facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

20.ลูกสาวรองแม่ทัพ

ชื่อตอน : 20.ลูกสาวรองแม่ทัพ

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 31.9k

ความคิดเห็น : 263

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.พ. 2564 05:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
20.ลูกสาวรองแม่ทัพ
แบบอักษร

20.ลูกสาวรองแม่ทัพ 

  

               เมื่อมาถึงที่ฐานผู้กองพนาก็เห็นผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะกำลังเกณฑ์เหล่าลูกน้องขึ้นเตรียมการตั้งรับ ระเบิดที่ถูกยิงเข้ามาเป็น M79 เหมือนตั้งใจจะยิงเข้าใส่ฐาน แต่เพราะรอบๆ ฐานเขาให้ติดสแลนเอาไว้ ลูกระเบิดที่ถูกยิงเข้ามาจึงโดนสแลนแล้วกระเด็นออกไประเบิดที่นอกฐานแทน 

               ปังๆๆๆ คราวนี้เสียงปืนดังมาจากด้านหลังของฐาน ผู้กองพนาจึงเข้าใจแผนของพวกมัน พวกมันยิง M79 เข้ามาทางด้านหน้าฐานเพื่อหลอกให้เจ้าหน้าที่ทุกนายมารวมตัวกันตรงนี้ แต่จุดที่พวกมันตั้งใจจะโจมตีพวกเขากลับเป็นด้านหลังของฐานที่เชื่อมติดกับผืนป่าต่างหาก แล้วผืนป่าที่ว่านั้นก็เชื่อมติดกับป่าหิ่งห้อยอีกที...ไม่นะ...แก้ว 

               “หมวด แบ่งกำลังตั้งรับด้านหน้าเอาไว้ให้ดีแล้วอีกส่วนตามผมมา!” ผู้กองพนาสั่งผู้หมวดทั้งสองท่ามกลางเสียงปืนที่ดังสนั่นขึ้นเพราะที่ด้านหน้าฐานก็ยังมีการโจมตีอยู่ เหมือนการโจมตีจะมาจากทุกทิศทาง  

               บึ้ม!!! บึ้ม!!! 

               คราวนี้เป็นเสียงระเบิดที่ดังขึ้นด้านนอกฐานไกลออกไป ผู้กองพนาจับทิศทางของเสียงระเบิดก็รู้ได้ทันทีว่าเสียงระเบิดเมื่อกี้นี้เป็นฝีมือของพวกมันที่ตั้งใจจะระเบิดถนนให้เสียหายเพื่อให้เป็นอุปสรรคต่อกำลังเสริมที่จะเข้ามาช่วยพวกเขา 

               “เวรเอ้ย!!!” ผู้กองพนาสถบออกมาขณะที่วิ่งกลับไปยังด้านหลังของฐานที่ถูกโจมตีอย่างหนักและลูกน้องของเขากำลังต้านเอาไว้อยู่ อย่างไรเสียเขาก็จะต้องป้องกันฐานให้ได้ จะให้พวกคนร้ายเข้ามาในฐานไม่ได้เด็ดขาด 

               ปังๆๆๆๆๆๆ  

               เขาสาดกระสุนเข้าใส่กลุ่มของคนร้ายที่พยายามจะบุกเข้ามาในฐาน กระสุนทุกนัดฝังเข้าตามร่างกายกลุ่มคนร้ายที่จะบุกเข้ามาจนพวกมันแน่นิ่งไปกับพื้นจนอีกส่วนต้องหลบหาที่กำบัง ผู้กองพนาปีนขึ้นไปอยู่บนโขดหินก้อนใหญ่ที่สูงแทบจรดกับยอดไม้บนเนิน อาศัยความมืดช่วยอำพรางสายตาเหล่าคนร้ายแล้วคลานขึ้นไปนอนราบกับยอดหิน มองทุกอย่างผ่านกล้อง night vision ที่ติดอยู่กับหมวกฟาสแล้วเล็งปืนเข้าใส่เหล่าคนร้ายท่ามกลางความมืดทีละคนๆ 

               “หมวด! สั่งให้ทุกคนหมอบ” ผู้กองพนาตะโกนบอกผู้หมวดศิวะที่วิ่งมาหลบกระสุนอยู่หลังก้อนหินที่เขานอนราบอยู่ด้านบน ซึ่งพอผู้หมวดศิวะทำตามที่เขาบอก ผู้กองพนาก็หยิบระเบิดลูกเท่าผลส้มออกมาแล้วดึงสลักก่อนจะขว้างระเบิดไปยังทิศที่ลูกน้องของชารีฟซุ่มกันอยู่ 

               บึ้ม!!! 

               ทั้งคนทั้งเศษดินเศษไม้กระจายและกระเด็นไปตามแรงระเบิดจนผู้หมวดศิวะถึงกับหูอื้อไปชั่วขณะ ซึ่งพอสิ้นเสียงระเบิดศพคนร้ายและคนร้ายที่บาดเจ็บก็นอนอยู่เกลื่อนพื้น 

               “ผู้กองครับ กำลังเสริมที่จะเข้ามาช่วยติดปัญหา ถนนทุกเส้นที่จะเข้ามาฐานของเราถูกระเบิดจนเสียหายแล้วก็มีตะปูเรือใบโปรยเอาไว้จนทั่วเลยครับ ตอนนี้พวกเราหัวเดียวกระเทียมลีบแล้ว” 

               “เดี๋ยวกำลังเสริมก็หาทางเข้ามาช่วยเองแหละเสียงปืนเสียงระเบิดดังสนั่นขนาดนี้ บอกพวกเราให้ดีว่าอย่าให้พวกมันเข้ามาในฐานได้เด็ดขาด!!!” ผู้กองพนาตะโกนกลับมาบอกผู้หมวดศิวะ ก่อนที่เขาจะเล็งปืนเข้าใส่กลุ่มคนร้ายต่อ เช่นเดียวกับที่ผู้หมวดศิวะนำกำลังลูกน้องเข้าต้านกลุ่มคนร้ายเอาไว้ ส่วนผู้หมวดเผ่าเทพคุ้มกันอยู่ทางด้านหน้าฐาน 

               ผู้กองพนาเปลี่ยนการใช้ปืน M16 ติดลำกล้องมาเป็นปืน HK PSG1 ซึ่งเป็นปืนซุ่มยิงระยะไกลแบบกึ่งอัตโนมัติ หรือปืนสไนเปอร์ที่ทางตำรวจใช้กันเพราะเป้าหมายของคนร้ายในตอนนี้อยู่ไกลออกไปจากจุดที่เขาซุ่มยิงอยู่มาก ด้วยปืนชนิดนี้เป็นปืนที่มีน้ำหนักมากเมื่อติดกล้องเล็งแล้วจะยิ่งมีน้ำหนักมากกว่าแปดกิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีของปืนสไนเปอร์เพราะด้วยน้ำหนักที่มากจะช่วยทำให้ปืนมีความมั่นคงและแม่นยำสูงจนได้ชื่อว่าเป็นสไนเปอร์ที่มีความแม่นยำสูงในปัจจุบัน ผู้กองพนาตั้งปืน HK PSG1 บนพื้นหินให้มั่นคงแล้วมองผ่านกล้อง night vision ขณะเล็งไปยังเป้าหมายก่อนจะลั่นไกออกมา ทันทีที่สิ้นเสียงปืนลูกน้องคนสนิทของชารีฟก็ล้มตึงลงไปกับพื้นต่อหน้าต่อตาเขาจนชารีฟที่เตรียมจะออกมายิงสวนต้องถอยกลับเข้าไปหลบอยู่หลังต้นไม้ตามเดิม ไม่คิดว่าขนาดเขาบุกเข้ามาจู่โจมฐานของผู้กองพนาแบบทีเผลอแต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายก็ยังตั้งรับพวกเขาได้ ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่มีใครเป็นอะไรเลยสักนายในขณะที่ลูกน้องของเขากลับถูกผู้กองพนากวาดไปจนเกือบเกลี้ยง และที่น่าเจ็บใจไปกว่านั้นคือตอนนี้ชารีฟยังหาตัวผู้กองพนาไม่เจอ เขาเห็นมันเพียงแว๊บๆ แล้วมันก็หายไป มันหายไปแค่ตัว แต่กระสุนของมันก็ยังสาดตอบโต้พวกเขาอยู่ 

               “มันคงซ่อนตัวอยู่ที่ไหนซักที ไอ้หมอนี่ฝีมือมันไม่ธรรมดา นี่ก็ฝีมือของมัน” กาเซ็มบอกกับชารีฟพลางชี้ไปยังลูกน้องคนสนิทที่เพิ่งถูกผู้กองพนาเก็บไป 

               “มันอยู่ไกลขนาดนี้แล้วจะยิงได้ยังไง” 

               “ก็มันเป็นพลซุ่มยิงด้วยยังไงล่ะ” 

               “แกกำลังจะบอกว่ามันเป็นสไนเปอร์ด้วยอย่างนั้นหรอ” ชารีฟหันมาถามกาเซ็มเพราะกาเซ็มเดิมก็เป็นมือปืนอยู่แล้วเลยรู้จักเรื่องอาวุธปืนมากกว่าเขา 

               “ใช่ ไอ้ตำรวจพวกนี้มันไม่ใช่แค่ตำรวจตระเวนชายแดนทั่วไป แต่มันเป็นตำรวจพลร่มจากค่ายนเรศวร เป็นพวกหน่วยรบพิเศษของตำรวจ เพราะฉะนั้นอย่าประมาทฝีมือของพวกมันเด็ดขาด ไอ้พวกตำรวจห่านี่เขี้ยวเล็บมันเยอะ!” 

               ปัง!!! 

               พูดไม่ทันขาดคำลูกน้องของชารีฟก็ถูกเก็บด้วยปืนสไนเปอร์ของผู้กองพนาจนกาเซ็มต้องรีบกดตัวชารีฟให้หมอบลงไปกับโคนต้นไม้ก่อนที่จะถูกเก็บไปอีกคน 

  

 

 

               เสียงปืนและเสียงระเบิดที่ดังขึ้นทำให้แก้วเจ้าจอมที่เพิ่งมาถึงป่าหิ่งห้อยต้องหันกลับไปมองยังฐานอีกครั้ง เสียงระเบิดลูกแรกมันดังมาจากด้านหน้าฐาน แต่ต่อมาไม่นานก็มีเสียงปืนดังกึกก้องขึ้นในชายป่าที่อยู่ไม่ไกลจากป่าหิ่งห้อยเธอจึงรีบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ที่โคนของต้นไม้ใหญ่ แล้วก็เห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ถืออาวุธวิ่งผ่านโคนต้นไม้ที่เธอหลบอยู่ตรงไปยังฐาน ดูจากท่าทางและการแต่งตัวแล้วไม่ใช่เจ้าหน้าที่จากหน่วยใดหน่วยหนึ่งแน่นอน หัวใจของเธอเต้นระรัวเมื่อคิดขึ้นมาได้ว่าหรือพวกเขาจะเป็นกลุ่มคนร้ายที่มาถล่มฐาน เสียงปืนดังมาไม่ขาดสายแบบนี้ไม่รู้ว่าตอนนี้สามีของเธอจะเป็นอย่างไรบ้าง แม้เธอจะน้อยใจเขา จะโกรธเขา หรือไม่ว่าเขาจะทำร้ายหัวใจของเธอยังไงแต่เธอก็ยังรักเขาอยู่ดี...พี่พนา 

               แก้วเจ้าจอมรอจังหวะที่ไม่มีใครผ่านมาทางป่าหิ่งห้อยอีกแล้วค่อยๆ เดินออกมาจากโคนต้นไม้ใหญ่ ตั้งใจว่าจะกลับฐานไปหาสามีแต่ก็ดูเหมือนจะเป็นการยากเมื่อเธอออกจากป่าหิ่งห้อยไปแล้วเจอเข้ากองกำลังของทางฝ่ายคนร้ายที่จ้องจะบุกฐานปฏิบัติการ เสียงปืนยังคงดังขึ้นตอบโต้กันไปมา คนร้ายคนหนึ่งที่อยู่รั้งท้ายในกลุ่มกำลังก้มเปลี่ยนแม็กกาซีนกระสุนอยู่ข้างพุ่มไม้ พอแก้วเจ้าจอมเดินเข้าไปใกล้มันก็รีบหันปลายกระบอกปืนเข้าใส่เธอในทันที แก้วเจ้าจอมคิดว่าตัวเองควรจะรีบก้มหลบหรือหวีดร้องออกมา แต่ร่างกายมันกลับไม่เป็นไปตามที่สมองคิด ทันทีที่ปลายกระบอกปืน M16 เล็งมาทางเธอ มือของเธอก็รีบยึดปลายกระบอกปืนเอาไว้แล้วออกแรงดันปืนกระบอกนี้กระแทกหน้าคนร้ายไปอย่างแรง ก่อนจะแย่งปืนมาแล้วหวดด้ามปืนฟาดเข้าใส่คนร้ายซ้ำจนแน่นิ่งไป 

               “เราทำอะไรลงไปเนี่ย...” แก้วเจ้าจอมมองปืนในมืออย่างหวาดๆ อย่างตกใจ เธอไม่รู้ตัวว่าจัดการกับคนร้ายไปได้อย่างไร ทุกอย่างมันรวดเร็วมาก เหมือนกับว่ามันเป็นสัญชาตญาณมากกว่า ด้วยความตกใจกลัวทำให้เธอทิ้งปืนในมือแล้วรีบวิ่งหนี พยายามจะกลับไปที่ฐานทำให้คนร้ายที่กำลังยิงโจมตีเข้าใส่ฐานปฏิบัติการอยู่หันมามองทางเธออย่างแปลกใจว่าทำไมถึงมีผู้หญิงมาอยู่ที่นี่ ซ้ำยังเป็นผู้หญิงที่สวยมากๆ ด้วย 

               “นาย!” ลูกน้องของชารีฟร้องเรียกเพื่อให้ผู้เป็นนายหันมามองทางหญิงสาวที่ตื่นกลัวจนหน้าซีด ด้วยความตกใจที่เล่นงานคนร้ายไปเมื่อกี้นี้ทำให้แก้วเจ้าจอมลืมตัวเผลอวิ่งออกมาจนถูกจับได้ ชารีฟหันมามองทางเธอแล้วก็แสยะยิ้มออกมาเมื่อจำเธอได้ ตัวเล็ก ขาวแล้วก็สวยหยาดฟ้าขนาดนี้น่ะเขาจำได้ไม่มีวันลืม...เมียของผู้กองพนา 

               แก้วเจ้าจอมก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นชารีฟเดินหน้าเข้ามาหา แต่ชารีฟก็ไม่ได้จะยิงหรือจะมาจับตัวเธอ เขาเพียงแค่ชูมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้กับกาเซ็มซึ่งยืนอยู่ทางด้านหลังของแก้วเจ้าจอมโดยที่เธอไม่รู้ตัว พอชารีฟทำสัญญาณมือแล้วกาเซ็มก็เงื้อกระบอกปืนในมือขึ้นแล้วทุบเข้ามาที่ท้ายทอยของเธออย่างเต็มแรงทำให้แก้วเจ้าจอมถึงกับหมดสติไปในทันที แล้ววินาทีที่เธอทรุดล้มลงไปกับพื้นศีรษะของเธอก็กระแทกเข้ากับโคนต้นไม้อย่างจังจนเลือดไหลออกมาเป็นทาง... 

  

 

 

หลังจากที่เมื่อตอนกลางวันผู้กองพนาติดต่อมาหาเขาเพื่อแจ้งเบาะแสของแก้วเจ้าจอม รองคีรินทร์ก็ให้ผู้กองกวินทร์ช่วยสืบต่อให้อีกทีว่าสัญญาณโทรศัพท์นั้นมาจากที่ไหน และพอได้พิกัดแล้วรองคีรินทร์ก็รีบเดินทางจากกองทัพภาคที่ 3 จังหวัดพิษณุโลกลงมาที่จังหวัดยะลาในทันทีเพราะพิกัดของสัญญาณโทรศัพท์มันมาจากที่นี่ ที่จังหวัดยะลา อำเภอบันนังสตา ซึ่งเมื่อมาถึงรองคีรินทร์ก็ได้พบกับผู้บังคับหมวดทหารพรานจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 33 ที่อยู่ในพื้นที่อำเภอบันนังสตาพอดี และด้วยรองคีรินทร์เคยเป็นทหารพรานมาก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งรองแม่ทัพเขาจึงมีความคุ้นชินกับเหล่าทหารพรานด้วยกันมากกว่าเจ้าหน้าที่จากหน่วยอื่น และรู้จักกันอยู่แล้วกับผู้หมวดนายนี้เพราะเมื่อก่อนผู้หมวดนายนี้อยู่ที่กองบัญชาการทหารพราน ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ จังหวัดพิษณุโลกก่อนจะขอย้ายมาประจำการที่อำเภอบันนังสตา ผู้หมวดนายนี้จึงรู้ด้วยว่าเขาเป็นพ่อบุญธรรมของลูกๆ ผบ.กรันณ์ ผู้บังคับบัญชากองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้และหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม  

               “หมวดแน่ใจใช่มั้ยว่านั่นเป็นลูกสาวของผม” รองคีรินทร์เอ่ยถามกับผู้หมวดทหารพราน หลังจากที่ผู้หมวดเล่าให้เขาฟังว่าวันนี้ขณะที่เขาไปร่วมประชุมแผนการในการไล่ล่ากลุ่มของชารีฟอยู่ที่ฐานปฏิบัติการของตำรวจพลร่ม เขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับลูกสาวของ ผบ.กรันณ์ไม่มีผิดเพี้ยน 

               “ใช่ครับ ผมเคยเห็นลูกสาวของท่าน ผบ. มาก่อน สวยมากขนาดนี้ผมไม่มีทางจำผิดคนแน่ๆ” เขาตอบเมื่อรองคีรินทร์ส่งภาพของแก้วเจ้าจอมให้ดูขณะนั่งรถตรงไปยังฐานปฏิบัติการของผู้กองพนา 

               "แต่ว่า...ถ้าเห็นแค่หน้าตาผมก็พอจะฟันธงได้อยู่นะครับท่านว่าเป็นคนเดียวกันจริงๆ แต่พอผมถามตำรวจที่นั่นว่าผู้หญิงที่ผมเห็นเธอเป็นใคร ตำรวจที่ฐานก็บอกผมว่าเธอเป็นภรรยาของผู้กอง ผู้บังคับกองร้อยของฐานครับ แต่ลูกสาวของท่าน ผบ. เธอยังไม่ได้แต่งงานนี่ครับผมก็เลยไม่แน่ใจว่าใช่คนเดียวกันมั้ย หรืออาจจะเป็นแค่คนหน้าเหมือนกันรึเปล่า” 

               คำบอกเล่าของผู้หมวดทหารพรานทำให้รองคีรินทร์พอจะเรียบเรียงเรื่องราวบางอย่างออก เบาะแสจากเด็กหนุ่มที่รับสายโทรศัพท์เขาเมื่อเกือบสามเดือนก่อน ก่อนที่เด็กหนุ่มคนนั้นจะยิงด้วย M79 เขาบอกว่าคนที่พาแก้วเจ้าจอมหนีไปเป็นทหาร...เครื่องแบบของตำรวจพลร่มมีความคล้ายคลึงกับทหารมาก อาจเป็นไปได้ว่าประชาชนทั่วไปที่ไม่รู้จักอาจจะเข้าใจคิดแล้วคิดว่าเขาเป็นทหาร แล้ววันนี้คนที่โทรมาแจ้งเบาะแสของแก้วเจ้าจอมกับเขาก็เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษ...ตำรวจพลร่มแห่งค่ายนเนศวรนั้นเป็นหน่วยรบพิเศษของทางกรมตำรวจ สังกัดตำรวจตระเวนชายแดน แล้วผู้กองกรินทร์ลูกชายเขาก็เคยมาตรวจค้นที่ฐานแห่งนี้ด้วย ผู้กองกรินทร์เคยบอกกับเขาว่ามีลางสังหรณ์เหมือนกับว่าแก้วเจ้าจอมจะอยู่ที่นี่...เซ็นส์ของพี่ชายกับน้องสาวมันแรงมากอยู่แล้ว ผู้กองกรินทร์อาจจะคาดการณ์ถูก ไอ้คนที่โทรมาแจ้งเบาะแสของแก้วเจ้าจอมกับเขาวันนี้มันยังบอกอีกด้วยว่าถ้ามันตาย มันจะให้ลูกน้องของมันจัดการเรื่องแทน ถ้าถึงขั้นมีลูกน้องงั้นก็แปลว่ามีความเป็นไปได้สูงที่มันจะเป็นผู้บังคับกองร้อยของฐานปฏิบัติการตำรวจพลร่มแห่งนี้ ยิ่งผู้หมวดทหารพรานบอกว่าพรุ่งนี้มันมีภารกิจต้องไปไล่ล่าเหล่าคนร้ายคดีร้ายแรงด้วยรองคีรินทร์ยิ่งฟันธงได้เลยว่าน่าจะเป็นคนเดียวกัน ไอ้คนที่มันกักตัวลูกสาวของเขาเอาไว้กับมันก็คือไอ้ผู้กองคนนี้ แต่ที่เขาไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้ก็คือ...แก้วเจ้าจอมไปเป็นเมียของมันได้ยังไง ถ้ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็แล้วกันไป แต่ถ้าเขาว่ารู้ใครหน้าไหนบังอาจมาแตะต้องลูกสาวของเขาล่ะก็ เขาไม่เอามันไว้แน่ 

               “ท่านครับ เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ” จู่ๆ ผู้หมวดทหารพรานที่เพิ่งรับสายโทรศัพท์ก็หันมาบอกกับเขาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี 

               “เกิดอะไรขึ้น” 

               “ฐานปฏิบัติการตำรวจพลร่มที่เรากำลังจะไปตอนนี้ถูกลอบโจมตีครับ กำลังเสริมกำลังหาทางเข้าไปช่วยอยู่ แต่ทุกๆ เส้นทางตอนนี้ถูกระเบิดจนถนนใช้การไม่ได้เลยซักเส้น” 

               “อะไรนะ!” รองคีรินทร์ร้องออกมา จนเมื่อรถของเขาเข้าใกล้พื้นที่แล้วจึงได้เห็นว่าด้านหน้ามีรถของทางเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจจอดอยู่เรียงรายเพราะถนนถูกระเบิดจนพังเสียหาย ตอนนี้เจ้าหน้าที่ทุกๆ ฝ่ายกำลังหาทางเข้าไปในพื้นที่อยู่ และระหว่างที่ทุกคนกำลังจัดกำลังพลที่จะเดินเท้าเข้าไปในพื้นที่ และกำลังบางส่วนจะขับมอเตอร์ไซค์เข้าไปก็มีทั้งเสียงปืนและเสียงของระเบิดดังออกมาจากจุดที่ตั้งฐานปฏิบัติการเป็นระยะๆ 

               เสียงปืนเสียงระเบิดที่ดังมาแต่ละทีทำเอาหัวใจของคนเป็นพ่อไหววูบด้วยความเป็นห่วงลูก ถึงแม้จะเป็นลูกสาวบุญธรรมแต่เธอก็เป็นสายเลือดของเขาอยู่ดี เขาเห็นเธอมาตั้งแต่วันที่เธอคลอดออกมาจากท้องของน้องสาวเขา วันนั้นเขาก็อยู่ในห้องคลอดด้วย แล้วนับจากนั้นมาเขาก็เลี้ยงและดูแลแก้วเจ้าจอมมาในฐานะของลูกสาว ไม่ใช่แค่ลูกสาวบุญธรรมแต่เป็นลูกสาวแท้ๆ ของเขาเลย 

               “...ยัยหนูของพ่อ รอพ่อก่อนนะลูก พ่อภูจะไปช่วยไนเปอร์เดี๋ยวนี้” รองคีรินทร์พึมพำออกมาคนเดียวก่อนจะคว้าเสื้อเกราะที่อยู่บนรถมาใส่พร้อมกับคว้าอาวุธปืนมาให้พร้อม ทั้งปืนพกสั้น ปืนยาวจู่โจม มีดพก แม็กกาซีนกระสุนสำรอง แม้ด้วยวัยและอายุจะมากขึ้นแต่เขาก็ไม่เคยห่างหายเรื่องการฝึกซ้อม ฝีมือในอดีตเป็นเช่นไรตอนนี้ฝีมือของเขานั้นดีมากกว่าเมื่อก่อนเสียอีก 

               “ท่านครับ...” 

               “ผมจะไปช่วยลูกผม” รองคีรินทร์บอกกับผู้หมวดทหารพรานก่อนจะก้าวลงจากรถ ซึ่งพอเขาลงจากรถไป เจ้าหน้าที่หน่วยต่างๆ ที่อยู่ในบนท้องถนนต่างก็หันมามองทางเขาอย่างสงสัยว่าทำไมรองแม่ทัพภาคที่ 3 ถึงมาอยู่ที่นี่ แม้จะรู้ดีว่ารองคีรินทร์ไม่ได้มีอำนาจสั่งการอะไรในพื้นที่ แต่ด้วยประวัติและผลงานของเขาที่มีมากมายจนเป็นที่เลื่องลือกันไปทั่วทั้งกองทัพก็ทำให้ไม่มีใครกล้าต่อต้าน ซ้ำยังให้ความเคารพต่อรองคีรินทร์อีก 

               “ท่านครับ” เจ้าหน้าที่ทหารยกมือขึ้นวันทยาหัตถ์เพราะคิดว่ารองคีรินทร์คงจะมาสั่งการอะไร แต่รองคีรินทร์กลับยกมือขึ้นปฏิเสธหลังจากวันทยาหัตถ์ตอบเหล่านายทหาร 

               “ทุกคนทำงานกันตามหน้าที่ต่อไปเถอะ ผมแค่ผ่านมาเท่านั้น” เขาบอกเพื่อไม่ให้เหล่าเจ้าหน้าที่รู้สึกเกร็ง เขาไม่ได้มาเพื่อจะก้าวก่ายงานของใคร เขาแค่มาตามหาลูกของเขาเท่านั้น 

               “ตอนนี้เหตุการณ์เป็นยังไงบ้าง” รองคีรินทร์ถามเหล่านายทหารที่กำลังเตรียมจะเข้าไปในพื้นที่โจมตี 

               “ยากครับท่าน มีกลุ่มคนร้ายแฝงตัวอยู่ตามเส้นทางระหว่างที่จะเข้าไปยังฐาน ถึงแม้ว่าเราจะเอารถเข้าไปไม่ได้ ต่อให้เดินเท้าเข้าไปหรือขับมอเตอร์ไซค์ไปก็จะถูกพวกมันที่ดักซุ่มรออยู่จัดการอยู่ดี” 

               “งั้นก่อนจะเข้าไปช่วยพวกที่อยู่ข้างใน ทำไมเราถึงไม่เก็บไอ้พวกที่มันดักซุ่มอยู่ข้างนอกก่อนล่ะ” เขาเสนอแล้วมองไปยังทิศที่เป็นจุดตั้งของฐานปฏิบัติการตำรวจพลร่ม “ลูกสาวของผมอยู่ที่ฐานนั่น ผมจะเข้าไปช่วยลูกผม ถ้าใครจะไปกับผมก็ตามมา” รองคีรินทร์ว่าขึ้นก่อนจะพยักหน้าให้ผู้หมวดทหารพรานช่วยนำทางเข้าไป ทันทีที่รองคีรินทร์เอ่ยปากแบบนี้ เหล่าเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจต่างก็อาสาที่จะไปกับเขา เพราะการที่ได้ออกรบร่วมกับนักรบระดับตำนานอย่างรองคีรินทร์นั้นถือว่าเป็นเกียรติสุดๆ และโอกาสแบบนี้ก็ไม่ได้หาง่ายๆ ด้วย 

  

 

 

               ขณะเดียวกันที่ชายป่าหลังฐานปฏิบัติการ ผู้กองพนาไถลตัวลงมาจากยอดหินสูง สะพายปืน HK PSG1 และปืน M16 ติดลำกล้องเอาไว้บนหลังแล้วชักปืนพกสั้น HK USP ออกมา ซึ่งปืนพกสั้นชนิดนี้เป็นปืนพกประจำการของหน่วยอรินทราช 26 และนเรศวร 261 ซึ่งเขามักจะพกติดกายเอาไว้เสมอ 

               ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!  

               ผู้กองยิงปืนเข้าใส่คนร้ายที่พยายามจะบุกเข้ามาที่ฐานของเขา พอยิงคนร้ายในระยะใกล้ด้วยปืนพกสั้นแล้วผู้กองพนาก็เปลี่ยนอาวุธมาเป็นปืน M16 ยิงคนร้ายในระยะไกลอีกกลุ่มทันที การสับเปลี่ยนอาวุธด้วยความรวดเร็วนี้เป็นอีกกลยุทธ์ที่เจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษต้องฝึกให้คล่องและชำนาญ ผู้หมวดเผ่าเทพที่ก่อนหน้านี้รับมือกับคนร้ายอยู่ที่ด้านหน้าฐานวิ่งเข้ามาสมทบเพราะศึกจากทางด้านหลังฐานเหมือนจะหนักหนากว่า ผู้หมวดศิวะจึงวิ่งเข้ามายืนประกบข้างผู้กองพนาอีกคน 

               “กำลังเสริมกำลังมาช่วยครับผู้กอง” ผู้หมวดเผ่าเทพบอก ซึ่งพอได้ยินแบบนี้ผู้กองพนาก็ค่อนเบาใจ ก่อนจะยกปืนขึ้นส่องไปที่คนร้ายรายหนึ่งที่มันกำลังจะยิงลูกน้องของเขาแล้วเก็บคนร้ายรายนั้นในทันที 

               “ใครบาดเจ็บให้ไปหลบอยู่ที่ห้องพยาบาลก่อน ใครยังสู้ต่อได้ก็จัดการพวกมันต่อได้เลย” เขาสั่ง มือก็ยังคงยิงตอบโต้อยู่กับเหล่าคนร้าย 

               “แล้วคุณแก้วล่ะครับ เมื่อกี้นี้ผมวิ่งผ่านบ้านพักผู้กองมา ที่บ้านไม่มีใครอยู่เลย” 

               “แก้วอยู่ที่ป่าหิ่งห้อย” 

               “อะไรนะ!” ผู้หมวดศิวะร้องออกมา ในขณะที่ผู้หมวดเผ่าเทพกลับพูดอะไรไม่ออก ป่าหิ่งห้อยอย่างนั้นหรอ ถ้างั้นก็อยู่ในทางผ่านของกลุ่มคนร้ายน่ะสิ ผู้หมวดทั้งสองได้แต่มองหน้ากันและแอบมองผู้กองพนาด้วย ถึงว่าสิเขาพยายามที่จะฝ่าวงล้อมของคนร้ายไปที่ป่าหิ่งห้อย ที่แท้ก็เพราะจะไปหาแก้วเจ้าจอมนี่เอง แต่ตอนนี้เธอตกอยู่ในฝั่งของคนร้าย ไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง 

               เสียงปืนจากฝั่งคนร้ายเงียบหายไปในเดี๋ยวนั้น ผู้กองพนาจึงยกมือขึ้นสั่งให้ลูกน้องของเขาหยุดยิงแต่ก็ให้เตรียมตัวกันเอาไว้ เขามองเข้าไปยังมุมมืดของผืนป่าเมื่อเห็นการเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ก่อนที่กลุ่มคนร้ายจะปรากฎกายและกำลังเดินเข้ามาหาเขา ตอนแรกผู้กองพนาจะสั่งให้ลูกน้องยิงเข้าใส่คนร้ายแล้ว แต่พอเห็นว่าหนึ่งในกลุ่มคนร้ายอุ้มใครมาด้วยเขาก็ต้องสั่งให้ทุกคนหยุดยิงก่อน ชารีฟกับกาเซ็มเดินออกมาจากผืนป่าอย่างไม่มีความเกรงกลัวใดๆ และแสยะยิ้มกันอย่างเป็นต่อเมื่อฝ่ายของตัวเองมีตัวประกันมาด้วย ชารีฟเข้าไปอุ้มแก้วเจ้าจอมที่หมดสติอยู่มาจากลูกน้องก่อนจะเดินออกมายืนเบื้องหน้าเพื่อให้ผู้กองพนาเห็นชัดๆ 

               “เฮ้ยไอ้ผู้กอง! กูไปเจอนางไม้ในป่ามาว่ะ จำได้ว่าหน้าตาเหมือนเมียมึงก็เลยจับมาให้ดูว่าใช่คนเดียวกันมั้ย แต่โทษว่ะ หนักมือไปหน่อยนางไม้ก็เลยเจ็บหนัก” ชารีฟร้องบอกเมื่อผู้กองพนาเดินออกมาจากจุดกำบัง หัวใจของเขากระตุกวูบเมื่อเห็นว่าที่ศีรษะของเธอมีเลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมากจึงเข้าในว่าเธออาจจะถูกยิงที่ศีรษะ แต่พอมองดูดีๆ แล้วเหมือนจะไม่ใช่แผลจากการถูกยิงเขาก็ค่อยเบาใจขึ้นมา เธอยังมีชีวิตอยู่ 

               “มึงจำได้มั้ยว่าน้อยกูตายยังไง หึ! มึงคงจะอยากยิงกูมากสินะ เอาสิ ยิงเลย! ถ้ามึงยิงกู กูก็จะเอาเมียมึงลงไปอยู่ในนรกกับกูด้วย” ผู้กองพนารู้ดีว่าชารีฟกำลังยั่วโมโหเขา มันกำลังพูดยั่วยุให้เขาโกรธ พอเขาโกรธเขาก็จะยิงมันแล้วมันก็จะเอาเมียของเขามาเป็นโล่ป้องกันกระสุน ไอ้หน้าตัวเมีย! ใช้ผู้หญิงเป็นโล่ป้องกันตัวเอง 

               แก้วเจ้าจอมค่อยๆ ขยับตัวเมื่อได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน เธอปวดศีรษะอย่างหนักจนต้องร้องครางออกมาในลำคอแล้วยกมือขึ้นกุมศีรษะของตัวเองเอาไว้ พยายามที่จะลืมตามองแต่ทุกอย่างก็มืดมน โลกทั้งใบหมุนคว้างเธอก็ยิ่งปวดศีรษะหนัก 

               “อื้ออออ” สองมือยังคงกุมศีรษะของตัวเองเอาไว้จนชารีฟก้มลงมามองว่าเธอเป็นอะไร ท่าทางเหมือนเธอกำลังทรมานด้วยความเจ็บปวดและดิ้นไปมาทำให้เขาต้องวางเธอลงกับพื้น กาเซ็มจึงเข้ามายืนคุ้มกันชารีฟเพื่อไม่เปิดโอกาสให้ผู้กองพนายิงเขาได้ 

               “โอ๊ยยย” แก้วเจ้าจอมไม่ได้สนใจว่าใครจะเป็นใครเพราะเธอปวดศีรษะจนแทบระเบิดเนื่องจากได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะมาอย่างหนัก เธอปวดศีรษะจนน้ำตาไหลและนอนคู้ตัวอยู่กับพื้น หอบหายใจรวยริน 

               “แก้ว...” ผู้กองพนาเห็นเธอมีท่าทางเจ็บปวดแล้วก็เป็นห่วงเธอนัก แต่จะเข้าไปหาเธอตอนนี้ก็ไม่ได้ “มึงทำอะไรเมียกู!!! ไอ้หน้าตัวเมีย ดีแต่หลบอยู่ข้างหลังผู้หญิง! ทำร้ายผู้หญิง” 

               ชารีฟเองก็สงสัยว่าแก้วเจ้าจอมเป็นอะไร แค่โดนทุบท้ายทอยจนล้มศีรษะฟาดกับโคนต้นไม้ก็ไม่น่าจะเป็นอะไรมากแบบนี้นี่ เหมือนเธอกำลังเจ็บปวดทรมานอย่างสุดๆ เลยในตอนนี้ 

               “นังตัวดี! แกเป็นอะไรของแก” ชารีฟบีบคอแก้วเจ้าจอมเพราะคิดว่าเธอแกล้งป่วย แต่พอเห็นว่าเธอหน้าซีด น้ำตาไหลเขาก็รู้ได้ว่าเธอไม่ได้แกล้ง เธอเจ็บปวดมากจนนอนหอบ ลมหายใจแผ่วก่อนจะค่อยๆ หมดสติไปอีกครั้ง 

               “เฮ้ย! อย่าบอกนะว่ามันตายห่าแล้ว อีนี่ทำไมมันใจเสาะตายง่ายแบบนี้วะ!!!” กาเซ็มร้องถามออกมาเมื่อเห็นแก้วเจ้าจอมนอนแน่นิ่งไปเลยคิดว่าเธอน่าจะเสียชีวิตแล้ว 

               ผู้กองพนาน้ำตาคลอออกมาเมื่อคิดว่าแก้วเจ้าจอมอาจจะถูกทำร้ายจนจากเขาไปแล้ว แต่เขาก็ต้องแข็งใจเอาไว้ก่อนจะรีบเล็งปืนเข้าใส่คนที่มันบังอาจมาทำร้ายเมียของเขา 

               “ไอ้ชารีฟ...มึงอย่าอยู่เลย!” เขากัดฟันว่าแล้วเหนี่ยวไกเข้าใส่ชารีฟในทันที 

               ปัง!!! 

               ชารีฟแทบทรุดลงไปกับพื้นเมื่อถูกยิง หากยังดีที่กาเซ็มดึงเขาหลบทันกระสุนนัดนั้นก็เลยแค่เฉี่ยวไป อีกทั้งชารีฟกับกาเซ็มก็เข้าใจว่าแก้วเจ้าจอมตายไปแล้วดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีตัวประกันจะต่อรอง ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้โอกาสยกปืนยิงเข้าใส่อีกครั้ง 

               แต่เพราะทางฝ่ายของคนร้ายเข้ามาใกล้ฝ่ายเจ้าหน้าที่มากเกินไปในตอนแรก จากที่ยิงปะทะกันด้วยปืนคราวนี้จึงมีการปล่อยหมัดมวยออกมาสู้กันบ้าง ถึงแม้ว่าจะไม่มีตัวประกันแล้วแต่ทางฝ่ายของชารีฟก็ยังจะบุกเข้าไปที่ฐานให้ได้ เพราะฐานแห่งนี้ไม่เคยถูกโจมตีมาก่อนนับตั้งแต่ที่มีผู้กองพนาเข้ามาประจำการ ชารีฟจึงอยากเป็นคนแรกที่ถล่มฐานแห่งนี้ได้ และถ้าถล่มได้มันก็จะเป็นการหยามเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มได้อีกด้วย เป้าหมายของเขาก็คือฆ่าทุกคนที่นี่ให้หมด เผาทุกอย่างอย่าให้เหลือแล้วก็ชิงเอาอาวุธของพวกมันไปเป็นการแก้แค้นผู้กองพนาและเยาะเย้ยทางการด้วย 

               “แก้ว!” ผู้กองพนารีบวิ่งเข้ามากอดประคองแก้วเจ้าจอมเอาไว้ จากตอนแรกที่เขาคิดว่าเธอตายไปแล้ว แต่พอเขาประคองเอาเธอเข้ามากอดเขาถึงเพิ่งรู้ว่าเธอยังหายใจอยู่ “แก้วของพี่...”  

               ผลัวะ!!! 

               ผู้กองพนาที่กอดประคองแก้วเจ้าจอมเอาไว้อยู่ล้มหงายหลังไปในทันทีเมื่อถูกชารีฟถีบเข้ามาเต็มๆ แล้วพอชารีฟชักปืนพกสั้นออกมาจะยิงเขาซ้ำผู้กองพนาก็พลิกตัวหลบ 

               ปัง!!!  

               กระสุนปืนของชารีฟพลาดเป้าไป ผู้กองพนาที่พลิกตัวหลบเลยเตะไปที่ขาของชารีฟจนเขาล้ม จากนั้นคนทั้งคู่ก็เข้ามาชกต่อยกันอย่างไม่มีใครยอมใคร 

               เสียงปืนที่พลาดเป้าของชารีฟเมื่อครู่นี้ทำให้แก้วเจ้าจอมที่หมดสติอยู่ผวาฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง อาการปวดศีรษะของเธอทุเลาลงแต่ก็ยังมีความมึนๆ งงๆ อยู่ เสียงปืนเสียงระเบิดที่ดังอยู่รอบตัวทำให้เธอลืมตาขึ้นมองว่าเกิดอะไรแต่ก็ยังไม่ได้ขยับตัวไปไหน สิ่งแรกที่ฉุดนึกขึ้นมาในใจคือ...เกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงมานอนอยู่ตรงนี้ ทำไมถึงมีผู้คนกำลังต่อสู้กัน ฝ่ายหนึ่งแต่งชุดเครื่องแบบของตำรวจพลร่มแห่งค่ายนเรศวร อีกฝ่ายคาดว่าน่าจะเป็นคนร้าย เจ้าหน้าที่กำลังต่อสู้กับคนร้ายอย่างนั้นหรอ 

               แก้วเจ้าจอมค่อยๆ ประคองตัวลุกขึ้น ไม่ไกลจากจุดที่เธออยู่มีตำรวจพลร่มนายหนึ่งกำลังต่อสู้กับคนร้าย ทั้งสองคนมีฝีมือที่สูสีกันมาก แต่ทางฝ่ายของตำรวจก็ยังดูจะได้เปรียบมากกว่าเมื่อเขาถีบคนร้ายคนดังกล่าวจนกระเด็นไปไกลก่อนจะหันมาทางเธอ พอเขาเห็นเธอกำลังมองเขาอยู่ก็ดูเหมือนกับว่าเขาจะดีใจมากที่เห็นว่าเธอยังปลอดภัย เขากำลังจะเข้ามาหาเธอแล้วกอดเธอเอาไว้ แต่คนร้ายคนที่ถูกเขาถีบไปเมื่อกี้นี้ก็ชักปืนออกมาจะยิงใส่เขา แก้วเจ้าจอมเห็นดังนั้นจึงรีบผลักเขาหลบแล้วชักปืนอีกกระบอกมาจากข้างเอวของเขาแล้วยิงเข้าใส่คนร้ายในทันที 

               ปัง!!! ปัง!!!  

               ชารีฟก้มหลบกระสุนของเธอแล้วกลิ้งไปกับพื้น แก้วเจ้าจอมเห็นดังนั้นก็เลยลุกขึ้นจะไปเล่นงานซ้ำ พอถึงตัวของชารีฟเธอก็เตะเสยไปที่ปลายคางจนชารีฟหงายหลังเลือดสาดออกมาเต็มใบหน้า ถึงจะยังไม่หมดสติไปแต่ก็ทำให้เขาลุกไม่ขึ้น ส่วนปืนพกสั้นที่อยู่ในมือของชารีฟนั้นถูกแก้วเจ้าจอมยึดไป แก้วเจ้าจอมละสายตาจากชารีฟมาทางคนอื่นๆ บ้างเมื่อเห็นว่ากลุ่มคนร้ายยังคงโจมตีเจ้าหน้าที่อยู่เธอจึงยกปืนพกสั้นทั้งสองกระบอกขึ้นแล้วยิงเข้าใส่คนร้ายพร้อมๆ กัน และกระสุนแต่ละนัดของเธอก็แม่นยำและไม่พลาดเป้าเลยสักนัด ทำให้ผู้กองพนาได้แต่มองอย่างอึ้งๆ ซึ่งเขาอึ้งเธอตั้งแต่ตอนที่เธอเตะเสยปลายคางของชารีฟแล้ว 

               ปังๆๆๆๆๆ 

               แก้วเจ้าจอมยิงเข้าใส่คนร้ายอย่างไม่ยั้ง พลันสายตาของเธอก็หันไปเห็นผู้หมวดศิวะกำลังถูกคนร้ายรุมเล่นงานอยู่ถึงสองคน เพราะจากการบาดเจ็บครั้งนั้นร่างกายของผู้หมวดหนุ่มจึงยังไม่แข็งแรงดีเลยพลาดท่าคนร้ายได้ง่าย แก้วเจ้าจอมไม่รอช้า เธอรีบวิ่งเข้าไปหาเขาแล้วกระโดดถีบคนร้ายคนหนึ่งอย่างสุดแรงจนมันหมอบลงไปก่อนจะที่คนร้ายอีกคนจะถูกเธอยิงซ้ำและตายต่อหน้าต่อตาผู้หมวดศิวะที่อึ้งจนตาค้าง อึ้งยังไม่ทันหายเธอก็ชักมีดพกของเขาขึ้นมาแล้วปาเข้าใส่คนร้ายอีกคนที่กำลังจะลอบยิงผู้หมวดเผ่าเทพจากทางด้านหลัง คมมีดที่ปาออกไปจึงฝังเข้าที่กลางแผ่นหลังของคนร้ายจนล้มตึง 

               “มะ...แม่เจ้าโว้ย!!!” ผู้หมวดทั้งสองอึ้ง ทำไมแก้วเจ้าจอมถึงได้โหดและดุแบบนี้ นี่ใช่แก้วเจ้าจอมคนที่ขี้แยและขี้กลัวคนเดิมรึเปล่าเนี่ย 

               “ถ้าไม่ไหวก็หลบไปเซ่!!! อยากตายห่าเป็นผีเฝ้าป่ารึไงห๊า!!!” มือเล็กๆ กระชากคอเสื้อผู้หมวดศิวะที่ยังนั่งอึ้งอยู่แล้วเหวี่ยงเขาไปหลบหลังซอกหินจนผู้หมวดหนุ่มเริ่มจะกลัวเธอแล้ว...ไม่ นี่ไม่ใช่คุณแก้วคนเดิมของเขา คุณแก้วคนเดิมไม่มีทางพูดจาแบบนี้กับเขาแน่ คุณแก้วคนเดิมพูดจาเพราะน่าฟังมากกว่านี้ 

               “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับคุณแก้ว” ผู้หมวดเผ่าเทพรีบวิ่งเข้ามาประคองผู้หมวดศิวะเอาไว้เมื่อแก้วเจ้าจอมเข้าไปจัดการกับคนร้ายรายอื่น 

               “ฉันจะไปรู้หรอวะ ผีสิงมั้ง!” ผู้หมวดศิวะตอบ สีหน้าเหยเกเพราะขาที่เจ็บยังไม่หายดีแล้วยังมาถูกคนร้ายเล่นงานซ้ำอีก หากแก้วเจ้าจอมไม่เข้ามาช่วยเขาคงตายไปแล้ว 

               ผู้กองพนามองแก้วเจ้าจอมด้วยความตะลึงงันและสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ จู่ๆ เธอก็ลุกขึ้นมาเล่นงานกลุ่มคนร้าย ยิงปืนพร้อมๆ กันทั้งสองมืออย่างแม่ยำ วิชาหมัดมวยก็มาเต็ม คำพูดคำจาก็ไม่เหมือนเดิม...แม้แต่ชารีฟเองก็แปลกใจเมื่อเห็นแก้วเจ้าจอมจัดการกับลูกน้องของเขาจนหมอบไปเป็นแถบๆ เขามองมาที่ผู้กองพนาอย่างเจ็บใจที่จนแล้วจนรอดก็ยังเล่นงานผู้กองคนนี้ไม่ได้ ปืนของเขาก็ถูกแก้วเจ้าจอมยึดเอาไปแล้วดังนั้นชารีฟจึงได้ชักกริชเล่มคมออกมา หวังจะจ้วงแทงผู้กองพนายามเผลอ แต่ผู้กองพนาก็รู้ตัวเสียก่อนจึงรีบหันมายั้งมือชารีฟเอาไว้ คมกริชในมือชารีฟหมายจะแทงลงมาที่อกของเขาเสียให้ได้จนผู้กองพนาต้องปล่อยเข่าเข้าไปที่กลางท้องของชารีฟแล้วฟันศอกกลับเข้าใส่อีกทีจนชารีฟเซถลาไม่เป็นท่า 

               ฝ่ายกาเซ็มเองก็มองแก้วเจ้าจอมอย่างหงุดหงิด เขารึก็นึกว่าเธอจะตายไปแล้ว นี่มันยังลุกขึ้นมาเล่นงานพวกเขากลับได้อีกหรอ ผู้หญิงบ้าอะไรฝีมือการต่อสู้เขาประมาทไม่ได้เลยแม้แต่น้อย การเคลื่อนไหวร่างกายก็ว่องไวจนเขาไม่สามารถเล็งปืนใส่เธอได้ หึ! แต่ถึงจะเก่งยังไงแต่แรงผู้หญิงหรอจะไปสู้แรงผู้ชายได้ กาเซ็มไม่รอช้าเดินตรงเข้าไปหาแก้วเจ้าจอมทันทีซึ่งเธอกำลังชกหน้าคนร้ายรายหนึ่งอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่เพราะคนร้ายรายนี้กำลังซ้อมดาบดำรงจนนายดายสูงวัยนอนจมกองเลือด 

               ผลัวะ!!! 

               แก้วเจ้าจอมปาดเท้าเตะกลับหลังจนคนร้ายที่เพิ่งจะถูกเธอชกหมอบอย่างหมดสภาพอยู่แทบเท้ากาเซ็ม ดวงตาคู่หวานสวยขัดกับบุคลิกตวัดมามองกาเซ็มเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาเล่นงานตัวเอง ทันทีที่กาเซ็มพุ่งตัวเข้ามาแก้วเจ้าจอมก็ก้มหลบแล้วยึดขอบกางเกงของกาเซ็มเอาไว้ก่อนจะจับเขาทุ่มลงไปกับพื้นด้วยวิชาไอคิโด ผู้กองพนาเห็นเธอกำลังต่อสู้อยู่กับกาเซ็มก็จะตามเข้ามาช่วยแต่ก็ถูกชารีฟขวางทางเอาไว้อย่างน่ารำคาญ เห็นทีหากเขายังจัดการชารีฟไม่ได้มันคงจะไม่ยอมให้เขาได้เข้าไปช่วยแก้วเจ้าจอมแน่ๆ 

               “อีนังนี่ มึงเป็นใครกันแน่วะ!!!” เป็นแค่เมียตำรวจมันจำเป็นต้องเก่งขนาดนี้เลยหรอ กาเซ็มจะลุกขึ้นเข้าไปเล่นงานเธออีก แก้วเจ้าจอมจึงจะเตะเสยปลายคางเขาเหมือนกับที่ทำกับชารีฟ แต่กาเซ็มก็พลิกตัวหลบได้ก่อนแล้วลุกขึ้นปาดปลายเท้าจะเตะเธอ แก้วเจ้าจอมจึงอาศัยความตัวเล็กกว่าเอียงตัวหลบลงต่ำแล้วถีบเข้าที่ข้อเข่าของกาเซ็มจนกาเซ็มถึงกับเซไปหลายก้าว 

               “ฉันไม่รู้หรอกนะว่าแกเป็นใคร แต่ฉันจะไม่ยอมให้แกกับพวกของแกบุกมาทำร้ายเจ้าหน้าที่แบบนี้แน่!” แก้วเจ้าจอมตั้งการ์ดอีกครั้งแล้วพุ่งเข้าไปหากาเซ็ม เช่นเดียวกับที่กาเซ็มก็วิ่งเข้ามาหาเธอหวังจะแลกหมัดกัน แต่แก้วเจ้าจอมกลับหลอกล่อไม่ได้จะแลกหมัดกับเขา เมื่อเข้าใกล้ถึงตัวกาเซ็มแล้วเธอเอียงตัวหลบไปใต้วงแขนของกาเซ็มแล้วถีบกลับไปด้านหลังจนกาเซ็มเกือบจะทรุด แล้วเท้าเล็กๆ ของเธอก็ถีบไปที่กลางหลังของกาเซ็มซ้ำอีก 

               แก้วเจ้าจอมโยนปืนที่ยึดมาจากชารีฟทิ้งไปเพราะกระสุนหมด เหลือเพียงแค่ปืนของผู้กองพนาเท่านั้นที่ยังมีกระสุนเหลืออยู่เธอจึงชักปืนออกมาเล็งไปที่กาเซ็ม 

               ปัง!!! 

               กาเซ็มรีบถอยหลบ กระสุนปืนของแก้วเจ้าจอมฝังเข้ามาที่ช่วงท้องของเขา ตั้งแต่ต่อสู้กับเหล่าเจ้าหน้าที่หรือคู่อริรายอื่นๆ มา นอกจากผู้กองพนาเขาก็ไม่เคยต้องเพลี่ยงพล้ำให้กับใครมาก่อน ผู้หญิงคนนี้ฝีมือมันไม่ธรรมดาเลย มันต้องไม่ใช่แค่เมียของผู้กองพนาแน่ 

               ปังๆๆๆ ปังๆๆๆ 

               คราวนี้มีเสียงกระสุนปืนดังมาจากทางด้านหน้าฐาน กลุ่มคนร้ายบางส่วนที่กำลังจะบุกเข้าฐานรีบถอยหนีออกมาเมื่อกำลังเสริมของทางเจ้าหน้าที่ได้เดินทางมาถึงแล้ว นำโดยรองคีรินทร์ที่จัดการกับพวกคนร้ายที่ดักซุ่มรออยู่ระหว่างเส้นทางเข้ามายังฐานจนตายเรียบ จนในที่สุดเขาก็นำกำลังเสริมทั้งเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจทุกหน่วยเข้ามายังที่เกิดเหตุได้ 

               “กำลังเสริมมาช่วยแล้ว” ผู้หมวดเผ่าเทพที่ยืนหันหลังชนกันกับผู้หมวดศิวะขณะต่อสู้กับคนร้ายร้องขึ้นอย่างดีใจ 

               ในขณะที่ผู้กองพนากำลังต่อสู้อยู่กับชารีฟ เขาถูกชารีฟเตะจนล้มลงไปกับพื้นทำให้ชารีฟได้จังหวะขึ้นมาคร่อมเขาแล้วจะแทงกริชลงมาที่คอ ผู้กองพนาจึงยึดกริชในมือของชารีฟเอาไว้อีก เขากัดฟันแน่นเพื่อใช้แรงเบนคมกริชให้หันออกไปจากคอของเขา เช่นเดียวกับที่ไฟแค้นในตัวชารีฟกำลังลุกโชน 

               “เอาชีวิตน้องกูคืนมา...” 

               “กูคืนให้มึงไม่ได้หรอก ถ้ามึงอยากเจอน้องก็ลงไปเจอเองที่นรกก็แล้วกัน!!!” 

               ผลัวะ!!! 

               ผู้กองพนาเบนคมกริชออกจากตัวเองได้แล้วก็ถีบชารีฟออกจากตัวอย่างแรง ก่อนจะดึงมีดพกเล่มเล็กออกมาปาใส่ชารีฟอีกจนคมมีดปักอยู่ที่ท้องของเขา กาเซ็มเห็นว่าชารีฟถูกผู้กองพนาเล่นงานแล้วไหนจะพวกกำลังเสริมจากเจ้าหน้าที่ที่กำลังเข้ามาช่วยอีกก็รู้แน่ว่าถ้าขืนยังจะสู้ต่อคงไม่แคล้วมีแต่ตายกับตาย ดังนั้นเขาจึงร้องบอกให้ลูกน้องรีบถอยก่อนแล้วจะเข้าไปลากตัวชารีฟหนี แต่ทันทีที่กาเซ็มออกมาจากที่หลบซ่อนตัวอยู่แก้วเจ้าจอมก็ไม่ยอมให้เขาหลบหนีไปได้ง่ายๆ เธอยิงเข้าใส่กาเซ็มแบบไม่ยั้ง แต่กาเซ็มก็หลบกระสุนของเธอได้ แก้วเจ้าจอมยิงกาเซ็มได้แค่ไม่กี่นัดเท่านั้นกระสุนปืนในมือเธอก็หมดทำให้กาเซ็มแสยะยิ้มออกมาเมื่อได้โอกาสเล่นงานเธอคืนแล้ว 

               “ตายซะเถอะมึง!!!” 

               ปัง!!! ปัง!!! 

               เสียงปืนนัดแรกดังมาจากกาเซ็มทำให้กระสุนนัดนั้นฝังเข้าที่ช่วงท้องของแก้วเจ้าจอมอย่างพอดิบพอดี แต่เสียงปืนนัดที่สองเป็นเสียงปืนของผู้กองพนาที่ยิงสกัดกาเซ็มเพื่อไม่ให้มันยิงเธอซ้ำ ลูกน้องของชารีฟกับกาเซ็มเห็นว่าผู้เป็นนายจะเสียทีแล้วจึงได้ช่วยยิงสกัดผู้กองพนาและเหล่าเจ้าหน้าที่เอาไว้เพื่อเปิดช่องทางในการหลบหนี กาเซ็มจึงต้องซมซานเข้ามาลากเอาตัวชารีฟที่บาดเจ็บอยู่เหมือนกันหนีเข้าไปในป่าโดยมีเจ้าหน้าที่ที่เป็นกำลังเสริมออกติดตามไล่ล่า 

               “แก้ว!!!” ผู้กองพนารีบวิ่งเข้าไปหาแก้วเจ้าจอมทันทีเพราะเธอถูกยิงจนทรุดลงไปกับพื้น เลือดสีแดงฉานไหลออกมาไม่หยุดและเธอก็กำลังกระอักเลือด 

               “...ไม่นะคนดีของพี่ แก้ว...แก้ว...” ผู้กองพนาประคองเธอเอาไว้แนบอกของเขาแล้วมองไปยังกำลังเสริมที่เข้ามาเคลียร์พื้นที่ และอีกส่วนก็กำลังติดตามคนร้ายไป 

               “หมวด!!! เรียกรถพยาบาลมาด่วนเลย เร็วเข้าสิ!!!” ผู้กองพนาร้องสั่งผู้หมวดทั้งสองของตน แต่ผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะกลับพากันยืนอึ้งอยู่เมื่อเห็นรองคีรินทร์ถือปืนเดินเข้ามาหา ไม่คิดมาก่อนว่ากำลังเสริมที่มาช่วยจะเป็นถึงรองแม่ทัพภาค ซ้ำยังเป็นนักรบระดับตำนานอีก...นี่ท่านมาที่นี่ได้ยังไงกันเนี่ย 

               “เฮลิคอปเตอร์ของหน่วยแพทย์กำลังมา” รองคีรินทร์บอกกับผู้หมวดทั้งสอง ทำเอาผู้หมวดทั้งสองแทบจะยกมือขึ้นวันทยาหัตถ์ไม่ทัน ไม่คิดฝันว่าชีวิตนี้จะได้เห็นนักรบฝีมือเยี่ยมของกองทัพแบบใกล้ชิดขนาดนี้ 

               รองคีรินทร์มองหาแก้วเจ้าจอมไปทั่ว หวังจะเห็นเธออยู่ที่นี่ก่อนที่สายตาจะมาสะดุดเข้ากับตำรวจนายหนึ่งที่กำลังกอดประคองร่างเล็กๆ ของใครคนหนึ่งเอาไว้ในอ้อมแขน รองคีรินท์รีบวิ่งเข้าไปหาเขาในทันทีเมื่อรู้สึกคุ้นกับเจ้าของร่างเล็กๆ ที่นอนจมกองเลือดอยู่ จนเมื่อเขานั่งลงตรงหน้าผู้กองพนาแล้วมองดูคนที่บาดเจ็บซึ่งตอนนี้เธอหมดสติไปแล้ว รองคีรินทร์ก็แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเอง มือที่ถือปืนอยู่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่...ดวงหน้าหวานสวยจิ้มลิ้มแบบนี้เขาไม่มีทางลืมแน่ๆ ในที่สุดเขาก็ตามหาเธอจนเจอแล้ว แก้วเจ้าจอม...ยัยหนูของพ่อ พ่อตามหายัยหนูเจอแล้ว... รองคีรินทร์จะเข้ามาดึงเอาเธอไปกอดแต่ผู้กองพนากลับผลักเขาออกห่าง เพราะน้ำตาคลออยู่ทำให้ผู้กองหนุ่มไม่ทันสังเกตว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาเป็นใคร 

               “อย่ามายุ่งนี่เมียผม ผมอุ้มเอง ไปตามรถพยาบาลมาเร็วๆ สิเว้ย!” 

               “ผู้กอง...” หมวดศิวะครางออกมาอย่างหวั่นๆ เงาหัวจะไม่มีอยู่แล้วไปสั่งรองแม่ทัพภาคอย่างนี้ได้ยังไง เดี๋ยวท่านก็ยิงเข้าให้หรอก 

               “ปล่อยลูกกู!” รองคีรินทร์ว่าเสียงแข็งเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียกแก้วเจ้าจอมว่า เมีย ไอ้หมอนี่มันเป็นใครถึงบังอาจมาเรียกลูกสาวของเขาว่าเมีย เขาไม่รู้หรอกนะว่าที่ผ่านมาจนเกือบจะสามเดือนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับแก้วเจ้าจอมบ้าง เขาไม่สนเรื่องผัวใครหรือเมียใครทั้งนั้น เขารู้แค่ว่าตอนนี้เขาตามหาลูกเจอแล้วแล้วเขาก็กำลังจะพาลูกกลับบ้าน 

               “กูบอกว่าให้ปล่อยลูกกูยังไงล่ะ!!!” รองคีรินทร์ตวาดเสียงลั่นป่าจนเจ้าหน้าที่นายอื่นๆ พากันหันมามองเป็นตาเดียวอย่างสงสัยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก ผู้กองพนาถึงกับอึ้งเมื่อได้ยินคำนี้ เขารีบปาดน้ำตาออกแล้วมองคนตรงหน้าใหม่ให้ชัดๆ แล้วจึงได้เห็นว่าคนตรงหน้าเขาไม่ได้เป็นแค่กำลังเสริมที่เข้ามาช่วย แต่ยังเป็นถึงรองแม่ทัพภาคที่ 3 คนที่เขาเพิ่งจะติดต่อหาเมื่อตอนกลางวัน...ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ 

               รองคีรินทร์มองหน้าเขาอย่างไม่พอใจแล้วจะเข้ามาอุ้มเอาแก้วเจ้าจอมไปแต่ผู้กองพนาก็ยังไม่ยอมส่งเธอคืนให้กับเขาง่ายๆ 

               “ท่านจะมาเอาเมียผมไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น” 

               “ทำไมกูจะเอาไปไม่ได้ แล้วเมียบ้าบออะไรกัน ผู้หญิงคนนี้เป็นลูกสาวของกู มึงสิที่ไม่มีสิทธิ์มาเอาตัวลูกของกูไป ปล่อย!!!” รองคีรินทร์ตวาดว่าอีกครั้งแล้วแย่งเอาแก้วเจ้าจอมออกมาจากอ้อมอกของผู้กองพนา ลำแขนแกร่งช้อนอุ้มเอาลูกสาวเข้ามากอดเอาไว้แน่นเมื่อเฮลิคอปเตอร์ของหน่วยแพทย์กำลังลงจอด ผู้กองพนารู้สึกเหมือนหัวใจของเขากำลังถูกพรากออกไปจากอก และสิ่งที่เขาต้องตกใจไปยิ่งกว่านั้นก็คือการที่รองคีรินทร์บอกว่าแก้วเจ้าจอมเป็นลูกสาวของท่าน 

               “ท่านว่าอะไรนะ...ลูกสาวอย่างนั้นหรอครับ” เขารีบลุกขึ้นตามแล้วมองมาที่แก้วเจ้าจอมด้วยความเป็นห่วงเพราะอาการของเธอไม่สู้ดีเลย แล้วเลือดก็ยังคงไหลออกมาไม่หยุด  

               “ใช่ นี่ลูกสาวของกู ผู้หญิงคนนี้คือร้อยตำรวจโทหญิงแพทย์หญิงแก้วเจ้าจอม สุวรรณเวช แพทย์ประจำหน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 346 ที่หายตัวไป ไม่ใช่เมียของใครทั้งนั้น!” 

               “ระ...ร้อยตำรวจโทหญิง...” 

               “แพทย์หญิง...” ผู้หมวดทั้งสองที่ได้ยินแบบนี้แทบไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นความจริงแล้วพากันมองมาที่แก้วเจ้าจอมอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่ผู้กองพนาได้แต่มองแก้วเจ้าจอมอย่างไม่คิดฝันว่าเขาจะได้รู้จักกับตัวตนของเธอจริงๆ แบบนี้ แล้วตัวตนที่แท้จริงของเธอมันก็ทำให้เขารู้สึกหวั่น เธอเป็นลูกสาวของรองแม่ทัพภาคที่ 3 แล้วนามสกุลสุวรรณเวชก็ไม่ใช่นามสกุลธรรมดาๆ เลย นี่มันเป็นนามสกุลของครอบครัวข้าราชการทหารที่มีท่านนายพลปภพเป็นประมุขของบ้าน... 

               ทันทีที่เฮลิคอปเตอร์ลำแรกลงจอดรองคีรินทร์ก็อุ้มแก้วเจ้าจอมไปหาเจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ทันทีโดยที่ผู้กองพนาได้แต่ยืนมองนิ่งๆ เมื่อเขายังอึ้งอยู่กับตัวตนของเธอไม่หายและรองคีรินทร์ก็ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้เข้าไปใกล้เธอด้วย ไหนจะลูกน้องของท่านที่เข้ามากันเขาออกห่างอีก จนเมื่อเฮลิคอปเตอร์ลำนั้นลอยขึ้นสูงและบินลับหายไปแล้วผู้กองพนาก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ทุกๆ อย่างมันรวดเร็วจนเขาตั้งตัวไม่ทัน เขาไม่คิดว่ารองคีรินทร์จะเดินทางมาที่นี่ถูก ไม่คิดว่าเธอจะเป็นลูกสาวของท่าแล้วก็ไม่คิดว่าจะได้จากกับเธอรวดเร็วแบบนี้ และที่สำคัญ...เขายังไม่ทันจะได้ร่ำลาเธอเลย คำพูดสุดท้ายที่เธอพูดกับเขาก็คือ เธอบอกว่าเธอจะหายออกไปจากชีวิตของเขา... ไม่ เธอจะมาหายไปจากชีวิตของเขาไม่ได้ เธอเป็นเมียของเขาแล้วเธอก็ต้องกลับมาอยู่กับเขา เขาไม่สนทั้งนั้นว่าเธอจะเป็นใคร เป็นลูกเต้าใคร ในเมื่อเธอเป็นเมียของเขา เขาก็จะต้องแย่งชิงเอาเธอกลับมาให้ได้ เขาจะไม่ยอมเสียเธอไปเด็ดขาด เธอคือสิ่งล้ำค่าเพียงสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิตของเขา เธอคือหัวใจทั้งดวงของเขา ถ้าไม่มีเธอแล้วเขาจะทนอยู่ต่อไปได้อย่างไร เขาสูญเสียมามากแล้ว เขาจะสูญเสียเธอไปอีกคนไม่ได้ 

  

 

 

               ภายในบ้านพักข้าราชการของผู้บังคับบัญชากองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้และหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม ราชาวดีนั่งเหม่อลอยอยู่ที่โซฟาริมหน้าต่าง ในมือกอดภาพถ่ายของลูกสาวที่หายตัวไปนานนับสามเดือนเอาไว้ไม่ยอมให้ห่างกาย ความหวังและกำลังใจที่จะได้เจอลูกริบหรี่จนเธอแทบไม่เป็นอันทำอะไร คิดถึงก็สุดแสนจะคิดถึง เป็นห่วงก็แสนเป็นห่วง ไม่รู้ว่าป่านนี้นางไม้น้อยของแม่จะอยู่ที่ไหน จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร หยดน้ำตาใสๆ ร่วงรินอย่างไม่รู้ตัวจนผู้กองกวินทร์ต้องยื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้ 

               “แม่แก้มอย่าร้องไห้เลยนะครับ ผมเชื่อว่าเรายังมีความหวังอยู่ ยังไงซะไนเปอร์ก็จะต้องกลับมาหาพวกเราอย่างแน่นอน” เขายิ้มบอกอย่างให้กำลังใจผู้เป็นแม่ แม้ว่าความหวังที่เขาพูดถึงจะเหลือน้อยลงไปทุกทีก็ตาม 

               “แม่แก้มทานข้าวอีกนะครับ แม่แก้มไม่ค่อยทานอะไรเลยจนผอมจะแย่แล้ว ถ้าผอมมากๆ แล้วไนเปอร์กลับมาจะจำแม่แก้มไม่ได้เอานะครับ” ผู้กองกรินทร์บอกอีกคนพร้อมกับตักข้าวต้มที่เขาทำมาจะป้อนผู้เป็นแม่ แต่ราชาวดีก็ส่ายหน้าตอบเขา 

               “แม่ไม่หิว” เธอตอบเสียงแผ่วก่อนจะมองไปมอบๆ ห้องนั่งเล่นของบ้าน “แล้วคุณพ่อไปไหนลูก” เธอไม่เห็นสามีมาตั้งแต่เช้าแล้ว ทุกทีเขาจะต้องเป็นคนอยู่ป้อนข้าวเช้าเธอตลอด 

               “ออกไปที่ค่ายครับ เมื่อคืนนี้ฐานปฏิบัติการของตำรวจพลร่มที่บันนังสตาถูกถล่ม คุณพ่อก็เลยออกไปรับรายงานเรื่องนี้อยู่” ผู้กองกรินทร์เป็นคนตอบแม่ก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่างของบ้านเมื่อเห็นรถของผู้เป็นพ่อเพิ่งจะขับกลับมา แล้วไม่นาน ผบ.กรันณ์ก็เดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น ผู้กองกวินทร์จึงถอยออกมาเพื่อให้ผู้เป็นพ่อได้เข้ามานั่งข้างๆ กับแม่แทนเขา 

               “แม่แก้มทานข้าวแล้วยัง” เขาถามลูกชายเมื่อเห็นว่าข้าวต้มในถ้วยที่ผู้กองกรินทร์ถืออยู่ยังไม่พร่องลงไปเลยแม้แต่น้อย 

               “พี่ซีลป้อนไม่อร่อยหรอกครับ ต้องให้คุณพ่อมาป้อนแม่แก้มถึงจะยอมทาน” ผู้กองกวินทร์ยิ้มหวานอย่างประจบ ราชาวดีจึงยื่นมือมาลูบศีรษะของลูกชายด้วยความเอ็นดู 

               “แน่นอน ไม่มีใครจะป้อนข้าวแม่แก้มเก่งเท่าพ่ออีกแล้ว” ผบ.กรันณ์รับถ้วยข้าวต้มมาแล้วค่อยๆ ตักขึ้นป้อนภรรยาของเขา นับตั้งแต่ที่แก้วเจ้าจอมหายตัวไปราชาวดีก็ตรอมใจด้วยคิดถึงลูก ข้าวปลาก็แทบจะไม่ยอมกินจนเขาต้องคอยดูแลเธอไม่ให้ห่างและเป็นกำลังใจให้กันและกัน ต่อให้งานของเขาจะยุ่งมากแค่ไหนเขาก็ต้องแบ่งเวลามาคอยดูแลเธอด้วย 

               “นั่นไง บอกแล้วว่าต้องให้พ่อป้อนแม่แก้มถึงจะยอมทาน” ผบ.กรันณ์บอกกับลูกชายฝาแฝดทั้งสองก่อนจะหันมายิ้มให้ราชาวดี ซึ่งเธอก็ยิ้มบางๆ ตอบเขา อุ่นใจเสมอเมื่อยามมีเขาอยู่ใกล้ๆ เขาเป็นสามี เป็นคู่ชีวิตที่รักและห่วงใยเธอมาก เวลาที่ว่างจากงานเขาจะมาอยู่กับเธอไม่ยอมห่างไปไหน คอยดูแลเธออย่างเสมอต้นเสมอปลาย ความรักที่เขามีต่อเธอมันมากมายยิ่งกว่าเดิมและไม่เคยจืดจางลงเลยแม้แต่น้อย 

               “น้อยใจจัง ผมกับพี่ซีลป้อนข้าวแม่แก้มอยู่ตั้งนานแม่แก้มก็ไม่ยอมทาน พอคุณพ่อมาเท่านั้นแหละ” 

               “ก็แม่แก้มเขารักพ่อมากกว่าพวกเราสองคนไง” ผบ.กรันณ์ยิ้มเยาะใส่ลูกชายทั้งสองแล้วจึงหันมาป้อนข้าวราชาวดีต่อจนหมดถ้วย พอเธอกินเรียบร้อยแล้วเขาก็ดึงเอาเธอเข้ามากอดเพราะในยามนี้กำลังคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในครอบครัว ผบ.กรันณ์เองก็ทั้งคิดถึงและเป็นห่วงลูกสาวไม่ได้น้อยไปกว่าเธอ ในเขาจะอ่อนแอไม่ได้เพราะเขาต้องเข้มแข็งเพื่อเป็นหลักให้เธอได้พึ่งพิง เขายังเชื่อว่าสักวันเขาจะได้เจอลูกสาว สักวันเขาจะได้นางไม้ตัวน้อยกลับคืนสู่อ้อมกอดอย่างแน่นอน แล้วถ้านางไม้ตัวน้อยของเขากลับมาเมื่อไหร่ แม่นางไม้คนดีของเขาก็จะกลับมาสดใสอยู่กับลูกๆ ทั้งสามคนอีกครั้ง 

               “เรื่องฐานปฏิบัติการของตำรวจพลร่มเป็นยังไงบ้างครับพ่อ ที่ฐานนี้แหละครับที่ผมเคยไปตามหาไนเปอร์แล้วผมก็สงสัยว่าไนเปอร์จะอยู่ที่นี่ด้วย” ผู้กองกรินทร์ถามขึ้นเมื่อเห็นว่าผู้เป็นแม่คลายความเศร้าลงไปแล้วเมื่อได้อยู่ในอ้อมกอดของพ่อ 

               “น่าเสียดายที่คนร้ายระดับผู้นำหนีรอดไปได้ แต่ลูกน้องของพวกมันก็ตายกันเรียบ เจ้าหน้าที่มีบาดเจ็บกันบ้างแต่ก็ไม่มีใครเป็นอันตรายถึงชีวิต ตำรวจที่ฐานนี้แข็งแกร่งกันมาก คนร้ายยกพวกมาเป็นร้อยแต่ก็ไม่มีใครบุกเข้าไปจนถึงฐานได้ เห็นเขาว่ากันว่า ผบ.ของฐานนี้รบเก่งมากเลยนะ” 

               “อ๋อ ไอ้ผู้กองขี้เก๊กน่ะหรอครับ ผมเจอมันมาแล้ว ท่าทางฝีมือก็น่าเอาเรื่องอยู่ แต่นิสัยดูไม่ค่อยน่าคบ” ในระหว่างที่ผู้กองกรินทร์พูดคุยอยู่กับผู้เป็นพ่อ ผู้กองกวินท์ที่นั่งอยู่กับพื้นข้างโซฟาก็เอียงศีรษะมาซบกับตักของแม่แก้มอย่างออดอ้อนตามประสาลูกรักที่ติดแม่มาก ต่างจากผู้กองกรินทร์กับแก้วเจ้าจอมที่เป็นลูกรักติดพ่อมากกว่า ราชาวดีเห็นลูกเอียงศีรษะมาซบที่ตักก็ยื่นมือมาลูบผมของเขาเบาๆ อย่างแสนรัก 

               “ถ้าไนเปอร์ยังอยู่กับเราก็ดีสินะ” ราชาวดีที่เงียบอยู่นานพูดขึ้นมาอีกเพราะความคิดถึงลูก “ถ้าไนเปอร์อยู่ ไนเปอร์ก็จะมาอ้อนแม่แบบนี้ มาเรียกแม่แก้มคะ แม่แก้มขา...” 

               “แล้วก็จะหาเรื่องแกล้งผมด้วยนะครับ พอแกล้งผมเสร็จก็จะไปฟ้องพ่อ” ผู้กองกวินทร์ยิ้ม ถึงแม้เขากับแก้วเจ้าจอมจะเป็นคู่กัดประจำบ้าน เผลอเป็นต้องหาเรื่องแกล้งกันตลอด แต่ในใจลึกๆ ของเขาแล้วเขารักน้องสาวของเขาคนนี้มาก ที่แกล้งเธอไปก็เพราะว่าเขารักเธอ เขาไม่เหมือนผู้กองกรินทร์ผู้เป็นฝาแฝด รายนั้นเขาเป็นพี่คนโตเลยต้องวางตัวให้เป็นผู้ใหญ่ เป็นพี่ใหญ่ที่คอยดูแลน้องๆ และใจดีกับน้องๆ ทุกคน 

               “ถ้าน้องกลับมาก็อย่าหาเรื่องแกล้งน้องอีกล่ะ” ผู้กองกรินทร์บอกเขา ก่อนจะขยับมานั่งซบตักของผู้เป็นพ่อบ้าง เวลาไม่มีแก้วเจ้าจอมอยู่ด้วยแล้วบ้านมันเงียบเหงาเหลือเกิน ถ้าบ้านมันจะเงียบเหงาแบบนี้สู้ให้มีเธออยู่ด้วยแล้วนั่งฟังเธอกับผู้กองกวินทร์เถียงกันยังจะดีกว่า 

               ตื๊ดดดด ตื๊ดดดด 

จู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือของ ผบ.กรันณ์ดังขึ้น เขาจึงค่อยๆ คลายกอดจากราชาวดีเพื่อหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง พอเห็นชื่อของคนที่โทรมาหาเขาก็ขมวดคิ้วขึ้นในทันที 

               “พ่อภูโทรมาน่ะ” เขาบอกลูกชายทั้งสองและราชาวดีก่อนจะกดรับสาย 

               “ครับพี่ภู” 

               (“แก้มกับเจ้าแฝดอยู่กับแกด้วยมั้ย”) 

               “อยู่ครบเลยครับ” เขาตอบก่อนจะดึงเอาราชาวดีกลับเข้ามากอดตามเดิม 

               (“งั้นก็เปิดลำโพงดังๆ เลย ฉันมีข่าวดีจะบอก”) พอรองคีรินทร์บอก ผบ.กรันณ์ก็ทำตามในทันทีจนทุกคนได้ยินเสียงจากปลายสายชัดเจน 

               (“แก้ม ฟังพี่ดีๆ นะ พี่มีข่าวดีจะบอก”) 

               “ข่าวดีอะไรหรอคะ” ราชาวดีรีบรับโทรศัพท์จากสามีมาถือไว้เอง ข่าวดีที่พี่ชายของเธอพูดถึงหรือว่า... 

               (“ตอนนี้ไนเปอร์อยู่กับพี่ ปลอดภัยดีทุกอย่าง”) 

               “ฮะ! พะ...พี่ภู...” ราชาวดีน้ำตาร่วงออกมาในทันที นี่เธอไม่ได้ฟังผิดไปใช่มั้ย พี่ชายของเธอไม่ได้โกหกใช่มั้ย 

               (“แก้มมาหาพี่ที่โรงพยาบาลในตัวเมืองยะลานะ ยัยหนูกำลังรอแม่แก้มของเขาอยู่ เนี่ย เพ้อหาแม่แก้มกับพ่อรันไม่หยุดเลย”) 

               “ทำไมถึงไปอยู่ที่โรงพยาบาลล่ะพี่ ไนเปอร์เป็นอะไร” ผบ.กรันณ์เองก็ตื่นเต้นและดีใจไม่ต่างจากราชาวดี แต่ก็อดเป็นห่วงลูกไม่ได้เมื่อรองคีรินทร์บอกว่าตอนนี้เขาอยู่ที่โรงพยาบาล 

               (“เรื่องมันยาวเอาไว้ค่อยเล่า ตอนนี้รู้แค่ว่าไนเปอร์อยู่กับฉัน แล้วก็ปลอดภัยดีทุกอย่างไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงแค่นี้ก็พอแล้ว มึงรีบๆ พาแก้มมากอดลูกไอ้รัน ลูกมึงเพ้อหาไม่หยุดแล้วเนี่ย”) 

               “ผมกับแก้มจะไปเดี๋ยวนี้แหละพี่ พี่ภู เฝ้าลูกผมเอาไว้นะ เฝ้าไนเปอร์เอาไว้อย่าให้คลาดสายตา เดี๋ยวไนเปอร์จะหายไปอีก เฝ้าลูกผมเอาไว้นะพี่” 

               (“เออ เดี๋ยวกูจะใส่กุญแจมือล็อกยัยหนูเอาไว้กับกูเลยพอใจมั้ย”) 

               “พอใจที่สุด ล็อกเอาไว้เลยนะพี่” คนเป็นพ่อตื่นเต้นนักจนยิ้มออกมาทั้งน้ำตาก่อนจะหันมากอดกันกับราชาวดีด้วยความดีใจ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงซะที ในที่สุดวันที่เขาจะได้ลูกสาวกลับคืนสู้อ้อมอกก็มาถึงแล้ว ผบ.กรันณ์ดีใจนัก กอดทั้งราชาวดีเอาไว้แล้วก็ดึงเอาผู้กองกรินทร์มากอดเอาไว้พร้อมๆ กัน แล้วพอจะดึงเอาผู้กองกวินทร์มากอดด้วยอีกคน เจ้าลูกชายคนเล็กของเขาก็ไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้ว 

               “ซีล เรนเจอร์หายไปไหน” เมื่อกี้นี้ยังนั่งกอดขาแม่แก้มเอาไว้อยู่เลย 

               “อ๋อ ออกไปสตาร์ทรถรอตั้งแต่ที่ได้ยินพ่อภูบอกว่าให้ไปหาที่โรงพยาบาลแล้วล่ะครับ” ผู้กองกรินทร์ตอบพลางกลั้วหัวเราะด้วยความดีใจที่เจอน้องสาวแล้ว ทำเอาผู้เป็นพ่อกับแม่ยิ้มและหัวเราะตาม มันเป็นเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่แก้วเจ้าจอมหายตัวไป ก่อนที่ทั้งสี่คนพ่อแม่ลูกจะรีบเดินทางไปยังโรงพยาบาลตามที่รองคีรินทร์บอก 

  

*********************************************** 

แหมมมมม พี่เรนเจอร์นี่ไม่ค่อยรีบเลยนะ อย่างไวอ่ะคุณพี่ 

ว่าแต่…ยัยโหดจะลืมพี่พนามั้ยเนี่ย 

************************************* 

ตอนหน้าพี่พนาจะบุกมาหาน้องและจะได้เจอกับครอบครัว (สุดโหด) ของน้องแล้ว พี่พนาจะตอบคำถามจากครอบครัวของน้องอย่างไร จะมีใครเข้าข้างมั้ย เรื่องราวจะออกมาหมู่ หรือจ่า แต่คิดว่าชะตาชีวิตผู้กองพนาคงเริ่มมืดมนแล้วแน่ๆ รอติดตามเอาเด้อ 

แล้วเรื่องราวต่อจากนี้จะมีเหล่าแก๊งฟันน้ำนมเข้ามาป่วน พี่เรนเจอร์ยิ่งป่วนหนัก ไหนจะน้องอรินผู้น่ารัก ความรักแบบหลบๆ ซ่อนๆ ของพี่รีคอนกับน้องมารีน แล้วก็…พี่ซีลจะพาแฟนสาวมาเปิดตัวด้วยนะ (ใครกันที่ทำให้พี่ซีลของไรท์ไม่โสดฮะ) และที่สำคัญ…ความรักของพี่พนากับยัยโหดจะเป็นอย่างไร มาลุ้นไปพร้อมๆ กันนะคะ 

******************************* 

ปล. คิดว่าคงมีคนน่าจะงงกับฝาแฝดคู่นี้ 

แฝดพี่   ผู้กองกรินทร์ (พี่ซีล)----------เป็นทหารพราน (ทหารบก) ทำงานอยู่ที่แม่สอด ฐานที่พ่อรันกับแม่แก้มเคยอยู่ และมีน้ำตกอาถรรพ์ 

แฝดน้อง ผู้กองกวินทร์ (พี่เรนเจอร์)----เป็นหัวหน้าทีมซีล (ทหารเรือ) ประจำการอยู่สัตหีบ ภายหลังจะไปทำงานร่วมกับหน่วย นขร. ที่นครพนม 

จำง่ายๆ ว่าชื่อเล่นกับอาชีพจะสลับกัน ชื่อซีล เป็นทหารพราน …. ชื่อเรนเจอร์ เป็นทหารเรือ (หน่วยซีล) 

(ทหารพรานมีชื่อภาษาอังกฤษว่า เรนเจอร์) 

  

ความคิดเห็น