปลือกตาก็ลืมขึ้นทันควัน เด้งกายลุกขึ้นนั่งจนแมทธิวที่พิงสะโพกอยู่ข้างๆ เตียงต้องขยับถอยออกไป แสดงสีหน้าตื่นตระหนกตั้งแต่เพิ่งตื่น

“แมท นี่กี่โมงแล้วครับ!?”

“ใกล้สิบโมงแล้ว”

ยังไม่สาย...ผมพ่นลมหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะมาสะดุ้งเบาๆ เมื่อมือตัวเองซึ่งวางพาดกอดกองผ้านวมที่ใช้ห่มจนถึงเมื่อครู่ถูกอุ้งมือหนาๆ ของคนข้างๆ ขยับเข้ามากุม

“อรุณสวัสดิ์”

เพราะยังสับสนไม่เหลือสติสั่งให้ดึงมือออก แมทธิวก็เอ่ยขึ้นมาอีกหนพร้อมรั้งแขนผมให้ขยับ “พีชลุกขึ้นไปอาบน้ำล้างหน้าก่อนดีกว่า ผมสั่งรูมเซอร์วิสเอาไว้แล้ว อีกสักพักคงมาส่ง”

“เอ่อ...อ้อ ขอบคุณมากครับ”

ลุกขึ้นตามแรงช่วยดึงของคนตัวโต เดินเข้าห้องน้ำกว้างไปแบบที่ยังไม่หายมึน

กระทั่งมาได้ยินเสียงประตูบานเลื่อนงับปิดตามหลัง สมองก็เริ่มจะทำงานขึ้นมาบ้าง คิ้วมุ่นเข้าหากันอย่างช่วยไม่ได้ เห็นภาพตัวเองสะท้อนอยู่ในกระจกเงาบานใหญ่ ใบหน้าง่วงงุนคุ้นเคยซึ่งมักจะได้เห็นทุกเช้า ปลายผมด้านหลังยุ่งเล็กน้อยจากการนอนหัวติดหมอนทั้งคืน แต่เมื่อไล่สายตาต่ำลงมาถึงเสื้อยืดที่สวมอยู่ก็ชะงักไป

เสื้อตัวใหญ่แบบนี้...เสื้อแมทธิว?

“...” ผมขมวดคิ้วทันที

เดี๋ยวก่อนนะ? อ้อ เสื้อแมทธิวสินะ? ทำไมผมถึงสวมเสื้อแมทธิวได้วะ ไม่สิ ไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่แค่เสื้อแล้ว ตอนนี้ผมยืนทำหน้าโง่อยู่ในห้องน้ำห้องพักของอีกฝ่ายด้วยนี่นา

ศีรษะหันซ้ายหันขวาไปรอบๆ ทันที

มัวแต่ไปคิดถึงเรื่องเรือที่จองไว้และตำหนิตัวเองที่สะเพร่าไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุก...

เมื่อวานผมมานั่งกินมื้อเย็นพร้อมดื่มเบียร์ที่ห้องฝรั่งหมีนี่ ตั้งใจว่าจะดื่มกระป๋องเดียว ต้องโทษไอ้ความเพลินไม่หยุดปากเลยทำให้ซัดไปสามกระป๋องเต็ม อาจไม่เท่าวันแรกที่ซดคนเดียวหนึ่งแพ็คก็จริง แต่มันก็ทำให้ทุกอย่างอยู่เหนือการควบคุม ผมไม่ได้เมานะ แค่มึนๆ เคลิ้มๆ อารมณ์ดีจากแอลกอฮอล์เฉยๆ เกิดอะไรขึ้นบ้างก็จำได้หมด

‘ผมคิดมาสักพักแล้ว คุณ...กำลังจีบผมอยู่เหรอ’ 

“โอย...”

ก็ใช่ไง! จำได้ จำได้แม่นเลยด้วย แต่แค่เพิ่งมามีสตินึกออก

...แล้วก็ไม่น่านึกออกเลย

ผมยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองอย่างอดไม่อยู่ นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมเมาแล้วปากทำตัวเองขายขี้หน้าแบบนี้

อะไรสะกดจิตให้ผมตั้งคำถามแบบนั้น หรือเพราะเรื่องนี้มันยังค้างอยู่ในส่วนลึกของใจ? ไม่ใช่ครั้งก่อนสรุปกับตัวเองไปแล้วเหรอว่าก็แค่คิดเลอะเทอะไปคนเดียว

ลมหายใจหนักๆ ร้อนๆ ถูกพ่นผ่านริมฝีปาก ยังดีที่แมทธิวคิดว่าผมเมาจนจะจำอะไรไม่ได้ เพราะงั้นก็ปล่อยให้เขาคิดว่าผมจำอะไรไม่ได้ไปก็แล้วกัน

เสื้อนี่ก็...มือขยับไปถอดมันออกผ่านทางศีรษะ ตอนนั้นผมดื่มไปดื่มมาจนง่วง เจ้าของห้องเห็นแบบนั้นเลยเสนอให้ค้างที่นี่ ให้ผมใช้ห้องน้ำและเสื้อผ้าเขาได้ตามสบาย อ้อ เตียงด้วยอีกอย่าง

แมทธิวยังเป็นคนใจดีตามประสาเขาอย่างเคย

ผมเดินเข้าไปหยุดอยู่ใต้เรนชาวเวอร์ เปิดน้ำอุ่นรินรดตั้งแต่ศีรษะไปจนถึงปลายเท้า ไม่ได้ปวดหัวเพราะอาการแฮงก์อะไร แต่ผิวพอหนังได้สัมผัสน้ำก็สดชื่นขึ้นไม่น้อย

สวมเสื้อคลุมอาบน้ำกลับออกมา แค่ก้าวแรกจมูกก็ได้กลิ่นหอมๆ ของอาหารที่เจ้าของห้องสั่งไว้แล้ว

“แมทธิว เสื้อผ้าผม...”

“อาบน้ำแล้ว พีชใส่ของผมไปดีกว่า อย่าใส่ตัวเก่าเลย” เขาเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน

“ไม่เป็นไรครับ เมื่อคืนก็รบกวนคุณแล้ว ผมเกรงใจ”

มือหนายัดเสื้อลงในมือผม “รีบเปลี่ยนเสื้อแล้วมากินข้าวดีกว่า เดี๋ยวไม่ทันนะ”

ได้ยินแบบนั้นก็จำต้องเอ่ยขอบคุณอย่างช่วยไม่ได้ ผมกลับเข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำ เสื้อที่แมทธิวส่งให้เป็นเสื้อเชิ้ตฮาวาย จากขนาดตัวของเขา พอมาอยู่บนตัวผมแล้วไหล่ตกไปเยอะ กางเกงขาสั้นก็ต้องสาวเชือกรัดซะยาวออกมาผูก

พวกเรานั่งทานอาหารของทางโรงแรมที่เขาสั่งมาด้วยกัน แมทธิวชวนคุยถามตามมารยาททั่วๆ ไปว่าเมื่อคืนผมนอนหลับสบายดีไหม ตอนนี้ปวดหัวรึเปล่า ไม่ได้รื้อฟื้นเรื่องเมื่อวานขึ้นมาเลย คงมีแต่ผมที่ตัวแข็งไปเล็กน้อยหลังได้ยิน แอบชำเลืองมองใบหน้าและท่าทีเขาอยู่บ้าง พอไม่เห็นอะไรแปลกตาไปนั่นแหละถึงคลายกล้ามเนื้อที่เครียดเขม็งลง

“ถ้างั้นผมกลับไปเปลี่ยนเสื้อก่อนนะครับ เอาของเรียบร้อยแล้วเราก็รีบไปที่ท่าเรือดีกว่า”

“เดี๋ยวผมขับรถไปส่ง”

“งั้น...คุณเอาของไปเลย ไปนั่งรอที่ล็อบบีก็ได้ ผมเปลี่ยนเสื้ออย่างเดียว ไม่นาน”

สถานที่นัดอยู่ตรงอ่าวฉลอง อีกฟากหนึ่งของเกาะตรงข้ามกับหาดกะรนที่พวกเราพักนี่เอง เมื่อวานผมเช็คในแมพเรียบร้อยแล้ว ถึงจะอยู่ฟากตรงข้าม แต่ระยะทางก็สิบกิโลเมตรกว่าๆ รีบไว้ก่อนก็น่าจะดี

ไม่กี่นาทีต่อมา รถมอเตอร์ไซค์เช่าคันเดียวกับเมื่อวานก็เลี้ยวหัวเข้าจอดยังที่จอดของท่าเรือจนได้ ผมมองเห็นประภาคารเทียมสีส้มที่มีป้ายติดว่าท่าเทียบเรืออ่าวฉลองชัดเจน เดินไปถึงจุดที่เขานัดก็มองเห็นน้องพนักงานสวมเสื้อบริษัทยืนคอยอยู่ หลังแจ้งชื่อและพูดคุยเรียบร้อย เขาก็ผายมือบอกให้ขึ้นไปรอบนเรือได้เลย

เรือลำนี้เป็นเรือใบแบบลักชัวรี ก็สมคำนั่นแหละ เพราะด้านบนซึ่งเป็นพื้นที่เปิดโล่งแต่ตกแต่งดูสะดวกสบายไปหมด โต๊ะสี่เหลี่ยมที่ติดรั้วสองฝั่งเรือเป็นสี่ที่นั่ง มีเบาะและหมอนนุ่มนิ่มกอดให้นั่งให้เอนตามสบาย

ผมมองเห็นบุฟเฟ่ต์พวกอาหารชิ้นเล็กๆ ตั้งอยู่บนโต๊ะปูผ้าขาวตัวยาวหน้ามุมสำหรับเปิดเพลงของดีเจด้วย

เสียดายนิดหนึ่งตรงที่ว่าผมกับแมทธิวมากันแค่สองคน โต๊ะเลยต้องนั่งร่วมกับคนแปลกหน้าอีกสองคนเช่นกัน แต่ตอนนี้ลูกทัวร์คนอื่นยังมาไม่ครบ เรือก็ยังไม่ออกตัว ผมเลยถ่ายภาพนั่นนี่

“แบบนี้คุณโอเคไหม?”

สำรวจอยู่สักแป๊บ ผมก็ลดกล้องลงแล้วหันหน้าไปถาม

คิ้วเข้มข้างหนึ่งขยับสูง “โอเคอะไรจ๊ะ?”

“วันนี้ไงครับ ผมลองหาโปรแกรมเที่ยวหลายๆ แบบดูบ้าง จะได้ไม่ตามใจผมอย่างเดียว”

“ผมไม่เรื่องมากหรอก ถ้ามีพีช อะไรก็ได้ทั้งนั้น”

“...”

เจอคำตอบแบบนี้ไปไม่แปลกเลยที่ผมจะฟุ้งซ่าน “คุณนี่...”

“หืม?”

“ต้องโดนคนรักชมบ่อยๆ แน่ๆ ว่าเป็นพวกปากหวาน”

“ผมไม่มีคนรักนะ” เสียงทุ้มรีบว่า

“ผมรู้ครับ พอจะดูออก ที่พูดหมายถึงแฟนคนเก่าๆ ของคุณต่างหาก”

อีกฝ่ายหัวเราะขึ้นมา “แล้วพีชคิดว่าผมเป็นอย่างนั้นรึเปล่าล่ะ”

“ไอ้ที่พูดๆ ไปคุณยังเดาไม่ได้เหรอครับ?”

เขาส่งเสียงอ้อมาเบาๆ “งั้น...ปากหวานของผมเรียกความสนใจจากพีชได้บ้างไหม?”

วินาทีนั้นผมหลุบสายตาลงต่ำทันที “ผม...”

“ไฮ”

เอ่ยพูดได้แค่นั้น เสียงทักทายเป็นภาษาอังกฤษก็ดังขึ้นซะก่อน

เป็นกลุ่มคนราวหกเจ็ดคนที่เดินมาพร้อมพนักงาน พนักงานของบริษัทเรือพูดภาษาอังกฤษตลอดเวลา แม้จะมีผมอยู่แต่เธอก็ไม่ได้พูดไทย บอกว่านี่คือแขกอีกสองคนที่จะนั่งโต๊ะนี้

หันไปมองก็เห็นว่าเป็นชายชาวต่างชาติสามคน ส่วนอีกสามคนเป็นเหมือนจะเป็นคนไทย คนหนึ่งเป็นผู้หญิง...รึเปล่าก็ไม่แน่ใจ ถึงอีกฝ่ายจะแต่งหน้าสวมบิกินีกับกางเกงยีนส์ขาสั้นแต่ก็เค้าโครงก็ดูเหมือนเป็นผู้ชาย พวกเขาเหมือนจะมากันเป็นคู่ๆ สี่คนแยกไปนั่งอีกโต๊ะ ส่วนอีกสองคนขยับลงมานั่งพื้นที่ว่างฝั่งตรงข้าม

“ไหนๆ ร่วมโต๊ะกันแล้ว ทำความรู้จักกันหน่อยไหม?” คนพูดคือฝรั่งคนเดียวกับที่ส่งเสียงทักก่อนหน้า

เขามีผมหยักศกสีบลอนด์ เปลือยอกเห็นรอยสักตั้งแต่หัวไหล่ยาวจรดข้อมือ แขนอีกข้างที่พาดโอบไหล่ผู้ชายตัวเล็กๆ หน้าคมๆ มาตลอดตั้งแต่ก้าวขึ้นเรือ เขาส่งมือให้แมทธิว

“ผมโจเซฟ”

คนข้างตัวผมยื่นมือไปจับขณะผงกศีรษะเล็กน้อยตอนเอ่ยชื่อตนเองกลับตามมารยาท กระทั่งมือนั่นยื่นมาทางนี้ต่อ ผมหลุบมองเล็กน้อยก่อนจะขยับมือส่งให้และดึงเอารอยยิ้มแบบตอนทำงานมาใช้

“พีชครับ”

โจเซฟคนนี้เหมือนตั้งใจจะสานความสัมพันธ์เต็มที่ เขาพูดขึ้นมาเองหลังจากนั้นว่าตัวเองมาจากแคนาดา มาเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน ซึ่งตลอดการสนทนาเขาชวนแต่แมทธิคุย อาจเพราะใช้ภาษาเดียวกัน ผมไม่ได้ซีเรียสอะไร แต่ไม่รู้ทำไมบางครั้งถึงรู้สึกว่าอีกฝ่ายหันมาส่งสายตาวิบวับบางอย่างให้ในตอนที่ไม่มีใครเห็น

ครั้งสองครั้งไม่เท่าไหร่ แต่พอเรือออกจากท่ามาได้สักพักเขาก็ยังทำแบบนั้นจนผมเริ่มจะอึดอัดใจขึ้นมาแล้ว ความรู้สึกสบายอกสบายใจตอนนั่งกับแมทธิวสองคนเริ่มหายไป

ยังดีที่ไม่หันมาชวนผมคุย มือเลยเสหยิบกล้องขึ้นมากดชัตเตอร์เก็บภาพของตัวเองต่อ

พนักงานของทางบริษัทเรือประกาศออกไมโครโฟนไปแล้วว่าจะเดินทางไปเทียบเกาะแห่งหนึ่ง มีเวลาให้พักผ่อนเล่นราวชั่วโมงสองชั่วโมง จากนั้นจะล่องต่อไปยังจุดดำปะการังน้ำตื้น พอถึงยามเย็นก็จะมีปาร์ตี้ระหว่างเดินทางกลับ ตอนนี้แม้เพลงที่เปิดจะไม่ใช่อีดีเอ็ม แต่ก็มันพอให้ลูกเรือหลายๆ คนคึกคัก เอ่ยปากบอกพนักงานขอแอลกอฮอล์กันวุ่น

“พีช หิวรึยัง?”

แมทธิวที่โดนฝรั่งที่นั่งฝั่งตรงข้ามชวนคุยอยู่นานเพิ่งจะได้หันมาพูดกับผม

“ยังไม่ค่อย...” ทีแรกผมตั้งใจจะปฏิเสธ แต่พอคิดว่าอยากหลบไปจากตรงนี้ก็เปลี่ยนเป็นพยักหน้า “ไปเดินดูก่อนละกันครับ คุณไปกับผมนะ”

รอยยิ้มกว้างปรากฏเต็มหน้าเขาเช่นเคย นัยน์ตาสีฟ้าอมเทาสวยเป็นประกาย

ไม่รู้ทำไม พอสบกับมันแล้วผมกลับไม่ได้รู้สึกแย่เหมือนที่ได้เห็นจากโจเซฟคนนั้น มองแล้วอย่างกับจะยิ้มตามร่างสูงตรงหน้าออกมาโดยไม่รู้ตัวซะมากกว่า

“พีชอยากดื่มเหมือนคนอื่นบ้างไหม”

“พอเลย ไม่เอาแล้วครับ”

“ทำไมล่ะ”

ถูกถามแบบนั้นสีหน้าผมก็ไปไม่ถูก “แล้วจะดื่มอะไรเยอะๆ ครับ แอลกอฮอล์มันไม่ดี ไม่รู้เหรอ”

นั่นแหละรอยยิ้มเล็กๆ ของเขาถึงได้กลายเป็นเสียงหัวเราะทุ้มๆ โดยพลัน แมทธิวจ้องมองมา จู่ๆ เขาก็ยกมือขึ้นจนผมชะงักไป แต่สุดท้ายสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นงงเมื่อเขาปล่อยมันแนบลำตัวตามเดิม เอ่ยเสียงเบา

“ให้ตายสิ แบบนี้ผมจะไม่ไหวเอานะพีช”

“ครับ?”

“เลือกอาหารเถอะ มา ผมถือจานให้”

พอไม่ได้นั่งอยู่บนโต๊ะ ความรู้สึกอึดอัดใจก็เริ่มจะหายไปหน่อย ผมยังไม่หิว แต่ก็หันไปพิจารณาของกินบนโต๊ะ นอนกจากพวกบิสกิตแต่งหน้าชิ้นเล็กๆ ไว้ทานเล่นกับไวน์แล้วก็เป็นอาหารญี่ปุ่นและอาหารไทย ของไทยจะเป็นพวกยำ สาวๆ น่าจะชอบ ผมไม่ค่อยทานอาหารต่างชาติเท่าไหร่ สุดท้ายเลยตักยำมะม่วงถ้วยเล็กๆ เอาไปวางบนจานที่แมทธิวถือ

“คุณอยากกินอะไร ผมตักให้”

“ผมอยากให้พีชเลือกให้ด้วย” เขาส่งยิ้มหวาน

“เป็นเบบี๋เหรอครับ”

“ถ้าได้พีชดูแล”

ผมหัวเราะหึๆ เป็นการหยอกเล่นเสียดสีใส่เขาสองหน แต่แล้วยังไง ก็เลือกให้นั่นแหละ กายหมุนหันหลังเพื่อจะไปหยิบที่คีบ ทว่าผมกลับต้องหยุดนิ่งไปเมื่อดันสบเข้ากับสายตาของคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะเข้า

...โจเซฟคนนั้นมองมาอีกแล้ว

คิ้วผมกลับมาชนกัน รีบคีบของกินหันกลับไปทางแมทธิว

“...”

“ตัวน้อย ทำไมทำหน้าแบบนั้น มีอะไรรึเปล่า”

ผมพยายามคลายหัวคิ้วลง “เปล่าครับ”

แมทธิวดูจะไม่ได้สังเกต แน่ล่ะ ไม่มีใครสังเกตเลย ผมเองตอนแรกก็สับสนอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เริ่มจะขนลุกขึ้นมาแล้ว ถ้าเดาไม่ผิด เหมือนเขาพยายามจะแสดงให้ผมเข้าใจว่าเขากำลังสนใจผมอยู่สินะ...

“แมทธิว...”

“หืม?”

สีหน้าเขาดูจะแปลกใจกับปฏิกิริยาเดี๋ยวเหมือนมีอะไรเดี๋ยวเหมือนไม่มีของผมอยู่ไม่น้อย

“โจเซฟคนนั้นน่ะ เขามีคนรักรึยังครับ ผู้ชายข้างๆ ใช่คนรักของเขารึเปล่า?” ผมขยับเข้าไปใกล้คนตัวโตอีกนิด เอ่ยถามเสียงเบาไม่ต่างจากกระซิบ

“ไม่ใช่”

“ไม่ใช่คนรักเขาเหรอครับ?”

“จ่ายสำหรับคืนนี้น่ะ”

“อ้อ”

ก็ไม่ได้ผิดแผกจากที่คิดไว้แต่แรก กลุ่มเพื่อนผู้ชายต่างชาติสามคนมากับคนเอเชียอีกสามคน คนเอเชียที่เหลือก็น่าจะเป็นเด็กที่ไปออฟมานั่นแหละ แต่ถึงจะไม่ใช่แฟน แต่มาส่งสายตาแบบนั้นให้คนอื่นมันได้เหรอวะ

ยิ่งฝ่ายนั้นหาจังหวะตอนที่ไม่มีใครเห็นมองมาได้ทุกครั้ง สมองผมก็มีความคิดเดียวว่านี่มันผู้ชายเจ้าชู้หื่นกามมือโปร

นึกๆ อย่างไม่พอใจอยู่คนเดียว แต่พอเงยหน้าขึ้นเพื่อจะพูดกับแมทธิวอีกหน สมองกลับลืมคำถามไปชั่วขณะเมื่อใบหน้าหล่อเหลาของคนตรงหน้าขมวดคิ้วน้อยๆ แทนผมไปซะแล้ว

ท่าทีข้องใจระคนไม่พอใจเล็กๆ ที่ไม่เคยเจอของเขาทำให้ผมเผลอมองนิ่งอยู่หลายวินาที

“ทำไมคุณทำหน้าแบบนั้น”

“พีชสนใจโจเซฟ?”

“สนใจ?” หน้าผมพิลึกทันควัน “หยุดคิดเลยครับ ผมจะไปสนใจคนนั้นทำไม”

“พีชถามถึงคนรักของเขานี่ตัวน้อย”

ไอ้สีหน้าเหมือนงอนนี่คืออะไรไม่ทราบครับหมี...

“ผมแค่ข้องใจเฉยๆ” ผมว่า อดจะรู้สึกขนลุกไม่ได้พอคิดภาพไปตามคำของแมทธิว “นั่งที่โต๊ะนั้นผมอึดอัดจะตาย ไม่งั้นไม่ดึงคุณออกมาตอนนี้หรอก เอาอะไรมาบอกว่าผมสนใจเขา”

หน้าคนฟังคลายลงทันที “พีชไม่สะดวกใจเหรอ”

“ก็...นิดหน่อยครับ”

“งั้นเดี๋ยวผมบอกพนักงานขอย้ายโต๊ะดีไหม หรือว่าเราออกไปนั่งตรงเบาะด้านนอกก็ได้”

ผมหันไปมองตรงส่วนท้ายเรือที่มีเบาะนอนนุ่มๆ ใหญ่ๆ กับชิงช้าให้นอนมองฟ้ามองทะเล ท่าทางสบายน่าดู แต่เห็นแดดเปรี้ยงๆ นั่นแล้วผมก็ส่ายหน้า “ค่อยตอนร่มๆ ดีกว่า ช่างเถอะ ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณเอาอะไรอีกไหม”

ตัดสินใจเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เพราะผมก็ไม่อยากทำให้ตัวเองดูเป็นพวกมากเรื่องด้วย แมทธิวไม่ได้ถามเหตุผลว่าทำไมผมถึงมีความรู้สึกแบบนั้น เขาอาจจะนึกว่าผมไม่ค่อยถูกกับคนแปลกหน้าก็ได้ ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว เพราะถ้าเขาถามผมก็ตอบไม่ถูกเหมือนกัน จะบอกว่าโดนฝ่ายนั้นมองมาแปลกๆ ก็ตะขิดตะขวงใจใช่เล่น

พวกเราเดินกลับมาที่โต๊ะ ผมขยับเข้าไปนั่งที่เดิมด้านใน พยายามไม่ไปสนใจโจเซฟอีก ตักของที่เพิ่งหยิบมาเข้าปากแล้วคุยแต่กับแค่คนข้างๆ คนเดียว

“แมทธิว คุณน่าจะกินอันนี้ได้นะ ไม่เผ็ด”

พอชิมยำมะม่วงไปแล้วผมก็พบว่าเขาทำรสชาติเน้นให้คนต่างชาติทานได้ เลยตักช้อนหนึ่งไปใส่จานร่างสูง

“ไม่เผ็ดของพีชแต่คือเผ็ดของผมรึเปล่า”

“ผมเคยเลือกของเผ็ดให้คุณด้วยเหรอ ถ้าไม่กินก็...”

ฝรั่งหมีส่ายหน้า ตักเข้าปากในคำเดียวแล้วหันมายิ้มหวานจนผมหลุดหัวเราะทั้งที่สีหน้ายังแสดงชัดว่าหมั่นไส้

หลังจากนั้น ตลอดเวลาที่เรือแล่นอยู่บนท้องทะเลกว้าง แมทธิวก็คอยชวนผมคุยอยู่ตลอดเวลา อาจเพราะเขารู้แล้วว่าผมกำลังอึดอัดใจ เห็นความน่ารักใจดีแบบนี้ผมก็พยายามกลั้นยิ้มเอาไว้สุดความสามารถ

กระทั่งเรือเทียบยังท่าเรือของเกาะตามโปรแกรม เหล่าผู้ร่วมเดินทางก็พากันทยอยเดินลงจากเรือ ถ้าไม่อยากลงไปก็สามารถนั่งพักผ่อนอยู่บนเรือได้ ผมขี้เกียจนะ แต่เห็นว่าไหนๆ ก็มาแล้วเลยชวนแมทธิวลงไปถ่ายรูปบรรยากาศเก็บไว้ แต่ไม่นานก็กลับขึ้นมานั่งรับลมเย็นๆ บนเรือตามเดิมแล้ว

เอนหลังพิงเบาะนุ่ม ใช้หมอนอิงรองแขนและกอดไว้หลวมๆ พวกกลุ่มโจเซฟคนนั้นลงไปเล่นน้ำยังไม่ขึ้นมา ผมเลยได้ยืดแขนขาอย่างสบายใจ

“พรุ่งนี้อยากไปไหนครับ?”

“พีชยังไม่คิดเหรอ”

แมทธิวที่ใช้ศอกข้างหนึ่งค้ำอยู่เหนือศีรษะผมก้มลงมามองเล็กน้อย

“คุณคิดบ้างสิ ผมคิดมาตั้งหลายวัน อีกนิดจะนึกว่าตัวเองเป็นคนนำทัวร์แล้ว” ผมเอื้อมมือไปหยิบน้ำสับปะรดปั่นมาดูด “ถ้าให้ผมนำเที่ยว ผมคิดแพงนะครับ”

“เป็นพีช อะไรผมก็ยอม”

ผมเกือบสำลัก “คุณหยุดพูดทำนองนี้ได้ไหมเนี่ย”

แม่งทำให้คันๆ ใจแปลกๆ ทุกที อดจะนึกไปถึงวันแรกที่เจอกับเขาไม่ได้

รีแลกซ์กับเขาอยู่สักพักใหญ่ๆ เพื่อนร่วมทัวร์คนอื่นๆ ก็พากันทยอยกลับขึ้นมา รวมทั้งสองคนที่ร่วมโต๊ะกับเราด้วย ผมจำต้องขยับตัวนั่งให้ดีๆ ทันที

เรือได้ฤกษ์เคลื่อนที่อีกหน โปรแกรมต่อไปคือการจอดแวะกลางทะเลเพื่อดำน้ำดูปะการัง

พอมาถึงผมก็ไม่ได้ลงอีกเช่นเคย พอดูๆ แล้วเห็นว่าน้ำตรงจุดนี้ลึกกว่าที่เกาะสุรินทร์ตั้งเยอะ ก่อนหน้านี้ก็ได้เห็นจนเต็มอิ่มไปแล้วด้วย บอกให้แมทธิวลงไปคนเดียว แต่เขาก็ปฏิเสธเหมือนกันเพราะว่าวันนี้ไม่ได้เอาเสื้ออีกตัวมา เขาบอกผมว่าตั้งใจจะมองวิวและนั่งทานอะไรคุยกับผมไปเรื่อยๆ เท่านั้น

อยู่บนเรือตั้งแต่สิบเอ็ดโมงยามแดดแรง จนตอนนี้เกือบห้าโมงเย็นซึ่งเริ่มจะอ่อนลง ลมทะเลแรงกว่าเดิมไม่น้อย แต่อาทิตย์ดวงกลมเริ่มคล้อยต่ำ อีกชั่วโมงก็คงเหลือให้เห็นแค่เส้นริมขอบทะเลจางๆ

ดีเจเริ่มเปิดเพลงมันสนั่นมากขึ้น หลายๆ คนเริ่มออกมาวาดลวดลาย มองแล้วเหนื่อยแทน เลยนั่งมองธรรมชาติให้ฮีลลิงตัวเองไปเรื่อย กระทั่ง...

น้ำผลไม้ปั่นที่กินไปหลายแก้วตั้งแต่ลงเรือมาก็เริ่มจะออกฤทธิ์ ผมหันไปขอโทษแมทธิวให้เขาลุกขึ้นเปิดทางให้

“ให้ผมไปเป็นเพื่อนไหมพีช”

“ไม่เป็นไรครับ คุณจะไปเป็นเพื่อนคนเข้าห้องน้ำทำไม ไม่ใช่เด็กสาวๆ นะครับ” ผมว่า ดันเขาให้นั่งกลับลงไปที่เดิม

เห็นแมทธิวมองมาผมก็ส่ายหน้า คำพูดของเขาที่เอ่ยหยอกเล่นเมื่อวันก่อนว่าเริ่มติดผมนี่ไม่รู้เป็นจริงรึเปล่า คิดขำๆ ก็ขยับปีนบันไดลงไปยังห้องน้ำเล็กๆ ด้านล่าง จัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย แต่พอล้างมือกลับขึ้นมาผมก็ต้องหยุดชะงักเมื่อทางตรงหน้ามีร่างสูงใหญ่ของใครบางคนขยับเข้ามาขวางเอาไว้เต็มพื้นที่

“ไง คนสวย”

“...” ผมมองคนที่ยืนโปรยยิ้มอยู่ตรงหน้า “มิสเตอร์โจเซฟ”

“เรียกโจเซฟดีกว่า ทางการมันฟังไม่รื่นหูเลย”

ฟังแล้วผมไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เลือกจะใช้รอยยิ้มแบบที่ทำบ่อยๆ ตอนทำงานแล้วเบี่ยงกายหลีกทางให้ “คุณมาเข้าห้องน้ำใช่ไหมครับ งั้นเชิญเลย”

“เดี๋ยวสิ”

“คุณ!” เสียงผมห้วนขึ้นพร้อมดึงแขนที่ถูกรั้งไว้กลับมา

โจเซฟยกมือสองข้างขึ้นระดับศีรษะ “เฮ้อีซี่น่า อีซี่ ผมไม่ได้จะทำอะไร ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณตกใจด้วย”

คิ้วผมขยับเข้าหากันอย่างช่วยไม่ได้ ถูกรั้งแขนกะทันหันแบบนี้ ถ้าเป็นคนอื่นทำนอกจากตกใจแล้วผมคงไม่มีทีท่าไม่พอใจอะไรมากมายหรอก แต่เพราะเป็นผู้ชายที่เอาแต่ส่งสายตาประหลาดมาตลอดตั้งแต่เรือออกจากเทียบท่านั่นแหละ ก่อนหน้านี้ก็อึดอัดและขุ่นใจเล็กๆ พออยู่แล้ว ถูกแตะตัวตามใจชอบแบบนี้ผมก็ไม่พอใจมากกว่าเดิม

ให้ตาย รู้งี้ตอบรับคำเสนอตัวมาเป็นเพื่อนของแมทธิวซะยังจะดีกว่า

“ผมขอตัวก่อนครับ”

“คุยกันก่อนสิ”

“ถ้าคุยเล่นผมคงไม่มีเวลา ขอโทษด้วย”

“ไม่เห็นจะต้องมีทีท่าแบบนี้เลยนี่” เขาย่นหัวคิ้ว “กับแมทธิวก็เทคแคร์ดีออกไม่ใช่รึไง หรือว่าพีชเป็นพวกเลือก?”

“อยากจะสื่ออะไรครับ”

“แมทธิวจ่ายให้พีชเท่าไหร่ล่ะ หลังจากนั้นผมยินดีจ่ายให้มากกว่านี้ก็ได้นะ ลองเสนอมาสิ”

คราวนี้ผมเข้าใจขึ้นมาชัดเจนทันควัน สีหน้าที่พยายามสะกดไม่แสดงออกว่าไม่พอใจมาทั้งวันไม่จำเป็นต้องเก็บอารมณ์เพื่อมีมารบาทกับคนตรงหน้านี้อีกต่อไป ในใจสบถยาว

เวลาคนไทยหรือคนเอเชียอยู่กับชาวตะวันตกมักจะโดนเข้าใจผิดทำนองนี้เป็นประจำ

สมองคิดกันได้แค่นี้รึไงวะ

“คุณเข้าใจผิดแล้ว ผมไม่ได้ขายบริการ”

เสียงและสีหน้าผมแข็ง แต่ก็พยายามอธิบายให้ก่อนด้วยความใจเย็น แทนที่จะเข้าใจ ผู้ชายตรงหน้านี่กลับเบ้ปากขยับคิ้วข้างหนึ่งเหมือนไม่เชื่อ “ไม่เอาน่า อย่ามาโกหกกันเลยคนสวย ไอ้ที่เห็นก็ชัดเจนอยู่แล้ว ผมถามแมทธิวแล้วด้วย”

ถามแมทธิวแล้ว? 

“...” แมทธิวบอกผู้ชายตรงหน้านี่เหรอว่าผมเป็นเด็กที่เขาออฟมา?

“ถ้าแมทธิวจองเอาไว้ยาว งั้นเราก็มาร่วมทริปกันเป็นไง ผมไม่ซีเรียสอยู่แล้ว เราค่อยแลกคู่กันก็ได้ เด็กที่อยู่กับผมก็ไม่เลวเลยนะ หรือถ้าหากพีชจะเรียกเก็บเพิ่มเวลาหมู่...”

“ขอโทษนะครับ!” ผมทนไม่ไหว

มือกำเอาไว้แน่นอยู่ข้างลำตัวเพื่อไม่ให้อัดมันเข้าแก้มซีกใดสักซีกของผู้ชายอุบาทว์ตรงหน้า

งี่เง่าโคตร ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กขายบริการก็น่าโมโหพออยู่แล้ว แต่อธิบายไปแล้วยังหาว่าโกหกหรือพยายามอัปราคานี่ ต่อให้เป็นชาวต่างชาติก็ไม่จำเป็นต้องยืนส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจเพื่อรักษาชื่อเสียงของประเทศแล้ว

นักท่องเที่ยวดีๆ ก็มี แต่นักท่องเที่ยวสถุลๆ ที่จงใจจะมาเที่ยวเพราะเรื่องพรรค์นี้โดยเฉพาะก็ไม่ได้น้อย

“มีใครเคยบอกรึเปล่าว่าคุณเป็นพวกมารยาทโคตรแย่”

“เฮ้ พูดแบบนั้นก็...”

ผมยกมือข้างหนึ่งขึ้นห้ามเขาไว้ก่อนแล้วเอ่ยต่อทั้งที่สีหน้าเรียบสนิทตรงข้ามกับในใจ “ผมจะเสียเวลาบอกคุณอีกครั้งก็แล้วกันว่าผมไม่ใช่เด็กขายบริการ คุณถามแมทธิวไปยังไง และแมทธิวจะบอกคุณไปว่าอะไรผมก็ไม่รู้ด้วยหรอกครับ แต่การที่คุณมาพูดจาแบบนี้ทั้งที่เห็นว่าผมอยู่กับแมท ไม่ว่าจะยังไง มันก็เห็นชัดๆ อยู่แล้วว่าคุณมันเป็นไอ้ทุเรศ ต่อให้มาเสนอเงินมากกว่านี้เป็นสิบเท่า คนที่ตอบตกลงไปกับคนแบบคุณก็คงมีแต่พวกไอ้โง่ไม่มีสมองนั่นแหละ”

โดนผมตอกหน้าไปซะขนาดนั้น ผู้ชายอุบาทว์ตรงหน้านี่ก็เริ่มจะโมโหขึ้นมาบ้าง หูเขาแดงเป็นการเปิดเปลือยความรู้สึกว่ากำลังอับอายกับคำพูดผมไม่น้อย

“ปากดีทั้งที่ตัวเองก็ยิ้มก็เทคแคร์ยั่วยวนหมอนั่นแบบนั้น...”

“ผมกับเขาเป็นแฟนกันครับ” ผมโพล่งตัดบท “พอจะทำให้คุณเข้าใจได้บ้างรึยัง?”

ไม่อยากจะเสวนากับคนตรงหน้าอีกแล้ว ยิ่งคิดถึงสายตาวิบวับตอนที่อีกฝ่ายจ้องมาก็ขนลุกขนพอง

ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงรู้สึกไม่ดี ต่างจากแมทธิวทั้งที่ตอนแรกเขาก็เข้าใจผิดว่าผมเป็นเด็กขายบริการเหมือนกัน เป็นเพราะว่าในแววตาที่แสดงออกแมทธิวไม่เคยสื่อความรู้สึกสกปรกแบบนี้ออกมา ตอนที่เขายังเข้าใจผิด คำพูดและสายตาก็ไม่ได้เสียมารยาท ไม่ได้แทรกความดูถูกเล็กๆ แบบนี้เอาไว้เลย

แต่...ตอนนี้ไม่ใช่เวลาไปชมฝรั่งหมีนั่น

ถ้อยคำที่ว่าถามแมทธิวมาแล้วของไอ้โจเซฟนี่ก็ทำให้ผมทั้งโมโหและติดใจอยู่ได้ไม่ต่างกัน

แมทธิวบอกแบบนั้นจริงๆ...?

หรือจะบอกไปยังไงก็ไม่รู้แหละ ผมต้องเค้นคอถามเขาอยู่แล้ว

ไม่รอให้ฝ่ายตรงข้ามทันเอ่ยอะไรออกมาอีก ผมก็หมุนตัวเดินออกมาจากตรงนั้นทันที ฟันขบลงบนริมฝีปากล่าง เป็นอาการของคนที่หงุดหงิดแต่กำลังฝืนข่มใจตัวเองเอาไว้ เหลืออีกสิบกว่าก้าวจะกลับไปถึงโต๊ะ ตรงทางเดินมีนักท่องเที่ยวหลายคนลุกขึ้นมาถ่ายรูปกันอยู่บ้าง เต้นตามเพลงที่ดีเจเปิดบ้าง

ผู้คนปะปนกันจนแมทธิวไม่ได้สังเกตเห็นผม แต่ผมเห็นตรงโต๊ะนั่นชัดเจน มุมปากข้างหนึ่งอดจะกดลึกเป็นรอยยิ้มไม่ได้ แต่ผมรู้ดีว่ามันเป็นรอยยิ้มเสียดสีมากกว่า

แมทธิวกำลังคุยอยู่กับเด็กของโจเซฟ คนคนนั้นยิ้มหวานทิ้งหางตาส่งให้แทบไม่เว้นวินาที ท่าทีแตกต่างจากตอนก่อนหน้านี้ลิบลับ ไม่รู้ว่าโจเซฟไปบอกอะไรไว้รึเปล่า ดีไม่ดีอาจจะบอกเรื่องแลกคู่ทุเรศอะไรนั่นก็ได้ อีกฝ่ายถึงทำอย่างนี้

ตั้งใจจะมาเที่ยว แต่ทำไมต้องมาปวดประสาทแบบนี้ด้วยเนี่ย

“แมท”

เดินกลับมาหยุดตรงหัวโต๊ะ ผมก็เรียกเขาด้วยเสียงที่ค่อนข้างห้วน

แต่อีกฝ่ายกลับเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสายตาตื่นเต้นเป็นประกายระยับ

ใช่เรื่องเหรอ ผมกำลังหงุดหงิดอยู่นะ 

“พีช ทำไมไปนานนักล่ะตัวน้อย”

“ผมมีเรื่องจะถามคุณ”

“อะไรครับ”

ผมยังไม่ตอบ “ย้ายที่ก่อนก็แล้วกันครับ”

...ผมไม่อยากร่วมโต๊ะกับผู้ชายคนนั้นต่อ ไม่แม้แต่อยากจะมองหน้าให้หงุดหงิดมากขึ้นด้วย

ไม่รอเขาลุก ผมก็เดินตรงไปทางท้ายเรือด้านนอกทันที เวลานี้แดดเริ่มร่มแล้ว บริเวณนี้เลยมีคนออกมานั่งๆ นอนๆ กันมากกว่าเดิม หลายคนหามุมดีๆ ถ่ายรูปเซลฟีตัวเองตอนพระอาทิตย์กำลังจะตก

ผมเดินไปหยุดตรงราวจับ พอคนที่ก้าวตามหลังมาหยุดอยู่ใกล้ๆ ผมก็หันหน้าไปทางเขาแล้วโพล่งถามด้วยความอยากรู้ทันที “ก่อนหน้านี้...”

“ครับ?”

“คุณบอกโจเซฟอะไรนั่นว่าผมเป็นเด็กที่คุณจ่ายมาเหรอครับ”

สีหน้าคนฟังเปลี่ยนไปทันควัน เขารีบเอ่ยกลับมา “ทำไมพีชถามแบบนั้น ผมไม่เคยพูด”

“คุณไม่เคยพูด?”

“ผมไม่มีทางพูดแบบนั้นอยู่แล้ว” คิ้วเข้มของเขาขยับเข้าหากัน แสดงท่าทีไม่เข้าใจระคนกังวลออกมา ดวงตาสีฟ้าอมเทาสวยคู่นั้นก็จ้องมาที่ตาผม “ที่พีชถามแบบนี้...หรือเป็นเพราะเรื่องวันนั้นยังทำให้พีชรู้สึกไม่ดีอยู่?”

“เปล่าครับ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนั้นเลย เรื่องนั่นผมก็บอกแล้วว่ามันเป็นความผิดผมด้วยซ้ำ”

“งั้น...พีชกลัวว่าผมจะไปบอกแบบนั้นกับคนอื่นเหรอตัวน้อย”

เห็นสีหน้าเป็นกังวลของเขา ผมก็ผ่อนคลายลง

“เปล่าหรอกครับ”

จริงๆ ใจลึกๆ ผมก็ไม่คิดหรอกว่าแมทธิวจะพูดแบบนั้นออกไปจริงๆ ถ้าให้เลือกเชื่อระหว่างผู้ชายทุเรศๆ อย่างไอ้โจเซฟนั่น กับคนที่แม้จะรู้จักแค่อาทิตย์เดียวอย่างแมทธิว แต่กิริยาและการปฏิบัติตนต่อผมของเขา...ผมก็ขอเชื่อแมทธิวดีกว่า

“พีช” ตอนที่กำลังคิดอะไรกับตัวเอง จู่ๆ คนข้างๆ ก็เอื้อมมือมาเกี่ยวปอยผมกลุ่มหนึ่งที่ถูกลมพัดจนจะเข้าตาออกให้ผม การกระทำนั่นทำให้ผมเลือกจะเอนใบหน้าถอยห่างเล็กน้อย หันไปมองคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ใหม่อีกหน แต่กลับต้องนิ่งไปเมื่อเห็นการแสดงความรู้สึกทุกอย่างแบบเปิดเผยผ่านทางสายตา “พีชไม่ต้องคิดหรือกังวลเลย เพราะผมไม่มีทางพูดแบบนั้นแน่”

“ครับ ผมรู้แล้ว”

“พีชถามผมแบบนี้ทำไม มีอะไรรึเปล่า”

“มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรขนาดนั้นหรอกครับ แต่ผู้ชายคนนั้นเขาบอกผมว่าเขาถามคุณแล้ว...”

จากนั้นผมก็เล่าเรื่องที่เจอหน้าห้องน้ำให้คนตัวโตฟัง แมทธิวรับฟังนิ่งๆ สุดท้ายคิ้วเข้มของเขาก็ชนกันแน่นกว่าเดิม แม้สีหน้าจะไม่ได้แสดงอะไรมากมาย แต่ผมก็รู้สึกว่าเขากำลังไม่พอใจมาก

“หมอนั่นขอซื้อตัวพีช?”

“ครับ เขาคิดว่าผมเป็นเด็กของคุณ” เล่าไปเล่ามา ตอนแรกก็แค่คร่าวๆ แต่ยิ่งพูดผมก็ยิ่งเคืองจนอดจะเบ้ปากไม่ได้ “เขายังบอกด้วยนะว่าให้สลับคู่กันก็ได้ อ้อ ยังมีหน้ามาชวนหมู่ด้วย”

โคตรทุเรศ

“ถ้าเกิดว่า...แมทธิว? เดี๋ยวครับ จะไปไหน”

จู่ๆ ร่างสูงที่ยืนฟังอยู่นิ่งๆ ก็หมุนตัวก้าวขาทันที แม้ปากจะถามแต่ในใจมันเดาคำตอบไม่ยาก มือเลยขยับไปรั้งแขนหนาเอาไว้ก่อน ออกแรงให้เขากลับมายืนอยู่ข้างๆ ตัวเองตามเดิม

“พีชรอตรงนี้ก่อน ผมขอไปคุยกับหมอนั่นหน่อย”

“ผมด่าเขาไปแล้ว คุณจะไปทำไมอีก”

“พีชคิดว่าผมจะทนให้คนที่หาว่าคุณเป็นแบบนั้นโดนไปแค่นี้แล้วก็จบเหรอ”

ผมยังไม่ปล่อยมือออกจากแขนหนาๆ แม้จะรู้สึกว่าแมทธิวท่าทางไม่พอใจน่ากลัวไม่น้อย “ช่างเขาเถอะครับ ผมด่าไปแล้วจริงๆ ถึงจะยังหงุดหงิดอยู่ แต่ก็ไม่อยากไปสนใจแล้ว คุณเองก็ไม่ต้องไปสนใจหรอก ถือซะว่าผมซวยเองดีกว่า อย่าไปยุ่งกับคนพรรค์นั้นเลยครับ ที่ผมเล่าให้ฟังเพราะผมอยากจะถามเฉยๆ ว่าคุณไปบอกเขาแบบนั้นจริงไหม”

“...”

“แค่ผมรู้ว่าคุณไม่ได้ทำแบบนั้นก็พอแล้ว”

แมทธิวหมุนกายกลับมาประจันหน้า ท่าทีเขาอ่อนลง สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมา เอื้อมมือซ้ายมาแตะมือของผมที่ยังทาบอยู่บนแขนตัวเอง

นั่นทำเอาผมสะดุ้ง จะชักมือกลับมาก็ไม่ทันแล้วเพราะถูกอุ้งมืออุ่นร้อนนั่นตรึงไว้

“พีช ผมบอกแล้วว่าไม่มีทางพูดอะไรแบบนั้นหรอก ถ้าผมอยากจะโกหก ผมโกหกว่าพีชเป็นคนรักของผมดีกว่า”

ฟังเขาที่เขาเอ่ยแล้วก็ชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นพูดไม่ออกบอกไม่ถูกขึ้นมา

“ผม...พูดไปแล้วครับ”

“หืม?”

“คือ...ผมโกหกเขาไปว่าเราเป็นคนรักกันนั่นแหละครับ”

“...”

สารภาพออกไปตามตรงแล้วผมก็อดจะเบี่ยงสายตาหลบไปอีกทางไม่ได้ ไม่กล้าสู้ปฏิกิริยาที่จะได้ตอบกลับมาจากอีกฝ่ายเท่าไหร่นัก แต่พอคิดไปว่าควรอธิบายอะไรเพิ่มเติมสักหน่อย ก็รีบเอ่ยสำทับอีกรอบ “เพราะว่าก่อนหน้านี้ผมบอกไปแล้วว่าผมไม่ใช่ แต่เขาไม่เชื่อ หาว่าผมกับคุณ...”

เสียงผมเริ่มจะเบาลงเรื่อยๆ ก่อนหยุดไปเมื่อเห็นว่าริมฝีปากหยักของคนตรงหน้าค่อยๆ ยกสูงเป็นรอยยิ้ม

สบตาเขาแล้ว อาการแปลกประหลาดก็เริ่มจะรุกคืบเข้ามาอีกหน

“ไม่เป็นไร พีชบอกแบบนั้นไปก็ดีแล้ว”

“เอ่อ...ยังไงขอโทษด้วยครับ คุณอาจจะไม่ชอบที่ผมไปพูดจามั่วซั่วตามใจชอบแบบนั้น” ผมยิ้มนิดๆ รอยยิ้มเจื่อนเล็กน้อยตอนที่พูดมาถึงนี่ ไม่ใช่แค่นั้น เพราะเขายังไม่ยอมปล่อยมือผมด้วย แม้จะออกแรงบิดเล็กๆ ไปแล้วหลายหน เหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่รู้สึกตัวและลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไรอยู่

“พีชอย่าคิดเอาเองสิ ผมไม่ได้ไม่ชอบ...”

“...”

“พีชจะบอกว่าผมเป็นอะไรกับคุณก็ได้ทั้งนั้น ผมยินดีให้พีชเอาชื่อผมไปใช้ได้เลย”

ทีแรกผมหยุดนิ่งไปเพราะประโยคก่อนหน้าของเขา พอได้ยินประโยคให้ใช้ได้เลยต่อมาก็กลอกตา แต่มุมปากข้างหนึ่งยังยิ้ม “งั้นผมบอกชาวบ้านเขาว่าคุณเป็นพ่อผมก็ได้น่ะสิ”

“แน่นอน พีชจะ...” เขาก้มลงมาใกล้มากกว่าเดิมก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มนุ่มพร้อมรอยยิ้ม “เรียกผมว่าแด๊ดดี้ ที่รัก หรือสามีด้วยก็ได้นะ”

เหมือนมีตะกั่วหนักๆ บางอย่างหล่นลงไปในทะเลสาบใจกลางอกจนน้ำกระเซ็น

“แมท!”

“ครับ?” ตาเขาเป็นประกายแบบนั้นอีกแล้ว

“เลิกพูดเล่นแล้วปล่อยมือผมได้แล้วครับ”

ฝรั่งหมียอมคลายมือของตัวเองออก ไออุ่นที่แนบลงมาอยู่หลายนาทีทำให้พอต้องลมเย็นๆ แล้วรู้สึกหนาวเยือกอยู่บ้าง ผมขยับมือตัวเองล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงขาสั้นที่สวม

พวกเราไม่ได้กลับเข้าไปที่เดิม แต่เลือกจะยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มีราวเหล็กสูงเทียมเอวกั้นระหว่างเราและผิวน้ำสีครามกว้างเอาไว้ ลมทำให้เสื้อผ้าหน้าผมปลิวแนบลำตัว พัดพากลิ่นธรรมชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของทะเลเข้าจมูก

มันทะลักอวลอยู่ในปอด ผมได้แต่จ้องมองไปยังอาทิตย์ดวงกลมที่เคลื่อนต่ำซ่อนกายอีกครึ่งไว้ใต้ผืนน้ำนิ่งๆ แต่ใจกลับเต้นระส่ำระสาย ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

มีความคิดหนึ่งกำลังก่อกวน...ผมไม่ได้รังเกียจแมทธิว ไม่ได้รู้สึกแย่กับการกระทำหลายๆ อย่างของเขา ครั้งก่อนผมข้องใจเรื่องที่เขากำลังจีบผมอยู่รึเปล่า แต่ตอนนี้ผมกำลังข้องใจว่าตัวเองกำลังเป็นเกย์รึเปล่าไปแล้ว...

ความคิดเห็น