วาฬกลิ้ง
Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 4th Day [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ค. 2563 22:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
4th Day [100%]
แบบอักษร

4th Day 

เดินเที่ยวดูสภาพแวดล้อมรอบเกาะตลอดทั้งเที่ยง พอตกเย็นพวกเราก็กลับมาทานมื้อค่ำซึ่งทางทัวร์จัดไว้ให้ตามเวลาที่เขากำหนดอีกหน จนกระทั่งพระอาทิตย์ดวงโตค่อยๆ คล้อยต่ำลง

เวลานั้นผมนั่งมองอยู่ตลอดเวลา เฝ้าดูเส้นขอบทะเลค่อยๆ กลืนกินมันจนเหลือแค่ครึ่งดวง เสี้ยวหนึ่ง และจมหายไปจนหมด กดชัตเตอร์เก็บภาพท้องฟ้าไล่ระดับสี เวลาที่แสงสีส้มจากดวงอาทิตย์ส่องกระทบเมฆและท้องฟ้าสีน้ำเงิน มันจะกลายเป็นสีม่วงสวย นอกจากใช้กล้องของพ่อแล้ว ผมก็ใช้มือถือเก็บภาพเพื่ออัปลงไอจีเดี๋ยวนั้นด้วย

“แมทธิว...” ผมเลิกคิ้ว

หายไปอาบน้ำแล้วเดินกลับมาที่เต็นท์ก็มองเห็นคนตัวโตนั่งอยู่บนเก้าอี้สนาม ในมือมีกระป๋องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ด้วย “ดื่มอยู่เหรอครับ ไปซื้อมาตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย”

“ก่อนหน้านี้ไกด์ยกถังแช่น้ำแข็งมาขาย เอาหน่อยไหมจ๊ะ”

“ไม่ล่ะครับ”

ผมขยับจะไปหย่อนก้นนั่งลงข้างๆ เขา แต่นึกขึ้นมาได้ว่าน่าจะหาอะไรมาคลุมกันความเหนียวจากการโดนลมทะเลสักหน่อยถึงได้มุดเข้าไปในเต็นท์ หยิบเสื้ออีกตัวออกมาใส่

วิวตอนนี้ต่างจากตอนเย็นที่ผมดูพระอาทิตย์ตกดินลิบลับ เพราะมันมืดจนมองอะไรแทบไม่เห็น มีแค่แสงไฟดวงน้อยๆ จากอุทยานและแถบหน้าเต็นท์ แต่เพราะแสงน้อยแบบนี้เนี่ยแหละ มันถึงทำให้พอมองเห็นบรรดาดาวที่ระยิบระยับบนฟ้า

“พีชง่วงรึยัง?”

“ยังหรอกครับ ปกติผมก็นอนดึกอยู่นะ ยิ่งถ้าวันที่ไม่ได้ไปทำงานแล้วด้วย”

“นอนดึกไม่ดีนะ” อีกฝ่ายว่ายิ้มๆ

“พูดงี้คุณไม่นอนดึก?”

“ผมทานมื้อเย็นและเข้านอนตรงเวลา”

“โห” มองสีหน้าขำๆ ของเขาแล้วก็อดจะไล่สายตาขึ้นๆ ลงๆ สำรวจแมทธิวอีกหนไม่ได้ “เรื่องคุณเข้ายิมน่ะรู้แล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าจะเป็นคนรักสุขภาพด้วย แบบนี้คุณก็ต้องคุมอาหารด้วยใช่ไหม”

เอาตรงๆ นะ ผมนึกว่าเขาเป็นสายปาร์ตี้หรือหนุ่มเที่ยวอะไรทำนองนี้ซะอีก

“จ้างนักโภชนาการน่ะ”

“งั้นเผื่อว่าจะลืมตัว คุณดื่มแอลกอฮอล์อยู่แน่ะ”

แมทธิวขำ “มันก็ต้องมีบ้างสิตัวน้อย”

“ที่จริงผมก็อยากออกกำลังกายบ้างเหมือนกัน แต่แค่งานก็เหนื่อยแล้ว”

“พีชทำงานอะไร ผมถามได้ไหม?”

“ที่จริงผมเป็นเซลส์อยู่ฝ่ายขายของบริษัทที่กรุงเทพฯ น่ะครับ แต่ว่าเพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งเมื่ออาทิตย์ก่อน ตอนนี้ย้ายมาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายแล้ว”

แมทธิวทำหน้าเซอร์ไพรส์ “ยินดีด้วยนะ”

“ขอบคุณครับ”

“แปลว่าที่พีชมาพักร้อนเพราะอยากจะฉลองที่ได้เลื่อนตำแหน่ง?”

“ฉลอง...” ผมนิ่งไปทันที “เปล่าหรอกครับ”

คำถามที่ไม่คิดว่าจะถูกถามทำให้ตั้งตัวไม่ทันอยู่บ้าง พอคิดถึงเหตุผลของการมาที่นี่ สมองผมก็กระหวัดนึกไปถึงความจริงที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ทันใด สายตากลายเป็นมองเหม่อออกไปยังทะเลมืด

ผมเองก็เกือบลืมไปแล้วเหมือนกันว่าตัวเองมาที่นี่เพราะเรื่องของลิลลี่ เพราะธรรมชาติ ผู้คน รวมทั้งการได้เที่ยวกับแมทธิวตลอดเวลาทำให้ความรู้สึกแย่ๆ ที่หอบมาจากกรุงเทพฯ จางหายไปเยอะ รู้นั่นแหละว่าเลิกแล้วก็คือเลิก เสียใจไปเขาก็ไม่กลับมา แต่พอนึกถึงมันก็อดจะรู้สึกแย่ๆ อยู่บ้าง

เธอคือคนที่ผมคิดจะใช้ชีวิตในอนาคตต่อจากนี้ร่วมกันเลยนะ ถามว่ารักไหม รัก และรักมันกำลังต้องการเวลาให้ค่อยๆ ลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ ก็เท่านั้น

“อือ” ผมสะดุ้ง

เผลอคิดอะไรกับตัวเองไปไกล จู่ๆ ก็รู้สึกถึงปลายนิ้วเย็นๆ ที่แตะถูกบนผิวเนื้อ

หันไปสบกับสายตาคู่คมที่มองจ้องมา “ทำไมพีชทำหน้าแบบนั้น...”

“...”

“มันเป็นเรื่องไม่ดี?”

“ก็...ครับ”

“ถ้าไม่อยากบอก พีชไม่จำเป็นต้องบอกผมก็ได้”

ผมยิ้มนิดๆ กับน้ำเสียงนุ่มๆ ของเขา “ไม่ใช่เรื่องบอกไม่ได้อะไรหรอกครับ ผมถูกแฟนนอกใจน่ะ”

“...” สีหน้าคนฟังเปลี่ยนไปในทันที

คิดว่าเขาน่าจะแปลกใจอยู่เหมือนกันแหละ เพราะท่าทีของผมตลอดระยะเวลาสามวันที่เที่ยวด้วยกันก็ไม่ได้แสดงออกเลยว่าเป็นคนที่เพิ่งถูกคนรักสวมเขา

“ผมคบกับเธอมาได้สามปี เรารู้จักกันที่บริษัทน่ะครับ วันที่ได้รู้ว่าเลื่อนตำแหน่งงานเป็นวันเดียวกับที่ผมเห็นเธอกำลังอยู่กับผู้ชายคนอื่น” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ตาเปลี่ยนจากจ้องทะเลสีมืดมาเป็นปลายเท้าตัวเองที่ยืดออกไปจดสุด นิ้วขยับเขี่ยเม็ดทรายนุ่มไปด้วยช้าๆ “ที่จริงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าผมคิดจะขอเธอแต่งงาน พอมาเจอเรื่องแบบนี้เข้าก็เลยเสียศูนย์ไปหน่อย ไม่อยากให้กระทบกับเรื่องงาน ผมเลยขอลาพักร้อนมา...”

หูฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งเป็นจังหวะ แมทธิวไม่ได้เอ่ยอะไร แต่ถึงผมจะไม่ได้มองหน้าเขา แต่ก็รู้ว่าเขามองมาอยู่ตลอด

“เผื่อว่าถ้ามาเที่ยวแล้วอะไรๆ มันอาจจะดีขึ้น”

“พีชคงรักแฟนเก่ามาก”

คำพูดออกความเห็นเชิงถามนั่นทำให้ผมส่ายหน้า ว่าเสียงกลั้วหัวเราะ

“มันก็ไม่ได้ถึงขนาดรักมากจนแทบมีชีวิตต่อจากนี้ไม่ได้หรอกครับ แต่ก็คบกันมาตั้งนาน เสียใจมันก็ต้องมีบ้างอยู่แล้ว แต่ผมผิดหวังมากกว่า”

“...แล้วตอนนี้ล่ะตัวน้อย”

“ผมว่าผมดีขึ้นเยอะแล้วนะ” ผมเปลี่ยนน้ำเสียงตัวเองให้ดูสดชื่นขึ้น

“...”

“ถ้าให้พูดตรงๆ ผมเองก็ไม่คิดเหมือนกันนะว่ามาที่นี่แล้วจะได้เจอกับคุณ ผมมาคนเดียว ตั้งใจจะเที่ยวคนเดียว คิดอะไรเงียบๆ คนเดียว แต่พอได้ออกไปไหนมาไหนกับคุณ ผมว่า...แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน”

พอหันไปมองใบหน้าหล่อเหลาของคนข้างๆ ตาก็มองเห็นรอยยิ้มพร้อมร่องรอยความอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้านั่น แมทธิวยังคงมองตรงมา ครู่หนึ่งเขาก็ยกมือข้างเดิมที่เคยสัมผัสแก้มผมมาใกล้อีกครั้ง ใช้ปลายนิ้วเกี่ยวปอยผมข้างขมับไปด้านหลังช้าๆ ผิวเนื้อบริเวณนั้นถูกลากผ่านเบาๆ เบาเหมือนเป็นแค่แรงลมจากการกระพือปีกของสัตว์ตัวเล็กๆ

ผมรู้ แมทธิวตั้งใจจะปลอบประโลมให้หายรู้สึกแย่ เพราะแบบนั้นแหละ ผมถึงไม่ได้ถอยห่างรึหลีกหนีกับการกระทำของเขา แถมในอกเองก็รู้สึกอุ่นๆ ขึ้นมา

“เรื่องมันผ่านมาแล้ว”

“...”

“ตอนนี้พีชอยู่ที่นี่ ไม่มีเรื่องอะไรที่จะทำให้พีชรู้สึกเสียใจได้ทั้งนั้น...” น้ำเสียงเขานุ่มนวล

ผมเม้มปากเบาๆ ปล่อยให้ทุกอย่างซึมซับเข้าไปละลายเรื่องของลิลลี่ที่ติดค้างอยู่ให้ค่อยๆ หายไป

“ขอบคุณครับ...”

อย่างที่บอกนั่นแหละว่าไม่ได้เสียใจหนักอย่างในวันแรกๆ แล้ว ผมมีคนให้พูดคุยด้วยแทบตลอดเวลา ได้เห็นนั่นเห็นนี่ บางช่วงแทบจะลืมเรื่องนั้นไปเลยเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้หรอก ไม่เสียใจเพราะว่าไม่ได้นึกถึง ถ้าถึงเวลาที่ผมต้องกลับไปกรุงเทพฯ ไปเจอสภาพแวดล้อมเก่าๆ ความรู้สึกเก่าๆ มันจะกลับมาด้วยรึเปล่า

แต่นั่นคือเรื่องหลังพักร้อนหมดลง ส่วนตอนนี้...ไม่เลย

“ผมดีใจนะ”

“ครับ?” ผมกะพริบตา หลังจากแมทธิวเอ่ยขึ้นมาอีกหน

“ดีใจที่เจอพีช ดีใจที่พีชยอมมาเที่ยวเป็นเพื่อนผม”

“...”

“โชคดี...ที่วันนั้นคนที่เข้ามาทักผมเป็นพีช”

“คุณ...”

ผมพูดได้แค่นั้น แต่ประโยคที่เหลือกลับหยุดอยู่ในลำคอ

แมทธิวยังมองมา แต่ครู่หนึ่ง เขาก็หันกลับไปยกกระป๋องเครื่องดื่มขึ้นแนบปากทั้งที่ยังมีรอยยิ้ม ดื่มจนหมดภายในรวดเดียวแล้วโยนใส่ถุงขยะด้านข้าง “นอนเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้พีชจะไม่มีแรงดำน้ำ”

“เอ๊ะ อ้อ ครับ”

พอร่างสูงลุกขึ้นยืน ผมก็เลยต้องลุกบ้าง ปัดๆ เศษทรายออกจากเท้าให้สะอาดหมดจดแล้วค่อยมุดเข้าไปในเต็นท์หลังย่อม ผมเลือกจะนอนทางด้านซ้ายมือ อีกฝั่งเลยกลายเป็นที่ของแมทธิวไป อีกฝ่ายตามเข้ามาทีหลัง เอื้อมมือหนาๆ ไปรูดซิปเหลือแค่ช่องให้พอมีลมพัดเข้ามาได้เอาไว้

พวกยุงพวกแมลงมีบ้าง แต่ผมทายากันยุงเรียบร้อย ขยับล้มตัวลงนอนปุ๊บก็ใช้ผ้าผืนหนึ่งมาคลุมตัวเองเอาไว้ อากาศไม่ได้ร้อน แต่ก็ไม่ได้หนาว ผมติดผ้าห่มเลยขอให้ได้ห่มเอาไว้บนร่าง

“กู๊ดไนท์นะตัวน้อย”

“กู๊ดไนท์ครับ”

ตอบแมทธิวไปเสียงเบา ผมก็หลับตาลง

แทนที่จะทำจิตใจเบาสบายแล้วค่อยๆ หลับไป แต่ใครจะรู้ ผมกลับต้องลืมตาขึ้นมาอีกหน ใจกลับเต้นระรัวโครมครามไม่มีหยุด เหมือนมันสั่งให้ตัวเองหันไปมองคนที่นอนอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา แต่สมองอีกฝั่งผมก็กดกล้ามเนื้อตัวเองเอาไว้

‘ดีใจที่เจอพีช ดีใจที่พีชมาเที่ยวกับผม’ 

ไม่รู้ผมคิดไปเองรึเปล่า...

ที่พูดแบบนั้น แมทธิวกำลังจะจีบผม?

สีหน้า แววตา คำพูด และการกระทำทั้งหมดของเขาก่อนหน้าฉายซ้ำๆ อยู่ในหัว เข้าใจ แต่ก็เหมือนไม่เข้าใจ สงสัย แต่ก็ไม่กล้าสรุปไปตามใจตัวเอง

ผมได้แต่ลืมตาโพลงมองเพดานเต็นท์ฟังเสียงคลื่นอยู่อย่างนั้น...

เลอะเทอะไง 

ผมว่าผมเลอะเทอะจริงๆ นั่นแหละ หลังจากนอนคิดอะไรไร้สาระเกือบทั้งคืน ผมเพิ่งมาง่วงจนทนไม่ไหวเอาตอนช่วงตีสองตีสาม หลับไปได้แป๊บๆ ก็ต้องตื่นขึ้นมาเพราะตัวเองตั้งนาฬิกาปลุกมือถือไว้ตอนเจ็ดโมงเช้า

มือเอื้อมไปกดปิดด้วยสีหน้ายุ่งๆ ลืมตาปุ๊บก็หันไปทางขวามือเป็นอันดับแรก แต่ก็ต้องเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อไม่เห็นร่างหมีๆ นอนอยู่ พื้นที่ตรงนั้นว่างเปล่า ไม่รู้แมทธิวลุกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ พอไม่มีคนนอนอยู่ด้วยก็กินที่ชาวบ้านเขาซะงั้น คิดแล้วพ่นลมหายใจเบาๆ มือยันกายลุกขึ้นนั่ง ยังรู้สึกง่วงๆ มึนๆ อยู่หน่อยๆ

ถึงตอนนี้แหละที่มานั่งบ่นกับตัวเองในใจว่ามัวแต่ปล่อยให้สมองคิดอะไรไม่เป็นเรื่องจนพักผ่อนไม่เต็มอิ่ม

“พีช? ตื่นแล้วเหรอ”

ตอนที่กำลังยกมือปิดปากหาว ผมก็มาสะดุ้งน้อยๆ เมื่อแมทธิวก้มลงมาตรงหน้าประตูเต็นท์

“อืม ตื่นแล้วครับ” ทักทายอรุณสวัสดิ์กันไป ผมก็เลิกคิ้วถาม “คุณหายไปไหนมา”

“อาบน้ำน่ะ ผมเห็นพีชกำลังนอนสบายเลยไม่ได้ปลุก”

“อ้อ...สงสัยเพราะเมื่อวานผมเหนื่อยๆ นิดหน่อยน่ะครับ”

ผมอ้างไปมั่วๆ ยกแขนบิดขี้เกียจเล็กน้อย หันไปหยิบผ้าขนหนูแล้วมุดออกมาจากเต็นท์บ้าง

“พีชยังดูง่วงอยู่เลย” เสียงทุ้มดังขึ้นตอนที่ผมออกมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ ก่อนหยีตาเพราะแสงอาทิตย์สว่างจ้า มือหนาๆ ยกขึ้นมาเกลี่ยบรรดาผมยุ่งๆ จากการนอนให้โดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว ยังไม่ทันขยับออกเขาก็ผละมือถอยห่างไปซะแล้ว

ถึงจะสรุปว่าเมื่อคืนตัวเองคิดเลอะเทอะไร้สาระ แต่มาทำแบบนี้ผมแม่งก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาอีกแล้ว

“ผม...ไปอาบน้ำก่อนก็แล้วกัน”

ผมหอบข้าวของเดินไปที่ห้องน้ำของอุทยาน เห็นลูกทัวร์คนอื่นๆ รวมทั้งของทัวร์อื่นมาต่อแถวรอคิวกันอยู่พอสมควร ผมยืนอิงแอบรออยู่ใต้ต้นไม้สูงเพื่อหลบแดด ยืนนิ่งๆ ไปนานๆ ก็เริ่มจะง่วงๆ ขึ้นมาอีก แต่ถ้าได้ล้างหน้าอาจจะดีขึ้น

ง่วงว่ะ...

เพราะแมทธิวนั่นแหละที่มาทำให้ฟุ้งซ่าน

ถึงจะเพิ่งรู้จักกัน แต่ผมก็น่าจะมองออกสิว่าแมทธิวเป็นคนเฟรนด์ลี่ ธรรมดาที่เขาอาจจะมีทีท่านุ่มนวลหรือพูดจาแบบนั้น ผมเองก็ไม่ใช่พวกหลงตัวเองเถอะ พอดันไปสงสัยว่าเขาจะจีบ แล้วมาพิจารณาถึงความเป็นไปได้ให้ชัดเจนดีๆ อีกครั้ง ก็อดจะรู้สึกอับอายขายขี้หน้าตัวเองขึ้นมาไม่ได้ ก็นั่นแหละ...ถึงบอกว่าเป็นเพราะแมทธิวไง

เขาใจดีเกินไป ผมถึงคิดไร้สาระ

โยนความผิดให้แมทธิวอยู่ในใจ คิวห้องน้ำก็วนมาถึงผมในที่สุด เข้าไปอาบน้ำล้างหน้าล้างตาแล้วดีขึ้นอย่างที่คิด เดินกลับไปที่เต็นท์หน้าผมก็ไม่ง่วงงุนไม่ยุ่งเหยิงแล้ว ออกปากเอ่ยชวนคนตัวโตไปทานข้าว

โปรแกรมของวันนี้ที่ไกด์มาแจ้งให้ทราบอีกรอบนั่นก็คือจะแวะไปที่หมู่บ้านชาวมอแกนเป็นอันดับแรก จากนั้นถึงจะขึ้นเรือไปยังจุดดำน้ำตื้นตามกำหนดการอีกสองจุด จุดแรกเป็นช่วงรอบเช้า กลับมาพักผ่อนทานมื้อเที่ยงและออกเรืออีกรอบตอนบ่าย สุดท้ายนั่งสปีดโบ๊ทคันเดิมกลับไปยังท่าเรือเพื่อเดินทางกลับที่พัก

เห็นตารางแบบนั้นแล้ว หลังไกด์ปล่อยให้มาเตรียมความพร้อมหลังทานข้าวเสร็จ ผมก็มองกล้องพ่อแบบคิดหนัก

“พีช?”

แมทธิวที่เห็นว่าผมไม่เรียบร้อยสักทีก็ก้มลงมาถาม “มีอะไรรึเปล่าตัวน้อย”

“เปล่าครับ ผมคิดว่าจะเก็บกล้องลงในกระเป๋าใหญ่ไปเลยดีไหม ยังไงเราก็ทิ้งของไว้ในเต็นท์ไม่ได้ แบกไปมาหลายอย่างมันก็เกะกะอยู่เหมือนกัน”

“ถ้าอยากถ่าย พีชใช้ของผมก็ได้”

ผมหันขวับไปมองทันที “คุณก็เอามาเหรอ”

“ผมเอาไว้ถ่ายพีชไง”

เอิ่ม...

ผมทำหน้ายุ่งใส่เขาอย่างอดไม่ได้ แต่มือก็เก็บกล้องของพ่อให้เรียบร้อย “งั้นผมเก็บไปเลยก็แล้วกัน”

เพราะว่าผมกับแมทธิวพักเต็นท์ เลยต้องเอาของทั้งหมดติดตัวไปด้วย เมื่อเรียบร้อยพวกเราก็พากันไปยังที่นี่ไกด์นัดให้มารวมตัว แน่นอนว่าได้เจอเคธและเพื่อนสาวอีกสองคนด้วย ผมชอบความเคารพคนอื่นของพวกเธอมาก เพราะสาวๆ โบกมือส่งเสียงทักทายกันพอหอมปากหอมคอ แต่ไม่ได้เข้ามาตื๊อหรือเข้ามาวุ่นวายอะไรกับแมทธิวอีกเลย

ทันทีที่ลูกทัวร์ทุกคนในกรุ๊ปมาครบ ไกด์ก็พาเราไปยังหมู่บ้านมอแกนที่อยู่อีกฝั่งจากอ่าวช่องขาด เขาอธิบายด้วยว่าที่จริงแล้วชาวบ้านจะอาศัยกันอยู่บนเรือ แต่เพราะภัยธรรมชาติอย่างสึนามิซึ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนทำให้ที่อยู่เกิดความเสียหาย ทางการจึงสร้างบ้านหลังใหม่ให้เป็นกระท่อมติดริมชายหาด

บ้านเป็นลักษณะยกพื้นสูง ทำจากไม้ ตั้งเรียงรายติดกันบนพื้นทราย มองๆ ไปแล้วก็ยกมือถือขึ้นมาถ่ายเก็บภาพเอาไว้ กะว่าจะส่งให้พี่สาวและครอบครัวดู บ้างก็อัปลงไอจี

ถ่ายไปถ่ายมา พอหันไปทางคนข้างๆ ผมก็เห็นว่าเขายกกล้องตัวเองมาทางนี้อีกแล้ว

“แมทธิว คุณหยุดถ่ายผมได้แล้วมั้ง”

“...”

ผมว่าเขาอยู่นะ อะไรคือการยิ้มกว้างมากกว่าเดิมวะ

“พีชเอาไปถ่ายบ้างไหม?”

ตามองมือหนาที่ยื่นกล้องมาให้ก่อนส่ายหน้า “เอาไว้ก่อนดีกว่าครับ ผมถ่ายในมือถือไปเยอะแล้ว”

พวกเราเดินคุยกันพลาง ย่ำทรายมองบรรยากาศรอบๆ ไปพลาง แม้พระอาทิตย์ดวงโตกลางฟ้าจะทำให้ร้อนอบอ้าวอยู่บ้าง เดินมาเรื่อยๆ ตาผมก็เหลือบไปเห็นแผงขายของเล็กๆ เข้า ซึ่งไกด์อธิบายบอกไว้แล้วว่าชาวบ้านจะมีการขายของที่ระลึกซึ่งทำมือด้วยวัสดุต่างๆ อย่างเรือไม้ลำเล็กๆ สร้อยคอ สร้อยข้อมือ เป็นต้น

การซื้อของพวกนี้ถือเป็นการอุดหนุนพวกเขา ผมเลยแตะแขนเป็นเชิงบอกให้แมทธิวหยุดแวะ

ก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าน้องๆ ก่อนนั่งยองส่งยิ้มให้

“ขอพี่ดูหน่อยนะ” เอ่ยบอกก่อนจะหยิบสร้อยข้อมืออันหนึ่งขึ้นมา

สร้อยข้อมือเชือกถักร้อยลูกปัดไม้กลมๆ แม้จะเป็นของทำมือ แต่ดูๆ ไปแล้วมันก็ออกแนวสตรีทวินเทจเท่ๆ อยู่เหมือนกัน ผมหยิบๆ วางๆ มองเลือกอยู่สองสามเส้นก็ได้อันที่ถูกใจ จ่ายเงินแล้วยืดกายหันไปแบมือพูดกับคนข้างๆ

“ขอมือครับ”

แมทธิวเลิกคิ้วเข้มๆ ขึ้นทันควัน เขามองของในมือผม จากนั้นเคลื่อนนัยน์ตาสีฟ้าขึ้นมาสบด้วย เรียวปากหยักขยับเป็นรอยยิ้มกว้าง “พีชซื้อให้ผมเหรอ?”

“ถือว่าเป็นของขวัญที่คุณปลอบใจผมเมื่อวาน เล็กๆ น้อยๆ คงไม่รังเกียจนะครับ”

ต้องกำชับไว้ก่อน เพราะผมเคยเห็นเขาสวมของหลุยส์ มอเรส์ไง

“ไม่มีทางอยู่แล้ว” เขายื่นมือมาทางผมทันที “พีชจะให้อะไร ผมก็ดีใจทั้งนั้นแหละ”

“คุณนี่เวอร์อีกแล้ว” ผมอดจะแขวะแบบขำๆ ไม่ได้

ยังมีรอยยิ้มติดปากตอนที่สวมมันลงไปบนข้อมือหนา เรียบร้อยปุ๊บก็กวาดสายตามอง ซึ่งก็...ใช่ แมทธิวก็ยังคงเป็นแมทธิว หน้าตาดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เขาจะทำอะไร สวมอะไรก็ดูดีไปหมด ถึงจะเป็นสร้อยข้อมือเส้นเล็กๆ ก็เถอะ

แมทธิวเองก็ก้มลงมองมันอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายเขาก็เงยหน้ามายิ้มหวานให้

“ขอบใจนะตัวน้อย”

ผมส่ายหน้ากล่าวไม่เป็นไร แต่ตอนที่กำลังจะบอกว่าให้กลับไปยังจุดที่เขานัดกันได้แล้ว คนตัวโตดันก้มลงไปหยิบของจากในกระดานตั้งขายของเด็กๆ ขึ้นมาบ้าง

ตาผมมองแมทธิวที่ยื่นธนบัตรเพื่อจ่ายเงิน เห็นไม่ชัดนักว่าเขาซื้ออะไร จนกระทั่งร่างสูงหันมาประจันหน้า เอื้อมมืออีกข้างที่ว่างอยู่มาจับมือซ้ายของผม

สัมผัสนั่นเล่นเอาตัวแข็งขึ้นมาอยู่บ้าง เพราะความแปลกใจถึงเผลอหยุดนิ่งไม่ขยับเขยื้อน มาเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรอีกทีก็ตอนที่มือหนาๆ คู่นั้นถอยห่างออกไปแล้ว

“คุณ...”

ฝรั่งหมีส่งยิ้มมาให้ แต่ผมมองสร้อยที่อยู่บนข้อมือตัวเองด้วยสีหน้าที่เริ่มจะพิลึก

“ทำไมต้องเป็นแบบเดียวกันด้วย”

“ผมหัวไม่ดีด้านแฟชั่นน่ะ”

“ก็ไม่ต้องซื้อก็ได้นี่ครับ ผมไม่ได้ซีเรียสสักหน่อย”

“พีชซื้อให้ผมแล้ว ผมก็อยากซื้อให้พีชบ้างสิ”

ฟังเขาว่าเสียงนุ่ม ผมก็ได้แต่ส่ายศีรษะทั้งที่หน้ายังมีรอยยิ้ม เอาเหอะ ของก็รับมาแล้ว เลยเอ่ยขอบคุณกลับไป

“โอเค งั้นก็ไปได้แล้วครับ เดี๋ยวไม่ทันจะถูกทิ้งเอาไว้นะ” ผมว่า หันไปส่งยิ้มโบกมือบ๊ายบายเด็กน้อยที่นั่งมองตาแป๋วก่อนจะพากันเดินออกมาตรงหน้าหาด

มองเห็นเรือที่ทางทัวร์เตรียมเอาไว้ให้ ลำนี้ลำเล็กกว่าเมื่อวาน อาจเพราะว่าไม่ต้องเร่งเครื่องเดินทางไกลๆ แล้ว จุดที่จะพาไปดำน้ำก็อยู่รอบๆ เกาะนี้เอง ก้าวขึ้นเรือนั่งเรียบร้อยผมก็คว้าเสื้อชูชีพมาใส่เหมือนเคย

โคตรตื่นเต้น แน่นอนว่ามากกว่าเมื่อวานเยอะ เพราะว่าวันนี้จะลงน้ำด้วย ผมเคยมาเที่ยวทะเล แต่ไม่เคยดำน้ำมาก่อนเลย น้ำตื้นยังไม่เคย น้ำลึกอย่าหวัง มีแค่เดินเล่นริมชายหาด จุ่มขารึนั่งแช่ตัว สมัยมหา’ลัยมีไปดินไปดื่มกับเพื่อนบ้าง แต่ไม่เคยออกทริปต่างจังหวัดด้วยกันเลยสักครั้ง ยิ่งโตก็ยิ่งไม่มีเวลาเที่ยว...จะว่าไปก็น่าเสียดายอยู่เหมือนกัน

ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที เรือค่อยๆ ชะลอตัวลง ผมเอี้ยวศีรษะไปมองดูน้ำทะเลเช่นเคย ก็ยังคงใส มองทะลุเห็นบรรดาปะการังด้านล่าง แถม...น่ากลัวนิดๆ

“พีช ไหวไหม”

“ก็...น่าจะครับ มีชูชีพอยู่ คงไม่เป็นไร”

แมทธิวพยักหน้า เขารับสน็อคเกิลมาสองอัน ส่งอันหนึ่งมาให้ผม ก่อนหน้าที่จะออกมาจากเต็นท์ ผมจัดแจงทาครีมกันแดดเอาไว้เนี้ยบนิ้งทุกส่วนเรียบร้อยแล้ว หลังจากรอให้ทุกคนบนเรือลงไปแล้ว ผมก็ลุกขึ้นยืนบ้าง

แมทธิวก้าวลงจากเรือไปก่อน จากนั้นเขาก็หันมาส่งมือให้ผม

เพราะรู้ว่าตัวเองว่ายน้ำไม่ได้ ถึงเอื้อมไปจับไว้ทันทีโดยไม่อิดออด “ขอบคุณครับ”

พอเนื้อตัวสัมผัสโดนน้ำทะเล ขนผมก็ลุกซู่เพราะความเย็นที่ล้อมรอบกาย มือเผลอบีบมือหนาๆ ของคนตรงหน้าแน่น เท้าที่ขยับไปมาอยู่ด้านใต้แล้วแตะสิ่งใดไม่ได้เลยทำให้หวั่นๆ ใจอยู่บ้าง แต่เสื้อชูชีพที่สวมทำให้ลอยอยู่เหนือผิวน้ำได้

ทีแรกใจเต้นระรัวอยู่ไม่น้อย จนเห็นว่าไม่น่าจะเป็นอะไร ความรู้สึกพวกนั้นก็ค่อยๆ ลดลง

ผมสวมสน็อคเกิลคาดเอาไว้ตรงหน้าผาก แขนอีกข้างตีน้ำไปมา มองเห็นปลาตัวเล็กๆ ว่ายวนอยู่ใกล้ๆ ยู่หน้าเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่ามีบางตัวว่ายมาชนแล้วก็ใช้ปากของมันงับเบาๆ

“ชอบไหม?”

แมทธิวที่ยังลอยตัวอยู่ใกล้ๆ ถามเสียงทุ้ม

“ก็ตื่นเต้นดีครับ”

อีกฝ่ายบอกให้ผมลองสวมสน็อคเกิลมองดูปะการัง ผมเลยทำตามอย่างว่าง่าย ตามองเห็นว่าคนอื่นๆ สวมแล้วดำกันลงไปใกล้ๆ แต่ผมไม่กล้าถึงขนาดนั้น กลัวมือกลัวขาไปโดนพวกมันด้วย ถ้าดันไปปัดโดนปะการังเขาหักนี่ซวยเลย

พอสวมสน็อคเกิลแล้วก็ลองจุ่มหน้าลงไปดู

และ...เชี่ย

น่ากลัวกว่าที่คิดไว้อีก เคยเห็นในทีวีในสารคดีอยู่บ้าง แต่พอมาก้มดูแล้วคิดว่าตอนนี้ตัวเองลอยอยู่ในน้ำจริงๆ ก็อดจะเสียววูบวาบไม่ได้ ทนมองอยู่ไม่ถึงนาทีผมก็ดึงศีรษะขึ้นมา

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะตัวน้อย”

“ผมว่ามันน่ากลัว...”

แมทธิวหลุดหัวเราะกับเสียงแห้งๆ และสีหน้าของผม แต่พอผมเริ่มจะขมวดคิ้ว เขาก็หมุนตัวแล้วขยับว่ายน้ำไปอีกทาง มือเรายังจับอยู่ด้วยกัน กลายเป็นว่าตัวผมโดนดึงพาไปอีกทางหนึ่งด้วย

“แมท...แมทธิว จะไปไหน?”

“มาทางนี้ดีกว่า สวย พีชจะได้ไม่รู้สึกว่ามันน่ากลัวด้วย”

ผมยังรู้สึกไม่มั่นใจอยู่บ้าง แต่เพราะแมทธิวก็อยู่ เลยไม่ได้กระวนกระวายอะไรมากนัก พอเขาหยุดและบอกให้ลองดำดูอีกรอบ ถึงได้สวมสน็อคเกิลใหม่อีกหน ไม่ได้ตั้งคำถามใดๆ...เพราะผมเชื่อใจเขารึเปล่านะ จากครั้งก่อนที่ตกลงมาจากเจ็ตสกี ผมก็ได้แมทธิวเป็นคนช่วยเอาไว้ได้อย่างที่ปากบอกจริงๆ

ใบหน้าสัมผัสกับน้ำทะเลเย็นๆ อีกครั้ง แต่คราวนี้เปลือกตาเบิกกว้างเมื่อมองเห็นธรรมชาติด้านล่าง

ผม...เชื่อใจแมทธิวได้จริงๆ นั่นแหละ

ตรงนี้สวยมาก

เหล่าปะกางรังพากันขึ้นเรียงรายกันแน่นขนัด มันไม่ได้น่ากลัวเหมือนฝั่งด้านนั้นเพราะสีสันที่หลากหลายและระดับน้ำที่ค่อนข้างตื้น แม้จะไม่กล้าดำลงไปดูใกล้กว่านี้ แต่ตาผมก็ดีพอจะเห็นเหล่าปลามากมายว่ายวนกันอย่างเพลิดเพลิน บางตัวซ่อนอยู่ใต้กิ่งก้านของปะการัง จังหวะที่มีคลื่นพัดมา ดอกไม้ทะเลบางต้นก็ไหวเอนไปตามสายน้ำนั้น

ไม่ต่างอะไรกับภาพถ่ายสวยๆ ที่เคยเห็นตามอินเตอร์เน็ต...

“...!”

กำลังมองๆ ด้วยความตื่นตาอยู่ดีๆ ก็มีอันต้องสะดุ้งเมื่อจู่ๆ แมทธิวดันดำลงมา ใช้ใบหน้าหล่อๆ เบียดแทรกเข้ามาในระดับสายตาของผม เขาสวมแค่ตัวแว่นเอาไว้ ผมเลยเห็นว่าเรียวปากหยักคู่นั้นมีรอยยิ้ม

นิ้วเรียวยกขึ้นชี้ไปอีกด้าน พอขยับสายตามองตามไปผมก็มองเห็นว่าตรงพุ่มดอกไม้ทะเลดอกหนึ่งมีครอบครัวปลาตัวเล็กๆ แอบอยู่ ลายสีส้มพาดขาวที่ชัดเจนของมันทำให้ไม่ต้องเพ่งสายตามองมากขนาดนั้นก็รู้ทันทีว่าปลาอะไร

ปลานีโม่...หมายถึงปลาการ์ตูนที่ผมเคยถามแมทธิวนั่นแหละว่าได้เห็นบ้างรึเปล่า

แม่ง โคตรน่ารัก แน่นอนว่าสวยสุดๆ เลยด้วย

ดึงหน้าขึ้นมาจากน้ำอีกหน ผมก็ขยับแว่นขึ้นไปคาดตรงหน้าผาก ใช้มือลูบน้ำเค็มๆ ออก ปากยังหุบยิ้มไม่ได้

“ถ่ายรูปไหม” คนตรงหน้ายื่นกล้องมาให้

“จะดีเหรอ กล้องคุณนะ”

เขาไม่ตอบ แต่จับมือผมให้แบออกแล้วรับกล้องตัวเองมา ถูกยัดเยียดด้วยความมีน้ำใจแบบนั้น ผมก็ก้มลงมองหาปุ่มชัตเตอร์และสังเกตวิธีใช้ เพิ่งเห็นว่ากล้องที่แมทธิวพกมาคือโกโปรสลักอักษรด้านข้างว่า 7BLACK ผมไม่ได้เล่นกล้อง ไม่รู้จักรุ่นหรือรายละเอียดอะไร รู้แค่อันที่อยู่ในมือนี่ถ่ายภาพใต้น้ำได้ และขนาดก็เหมาะกำลังดี

เจ้าของก็อนุญาตแล้ว ผมเลยไม่เกรงใจ ถามวิธีใช้เบื้องต้นแล้วเริ่มจะเก็บภาพใต้น้ำไว้เองหลายรูป

ลอยน้ำอยู่นานๆ ผมก็เริ่มจะใจกล้ามากขึ้น กล้าที่จะขยับไปทางนั้นทางนี้ด้วยตัวเอง ถึงจะมีแมทธิวอยู่ข้างๆ แต่พอผ่านไปสักพักผมก็เริ่มจะเกรงใจเขาขึ้นมาแล้ว

“แมทธิว คุณไปว่ายของคุณก็ได้นะ ผมว่าผมโอเคแล้ว”

“ไม่เป็นไร ผมอยากอยู่กับพีชมากกว่า”

ผมยิ้มแบบพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เลือกจะเสหลบตาคนที่ลอยตัวอยู่ใกล้ๆ แต่ก่อนที่จะสรรหาถ้อยคำไหนมาตอบโต้กลับไป สายตาก็ดันเห็นอะไรแวบๆ ว่ายวนอยู่ห่างไปไม่ไกลเข้าซะก่อน

“คุณ ดูนั่น เต่า”

แมทธิวเลิกคิ้ว พอหันตามไปก็ยิ้มเล็กๆ “ตาดี”

“โชคดีด้วย”

“ครับ น่ารักด้วย”

“...” หน้าผมหันขวับกลับมามองคนพูดทันควัน เหมือนว่าตัวเองหูฝาด เมื่อกี้...

สบเข้ากับนัยน์ตาสีฟ้าสวยเหมือนอัญมณี จนตอนนี้ผมเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าเราอยู่ห่างกันแค่เล็กน้อยเท่านั้น ผิวเนื้อบางส่วนของผม นอกจากจะรับรู้ได้ถึงอุณหภูมิของน้ำทะเลรอบกายแล้ว ยังรู้สึกได้ถึงไออุ่นๆ ของร่างสูงอีกด้วย

แมทธิวมองตรงมา รอยยิ้มเล็กๆ ยังไม่หายไปจากวงหน้าหล่อของเขา นั่นทำให้ผมไม่รู้จะเอาสายตาไปวางไว้ตรงไหน หลังจากเผลอมองประสานกับดวงตาคู่นั้นแล้ว เหมือนกับว่าจะถูกดึงดูดจนถอยห่างลำบาก

อีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้ขึ้น ระยะห่างระหว่างเราลดลง ใบหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ และก่อนที่จมูกหรือปากจะชนกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาก็เบี่ยงไปทางด้านข้าง ใช้แขนหนาแข็งแรงตวัดเอวผมให้เข้าไปใกล้

ผมอุทานขึ้นมาทันที ใบหน้าเคลื่อนเข้าไปซุกอยู่ใกล้ลำคอจนเห็นผิวเนียนสีแทนชัดเจน

“เอ่อ แมท...”

“พีช ระวังเท้า ด้านหลังมีโขดหิน”

เสียงทุ้มเอ่ยเบาๆ อยู่ข้างหู ระหว่างนั้นคนพูดขยับขาพาผมถอยหลังออกมาเล็กน้อย

“โขดหิน? อ้อ ขอบคุณครับ”

พอได้ฟังเหตุผลที่เขาทำเมื่อสักครู่ ลมหายใจที่เผลอหยุดนิ่งของผมก็ถูกพ่นออกมาเบาๆ ด้วยความโล่ง

สติกลับมาปุ๊บ สมองก็สั่งให้ยกมือขึ้นไปดันอกแข็งๆ ของคนตรงหน้าเพื่อพาตัวเองถอยห่างออกมา “ผมว่า...ผมจะว่ายไปดูทางนั้นอีกนิดหน่อย แล้วเดี๋ยวก็จะขึ้นแล้วครับ”

แมทธิวยังคงยิ้ม “ไปสิ พีชอยากไปไหนก็นำผมไปเลย”

ฟังคำพูดเขาแล้วก็ไม่ได้ตอบอะไร หมุนกายเพื่อหันไปยังทิศทางที่ว่า ระหว่างนั้นปากก็เม้มเข้าหากันเบาๆ

ผมเป็นอะไรไปแล้วเนี่ย...

เวลาทั้งวันของผมถูกใช้อยู่บนเกาะสุรินทร์ พอดำน้ำตลอดทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่ายก็รู้สึกแสบๆ ผิวไปหมด ถึงจะทาครีมกันแดดเอาไว้แล้ว โปะเป็นชั้นไปซะหนา แต่คิดว่าผิวแม่งต้องมีไหม้มีคล้ำเหลือเป็นหลักฐานอยู่บ้างแน่ๆ กลับบ้านคงต้องใช้เวลาสักพักเลยกว่ามันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรเลย การได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนนอกจากตื่นเต้นแล้วยังโคตรจะรู้สึกดี เวลาได้จุ่มหน้าลงไปในผืนน้ำสีคราม เวลาได้มองเห็นโลกอีกโลกที่ตัวเองไม่เคยสัมผัสมาก่อน...

นอกจากมีเพื่อนอย่างแมทธิวแล้ว อาจเพราะคิดว่าถ้าไม่ทำในตอนที่ยังพอมีแรงไหว แล้วเมื่อไหร่ผมถึงจะได้ลอง เชื่อเถอะ ไอ้ความคิดนี้ทำให้ผมแทบอยากจะจองตั๋วไปต่างประเทศเพื่อลองโดดร่มจากเครื่องบินดูสักครั้ง

คิดไปคิดมาแล้วก็อดจะยิ้มออกมาไม่ได้

“ยิ้มอะไรตัวน้อย”

“...”

ถ้าไม่ติดว่าคนที่นั่งข้างๆ นี่จะขยันทำให้รู้สึกแปลกๆ ละก็นะ...

ผมปรายตามองไปยังคนข้างๆ ก่อนส่ายศีรษะช้าๆ แต่พอรู้สึกตัวว่าฝรั่งหมีนี่ก้มหน้าลงมาใกล้จนแก้มสัมผัสถึงลมหายใจแผ่วๆ ของเขา มือก็รีบยกขึ้นไปดันไหล่หนาๆ ให้ออกไปอย่างรวดเร็ว เสียงแข็งขึ้นมา

“แมทธิว”

“หืม?”

ลมหายใจถูกพ่นผ่านริมฝีปากโดยที่ไม่ให้ใครรู้ “เปล่าครับ ช่างเถอะ”

ตัดสินใจเลิกสนใจฝรั่งหมี เปลี่ยนเป็นทอดสายตามองออกไปนอกเรือแทน ตอนนี้เริ่มมองเห็นเกาะซึ่งเป็นผืนดินใหญ่ปรากฏขึ้นในครรลองสายตาแทนทะเลกว้างแล้ว หลังนั่งเรือปะทะคลื่นมาตลอดชั่วโมงกว่าๆ ขากลับคลื่นไม่สูงมาก ลมก็ค่อนข้างสงบ ผมถึงไม่รู้สึกแย่อะไรส่งท้ายทริปทัวร์เกาะ

ไม่กี่นาทีต่อมาสปีดโบ๊ทก็ค่อยๆ เคลื่อนมาจอดเทียบยังท่าเรือ

ถึงจะเย็นแล้ว แต่ไอร้อนๆ จากแสงอาทิตย์ยังเหลืออยู่ หลายๆ คนเก็บข้าวของพากันก้าวออกไป ผมกับแมทธิวเองก็ด้วย พอลงมาหยุดยืนอยู่บนแผ่นไม้ของท่าเรือแล้ว สาวๆ สามคนที่ร่วมทริปกันมาสองวันหนึ่งคืนเต็มๆ ก็เข้ามาทักทายพูดคุยด้วยเป็นครั้งสุดท้าย เคธบอกผมว่าว่างๆ จะติดต่อมาทางไอจี

มองตามหลังแต่ละคนที่แยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง ผมก็กระชับเป้ที่หิ้วมา หันไปบอกกับคนข้างๆ “ไปครับ ของเรามีรถมารับไปส่งที่โรงแรม”

คนฟังพยักหน้าก่อนถามขึ้นมาอีก “พีชหิวรึยัง ทานมื้อเย็นกับผมก่อนได้ไหม?”

“คุณไม่เหนื่อยบ้างรึไงครับ”

“บางที...” เขาเว้นช่วงไปเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มเล็กๆ “ผมอาจจะติดพีชไปแล้วก็ได้”

“ติดผมเนี่ยนะ?”

“พี่ครับๆ ขอโทษนะครับ ผมรบกวนนิดหนึ่ง”

ตอนที่กำลังจะเดินออกจากท่าเรือ เสียงตะโกนเป็นภาษาไทยที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ผมหยุดเท้าหันไปมอง พอผมหยุด แมทธิวเองก็ต้องหยุดตามไปด้วย

“ครับ?”

จำได้ว่าคนเรียกเป็นน้องพนักงานของทัวร์คนหนึ่ง ก่อนหน้าเขาทำหน้าที่คอยแจกน้ำดื่มและแจกสน็อคเกิลมาตลอดทั้งวัน เวลานี้อีกฝ่ายส่งยิ้มกว้างมาให้ มือถือกล้องดิจิตอลตัวหนึ่งเอาไว้ “ขอโทษนะครับพี่ ผมขอถ่ายรูปพี่กับสามีเอาไปลงเพจทัวร์ของทางบริษัทหน่อยได้ไหม แค่สองสามรูปก็พอครับ รับรองไม่นาน”

ผมฟังภาษากลางที่ติดจะทองแดงของอีกฝ่ายแล้วกะพริบตาปริบๆ แต่เมื่อทำความเข้าใจได้สีหน้าก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป

สามี? 

ผมกับ...สามีของผม? เดี๋ยวก่อนนะ

“น้องครับ ไม่ใช่...คือเราเป็นเพื่อนกัน...”

พอได้ยินแบบนี้ น้องเขาก็เบิกตากว้าง มองผมสลับกับแมทธิวอยู่หลายหนเหมือนสับสน แต่ต่อมาก็ลนลานขอโทษหน้าเจื่อน “พวกพี่ดูสนิทกันมาก ผมเลยเข้าใจผิด ขอโทษด้วยจริงๆ นะครับ”

มองท่าทีของเขาแล้วผมก็พูดอะไรไม่ออก กระทั่งน้องพนักงานทัวร์วกกลับมาขอร้องเรื่องถ่ายรูปนั่นอีกหน ผมเลยหันไปแปลให้แมทธิวฟังด้วยสีหน้าที่ยังพิลึกๆ

แต่แมทธิวก็ยังคงเป็นแมทธิว เขาไม่ได้เรื่องมากอะไร บอกว่าแล้วแต่ผมจะเลือก

เอาจริง ถูกทักว่าเป็นคู่สามีภรรยากับผู้ชายแบบนี้โคตรไม่อยากจะให้ความร่วมมือด้วยเลยเว้ย ถ้าให้เดา ในสมองอีกฝ่ายต้องบรรจุความคิดที่ว่าผมกับแมทธิวเป็นคู่แต่งงานเพศเดียวกันที่พากันมาเที่ยวประเทศไทยแน่ๆ ทั้งน้องคนนี้ รวมทั้งเคธและกลุ่มเพื่อนๆ ของเธอ คงไม่ใช่ว่าชาวบ้านเขาคิดไปในเชิงเดียวกันหมดแล้วหรอกนะ

สีหน้าผมยังแข็งๆ อยู่บ้าง แต่พอเอ่ยถูกขอร้องอีกสองสามประโยค สุดท้ายก็ใจอ่อนพยักหน้า

...ดีนะที่ฝ่ายนั้นเอ่ยขอเป็นภาษาไทย ไม่งั้นถ้าแมทธิวฟังรู้เรื่องด้วย ผมคงแสดงสีหน้าท่าทางไม่ถูกมากกว่าเดิมแน่

“เหนื่อยเหรอ”

ขึ้นมาบนรถตู้รับส่ง แมทธิวที่ตามขึ้นมานั่งข้างๆ ก็เอ่ยถามเสียงนุ่ม มือหนาหยิบขวดน้ำเปล่าส่งมาให้ผม

“ก็นิดหน่อยครับ”

“ถ้าเหนื่อย พรุ่งนี้กลางวันพีชพักสักหน่อยก็ได้”

ผมยกขวดน้ำขึ้นดื่มสองสามอึก จากนั้นพยักหน้า “ครับ เดี๋ยวเราค่อยว่ากันอีกที”

แต่นอนพักอยู่ในห้องสักวันก็ดีเหมือนกัน ผมชักจะรู้สึกว่าตัวเองถูกอะไรหลายๆ อย่างจู่โจมมากเกินไปแล้ว ซึ่งอะไรหลายๆ อย่างนั่นก็มาจากฝรั่งหมีที่นั่งทอดสายตาพร้อมรอยยิ้มอยู่ข้างๆ ทั้งนั้น...

ความคิดเห็น