facebook-icon

มาร่วมค้นหาคำตอบของหัวใจไปพร้อม ๆ กับลลิตนะคะ...

.1. ความทรงจำ [100%]

ชื่อตอน : .1. ความทรงจำ [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.5k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ม.ค. 2564 17:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
.1. ความทรงจำ [100%]
แบบอักษร

.1. 

ความทรงจำ 

 

 

ตอนอายุสิบหกปีเต็ม ฉันได้เจอเข้ากับผู้ชายคนหนึ่ง เขาเป็นเพื่อนในกลุ่มของพี่ชายฝาแฝด ถามว่าสนิทไหม? คงตอบได้อย่างชัดเจนว่าไม่เลย เขาเหมือนคนมืดมนในชีวิตของฉันด้วยซ้ำไป 

ฉันเรียกเขาว่า “พี่เขื่อน” มันเป็นชื่อที่ฉันได้รับรู้มาจากพวกพี่ ๆ มากกว่า เขาไม่ได้แนะนำหรอก แทบเข้าใกล้ไม่ได้ แถมเขายังบอกอีกว่าไม่สนิท เป็นผู้ชายที่เข้าใจยากเหลือเกิน 

ในช่วงวัยตอนนั้น ฉันเหมือนเด็กที่กำลังตกหลุมรัก ราวกับต้องมนตร์สะกด ทุกอย่างในโลกของฉันดูสดใสไปหมด กว่าจะได้เข้าใกล้เขา กว่าจะได้ทำความรู้จักและกว่าที่เขาจะยอมคุยด้วย มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ 

“ลิตต้องทำยังไงพี่ถึงจะยอมยิ้มให้” 

“จะอยากได้รอยยิ้มไปทำไม?” คำถามของเขาก็เป็นคำเดิม ๆ นั่นแหละ 

“ก็อยากได้ ทำไมพี่ไม่ยิ้มให้ลิตบ้าง” 

“วุ่นวาย” 

“พี่เขื่อน!” เรียกชื่อเขาพลางปั้นหน้าไม่ค่อยพอใจใส่ พี่เขื่อนถึงกับชะงักไปทันที แววตาของเขานิ่งมาก “ทำไมมองลิตแบบนี้ล่ะคะ” 

“ยัยวุ่นวาย!” ไม่พูดอย่างเดียว เขาใช้ปลายนิ้วดันหน้าผากของฉันจนแทบหงายหลังเลยทีเดียว 

“ลิตเจ็บนะ” ยกมือขึ้นมาจับหน้าผากตัวเองไปด้วย นี่ถ้าเขาเพิ่มแรงเยอะกว่านี้ฉันคงคอหัก ขอเวอร์เอาไว้ก่อนละกัน “แล้วลิตวุ่นวายตรงไหน ทำไมต้องเรียกยัยวุ่นวายด้วย” 

“วุ่นวายทุกอย่าง วุ่นวายโดยไม่รู้ตัว” 

“ชิ! ลิตก็แค่อยากได้รอยยิ้มของพี่ ลิตผิดตรงไหน แค่พี่ยิ้มแบบเนี้ย!” ฉันหันไปมองหน้าเขาพลางฉีกยิ้มกว้างให้ด้วย พี่เขื่อนนั่งมองหน้าฉันนิ่ง ๆ “โอเค ลิตคงไม่มีวันได้เห็นรอยยิ้มของพี่แล้วแหละ” 

“เธอนี่ก็นะ… แค่พี่ยิ้มใช่มั้ย” 

“พี่ไม่ต้องฝืนตัวเองหรอก” ฉันก้มหน้าต่ำหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่นไปด้วย เอาจริง ๆ หยิบขึ้นมากดเข้าไปที่กล้องถ่ายรูปเพื่อรอเก็บรอยยิ้มของเขานั่นแหละ 

“โอเค พี่เต็มใจ พี่ยอม เงยหน้าขึ้นมาสิ” ฉันเงียบไม่ได้พูดอะไร แต่ยอมทำตามที่เขาพูด เงยหน้าขึ้นมองสบตากับเขา ริมฝีปากของพี่เขื่อนค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมา ภาพตรงหน้าราวกับมนตร์สะกดฉันจนเกือบลืมเก็บความทรงจำ 

แชะ! 

“ฮ่า ๆ ในที่สุดลิตก็ได้รอยยิ้มของพี่แล้ว” พี่เขื่อนถึงกับขมวดคิ้ว แต่เขาก็ไม่ได้ห้ามหรือแย่งโทรศัพท์ของฉันไปกดลบรูปหรอก 

“อยากได้แค่นี้” 

“ก็ใช่… เจอพี่กี่ทีก็เอาแต่ทำหน้ามืดมน” 

“ชอบแบบสดใสเหรอ?” คำถามอะไรของเขา แต่มันก็ดีนะ ถ้าทุกครั้งที่พวกเราเจอกันเขายิ้มให้ฉันบ้าง แต่งตัวมีสีสันมากกว่าสีดำกับสีขาวมันคงจะสดใสกว่านี้ 

“ค่ะ” 

“แต่พี่ชอบแบบนี้” 

“แล้วพี่จะถามลิตทำไม?” พูดพลางขมวดคิ้วไปด้วย 

“ลิตคือโลกอีกด้านที่สดใสของพี่ ต่อให้ชีวิตของพี่จะดูมืดมนยังไงก็ตาม” 

ตึกตัก ตึกตัก 

เสียงหัวใจของฉันเต้นแรงโดยไม่รู้ตัวไปกับประโยคเมื่อกี้ของเขา ได้แต่มองหน้าเขาพลางกะพริบตาเข้าหากันถี่ ๆ 

“เป็นเด็กดีนะลลิต…” 

“คะ?” 

“พี่กลับก่อนดีกว่า” งง แต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้ต่อเพราะวันนี้พี่เขื่อนอยู่กับฉันนานกว่าปกติ ทุกทีพวกเราจะเจอกันที่สวนสาธารณะแถวบ้านของฉันแค่ชั่วโมงเดียวเอง แต่วันนี้เกือบสามชั่วโมงแหนะ 

“ขอบคุณสำหรับสามชั่วโมงของวันนี้นะคะ ถ้าต่อไปได้นานกว่านี้ลิตจะดีใจมากค่ะ” พูดพลางฉีกยิ้มกว้างให้เขาไปด้วย 

“นอกจากจะเป็นยัยวุ่นวายแล้ว ยังเป็นยัยโลภมากอีกนะ” เขาว่ายิ้ม ๆ แม้จะอมยิ้มออกมาแค่เล็กน้อยก็ตาม 

“ใคร ๆ ก็ชอบว่าลิตแบบนี้แหละค่ะ” 

“นี่ชอบเหรอ?” 

“ชอบ… เพราะมันทำให้พี่คุยกับลิตมากขึ้น” ฉันเหมือนคนโรคจิตเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าพี่เขื่อนจะชมหรือด่า ฉันก็มีความสุขหมดแหละ 

“พี่กลับก่อนนะ” 

“ค่ะ” พี่เขื่อนมองหน้าฉันอยู่นานเลยทีเดียวก่อนจะลุกออกไปโดยไม่พูดอะไร แผ่นหลังที่ค่อย ๆ ก้าวออกไปของเขาทำให้ฉันเผลอยื่นมือไปรั้งเอาไว้โดยไม่รู้ตัว เพราะไม่อยากให้หายไปไหน “พี่เขื่อนคะ” 

คนตรงหน้าไม่ได้ตอบกลับอะไรนอกจากหยุดเดินพลางหมุนตัวหันกลับมามองหน้าฉัน 

“ลิตจะเป็นเด็กดีของพี่นะ แล้วเจอกันค่ะ พี่เขื่อน…”  

ขาที่ค่อย ๆ ก้าวถอยหลังพร้อมกับริมฝีปากที่ขยับไปมาของเขาทำให้ฉันต้องขมวดคิ้ว มันไกลเกินกว่าที่ฉันจะอ่านปากนั้นตามได้ เหมือนเขากำลังพูดหรือบอกอะไร มันเป็นสองพยางค์ที่ฉันไม่เข้าใจและเดาไม่ออกเลยจริง ๆ 

 

ครั้งสุดท้ายที่ฉันเจอพี่เขื่อนคือเดือนที่แล้ว แต่หลังจากวันนั้นกลับไม่เจออีกเลยเพราะเขาไม่ยอมมาหา ถึงฉันจะออกไปรออยู่บ่อย ๆ ก็ตาม จนครั้งล่าสุดพี่ฟ้ากับพี่ครามออกมาตาม 

“ยัยเด็กแก่แดด” เกลียดปากพี่คราม ทำไมปากร้ายแบบนี้ 

“ยัยเด็กโกหกตลบตะแลง” พี่ฟ้าก็ไม่น้อยหน้านะคะ 

“ฮึ่ย! ว่าลิตทำไม ลิตทำอะไรผิด” 

“กล้าพูด ที่หายออกจากบ้านวันละชั่วโมงสองชั่วโมงคือมานั่งรอผู้ชาย” ฉันได้แต่ยิ้มแหย ๆ มองหน้าทั้งคู่ ที่พวกเขาพูดคือความจริงไม่มีผิดเพี้ยนเลยสักคำ 

“เชอะ! ไม่ได้แอบเจอกันสักหน่อย สวนสาธารณะคนเยอะ” 

“หึ!” เสียงแสยะยิ้มของพี่ฟ้ากับพี่คราม ฉันไม่ชอบเอาซะเลย เพราะมันคือน้ำเสียงที่จับผิดฉันยังไงล่ะ 

“พอแล้ว เลิกกดดันลิตสักที ว่าแต่พวกพี่รู้ไหมว่าพี่เขื่อนไปไหน” 

“จะอยากรู้ไปทำไมครับ” น้ำเสียงกดดันของพี่ฟ้าถามขึ้นมา แววตาของเขาดูดุดันน่ากลัวชะมัด 

“เขาปล่อยให้ลิตรอเป็นเดือนแล้ว” 

“ลลิต!” ทุกครั้งที่พี่ครามเรียกชื่อจริงของฉัน มันทำให้เสียงหัวใจเต้นแรงทุกที เพราะประโยคต่อจากนี้ของเขาโคตรจะจริงจัง “พวกพี่เคยบอกแล้วไหมว่าอย่ายุ่งกับมัน ทำไมถึงไม่ฟังกันบ้าง” 

“แต่พวกพี่ไม่เคยบอกลิตเลยว่าทำไม? ลิตแค่อยากเข้าไปในโลกของเขา อยากทำให้เขายิ้ม” 

“แล้วหัวใจของลิตเต้นแรงไหม?” คำถามตรง ๆ ของพี่ฟ้าทำให้ฉันเงียบไปทันที ได้แต่นั่งเม้มปากเข้าหากันจนแน่น 

“ลิต โลกของหมอนั่นไม่ได้เข้าไปง่าย ๆ หรอกนะ ต่อให้ลิตได้ทำความรู้จักแล้วก็ตาม” ฝ่ามือหนาของพี่ครามวางลงบนหัวของฉันพร้อมกับน้ำเสียงอ่อนโยน 

“แต่ลิตห้ามตัวเองไม่ได้ เขาเหมือนมีแรงดึงดูดให้ลิตอยากเข้าไป อยากเรียนรู้และทำให้โลกของเขาสดใส” คำพูดของฉันทำให้พี่ฟ้ากับพี่ครามเงียบไป ทั้งคู่มองหน้ากันครู่หนึ่ง 

“สัญญากับพวกพี่ได้ไหม? ลิตจะเก็บหัวใจเอาไว้จนกว่าจะมั่นใจจริง ๆ” 

“พวกพี่จะห้ามหรือสนับสนุนลิตกันแน่คะเนี่ย” ฉันเริ่มงงแล้วนะ แต่น้ำเสียงของพี่ฟ้าจริงจังมากเลยได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ ออกมาแทน 

“ไม่ได้สนับสนุน จะห้ามจนกว่าลิตจะสำนึกได้และไม่อยากยุ่งกับมันอีกนั่นแหละ” พี่ครามพูดตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังอีกคน 

“ชิ! พวกพี่คอยดูนะ ลิตจะทำให้โลกของพี่เขื่อนสดใสให้ได้” 

“เด็กน้อยเอ๊ย!” ไม่มีคำพูดใด ๆ เอ่ยออกมาอีกนอกจากฝ่ามือหนาของพวกพี่เขาที่ยื่นมาโยกหัวของฉันสลับกันไปมาแทน  

 

 

ฉันเฝ้ารอที่จะได้พบกับพี่เขื่อนอีกครั้ง และการรอคอยของฉันก็สิ้นสุดลงเมื่อเย็นของวันหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้มสดใสจนต้องขมวดคิ้วเพราะเขาดูแตกต่างไปจากพี่เขื่อนก่อนหน้านี้มาก 

“พี่ใจร้ายมากเลยนะคะ” ปากอยากจะเอ่ยออกไปมากมายกว่านี้ แต่กลับทำได้แค่นี้จริง ๆ มันดีใจ ปะปนกับประหลาดใจที่จู่ ๆ เขาก็กลับเข้ามา 

“ขอโทษครับ” 

“หายไปไหนมาคะ?” 

“ช่วงนี้พี่ยุ่ง ๆ น่ะ” แววตา รอยยิ้ม มันเป็นสิ่งที่ฉันเฝ้ารอมาโดยตลอด แต่เขากลับแสดงออกมาโดยไม่ต้องเอ่ยขออีก 

“พี่เปลี่ยนไปนะคะ” 

“ลิตบอกว่าโลกของพี่มืดมนไม่ใช่เหรอ? พี่แค่หายไปทำให้มันสดใสกว่าเดิมก็แค่นั้นเอง” ฉันยิ้ม นึกพอใจในคำตอบของเขามาก ๆ เจอกันคราวนี้พี่เขื่อนโคตรสดใสเลยทีเดียว 

“ก็จริง… พี่ยิ้มบ่อย ๆ นะ ลิตอยากให้พี่ยิ้มมากกว่าทำหน้ามืดมนแบบที่ผ่านมา” 

วันนั้นฉันกับพี่เขื่อนนั่งคุยกันอยู่นานสองนานเลยทีเดียว พวกเราแลกเปลี่ยนอะไรหลาย ๆ อย่างด้วยกัน ทุกอย่างจะอยู่ในสายตาของพี่ฟ้ากับพี่ครามเสมอ ฉันเลยไม่ต้องแอบหนีเขาไปนั่งรอพี่เขื่อนที่สวนสาธารณะอีก 

บ่อยครั้งที่พี่เขื่อนมาหาที่บ้านและคอยสอนการบ้าน คอยแนะนำอะไรหลาย ๆ อย่างให้กับฉัน เขาในตอนนี้ดูแตกต่างจากเขาตอนนั้นมาก แต่มันก็ทำให้ฉันมีความสุข เสียงหัวใจยังคงเต้นแรงเวลาที่อยู่ใกล้ ๆ และที่สำคัญ กลิ่นตัวพี่เขื่อนหอมมาก หอมจนน่าหลงใหล ฮ่า ๆ 

“พรุ่งนี้พี่ไม่ได้มาหานะ” 

“อ้าว!” 

“พอดีพี่มีธุระที่ต้องไปทำน่ะ เอาไว้เจอกันวันอื่น เดี๋ยวซื้อขนมมาฝากครับ” 

“พี่พูดเหมือนลิตเป็นเด็กเลยนะคะ ชอบเอาขนมมาล่อ” 

“หรือลิตไม่ชอบ” 

“ชอบค่ะ” ฉีกยิ้มกว้างมองหน้าเขา ฝ่ามือหนาเลยวางลงบนหัวของฉันพลางโยกไปมาเหมือนที่พี่ฟ้ากับพี่ครามชอบทำ 

 

ฉันกับพี่เขื่อนเริ่มสนิทกันมากขึ้น เป็นความรู้สึกดี ๆ เหมือนมีเขาเป็นพี่ชายอีกคน แม้ว่าฉันจะแอบหัวใจเต้นแรงก็ตาม แต่การแต่งตัวของเขาก็ไม่ได้สดใสเสมอไปหรอก บางวันมาโทนดำสนิทเชียว แต่ก็แอบมีสีสันเพราะรอยยิ้มและเสียงหัวเราะนี่แหละ 

ช่วงอายุสิบเจ็ดย่างเข้าปีที่สิบแปด ฉันเรียนใกล้จบมอหกแล้ว ช่วงนั้นเรียนหนักมากแถมยังต้องอ่านหนังสือสอบ เพื่อเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยอีกต่างหาก วันนั้นพี่เขื่อนเลยพาไปหาแรงบันดาลใจที่ทะเล ขออนุญาตผู้ปกครองแล้วค่ะ เพราะพี่ฟ้ากับพี่ครามไปด้วย 

ทะเลเป็นสถานที่ที่ฉันชอบมาก พวกเราไปเช้าเย็นกลับเพราะอีกวันฉันต้องสอบแล้ว ช่วงบ่าย ๆ ก่อนกลับก็พากันไปเล่นน้ำทะเล แต่กลับพลาดเกือบจมน้ำ โชคดีที่พี่เขื่อนมาช่วยเอาไว้ได้ทัน แต่เหตุการณ์วันนั้นกลับทำให้เขาช็อกหมดสติไป ฉันตกใจแทบแย่ จนมารู้ทีหลังว่าพี่เขื่อนไม่สบายอยู่ก่อนแล้ว เพราะความดื้อของฉันแท้ ๆ เกือบทำเขาแย่เลย 

“ยิ้มได้แล้ว” 

“พี่ไม่สบาย ทำไมไม่บอกลิต” 

“พี่อยากให้ลิตได้ผ่อนคลาย อ่านหนังสือเยอะ ๆ มันเครียด พี่เคยเป็นมาก่อน” เขาว่ายิ้ม ๆ ยังมีหน้ามายิ้มให้อีก ป่วยจนปากซีดไปหมดแล้ว 

“ขอโทษนะคะ ลิตสอบเสร็จ พี่หายป่วย พวกเราไปเที่ยวกันอีกนะ ลิตจะชดเชยให้” 

“ครับ” 

“งั้นพี่พักผ่อนเยอะ ๆ นะคะ ไว้เจอกัน” 

“ครับ” 

เหตุการณ์ตอนนั้นฉันรู้สึกผิดแทบแย่ แต่ก็ต้องตัดเรื่องนี้ออกไปก่อนเพราะต้องตั้งใจอ่านหนังสือสอบ จนฉันสอบเสร็จ มีข้อความจากพี่เขื่อนส่งมาให้กำลังใจอยู่ตลอด ฉันเลยนัดเจอเขาที่สวนสาธารณะเพราะมีของอยากจะให้ เป็นเปลือกหอยที่ฉันเก็บมาจากทะเลวันนั้น สีขาวสะอาดตาเชียว แอบเขียนวันที่ที่พวกเราไปทะเลด้วยกันเอาไว้ด้วย 

ฉันไปนั่งรอพี่เขื่อนอยู่นานมาก แต่เขากลับไม่มา ทักไลน์ไปก็ไม่ยอมอ่าน โทรหาก็ไม่ติด ตอนนั้นใจเสียมาก ไม่รู้ว่าพี่เขื่อนหายไปไหน จนพี่ฟ้ากับพี่ครามเดินตามมาดูเพราะมันเลยเวลาที่ฉันควรจะกลับบ้านแล้ว 

“ลิต…” น้ำเสียงแผ่วเบาของพี่ฟ้าเรียกชื่อฉันขึ้นมา 

“ทำไมเขาไม่มาหาลิต เขาหายไปไหนอีกแล้ว” เงยหน้าขึ้นมองสบตาพี่ฟ้ากับพี่คราม หยาดน้ำตาค่อย ๆ ไหลอาบแก้ม ทำไมฉันต้องเป็นฝ่ายรอคอยเขาอยู่ตลอดเลย รอโดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะหายไป 

“กลับบ้านกันเถอะ” 

“ลิตคิดว่าตัวเองสามารถเข้าไปอยู่ในโลกของเขาได้แล้วซะอีก แต่พอมาวันนี้มันกลับไม่ใช่ เพราะสุดท้ายเขาก็ทำให้ลิตต้องรออีกเหมือนเดิม…” 

ไม่มีคำพูดใด ๆ เอ่ยออกมาจากปากของพี่ฟ้ากับพี่ครามอีกนอกจากอ้อมกอดแสนอบอุ่นของพวกเขาทั้งคู่ ฉันไม่เคยสงสัยในความรักของพี่ชายทั้งสองคนเลยจริง ๆ มีแต่ฉันนี่แหละที่ดื้อด้านไม่ยอมฟังเขา 

“สักวันลิตจะเข้าใจอะไรมากยิ่งขึ้น ตอนนี้ลิตก็ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างแล้วไม่ใช่เหรอ” คำพูดของพี่ฟ้าทำให้ฉันได้คิด 

“ลิตอยากรู้ว่าทำไม? ขอลิตรอถามเขาอีกครั้งได้ไหม ถ้าตอนนั้นลิตได้คำตอบ… ลิตอาจจะตัดใจได้แล้ว” 

“ลิตจะตัดใจจากมันได้จริง ๆ เหรอ?” ฉันเงียบ ได้แต่เม้มปากเข้าหากันจนแน่นแทน พี่ครามถามจี้จุดอีกแล้ว 

“ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคตก็แล้วกันค่ะ” ไม่มีคำพูดใด ๆ เอ่ยออกมาอีก นอกจากฝ่ามือคนละข้างของพี่ฟ้ากับพี่ครามที่ยื่นมาตรงหน้าเพื่อให้ฉันจับเอาไว้ 

สุดท้ายมือคู่นี้ก็ยังคงปกป้องและไม่ทิ้งฉันไปไหนเสมอ… 

“เลี้ยงไอติมลิตด้วย” 

“นึกว่าจะแย่… ที่แท้ไอติมก็ช่วยได้” 

“พี่คราม! นี่ลลิตเองค่ะ ไว้เจอเขาคราวหน้า ลิตจะต่อยให้ปากแตกเลยคอยดู” เดินคุยกันไปตลอดทาง เริ่มโอเคขึ้นมาบ้าง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะแย่ก็ตาม 

“ทำเป็นเก่ง ให้เจอก่อนเถอะ” พี่ฟ้าก็อีกคน กัดเก่งทั้งคู่เลย 

“ถ้าพวกพี่บอกลิตว่าทำไม บางที…” 

“ไม่ใช่ไม่อยากบอก แต่เพราะไม่รู้เหมือนกันครับ” คำตอบที่ชัดเจนของพี่ฟ้าทำให้ฉันต้องพยักหน้าเข้าใจ 

“ก็ได้ ลิตจะไม่เซ้าซี้ถามอีก” 

“จริง?” 

“ไม่จริงค่ะ ฮ่า ๆ” 

ความทรงจำในตอนนั้น… คือเรื่องราวดี ๆ ที่ปะปนไปกับเรื่องราวมากมายที่ฉันไม่อาจจะเข้าใจได้ แต่อย่างน้อย ๆ ครั้งหนึ่งในความทรงจำ ฉันก็ได้เห็นรอยยิ้มที่สดใสของเขาแล้วแหละ 

 

 

 

 

 

 

 

______________________________________ 

ตอนนี้ลิตย้อนอดีตนะคะ ย้อนให้ก่อน ถ้าไม่ย้อนแล้วเขียนตามความเข้าใจเอส กลัวคนอ่านจะงง เพราะเอสพีคในพีคเก่งเหลือเกินค่ะ หักได้ก็หักแหละ ขนาดเพื่อนรักยังเป็นศัตรูมาแล้ว แต่สุดท้ายมิตรภาพก็ยังยาวนานเสมอ... 

#ลูกสาวพ่อธีร์นะคะ 

ฝากติดตามของพ่อแม่ด้วยนะ 5555555555 

ธีร : เธียร ความรักของคนเถื่อน (รุ่นพ่อแม่ค่ะ) 

ความคิดเห็น