วาฬกลิ้ง
Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 5th Day [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ค. 2563 22:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
5th Day [100%]
แบบอักษร

5th Day 

ตลอดสี่ห้าวันที่ผ่านมา ผมเอาแต่ออกไปข้างนอกตลอด พอได้พักผ่อนนอนนิ่งๆ อยู่ในห้องถึงรู้สึกว่าไม่เลวเหมือนกัน

หลังกลับมาจากเกาะ อาบน้ำจัดการเสื้อผ้าที่ใช้แล้วทั้งหมด ผมก็ล้มตัวนอนแผ่หลาบนเตียงกว้างอย่างกับคนหมดแรง ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยมากมายอะไรขนาดนั้น แต่พอหลังสัมผัสเบาะกลับหลับไปอย่างง่ายดาย หลับไปทั้งๆ ที่ไฟตรงหัวเตียงยังลืมปิดด้วยซ้ำ ตื่นมาอีกทีก็เลยเวลาอาหารเช้าของทางโรงแรมไปแล้ว

ผมล้างหน้าแปรงฟัน เลือกจะออกมาเดินหาของกินด้วยการซื้อตามรถเข็นกลับมากินในห้องแทน จากนั้นก็นั่งเล่นนอนเล่นต่อ มื้อเย็นวานผมกับแมทธิวตกลงกันไว้แล้ว พรุ่งนี้มีปาร์ตี้เรือลักชัวรีแทบทั้งวัน วันนี้ก็พักผ่อนให้เต็มอิ่ม ซึ่งพอบอกว่าพักผ่อน ผมก็พักจริงๆ ไม่ได้ออกไปเดินเล่นอะไรที่ไหนเลย ส่วนแมทธิว...

ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะออกไปเดินเล่นหาอะไรน่าสนใจทำ เมื่อวานเขาดูชิลด์ๆ ไม่เหนื่อยอะไรเลยนี่

การไปเที่ยวคือการพักผ่อนน่ะก็ใช่ แต่การได้พักผ่อนที่แท้จริงมันคือการนั่งหรือนอนนิ่งๆ ดูหนังเล่นมือถือโดยไม่ต้องขยับตัวไปไหนต่างหาก

ในห้องนั่งเล่นมีเสียงรายการตลกช่วงบ่ายลอดออกมาจากลำโพงโทรทัศน์ หูผมฟังอยู่ ส่วนตาไถโทรศัพท์เล่น

ครืด ครืด 

กำลังตอบข้อความพี่สาวกับพวกเพื่อนเก่าสมัยมหา’ลัยอยู่เลย จู่ๆ มือถือในมือก็สั่นขึ้นมา เห็นว่าเป็นรุ่นน้องที่ทำงานโทรเข้ามาก็เลิกคิ้วแปลกใจ กดปุ่มเขียวตอบรับ

[ฮัลโหล พี่พีช?]

มือเอื้อมไปหยิบรีโมทมากดเบาเสียงทีวี “เออ ว่าไง ดีลลูกค้ามีปัญหาเหรอมึง”

ปลายสายคือไอ้เต๋า น้องใหม่ของฝ่ายการขายที่ผมสังกัดอยู่ หลังจากเรียนจบมหา’ลัยมาปุ๊บก็มาสมัครงานที่บริษัท มันเล่าว่าเขาเสนอตำแหน่งเซลส์มาให้ ด้วยไม่อยากเรื่องมากเลยรีบตกลงรับไว้ ซึ่งช่วงเดือนสองเดือนแรกหัวหน้ามอบหมายให้ผมเป็นคนคอยสอนงานและแนะนำเรื่องสำคัญๆ ให้น้องมัน

คงเป็นเพราะผมเป็นคนที่มันได้คุยด้วยมากที่สุด เต๋ามันเลยรู้สึกสนิทกับผมมากเป็นพิเศษ

[เปล่าพี่ โทรปุ๊บอย่าถามเรื่องงานปั๊บสิ เครียดนะเนี่ย]

“เอ้า มึงเคยโทรหากูนอกจากเรื่องงานด้วยเหรอ”

[ถมถืดออกครับแหม] มันทำเสียงบูดๆ ให้เดาตาคงส่งค้อนลมค้อนฟ้าอยู่ [ไม่มีอะไรหรอกพี่ ผมแวะออกมาหาลูกค้า นี่รถติดอยู่เส้นพระรามเก้า ว่างๆ เลยนึกอยากคุยกับพี่ขึ้นมา]

“ขับรถใครเขาให้คุยโทรศัพท์ อันตราย”

[ผมใส่หูฟังน่า หายห่วง จะไปเจอลูกค้าเรื่องมาก ผมอยากได้กำลังใจหน่อย สรุปยอดครั้งก่อน โดนหักค่าคอมฯ ไปเยอะเลย เจอแบบนี้นี่อย่างเซ็ง] มันบ่นมาอีกหลายประโยค [แล้วพี่เป็นไงบ้าง ภูเก็ตสนุกไหม]

“ก็ดี สนุกดี”

[พี่พีช พี่รู้ปะ วันแรกที่พี่ไม่ได้มาทำงานอ่ะ เจ๊ออยเอาเรื่องพี่ออกมาซุบซิบว่อนไปทั่วเลยว่าพี่โดนพี่ลิลลี่หักอกวันที่ได้ข่าวว่าเลื่อนตำแหน่งจนต้องรีบบินไปเลียแผลใจที่ต่างจังหวัด]

ฟังไอ้เต๋า คิ้วผมก็เป็นอันกระตุกโดยพลัน ริมฝีปากว่าจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม กล้ามเนื้อพลอยค้างไปด้วย สุดท้ายก็หัวเราะเหอะๆ ออกมาสองสามหน “ก็แล้วไง เขาก็พูดถูก”

เดาได้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้จะต้องรู้ไปถึงหูทุกคนในแผนก เพราะผมกับลิลลี่ทำงานที่เดียวกัน ตอนคบกันทุกคนก็รู้ แล้วทำไมตอนเลิกกันทุกคนจะไม่รู้ล่ะ

[ผมเข้าใจพี่นะ โดนเม้าท์เอามันแบบนั้นไม่เคืองจะยังไงไหว พี่ก็รู้ว่าเจ๊ออยเล็งตำแหน่งผู้ช่วยพี่ศักดิ์ไว้ตั้งนานนมละ ตัวเองปิดยอดไม่ดีเอง เจอลูกค้าช่างถามเข้าหน่อยก็ชอบไปทำหน้าเบี้ยวหน้าบูดใส่เขา เคยกระทั่งโดนคอมเพลนมายังจะหวังให้ตัวเองเลื่อนขั้นอีก ถ้าทำยอดต่อเดือนไม่ถึงที่บริษัทกำหนด ป่านนี้เขาคงให้ออกไปละ] ไอ้เต๋าบ่นยาว ฟังน้ำเสียงแล้วชวนให้คิดว่าคนที่โดนนินทาเป็นมันซะเอง ไม่ใช่ผม

“ก็เขาทำงานมานานกว่ากู จะเคืองก็ไม่เห็นแปลก”

[โหยพี่ บริษัทหัวสมัยใหม่เดี๋ยวนี้เขาไม่มานั่งเกรงใจคำนึงแต่อายุการทำงานเป็นหลักแล้ว อยากให้เจริญเขาก็พิจารณาเพอร์ฟอร์แมนซ์เป็นอันดับแรก เออ...พี่ว่าถ้าผมปิดยอดดีๆ เป็นอันดับต้นๆ ตลอดแบบพี่จะมีโอกาสบ้างปะ]

“ที่ร่ายๆ มาทั้งหมดนี่เพราะมึงอยากจะเลื่อนตำแหน่งก่อนคนอื่นเขาบ้างว่างั้น?”

ปลายสายหัวเราะเสียงขรมมาโดยพลัน [ก็ต้องมีบ้างดิครับ นี่ผมมีพี่เป็นไอดอลเลยนา]

“กูควรดีใจไหม?”

[หึๆ เออว่าแต่...ฝรั่งหล่อๆ ในไอจีพี่นี่ใครอ่ะ]

มือผมที่กำลังเอื้อมไปเปิดขวดน้ำสิงห์เตรียมรินใส่แก้วอยู่พอดีชะงัก “ฝรั่งหล่อๆ?”

[แหม ทำเป็นงง รูปที่พี่ถ่ายอัปลงไง]

รูปที่ผมถ่ายอัปลง? ฝรั่งหล่อๆ?

แมทธิว? 

“อ้อ”

[เพื่อนพี่เหรอ ไม่ยักกะรู้ว่าพี่มีเพื่อนต่างชาติด้วย] ไอ้เต๋าเห็นผมไม่ตอบอะไรเพิ่มเติมเลยถามขึ้นมาอีก

“จะว่าเพื่อนก็ใช่มั้ง เจอกันที่นี่แหละ คุยถูกคอเลยเที่ยวด้วยกันเฉยๆ”

ลืมไปเลยว่าถ้าลงรูปในไอจีแล้วไม่ใช่แค่ตัวเองคนเดียวที่เห็น ตอนจะอัปผมก็คิดแค่ว่าอยากเก็บรูปไว้ รวมทั้งอยากแชร์ให้คนที่ฟอลโลว์ได้เห็นธรรมชาติสวยๆ งามๆ ของสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทยเท่านั้นเอง ลืมคิดไปเลยว่านอกจากครอบครัวแล้วยังมีเพื่อนทั้งสนิทและไม่สนิท รวมทั้งเพื่อนร่วมงานบางคนรู้แอคเคาท์ด้วย

[อยากจะบอกว่าโคตรดูดีเลยพี่ ไม่ใช่อะไรหรอก พี่บอกว่าจะลงใต้คนเดียว แต่พออัปรูปดันเหมือนมีเพื่อนเที่ยวมาด้วย ผมก็เลยสงสัยเฉยๆ ระวังคนอื่นในบริษัทเห็นแล้วคิดว่าพี่แอบไปรับจ๊อบพาฝรั่งทัวร์ล่ะ] มันหัวเราะปิดท้าย

“ตลกละ กูลาพักร้อนเพราะอะไร มึงบอกเขาก็รู้กันทั่วไม่ใช่รึไง”

[อืม...แล้วเป็นไงครับ โอเคขึ้นไหม ยังเสียใจเรื่องแฟนอยู่อีกรึเปล่า]

“ก็ดีขึ้นเยอะ ขอบใจมาก”

[พี่ศักดิ์ก็รอพี่กลับมาทำงานอยู่นะ ถ้ากลับช้ากว่านี้ระวังโดนพี่แกบ่นหูชาไม่รู้ด้วย]

ไอ้เต๋าก็ยังพูดมากเหมือนเดิม ให้ผมคุยเป็นเพื่อนแก้เซ็งจากรถติดอีกสักแป๊บก่อนจะขอตัววางสายไป ผมลดมือที่ถือโทรศัพท์ลง เลือกจะปล่อยทิ้งไว้บนโซฟาที่ว่างข้างๆ หันไปยกแก้วที่รินน้ำไปเต็มแล้วขึ้นจิบ

พอฟังไอ้เต๋าเล่าอัปเดตอะไรหลายๆ อย่างให้ฟัง ผมก็ชักจะอยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้นานๆ แล้ว

อย่างที่รู้กันนั่นแหละ ถึงจะได้เลื่อนตำแหน่งงาน แต่บางอย่างมันก็ต้องแลกมากับอะไรวุ่นวายน่ารำคาญด้วย ธรรมชาติของการทำงานไม่มีทางราบรื่นสวยงามไปซะทุกอย่างหรอก ตัวเราชอบ สนุกและเข้ากับงานที่ทำอยู่ได้ แต่สภาพแวดล้อมจะดีด้วยไหมก็อีกเรื่อง คนที่เพื่อนร่วมงานดีก็ถือว่าเป็นบุญชีวิตมาก

ผมอยู่ที่นี่...ท่องเที่ยว กิน นอน ฟังเสียงลมเสียงคลื่นอยู่ไกลจากกรุงเทพฯ หลายร้อยกิโลเมตร

ไม่ใช่บ้าน แต่เมื่อได้ซึมซับทุกอย่างที่สัมผัส การไม่ต้องคิดอะไรนี่มันดีเอามากๆ แค่คิดว่าอีกไม่กี่วันต้องกลับไปเจอบรรยากาศเดิมๆ เผชิญอะไรหลายๆ อย่าง มันก็รู้สึกเหนื่อยขึ้นมา

ถ้าอยู่แบบนี้ตลอดไปได้...

“เฮ้อ”

มันจะไปได้ได้ไง ผมมีหน้าที่ของผม มีสิ่งที่ตัวเองสมควรจะทำ

เพราะอย่างนี้เขาถึงว่าคนเราไม่ควรจะพักนานๆ เพราะมันจะทำให้ความเคยชินกลายเป็นความขี้เกียจ

วาดแขนกลับไปหยิบมือถือขึ้นมาใหม่อีกหน นึกถึงคำพูดไอ้เต๋ามือก็กดเข้าไอจีแล้วเลื่อนดูรูปทั้งหมดที่อัปและเช็คอินตั้งแต่ลงมาภูเก็ต เป็นรูปธรรมชาติ หาดทราย และทะเลซะส่วนใหญ่

ผมก็มีเซลฟี่ตัวเองอยู่บ้าง แต่ไม่บ่อย บางภาพเห็นแมทธิวอยู่ในรูปด้วย ธรรมดาเวลาถ่ายมันก็ต้องมีติดคนที่มาด้วยกันเล็กๆ น้อยๆ ให้เห็น แต่ก็แค่เสี้ยวหน้าหรือด้านหลังไกลๆ เล็กๆ น้อยๆ มีแค่รูปตอนที่ผมถ่ายพระอาทิตย์ตกดินตอนที่เขาเดินเข้ามาใกล้พอดี เลยได้เป็นภาพหุ่นสมส่วนเซ็กซี่เต็มๆ พร้อมแบล็กกราวด์ซันเซ็ตซึ่งเห็นอีกฝ่ายเต็มๆ รูปเดียวเท่านั้น

ครืด 

‘พีช เป็นยังไงบ้าง หายเหนื่อยหรือยัง?’ 

“...” ผมนิ่งไปเล็กน้อย

กำลังนึกถึงอยู่พอดี อีกฝ่ายก็ส่งข้อความมาได้ถูกเวลาจริงๆ

‘พักทั้งวันจนจะขี้เกียจแล้วครับ คุณล่ะ นอนพักหรือว่าออกไปไหนรึเปล่า’ 

‘ผมอยู่แถวหาด วันนี้คลื่นดี เลยออกมาเล่นเซิร์ฟ’ 

‘(รูปภาพ)’ 

ว่าแล้วเขาก็ส่งภาพตัวเองและเซิร์ฟบอร์ดมาให้ดู ใบหน้าและกล้ามอกที่ยังเห็นหยดน้ำเกาะประปรายพอจะทำให้เดาได้ว่าเจ้าตัวคงเพิ่งขึ้นมาจากน้ำไม่นาน

‘คุณนี่แรงดีจังนะ’ 

‘พีชกำลังทำให้ผมคิดลึกนะ’ 

อ่านตัวอักษรพวกนั้นแล้วผมก็จะหน้าบึ้งก็ไม่ใช่จะยิ้มก็ไม่เชิง เพราะหมั่นไส้เลยอดพิมพ์โต้ไม่ได้

‘ไม่ต้องคิดลึกหรอกครับ เพราะคงจะแรงดีแค่กับเรื่องนี้แหละ’ 

‘งั้นพีชมาลองเรื่องอื่นด้วยตัวเองดูไหม?’ 

‘เพิ่งรู้ว่าคุณเป็นพวกหื่นกาม’ กดส่งแล้วก็ไม่รอให้เขาพิมพ์อะไรเข้าทำนองนี้มาอีก รัวแป้นส่งข้อความถัดไปไปทันที ‘เลิกเล่นได้แล้วครับ นี่คุณจะลงน้ำอีกรึเปล่า’ 

‘กำลังจะขับรถกลับโรงแรมแล้ว คุณยังไม่ทานมื้อเย็นใช่ไหมตัวน้อย’ 

‘ครับ ยังเลย’ 

‘ทานเป็นเพื่อนผมหน่อยสิจ๊ะ’ 

อ่านข้อความแล้วเหมือนมีเสียงออดอ้อนอ่อนๆ ของฝรั่งหมีลอยเข้ามาในหัวเอง อดจะส่ายหน้าไม่ได้ พิมพ์ตกลงตอบกลับไปแบบไม่ซีเรียสอะไรมากนัก นัดแนะกันว่าจะเจอกันที่ไหน

แมทธิวไปเล่นเซิร์ฟแถวหาดกะตะ เลยเช่ามอเตอร์ไซค์คันหนึ่งมาใช้ อีกฝ่ายบอกว่าจะขับมารับผมที่หน้าโรงแรม แต่ขอตัวกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แน่นอนว่าผมเองก็ต้องอาบด้วย

ตั้งแต่เช้ามาทำแค่ล้างหน้าแปรงฟัน ชุดที่สวมก็ยังเป็นชุดนอนอยู่เลย

ทำธุระส่วนตัวแบบไม่รีบร้อนมากนัก เกือบยี่สิบนาทีต่อมาก็ดึงคีย์การ์ดออก เดินลุยทรายจากบ้านพักของตัวเองอ้อมไปยังล็อบบีด้านหน้าของตัวรีสอร์ต คิดว่าคงได้นั่งรอแมทธิว แต่ที่ไหนได้ เขากลับเป็นฝ่ายนั่งรอผมอยู่ก่อนแล้ว

ผมเลิกคิ้วสองข้างขึ้นสูงทันที “มารอนานแล้วเหรอครับ บอกแล้วไงว่าให้ทักมาบอก”

“ไม่เป็นไร กับพีชผมรอได้อยู่แล้ว”

“ครับๆๆ” ไม่อยากสนใจคนคารมดี “งั้นเรารีบไปกันเถอะ”

พยักหน้าเชิญชวน เขาก็ลุกขึ้นเดินมาใกล้จนได้กลิ่นครีมอาบน้ำหอมเย็นๆ ลอยเข้าจมูก

ระหว่างที่เดินออกจากโรงแรมพร้อมกัน คนตัวโตก็หันมาเหมือนอยากพูดคุยด้วย แต่เพราะส่วนสูงระหว่างเราทำให้เขาต้องโน้มตัวลงมา “พีชมีของกินแนะนำผมบ้างไหม?”

“อืม...อาหารไทยตามร้านก็น่าจะได้กินบ่อยแล้ว” ผมพึมพำ ขณะนั้นก็นึกไปด้วย “คุณเช่ารถมาแล้วนี่นาวันนี้ เราไปซื้อของกินที่วอร์คกิ้งสตรีทดีไหมครับ นั่งกินแถวนั้นหรือว่าซื้อมากินที่ห้องก็ได้”

แมทธิวพยักหน้าอย่างที่คิดเอาไว้

ก่อนหน้านี้ก็เคยค้นหาสถานที่กินที่เที่ยวมาหลายรอบแล้ว ตลาดนัดกลางคืนของจังหวัดภูเก็ตมีหลายที่ แต่บางแห่งดันเปิดแค่อาทิตย์ละวัน เช่นวันจันทร์วันเดียวบ้าง วันอาทิตย์วันเดียวบ้าง ผมจำไม่ค่อยแล้วว่าที่ไหนเปิดเมื่อไหร่ เปิดกี่โมง เลยต้องควักโทรศัพท์มือถือออกมาเสิร์ชกูเกิลหาอีกรอบ

“พีช ทางนี้”

คนข้างๆ เห็นว่าผมมัวแต่จ้องจอก็วาดแขนมาโอบรอบเอวเพื่อชักนำให้ไปตามทางของเขา

มาหยุดอยู่ตรงที่จอดรถเล็กๆ หน้ารีสอร์ต ผมชำเลืองตามองมอเตอร์ไซค์ก่อนถาม “คุณจะให้ผมขับให้ไหม?”

“ผมขับเองดีกว่า พีชคอยบอกทางก็ได้”

“ถ้าคุณไม่เป็นไรก็โอเคครับ”

นิ้วผมยังไถหาข้อมูลตลาด ค้นไปค้นมาเห็นว่าที่น่าไปที่สุดเป็นถนนคนเดินที่ชื่อว่าหลาดใหญ่ วันนี้เป็นวันอาทิตย์พอดีเลยด้วย แต่พอเสิร์ชกูเกิลแมพจากตำแหน่งที่เราอยู่ไปยังปลายทาง หน้าก็ยุ่งเหยิง

“โหคุณ โคตรไกลเลย” ผมหันจอให้คนขับดู “ในนี้บอกว่าใช้รถเดินทางตั้งสามสิบกว่านาที”

แมทธิวจ้องอยู่ครู่หนึ่ง “ถ้าพีชอยากไป เราขับไปเรื่อยๆ ก็ได้”

“อืมม...”

ผมไล่หาข้อมูลอีกนิด ยังไม่ยอมขึ้นไปคร่อมเบาะรถ เผื่อว่าจะมีที่ใกล้ๆ กว่านี้

แต่สุดท้ายก็เลือกไม่ถูกก็กลับมาเลือกที่เดิม เอาวะ นี่เพิ่งจะสี่โมงเอง ตลาดเพิ่งจะเปิดพอดี ขับไปถึงก็น่าจะห้าโมงเย็น ไม่ได้ดึกมากเท่าไหร่นัก คิดแบบนั้นแล้วถึงก้าวขาขึ้นไปคร่อมซ้อนหลังแมทธิวที่คอยท่าอยู่ก่อนแล้ว

พอรถเริ่มออกแล่นไปตามถนน ปากก็อดจะว่าไม่ได้

“กว่าจะถึง ผมนั่งจนก้นชาแน่ๆ”

“เดี๋ยวผมนวดให้”

“ตลกละ” ผมหรี่ตาใส่แผ่นหลังหนาๆ ของคนพูด “แมพบอกให้ขับไปตามเส้นนี้ ตรงยาวเลยนะครับ”

“มือถือ ระวังด้วยนะพีช”

“ครับ ไม่ต้องห่วง ทางมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก ผมจำได้แล้ว ตรงที่จำไม่ได้เดี๋ยวค่อยเปิดดู”

ผมตอบกลับไป แมทธิวไม่ได้ขับเร็วนัก ลมเลยไม่กลบเสียงพูดคุยของพวกเราไปจนหมด แต่ในตอนที่จะกดล็อคหน้าจอมือถือ กลับต้องมาสะดุ้งเบาๆ เมื่อมืออีกข้างที่วางพาดหน้าตักตัวเองอยู่สัมผัสถึงความอุ่นร้อนของฝ่ามือคนข้างหน้า เขารั้งให้ไปเกาะอยู่ตรงเอวสอบ

“พีชจับไว้หน่อยดีกว่า ตรงนี้ไม่ใช่ทางราบ”

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวจับข้างหลังก็ได้”

“อย่างนี้แหละ ถือว่าเพื่อความสบายใจของผม”

...ต้องขนาดนั้นเลยนะ

“โอเคครับ คุณก็ไม่ต้องขับเร็วมากนะ อันตราย เดี๋ยวผมบอกทางไม่ทันด้วย”

หลังอ้อมเนินเขามาแล้ว ถนนที่เจอก็กลายเป็นถนนค่อนข้างกว้าง ขับง่าย มีรถราคันอื่นวิ่งสวนกันอยู่พอประมาณ และเพราะขับจากหน้าหาดไปยังตัวเมืองใจกลางเกาะ วิวสองข้างทางจึงไม่ต้องหวังเลยว่าจะได้เห็นทะเล แต่ได้เห็นเป็นสภาพที่อยู่อาศัยของคนในพื้นที่แทน ถึงจะต้องนั่งก้นติดเบาะนานไปหน่อย แต่ถือซะว่ามาขับรถเล่นกินลมไปก็แล้วกัน

นั่งไปสลับกับพูดคุยกับคนขับไปก็เพลินดี พอเพลินกับอะไรเวลามักจะผ่านไปเร็ว รู้สึกตัวอีกทีรถก็เคลื่อนเข้ามาจอดในซอยส่วนที่เป็นถนนคนเดินเรียบร้อยแล้ว

ที่จอดรถที่นี่มีน้อยมาก ยังดีว่าพวกเราเอามอเตอร์ไซค์มา เห็นที่ว่างปุ๊บต้องรีบสะกิดให้คนขับรีบเสียบ

ถนนคนเดินที่นี่เปิดเฉพาะวันอาทิตย์ คนก็เลยค่อนข้างเยอะ เห็นทั้งหัวสีดำและสีทอง อาจเพราะตั้งอยู่ในแถบย่านเมืองเก่าด้วย ตัวตึกสองข้างทางสร้างและทาสีสันสวยงาม เท่าที่อ่านข้อมูลมาจากในเน็ต มันเรียกว่าสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุเกส อีกด้านมีภาพสตรีทอาร์ตบนผนังเก่า ทั้งได้ถ่ายรูปทั้งได้เดินตลาด คนเลยนิยมมา

“พีชหิวรึยัง”

เดินผ่านซุ้มติดป้ายด้านหน้ามาแมทธิวก็ถาม

“ยังเลยครับ นี่เพิ่งจะห้าโมงเย็นเอง”

“งั้นเราเดินเล่นกันสักพักก่อนก็แล้วกัน ดีไหม?”

ผมพยักหน้า มองๆ ดูแผงของกินที่มีเหล่าพ่อค้าแม่ค้ามาขาย กวาดตามองบรรดาคนที่แออัดกันอยู่บนถนนสายเล็กๆ แล้วก็ตัดสินใจอะไรได้ “แมทธิว ซื้อกลับไปกินที่ห้องดีไหมครับ เห็นอะไรอยากกินก็ซื้อ ถึงห้องแล้วก็แยกกัน”

“ผมปฏิเสธได้ไหม?”

“ทำไมล่ะครับ”

“ผมอยากกินกับพีชนี่”

“คุณนี่พิลึกดีนะ งั้นเอาแบบนี้ก็แล้วกัน ไม่ซื้อไปกินห้องคุณ ก็ไปกินที่ห้องผม”

คราวนี้สีหน้าออดอ้อนของเขาหายไป รอยยิ้มมีเสน่ห์แบบเดิมกลับมาแทนที่ “ห้องผมก็แล้วกัน”

“ถ้าคุณไม่ซีเรียสเรื่องกลิ่นอาหารก็โอเคครับ”

พูดไปแบบนั้น แต่ก็รู้แหละว่าหมอนี่ไม่ซีเรียสอะไรอยู่แล้ว

เราเดินเบียดเสียดกับคนอื่นๆ ไปตามเส้นทาง นอกจากมีวงดนตรีมาเล่นเพลงสดให้ฟังแล้ว ผมยังเห็นช่างตัดผมมาตัดกันกลางถนนโต้งๆ ด้วย โคตรเก๋เลย ส่วนพวกสินค้าที่มีขาย นอกจากอาหารเครื่องดื่ม ก็มีเสื้อผ้าบ้าง สินค้าโฮมเมดบ้าง เลนสำหรับเดินดูแบ่งเป็นสองฝั่ง มีพวกรถเต่ารุ่นเก่าจอดกั้นไว้ตรงกลาง

ผมแวะซื้อน้ำอ้อยต้มโบราณมาขวดหนึ่ง เดินไปจิบไปแก้คอแห้งระหว่างดูของ

“ลองไหมครับ? เคยกินรึเปล่า”

ร่างสูงก้มมามองเล็กน้อย แต่ก็อ้าปากงับหลอด “หวาน”

“คุณไม่ชอบกินหวานเหรอครับ”

“พอทานได้ แต่นี่มันหวานเกินไปหน่อย” เขายิ้มทั้งที่คิ้วชนกัน

เห็นหน้าหล่อๆ ทำแบบนั้นผมก็อดจะหัวเราะไม่ได้...ฝรั่งนี่ก็น่ารักดีเหมือนกันนะ

ผมดึงขวดกลับมาดูดอึกใหญ่ๆ โชว์ แมทธิวเห็นถึงได้เอ่ย “เท่าที่กินอาหารไทยมา คนไทยชอบทานรสจัด”

“ก็ใช่นะครับ รู้กันนั่นแหละว่ากินรสจัดมากมันไม่ดี แต่กินอย่างนี้มันสะใจ” ผมว่ายิ้มๆ “เอาไว้เดี๋ยวหาของกินที่รสไม่จัดมากให้คุณแล้วกัน อยากกินอะไรก็บอกนะครับ”

ว่าไปแบบนั้น แต่ก็เป็นผมซะมากกว่าที่เป็นคนเลือก เดินได้ไม่ถึงสามสิบนาทีก็ได้มาแล้วหลายอย่าง ทั้งปอเปี๊ยะสด ทั้งขนมครก ทั้งก๋วยเตี๋ยวผัด

“แมทธิว ร้านนี้แป๊บสิครับ”

ผมดึงคนที่เดินตามอยู่ด้านหลังให้หลบคนเพื่อแวะร้านขนมปัเจ้าหนึ่ง คนขายคือหญิงวัยกลางคนร่างอวบท่าทางใจดี พอเห็นพวกเราเธอก็ยิ้มกว้าง บอกว่าลองชิมก่อนได้

“เอาเป็นสังขยา เนย แล้วก็หมูหยองพริกเผาก็แล้วกันครับ”

“พีช กินหมดเหรอ” แมทธิวฟังภาษาไทยไม่ออกหรอก แต่เขาคงเห็นนิ้วผมที่ชี้เอาๆ

“คุณก็ช่วยผมกินไง อ้อ...งั้น...ผมขอชิมก่อนนะครับ” พอนึกออก ประโยคหลังก็หันไปพูดกับแม่ค้า ตามด้วยชี้คนข้างๆ เหมือนจะบอกใบ้ คุณป้าแกเลยตัดชิ้นเล็กๆ จิ้มไม้จิ้มฟันยื่นส่งให้

“แมทธิว ชิมดูก่อนว่าคุณกินได้ไหม”

“...”

ผมยื่นไม้ส่งให้เขา แต่เขากลับอ้าปากรอรับ

ถามจริง?

ศีรษะตัวเองส่ายไปมาทันที ขยับมือที่ถือไม้จิ้มฟันไว้อีกหนเป็นการบอกใบ้โดยไม่ออกเสียง แต่แมทธิวก็ใบ้กลับมาด้วยถุงอาหารที่ถือเต็มสองมือ

“นั่นคุณดึงไปถือเองนะ เอ้า” สุดท้ายผมก็ต้องขยับมือไปจ่อที่ริมฝีปากหยัก “กินได้ไหมครับ?”

“...”

คนที่ต้องให้ป้อนพยักหน้าขณะเคี้ยว

“หนู ลองให้แฟนชิมรสนี้ดูด้วยสิ ปูอัดวาซาบิมายองเนส อาจจะชอบ”

ผมหันไปทางคุณป้าคนขายใหม่อีกหน รู้สึกว่ากล้ามเนื้อบนใบหน้าแข็งค้างไปราวๆ สามวิฯ เพิ่งจะรู้สึกตัวว่าผู้ชายสองคนมาป้อนอาหารแบบนี้มันออกจะดูเกินเลยไปสักหน่อย แต่คงเพราะถูกทักว่าเป็นแฟนเป็นคู่รักกับแมทธิวมามากกว่าหนึ่งหนแล้ว สติผมเลยกลับมาได้เร็วกว่าเดิม

“แฟนอะไรล่ะครับ ถ้าจะทักผิด แบบนี้ทักว่าเป็นลูกยังดูเข้ากว่าอีก”

“เหมาะกันออกจ้ะ”

“ไม่ใช่แล้วครับ”

ผมหัวเราะเจื่อนๆ แต่มือก็เอื้อมไปรับไม้จิ้มฟันอีกรสที่แม่ค้าเขาเสนอมา ยื่นส่งไปให้แมทธิว แต่คราวนี้พอเขาอ้าปากก็รีบยัดแล้วโยนไม้จิ้มฟันทิ้งลงถังขยะข้างๆ อย่างว่องไว

ไม่เป็นไร คราวนี้เร็ว คนไม่น่าเห็น

ผมถามแมทธิวให้ละเอียดอีกรอบว่าอันไหนเขาทานได้ทานไม่ได้ พอเรียบร้อยก็สั่งแม่ค้าแล้วจ่ายเงิน

“อันนี้ป้าแถมให้นะ เห็นแฟนเราดูชอบไส้นี้”

“...”

ป้าก็ยังคงบอกว่าแมทธิวเป็นแฟนผม เหมือนป้าแม่งไม่เชื่อที่ผมปฏิเสธไปก่อนหน้านี้เลยสักนิด แต่เห็นว่าแกแถมขนมปังมาให้อีกชิ้น ผมก็เลยไม่อยากพูดอะไรมาก ยังไงก็ไม่ได้เจอหน้ากันอีกอยู่แล้ว

“นินทาอะไรผมกับคนขายรึเปล่า?” เดินออกมาสี่ห้าก้าว คนข้างตัวหันมาถามยิ้มๆ ไม่จริงจังอะไร มือก็จะขยับมาดึงถุงที่เพิ่งซื้อไปถือไว้แทนอีก แต่ผมเบี่ยงหลบ

“ผมจะไปนินทาคุณทำไม ถ้าพูดถึงคงจะเป็นชมมากกว่า”

“เหรอ ชมอะไรผมล่ะ”

เห็นเขาดูอยากรู้ขึ้นมาทันควันผมก็กลอกตา “เสียใจด้วย ไม่ได้ชมครับ”

แมทธิวเลิกคิ้วขึ้น

“ป้าเขาแค่เข้าใจผิดคิดว่าผมกับคุณเป็นแฟนกันเฉยๆ” ตอบขณะมองของตามสองฝั่ง แต่พอหันไปเจอแววตาระยิบระยับในดวงตาสีฟ้าคู่นั้นก็ขมวดคิ้ว “เดี๋ยวนะคุณ ทำไมต้องทำหน้าแบบนั้น”

“พีชเดาดูสิ”

คำถามที่ถูกเปล่งด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม สมองผมมีคำตอบในใจบางอย่างผุดขึ้นมาทันที แต่สิ่งที่ร่างกายแสดงตอบโต้กลับไปคือการส่ายหน้า “เพราะคุณหิวแล้ว กลับกันเลยไหมครับ ถ้าดึกมากกว่านี้เดี๋ยวจะขับรถลำบาก”

แมทธิวยิ้มรับ เดินอยู่ข้างกันโดยที่ไม่เอ่ยอะไรอีก

ได้ของกินมาหลายอย่าง หลายอย่างที่ว่านี่พอก้มมองถุงที่หอบหิ้วมาคือมากเกินไปด้วยซ้ำ ขามามือเปล่าสะดวกสบาย แต่พอขากลับพะรุงพะรังวุ่นวายไม่น้อยเลย

รถเคลื่อนตัวเข้ามาถึงถนนแถวหาดกะรนซึ่งเป็นที่พัก ผมเห็นป้ายร้านสะดวกซื้ออยู่ไกลๆ ก็เอ่ยปากถาม

“คุณจะซื้ออะไรดื่มด้วยไหม เบียร์?”

“สักหน่อยก็ดี”

เห็นเขาตอบตกลง ผมก็คึกคักขึ้นมาบ้าง “ผมก็เอาสักกระป๋องดีกว่า แวะซื้อที่เซเว่นนี่ก็ได้ครับ”

ชี้ทางให้เขาเลี้ยวหัวรถ บอกว่าไม่ต้องดับเครื่องและรออยู่ตรงนี้ไม่นาน ตัวเองวิ่งเข้าไปซื้อมาหนึ่งแพ็คกับโซดาอีกสองขวด พรุ่งนี้มีขึ้นเรือตามเวลาที่เขานัดไว้ตอนสิบเอ็ดโมง ตื่นทันอยู่แล้ว ดื่มสักหน่อยจะได้ช่วยให้นอนหลับสบายด้วย

เราขับตรงยาวมาจนถึงที่พัก เพราะตกลงกันไว้แล้วว่าจะทานที่ห้องแมทธิว พอรถจอดสนิทยังมุมจอดรถมอเตอร์ไซค์ด้านหน้า ผมก็กวาดสายตามองพิจารณาโรงแรมที่อีกฝ่ายพักอยู่ตลอดยี่สิบวันนี้ทันที

โรงแรมสี่ดาวของผมก็ว่าค่อนข้างหรูและราคาแพงแล้วนะ แต่ของแมทธิวคือโรงแรมห้าดาวที่มีชื่อเสียง ตอนจองห้องในเว็บไซต์ผมก็เคยเห็นภาพรีวิวที่นี่มาแล้ว ยังนึกอยากลองดูสักคืนเหมือนกัน ติดที่ตัวเองไม่ได้เงินถุงเงินถังขนาดนั้น

ก้าวตามเจ้าของห้องลัดเลาะทางเดินใต้ร่มไม้น้อยใหญ่ กระทั่งหยุดอยู่หน้าห้องพักหลังหนึ่ง

“เข้ามาสิพีช”

สิ่งแรกที่เห็นคือห้องนั่งเล่นกว้าง โซฟาตัวใหญ่รูปตัวแอลตั้งอยู่หน้าทีวีจอแบน มีประตูเชื่อมไปยังระเบียงและสระว่ายน้ำส่วนตัวด้านนอก ผนังฝั่งหนึ่งกรุกระจกบานใหญ่ เลยมองเห็นระเบียงกว้างและวิวทะเลจากมุมสูงชัดเจน หันไปทางขวามือก็เห็นห้องน้ำซึ่งเปิดประตูบานเลื่อนค้างไว้ ทั้งอ่างทรงกลมและความกว้างใหญ่ของมัน ดูเงียบสงบเป็นส่วนตัว

แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องแลกไปคือเงินจำนวนหลายบาท

...พักตั้งยี่สิบวันเลยนะฝรั่งรวยคนนี้

“พีชอยากนั่งทานตรงไหน”

“ตรงนี้ก็ได้ครับ”

ผมขออนุญาตเขาเลื่อนโต๊ะหน้าโซฟาออกไปเล็กน้อย วางถุงที่ซื้อมาทั้งหมดลงบนพื้นไม้ลายสวย ห้องแพงกับก๋วยเตี๋ยวถังแตกใส่โฟมนี่โคตรจะไม่เข้ากันเลยเถอะ

“ผมขอน้ำแข็งหน่อยนะครับ คุณดื่มเบียร์ใส่น้ำแข็งไหม?”

“พีชตามสบายเลย”

หยิบแก้วและจานซึ่งทางโรงแรมมีให้สองใบในตู้กลับมานั่งบนพื้น เห็นแมทธิวหยิบของกินออกมาจากถุงพลาสติกแล้วแกะอย่างเก้ๆ กังๆ เหมือนไม่ชินกับการหีบห่อของคนไทยพอประมาณ

“มา ผมทำเองดีกว่า นี่ถ้าไม่บอกว่าคุณเคยมาไทยสองรอบแล้วผมไม่เชื่อนะเนี่ย”

คนฟังขำเบาๆ “ผมไม่โกหกคุณหรอก”

“รู้ครับ ให้เดาก็น่าจะเพราะคุณกินแต่อาหารหรูๆ ในโรงแรมใช่ไหมล่ะ”

“เปล่า ผมเคยกินแบบนี้นะ ผมรู้ว่าอาหารไทยอร่อย”

“แล้วคุณจะทำท่าเหมือนไม่เคยแกะไม่เคยกินทำไมครับเนี่ย”

“ปกติผมให้ผู้ช่วยซื้อมาให้น่ะ”

“ผู้ช่วย?”

“ใช่ ทำไมเหรอตัวน้อย”

มองสีหน้าหล่อๆ ที่เลิกคิ้วถามแบบงงๆ ผมก็หุบปากที่เผยอค้างไว้ลง “เอ่อ ไม่มีอะไร ช่างมันเหอะครับ”

เขาทำงานอะไร เริ่มอยากรู้จริงๆ จังๆ ขึ้นมาแล้ว ตอนที่เริ่มสนิทกันช่วงแรกๆ ผมก็เคยเดาเล่นๆ อยู่บ้าง อีกฝ่ายดูไม่เหมือนคนที่จะใส่สูทนั่งทำงานอยู่บนตึกสูงเลย แมทธิวที่ผมเห็นทุกวันคือฝรั่งหมีหุ่นดีซิกซ์แพคแน่น เขามักจะสวมเสื้อสบายๆ ทำตัวสบายๆ ดังนั้นผมเลยคิดไปว่างานที่เขาทำก็อาจเป็นเล่นหุ้น หรือรับงานไปทำที่บ้านง่ายๆ ตามไปด้วย

แต่ถึงจะสงสัยแต่ก็ไม่ได้เปิดปากถาม ยื่นช้อนพลาสติกส่งไปให้

แมทธิวหยิบกระป๋องเบียร์มาเปิด เลือกจะจิบทั้งๆ อย่างนั้น ส่วนผมดื่มดิบซัดอึกๆ แบบนี้มาแล้ววันแรกที่มาถึงภูเก็ต ดังนั้นวันนี้เลยเลือกจะรินลงแก้วแทน

กินพลางคุยพลางเรื่อยๆ ไม่นานผมก็เริ่มอิ่ม โอเค ผมผิดเองแหละที่ดันแวะร้านนั้นร้านนี้เยอะไปหน่อย ขนมเหลือหลายอย่างมาก มองแล้วแน่นท้องไปหมด แมทธิวเองก็ไม่ค่อยทานหวาน ผมบอกเขาว่าไม่ต้องฝืนกิน เดี๋ยวค่อยเก็บใส่ตู้เย็นไว้ เอาแค่ของทานเล่นที่พอจะทานกับเบียร์ได้มาวาง จากนั้นนั่งจิบแอลกอฮอล์เย็นๆ ต่อ

ผมพยายามดื่มไม่เร็วมากนัก เดิมทีคิดว่าจะกินแค่สองกระป๋อง แต่เพราะการดื่มทีละนิดละหน่อยนั่นแหละที่ทำให้เพลิน สุดท้ายรู้สึกมึนๆ ขึ้นมาหน่อยแล้วเหมือนกัน

เอนพิงไปตามความสูงของโซฟาด้านหลัง เพราะครึ้มใจ ปากเลยยิ่งชวนคุยไปเรื่อย “คุณรู้ไหม ยิ่งผมพักอยู่ที่นี่นานๆ ผมยิ่งขี้เกียจ วันนี้น้องที่ทำงานโทรมาเล่าเรื่องนั่นนี่ของบริษัทให้ฟัง...”

“พีชมีปัญหาอื่นด้วย?”

คำว่าปัญหาอื่นของเขาคงหมายถึงนอกเหนือจากเรื่องอกหักของผมนั่นแหละ

ผมส่ายหน้า ยกแก้วขึ้นแนบปาก “ไม่เชิงครับ เรียกว่าธรรมดาของการทำงานดีกว่า อ้อ รุ่นน้องผมพูดถึงคุณด้วยนะ”

“หืม?”

มุมปากข้างหนึ่งผมยกขึ้นสูง “ผมลงรูปในไอจี มันมีรูปคุณติดไปด้วยไง”

คนฟังยิ้มตาม “ผมเห็นแล้ว”

“อ้อ จากฟีดสินะครับ ขอโทษนะที่ไม่ได้แท็กคุณ”

“ไม่เป็นไร ผมก็ไม่ได้แท็ก”

ไม่ได้แท็ก? คิ้วผมขยับขึ้นสูงทันที “อย่าบอกนะว่าคุณก็ลงรูปผมน่ะ”

เพราะอยู่ท่ามกลางทะเลกับสายลม มีสิ่งที่สวยงามมากกว่าให้สนใจ ไอ้ผมช่วงนี้เลยไม่ได้ไถหน้าฟีดเท่าไหร่ เข้าไปอัปรูปเสร็จก็ออกแอพฯ เลย ไม่งั้นก็คงจะเห็นอัปเดตแล้วว่าเพื่อนๆ ตัวเองลงรูปอะไร ไปไหน ทำอะไรมาบ้าง

“ก็ผมมีแต่ภาพพีชนี่นา”

“...”

“ไม่ชอบเหรอ?”

มองใบหน้ากังวลใจของเขาแล้วก็นิ่งไปจังหวะหนึ่ง ใช้น้ำเสียงและสายตาแบบนั้น ผมจะไปถือสาอะไรเขาได้อีกล่ะ มือข้างที่ไม่ได้ถือแก้วล้วงหยิบมือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาชู “เอาเป็นว่าให้ผมดูก่อน ถ้าผมน่าเกลียดคุณต้องลบ”

แมทธิวขำพร้อมรอยยิ้มกว้าง

เขาไม่ได้พูดอะไรอีก เหมือนเปิดโอกาสให้ผมได้เข้าชมไอจีตัวเองตามใจชอบ แอบเหลือบสายตามองอยู่ครู่หนึ่งก่อนส่งเสียงหึกับตัวเอง ปลดล็อคมือถือเข้าอินสตาแกรมไปเช็คตามที่ปากว่าทันที

วันแรกที่สลับกันฟอลโลว์ไป ตอนนั้นผมยังไม่ได้สนิทกับแมทธิวมากนัก ไม่ได้ใส่ใจหรือสนใจอะไรเขาเท่าไหร่ ฟอลฯ แล้วก็ไม่ได้มีแก่ใจเข้าไปส่องหรือทำอะไรเลย แต่พอได้มาเห็นภาพที่เจ้าของไอจีถ่ายและอัปโหลดขึ้นโซเชียลเรียงรายอยู่เปลือกตาก็อดขยายไม่ได้ แมทธิวไม่ได้เขียนแคปชั่น เหมือนเขาลงรูปทั้งหมดเอาไว้เพื่อใช้จดจำความรู้สึกเมื่อย้อนกลับมาดูอีกหนมากกว่า เอาไว้คิดถึงว่าตัวเองเคยเดินทางท่องเที่ยวไปที่ไหนมาแล้วบ้าง

ผมเห็นรูปตัวเองแล้วแหละ แต่พอเห็นภาพสวยงามของสถานที่มากมายที่เขาถ่ายเก็บเอาไว้ก็เผลอเลื่อนมองเพลิน กดเข้าไปดูภาพสุนัขจิ้งจอกขนสีส้มแดงที่หลับตาพริ้มวางคางเอาไว้บนมือหนา

น่ารัก...

อิจฉาด้วย ผมเองก็อยากเที่ยวไปให้ทั่ว ไปในที่ที่ผมอยากจะไปแบบเขาบ้าง

“ยิ้มแบบนั้น...”

“ครับ?”

เงยหน้าขึ้นตอนที่ได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยเบาๆ “ผมถ่ายพีชออกมาน่ารักทุกภาพใช่ไหม?”

ผมทำหน้าไม่ถูกกับคำว่าน่ารักของเขาอยู่บ้าง “ยังไม่ได้ดูเลยครับ มัวแต่ดูภาพอื่นที่คุณลงไว้เพลิน”

นิ้วมือเลื่อนกลับไปด้านบนใหม่อีกครั้ง คราวนี้ตั้งใจสำรวจรูปของตัวเองโดยเฉพาะ ทีแรกผมคิดว่าจะต้องมีภาพใบหน้าท่าทางตอนเผลอให้อับอายสักสี่ห้าภาพ แต่กดดูทีละรูป ผมกลับไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลย

เพราะแมทธิวรู้มุมถ่ายรึเปล่านะ?

ภาพผมที่ยืนยกกล้องหันไปทางทะเล เสื้อผ้าที่ปลิวแนบลำตัว ทั้งที่เป็นตอนที่ไม่รู้สึกตัว แต่ดูแล้วเหมือนตัวเองกลายเป็นนายแบบไปแล้ว...มันไม่ได้ดูแย่ แต่ผมก็อดจะรู้สึกอายขึ้นมาไม่ได้อยู่ดี อายเพราะถูกถ่ายแบบนี้เนี่ยแหละ

ตาเลื่อนไปยังส่วนด้านล่างของรูป บรรดาคนที่ถูกใจหรือรู้จักกับแมทธิวบางส่วนจะเป็นชาวตะวันตกที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเหมือนกัน ไล่มองเพลินๆ จนมาหยุดที่คอมเมนต์ของรูปล่าสุด

‘Dude how many times have you posted about this guy? Who’s he?’ 

‘My little lamb’ 

“...”

ข้อความตอบกลับสั้นๆ ดึงดูดสายตาผมเป็นพิเศษ ไม่รู้ว่าเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่เริ่มเข้าไปปะปนอยู่ในกระแสเลือดรึเปล่า พอจ้องมันนานๆ กลับชวนมึนเมาเป็นพิเศษ

ในใจเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างเรียกร้องขึ้นมา

ไม่รู้เพราะอะไรดลใจ ผมถึงเงยหน้าขึ้นจากมือถือเพื่อไปสบนัยน์ตาสีฟ้าอมเทาคู่นั้น “แมทธิว...”

“ว่ายังไงครับ?”

“ผมคิดมาสักพักแล้ว คุณ...”

“...”

“กำลังจีบผมอยู่เหรอ?”

แมทธิวนิ่งไปบ้าง เขายังมองตรงมา แต่แล้วแค่ไม่กี่วินาที ริมฝีปากหยักก็ขยับออกเป็นรอยยิ้มเล็กๆ

“พีชคิดว่ายังไงล่ะ”

“ไม่รู้สิ ถ้ารู้ผมจะถามคุณเหรอ”

“ถ้าผมตอบไปตรงๆ ตื่นขึ้นมาตอนเช้าพีชจะลืมอีกรึเปล่า?”

ฟังการย้อนถามของเขา คิ้วผมก็ขมวดมุ่น “ทำไมคุณถึงคิดว่าผมจะลืมล่ะครับ”

“...”

อีกฝ่ายไม่ตอบ แต่กระทำบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาอีกหน ร่างสูงโน้มเข้ามาใกล้ มือหนาของเขาแตะลงที่แก้มของผม อุณหภูมิของผิวเนื้อปกติ แต่เมื่อสัมผัสแนบชิด ผมกลับยิ่งรู้สึกตัวว่าแก้มตัวเองยิ่งร้อน และอาจจะร้อนมาสักพักเพราะเบียร์หรืออะไรสักอย่าง

“เอาไว้พีชถามผมตอนเข้าใจทุกอย่างชัดเจนอีกครั้ง...”

“...”

“ตอนนั้นผมจะตอบ”

ผมยังไม่อาจละสายตาออกจากเขาได้ รู้สึกว่าอวัยวะบางอย่างเต้นโครมครามบ้าคลั่งขึ้นมา

ความคิดเห็น