facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

19.คำลาก่อนจาก

ชื่อตอน : 19.คำลาก่อนจาก

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 22.9k

ความคิดเห็น : 102

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.ค. 2563 02:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
19.คำลาก่อนจาก
แบบอักษร

19.คำลาก่อนจาก 

  

               แม้ในยามกลางคืนหลังออกเวรผู้กองพนาจะได้ใช้ชีวิตอันแสนสุขกับแก้วเจ้าจอมตามประสาสามีภรรยา หากแต่ในเวลากลางวันและยามที่ทำงานบรรยากาศของงานที่ทำก็เคร่งเครียดอยู่ไม่น้อยตามสถานการณ์ เมื่อเขาแอบออกไปสืบหาข่าวของพวกชารีฟตามลำพังและไปแบบไม่บอกใครทั้งนั้นเพื่อป้องกันความลับรั่วไหล ข่าวที่เขาสืบมาได้คือพวกมันยังกบดานกันอยู่ที่เก่า แต่ที่แปลกไปจากเดิมก็คือคราวนี้เขาเห็นพวกมันเตรียมอาวุธมากันอย่างครบมือเลย ไหนจะฝึกซ้อมการโจมตีคล้ายกับว่ากำลังจะไปบุกโจมตีที่ไหนสักที่ แต่หากจะให้เขาทาย เป้าหมายของพวกมันก็คงหนีไม่พ้นฐานของเขาหรอก ดังนั้นเมื่อกลับมาที่ฐานแล้วผู้กองพนาจึงสั่งการเตรียมกำลังให้พร้อม และในขณะเดียวกันเขาก็เรียกประชุมเจ้าหน้าที่จากหน่วยกองกำลังต่างๆ เพื่อรวมกำลังเตรียมบุกพวกมันก่อนที่พวกมันจะทันได้บุกเขาด้วย  

               “อ้าวคุณแก้ว” ดาบดำรงที่เพิ่งเดินออกมาจากอาคารอำนวยการเอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นแก้วเจ้าจอมเดินตรงมาที่หน้าอาคารอำนวยการพร้อมกับขันน้ำลอยดอกมะลิส่งกลิ่นหอม และมีดอกแก้วเจ้าจอมแซมมาในขันด้วย แค่เห็นเธอดาบดำรงก็พอจะรู้แล้วว่าเธอมาหาใคร เพราะพักหลังๆ มานี้นับตั้งแต่วันที่เธอหนีออกจากฐานไปเธอกับผู้กองพนาก็ดูสนิทสนมกันมากขึ้นและตัวติดกันแทบจะตลอดเวลา ในเวลางานยังไม่เท่าไหร่เพราะผู้กองพนายังคงรักษากฎระเบียบต่างๆ เอาไว้อย่างเคร่งครัดและเธอก็ไม่ค่อยได้เข้ามาวุ่นวายกับผู้กองนัก แต่พอผู้กองออกเวรไปทีไรทั้งสองคนก็มักจะไปอยู่ด้วยกันสองต่อสองตลอด คล้ายกับคู่รักข้าวใหม่ปลามันที่เพิ่งแต่งงานกัน ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่นับวันยิ่งถลำลึกจนยากจะต้านทานแล้ว 

               “พี่พนาอยู่มั้ยคะดาบ แก้วเอาขันน้ำลอยดอกมะลิมาให้ เวลาทำงานเหนื่อยๆ ได้กลิ่นมะลิหอมๆ พี่พนาจะได้สดชื่นค่ะ” แก้วเจ้าจอมเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดี หากเป็นเวลาปกติดาบดำรงก็คงจะบอกให้เธอเข้าไปหาผู้กองพนาได้ แต่วันนี้...คงจะไม่ได้เพราะผู้กองพนากำลังประชุมแผนการเข้าไปจับกุมชารีฟกับพวกอยู่ แล้วคนที่เข้าร่วมการประชุมก็ล้วนแต่เป็นเจ้าหน้าที่จากภายนอก ทั้งทหารราบ ทหารพรานแล้วก็ตำรวจจากหน่วยตำรวจตระเวนชายแดนและตำรวจพลร่มจากฐานใกล้เคียงกัน 

               “ตอนนี้ผู้กองประชุมงานอยู่ ไว้คุณแก้วค่อยมาใหม่แล้วกันนะครับ” 

               “งั้นหรอคะ” เธอถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย คิดถึงสามีจะแย่แล้ว อุตส่าห์ทำทีเป็นจะเอาขันน้ำลอยดอกไม้มาบังหน้าเสียหน่อย “ถ้าอย่างนั้นแก้วไปรอที่ห้องพยาบาลก่อนก็ได้ค่ะ” เธอยิ้มบางๆ ตอบดาบดำรง แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะเดินออกมาจากหน้าอาคารอำนวยการนั้นก็มีเสียงเปิดประตูห้องประชุมออกและตามมาด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ หลายนาย แก้วเจ้าจอมที่ยังยืนอยู่หน้าอาคารอำนวยการเลยอดชะเง้อมองไม่ได้ ดีใจที่พวกเขาประชุมกันเสร็จแล้ว  

               แม้เจ้าหน้าที่หลายนายจะเดินออกมาจากห้องประชุมกันแล้วแต่ก็ยังมีพูดคุยกันอยู่ถึงแผนงานที่เพิ่งประชุมกันไป แก้วเจ้าจอมไม่ได้ยินว่าพวกเขาพูดอะไรกันเพราะเธอมัวแต่ชะเง้อมองหาสามี จนได้เห็นผู้กองพนาเดินออกมาจากห้องประชุมเป็นคนสุดท้ายพร้อมกับเจ้าหน้าที่ทหารพรานนายหนึ่ง ผู้กองพนาใจหายขึ้นมาในทันทีเมื่อหันมาเห็นแก้วเจ้าจอมยืนอยู่ที่หน้าอาคารอำนวยการกับดาบดำรง นี่เธอมาที่นี่ทำไมกัน มาตอนที่มีคนภายนอกเข้ามาในฐานเนี่ยนะ ถึงแม้ทุกคนจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารแต่เขาก็ไม่รู้ว่าในที่นี้จะมีใครเป็นพวกของแก๊งค้ามนุษย์รึเปล่า ถ้ามีพวกมันแฝงตัวอยู่ในนี้แล้วเห็นเธอเข้าล่ะก็... 

               “แก้ว” เขาเรียกออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินลงจากอาคารอำนวยการไปหาเธอ และไม่รอให้เธอได้พูดอะไรเขาก็รีบจูงมือเธอออกมาจากบริเวณนี้ทันทีโดยมีเจ้าหน้าที่นายอื่นๆ หันไปมองตามด้วยความแปลกใจว่าทำไมที่นี่ถึงมีผู้หญิงที่ไม่น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย และความสวยของเธอก็ทำให้ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียวจนผู้กองพนาจูงมือเธอเดินลับสายตาไป 

               “ซวยแล้ว” ผู้หมวดศิวะหันมาพูดกับผู้หมวดเผ่าเทพ เขาเองก็คิดแบบเดียวกับผู้กองพนา กลัวว่าเจ้าหน้าที่แต่ละนายที่อยู่ในที่นี้อาจจะมีใครเป็นพวกของแก๊งค้ามนุษย์เข้า ปกติแก้วเจ้าจอมก็มักจะมาหาผู้กองพนาที่นี่อยู่แล้ว เขาก็ลืมบอกเธอไปว่าวันนี้ห้ามมา 

               “ผู้หญิงคนนั้นใครหรอครับ” ผู้บังคับหมวดทหารพรานคนที่เดินออกมาจากห้องประชุมกับผู้กองพนาเอ่ยถามขึ้น พยายามระงับอาการตื่นเต้นและตกใจเอาไว้เมื่อเห็นหญิงสาว ถึงแม้ว่าเขาจะเห็นเธอเพียงเสี้ยววินาทีแต่หญิงสาวที่สวยมากๆ แบบนี้ หน้าตาแบบนี้เขาเคยเห็นเธอมาก่อน เขาเคยเห็นเธออยู่กับท่าน ผบ.กองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ เธอเป็นลูกสาวของท่านที่หายตัวไป...  

               “ภรรยาของผู้กองน่ะครับ เธอมาเยี่ยมผู้กอง เดี๋ยวก็จะกลับแล้ว” ผู้หมวดเผ่าเทพหันมาตอบ ความใกล้ชิดสนิทสนมของเธอกับผู้กองพนาเมื่อครู่นี้ทุกคนคงจะเห็นกันแล้ว ถ้าจะบอกว่าทั้งสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันก็คงไม่มีใครเชื่อ ในขณะที่ผู้บังคับหมวดทหารพรานนายนี้กลับเริ่มไม่แน่ใจ หรือว่าเขาอาจจะจำคนผิดกัน ก็ลูกสาวท่าน ผบ. ยังไม่ได้แต่งงานนี่นาแล้วแบบนี้เธอจะมาเป็นภรรยาของผู้กองพนาได้ยังไงกัน 

  

 

 

               ผู้กองพนาจูงมือแก้วเจ้าจอมมายังห้องพยาบาลอย่างรีบเร่งเพราะไม่อยากให้คนอื่นเห็นเธอจึงไม่ทันระวังทำให้น้ำในขันลอยดอกมะลิหกไปเกือบหมด แก้วเจ้าจอมได้แต่มองน้ำในขันอย่างเสียดาย เธออุตส่าห์ตั้งใจทำมาให้เขา ยังไม่ทันที่เขาจะได้เห็นเลยก็หกหมดเสียแล้ว 

               “แก้วไปที่นั่นทำไม ไม่เห็นหรอว่ามีคนจากนอกฐานมากันเยอะ ถ้ามีพวกแก๊งค้ามนุษย์แฝงอยู่ด้วยจะทำยังไง พี่ก็เคยบอกแล้วนี่ว่ามีพวกมันแฝงตัวอยู่ในกลุ่มของเจ้าหน้าที่ด้วย” ผู้กองพนาว่า แก้วเจ้าจอมจึงละสายตาจากขันน้ำมาที่เขา ก็เธอจะไปรู้ได้ยังไงว่าวันนี้จะมีคนอื่นมา ทุกทีเธอก็มาหาเขาได้ตามปกติ ถ้ามาไม่ได้ทำไมเขาถึงไม่บอกเธอก่อน 

               “แก้วแค่คิดถึงพี่พนา แก้วอยากมาหา...” 

               “นี่มันไม่ใช่เวลามาคิดถึงกันนะแก้ว ยังไงเย็นนี้เราก็ได้เจอกันอยู่แล้ว” เพราะเครียดกับงานทำให้ผู้กองพนาเผลอใส่อารมณ์ไป พรุ่งนี้เขาจะต้องนำกำลังเข้าไปปิดล้อมเพื่อจับกุมพวกของชารีฟ พอประชุมเสร็จเขาก็จะต้องเตรียมกำลังและอาวุธ ไหนจะต้องเรียกลูกน้องมาประชุมแผนต่ออีก แค่ศึกด้านเดียวก็เครียดแล้ว เขาไม่อยากให้ระหว่างที่เขาไม่อยู่มีพวกแก๊งค้ามนุษย์มาป่วนที่นี่ซ้ำอีก 

               “ก็แก้วไม่ทราบนี่คะว่าจะมีคนอื่นมา แก้ว...” 

               “ตอนนี้พี่กำลังยุ่งนะ พี่ยังไม่มีเวลามาอยู่กับแก้ว ถ้าแก้วมีเรื่องอะไรจะพูดกับพี่ค่อยพูดตอนเย็นก็ได้แต่ตอนนี้พี่ต้องกลับไปทำงานแล้ว แก้วจะอยู่ที่ห้องพยาบาลหรือจะกลับไปที่บ้านก่อนก็ได้ แต่อย่าออกมาให้ใครเห็นอีกเข้าใจมั้ย” 

               “แก้ว...” 

               “พี่ไปแล้วนะ” ผู้กองพนาก้มลงมาจูบหน้าผากของเธอเบาๆ ก่อนจะรีบเดินออกไปจากห้องพยาบาลทิ้งให้แก้วเจ้าจอมได้แต่ยืนมองตามอย่างน้อยใจ เธอแค่คิดถึงเขาก็เลยอยากไปหา เธอไม่รู้นี่นาว่าจะมีใครมาที่ฐานทำไมเขาต้องว่าเธอด้วย เธอคิดอยู่คนเดียวแล้วกอดขันน้ำเอาไว้ เสียดายดอกมะลิที่หกอยู่กับพื้นนัก เขายังไม่ทันจะได้ดูเลย 

  

 

 

               ผู้กองพนาเดินกลับมาที่อาคารอำนวยการอีกครั้งก็เป็นจังหวะที่เจ้าหน้าที่หน่วยอื่นๆ จะกลับกันแล้วเพราะต้องไปเตรียมกำลังของตนให้พร้อมเพื่อจะได้นำกำลังของแต่ละหน่วยมาร่วมมือกันในการจับกุมชารีฟและกาเซ็มในวันพรุ่งนี้ ซึ่งพอเจ้าหน้าที่หน่วยอื่นๆ กลับไปแล้วผู้กองพนาก็เรียกประชุมลูกน้องของตนต่อเพื่อแบ่งกำลังไว้ดูแลฐานและอีกส่วนจะไปจัดการพวกชารีฟกับเขา 

               “หมวด ขาโอเคแล้วยัง” ผู้กองพนาถามผู้หมวดศิวะที่กำลังเดินเข้ามาหาก่อนการประชุม ซึ่งเขาสังเกตเห็นว่าอาการบาดเจ็บของผู้หมวดหนุ่มนั้นดีขึ้นแล้ว 

               “ผมออกบู๊ได้แล้วครับผู้กอง ผู้กองสั่งการกับผมมาได้เลย ตอนนี้ผมพร้อมลุยมาก” 

               “เมื่อคืนใครบ่นว่ายังเดินขัดๆ อยู่” ผู้หมวดเผ่าเทพหันมาว่า ถึงอาการของผู้เป็นเพื่อนจะดีขึ้นแต่ก็ยังไม่เรียกว่าเต็มร้อย นี่คงไม่อยากถูกปล่อยให้เฝ้าฐานอีกล่ะสิเลยรีบบอกผู้กองว่าตัวเองโอเคแล้ว 

               “หุบปากไปไอ้เทพ” ผู้หมวดศิวะว่าเพื่อนก่อนจะหันมาทางผู้กองพนาอีกครั้ง เขาเคยรบ เคยต่อสู้ร่วมกับผู้กองพนามาหลายคดีแล้ว แล้วคดีนี้เขาจะพลาดได้อย่างไร 

               “ถ้าหมวดคิดว่าตัวเองโอเคผมจะให้หมวดร่วมในภารกิจนี้ด้วย แต่หมวดต้องไหวจริงๆ นะ งานนี้มันเสี่ยง ผมไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาด” ผู้กองพนาบอกด้วยความเป็นห่วง “งานนี้เราคงต้องรีบลงมือกันก่อนเพราะทางนั้นพวกมันก็เตรียมพร้อมที่จะถล่มทางเจ้าหน้าที่กลับเหมือนกัน ซึ่งผมคิดว่าเป้าหมายของพวกมันก็คือฐานของเรานี่แหละ ความจริงผมอยากจะออกไปจัดการกับพวกมันเสียวันนี้เลย แต่งานนี้มันงานใหญ่ ผมอยากวางแผนให้รอบคอบมากกว่านี้ก่อน” 

               “เริ่มบุกพรุ่งนี้ก็ยังไม่ถือว่าช้าไปหรอกครับผู้กอง” ผู้หมวดเผ่าเทพบอก เพราะจากแผนที่ได้ประชุมกันมาเมื่อก่อนหน้านี้ เขาคิดว่าการเริ่มลงมือในวันพรุ่งนี้มันเหมาะสมที่สุดแล้ว 

               “...เว้นเสียแต่ว่าพวกมันจะบุกเราก่อนคืนนี้” 

               “ไม่พูดก็ไม่มีใครเขาว่าเป็นใบ้หรอกนะ” ผู้หมวดเผ่าเทพตวัดสายตาดุไปใส่คนปากเสีย ขาเพิ่งจะหายเดี้ยงเดี๋ยวเขาได้ถีบเปรี้ยงซ้ำ  

               “แต่เรื่องนี้เราก็ประมาทไม่ได้เหมือนกันแหละหมวด ก็อย่างที่ผมเคยบอกไงว่าเหมือนพวกเราจะมีหนอนบ่อนไส้ ยังไงเรื่องแผนจัดการกับพวกชารีฟน่ะเก็บเงียบให้รู้เฉพาะพวกเราก่อน อย่าเพิ่งให้...คนนอกรู้” ทันทีที่ว่าจบผู้กองพนาก็มองไปยังคนนอกที่กำลังขับรถเข้ามาในฐานของเขา ผู้หมวดทั้งสองมองตามแล้วก็ถอนหายใจออกมา ไม่อยากจะให้สิ่งที่ผู้กองพนาสงสัยเป็นความจริงเลย 

               ผู้หมวดมาริษาเดินลงมาจากรถด้วยสีหน้าไม่พอใจ และเธอก็กำลังเดินตรงมาหาผู้กองพนาในทันที สาเหตุที่เธอไม่พอใจก็เป็นเพราะผู้กองพนาสั่งห้ามไม่ให้เธอเข้ามาที่ฐานของเขาตราบใดที่เขายังไม่รู้ตัวคนทรยศที่ส่งข่าวไปบอกพวกชารีฟว่าเขาจะออกลาดตระเวนหาข่าวในวันก่อนนู้น แต่ที่วันนี้เธอเข้ามาที่ฐานได้ก็เพราะทางฐานเปิดประตูทางเข้าเอาไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยอื่นๆ ขับรถออกไป เธอจึงถือโอกาสนี้รีบขับรถเข้ามา 

               “ผู้กอง ทำแบบนี้มันหมายความว่ายังไงกันคะ ผู้กองสั่งห้ามริษามาที่นี่ทำไม ริษาทำอะไรผิด” เธอโวยเขาขึ้นทันที ผู้กองพนาจึงหันมาทางผู้หมวดทั้งสองแล้วพยักหน้าให้คนทั้งสองไปจัดการเรื่องประชุมลูกน้องก่อน เดี๋ยวเรื่องทางนี้เขาจะจัดการเอง 

               “หมวดไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกครับ แต่นี่มันเป็นมาตรการการรักษาความปลอดภัยของที่นี่ที่ผมเพิ่งตั้งขึ้นมา คนในห้ามออก คนนอกห้ามเข้า” เขาตอบพลางเดินห่างออกมาจากอาคารอำนวยการเพื่อไม่ให้ผู้หมวดมาริษาทันได้สังเกตว่าพวกเขากำลังจะทำอะไรกัน ผู้หมวดมาริษาจึงเดินตามเขามาเพื่อจะคุยกันให้รู้เรื่อง  

               “ผู้กองกำลังจะบอกว่าผู้กองไม่ไว้ใจให้ใครเข้ามาที่นี่แล้วอย่างนั้นหรอคะ” 

               “ใช่ครับ” เขาหันมาตอบเธอ แม้จะพอดูออกก็ตามว่าผู้หมวดมาริษาไม่เคยหวังร้ายต่อเขาเลยก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าเธอจะไม่ถูกหลอกใช้ 

               “ผู้กองไม่ไว้ใจแม้แต่ริษาหรอคะ” ผู้หมวดสาวว่าอย่างเสียใจจนน้ำตาคลอ เมื่อก่อนเธอแอบรักเขาจนหมดใจแต่เขาก็ไม่เคยเปิดโอกาสให้เธอได้เข้าใกล้ ต่อมาเขาก็เปิดตัวว่ามีเมียแล้ว แล้วเธอก็รู้ดีว่าเธอไม่มีอะไรที่จะสู้เมียของเขาได้ ถึงเธอจะเลิกหวังในตัวและหัวใจของเขาแล้วแต่อย่างน้อยเธอก็ยังอยากได้มิตรภาพความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เธอขอแค่ความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ยอมถอยแล้วแต่เขาก็ยังจะปิดกั้นเธออีกหรอ 

               “ผมต้องขอโทษหมวดด้วย ผมไม่ได้อยากจะให้หมวดรู้สึกไม่ดีหรอกนะ แต่เพื่อความปลอดภัยของทุกคนที่นี่และเพื่อความลับทางราชการ หวังว่าหมวดจะเข้าใจผมนะครับ ยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้” 

               “เพื่อนที่ดีต่อกันอย่างนั้นหรอ!” ผู้หมวดมาริษาว่า “เพื่อนเขาทำกันแบบนี้หรอคะ เขาไม่ไว้ใจกันถึงขนาดนี้หรอ ผู้กองอยากเป็นเพื่อนกับริษาแน่หรอคะ” 

               “...” 

               “เพราะพ่อของริษาใช่มั้ย ผู้กองกำลังสงสัยพ่อของริษาใช่มั้ยก็เลยพาลไม่ไว้ใจริษาด้วย” ผู้หมวดมาริษาว่าทั้งน้ำตา เธอรู้มาว่าในวันที่ผู้กองพนาออกลาดตระเวนหาข่าวเขาถูกพวกของชารีฟลอบโจมตี มีแค่คนที่รู้ว่าเขาจะไปลาดตระเวนเท่านั้นที่ลอบโจมตีเขาได้ และพ่อของเธอก็ทำตัวน่าสงสัย แผนที่ที่พ่อของเธอฝากมาให้เขามันใช้การอะไรไม่ได้เลย คนที่รู้ว่าเขาจะไปลาดตระเวนนอกจากลูกน้องในฐานของเขาก็มีแค่พ่อของเธอ ซึ่งเธอก็รู้ว่าลูกน้องของเขาไม่มีใครกล้าทรยศเขาแน่ ถ้าอย่างนั้นจะเป็นใครไปได้ล่ะถ้าไม่ใช่พ่อของเธอ ขนาดเธอ เธอเองก็ยังสงสัยพ่อตัวเอง สงสัยคนที่เป็นสายของพ่อด้วย  

               “ริษาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ริษาเองก็สงสัยเหมือนกับที่ผู้กองสงสัยแต่ริษาก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ที่ผ่านมาพ่อทำดีมาโดยตลอด พ่อห่วงใยชาวบ้าน พ่อปกป้องทุกคน พ่อชื่นชมผู้กองและรักผู้กองมากนะคะ แม้ริษาจะสงสัยแต่ริษาก็ไม่เข้าใจว่าพ่อจะทำแบบนี้ทำไม พ่อจะทำร้ายผู้กองไปเพื่ออะไร...” 

               “หมวด ผมยังไม่ได้กล่าวโทษผู้ใหญ่เลยนะ เรื่องนี้เรายังไม่รู้ความจริง ซึ่งความจริงแล้วผู้ใหญ่อาจจะไม่รู้เรื่องอะไรด้วย หรืออาจจะถูกบังคับให้ทำแบบนี้ก็ได้ ผมเองก็ยังไม่คิดจะปรักปรำใครแต่ผมแค่ป้องกันเอาไว้ก่อน หมวดอย่าเพิ่งคิดอะไรมากนะ ผมก็บอกแล้วไงว่าเรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ ไว้ผมจัดการเรื่องของชารีฟได้แล้วผมสัญญาว่าจะให้หมวดมาเที่ยวเล่นที่ฐานได้เหมือนเดิม หมวดเองก็เป็นตำรวจ ผมอยากให้หมวดเข้าใจในการทำงานของพวกเรา” 

               “ริษาแค่กลัว...ริษากลัวผู้กองจะเกลียดริษาแล้วริษาก็กลัวว่าพ่อจะหลงผิดจนหันกลับมาทำร้ายพวกเดียวกันด้วย ริษาไม่อยากให้เรื่องทุกอย่างมันเป็นแบบนั้น ริษาอยากให้พวกเรากลับมาสามัคคีกันเหมือนเดิม ช่วยเหลือกันแล้วก็ปกป้องชาวบ้านทุกคนให้ปลอดภัย ตอนนี้ริษาแค่กลัว” ผู้หมวดมาริษายังคงร้องไห้ก่อนที่เธอจะเดินเข้ามากอดผู้กองพนาเอาไว้แน่น ความกลัวที่สุดของเธอก็คือกลัวว่าผู้กองพนาจะเกลียดเธอ ถ้าเธอเป็นเจ้าของหัวใจของเขาไม่ได้เธอก็ขอแค่ความเป็นเพื่อนจากเขาบ้าง ดีกว่าไม่ได้เป็นอะไรเลย อย่างน้อยเวลาที่เธอคิดถึงเขา เธอก็ยังมาหาเขาได้ แม้ว่าข้างกายของเขาจะมีคนอื่นก็ไม่เป็นไร เธอขอแค่ได้มองเขาอยู่ห่างๆ ก็พอ 

               “หมวด หมวดปล่อยผมเถอะนะถ้าใครมาเห็นเข้ามันจะดูไม่ดี” ผู้กองพนาบอกแล้วจะผละเธอหนี แต่ผู้หมวดมาริษาก็ยังคงกอดเขาแน่น 

               “ขอริษาอยู่อย่างนี้สักพักได้มั้ย” เธอขอทั้งเสียงสะอื้น ผู้กองพนาได้ยินแล้วก็ยิ่งรู้สึกไม่ดี ตอนนี้ใครๆ ต่างก็รู้ว่าเขามีเมียแล้วแล้วถ้ามีคนมาเห็นผู้หมวดมาริษากอดเขาแบบนี้มันคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ๆ 

               เสียงร้องไห้ของผู้หมวดมาริษาทำให้แก้วเจ้าจอมที่กำลังจะกลับบ้านพักมาเห็นเข้าพอดี เธอไม่รู้ว่าผู้หมวดมาริษาพูดอะไรกับสามีของเธอ เธอได้ยินเพียงแค่เสียงร้องไห้แล้วผู้หมวดมาริษาก็กอดสามีของเธอเอาไว้แน่น พอมาเห็นภาพนี้เข้าจากที่เธอกำลังน้อยใจเขาอยู่แล้วเธอก็ยิ่งน้อยใจเข้าไปอีก ก่อนหน้านี้เขาดุเธอเรื่องที่เธอไปหาเขาที่อาคารอำนวยการ แค่นั้นยังไม่พอยังลากเธอหนีออกมาแล้วก็ไล่ให้เธอกลับบ้านอีก ที่บอกว่ากลัวพวกแก๊งค้ามนุษย์จะมาเจอเธอเข้าน่ะจะเป็นเรื่องจริงรึเปล่าก็ไม่รู้ ไม่ใช่ว่าอ้างไปงั้นๆ เพื่อที่จะไล่เธอไปแล้วเขาจะได้มากอดกันกับผู้หมวดมาริษาแบบนี้หรอ มันหลายครั้งแล้วนะที่เขาเคยบอกเธอว่าไม่ได้คิดอะไรกับผู้หมวดมาริษา เห็นอยู่ด้วยกัน พูดคุย สนิทสนมกัน นั่งรถไปไหนมาไหนด้วยกันเขาก็บอกว่าไม่ได้คิดอะไร คราวนี้เธอมาเห็นเขากับผู้หมวดมาริษากอดกันแน่นเขายังจะพูดเหมือนเดิมอยู่อีกมั้ย หรือต้องให้เธอมาเห็นอะไรที่มันมากกว่านี้ ต้องให้อยู่บนเตียงด้วยกันใช่มั้ยเขาถึงจะยอมรับ ทำมาเป็นไล่เธอหนีที่แท้ก็อยากมีเวลาอยู่กับคนอื่น หรือที่ผ่านมาที่เขาทำเป็นไม่อยากแตะต้องเธอจะเป็นเพราะเขามีคนอื่น จะกล่าวหาว่าเขาหลอกฟันเธอมันก็กล่าวหาไม่ได้เพราะเธอเป็นฝ่ายที่รักเขาแล้วก็รุกเขาก่อนตลอด หรือถ้าหากสิ่งที่เธอคิดเธออาจจะคิดมากไปเอง ความจริงแล้วเขาอาจจะไม่ได้คิดอะไรกับผู้หมวดมาริษา แล้วที่ยืนกอดกันนั่นล่ะคืออะไร หัวอกของคนเป็นเมีย มาเห็นผัวของตัวเองยืนกอดกันอยู่กับผู้หญิงคนอื่นคาตาแบบนี้จะให้เธอคิดยังไง ถ้าเธอไปกอดกับผู้ชายคนอื่นต่อหน้าเขาบ้างล่ะเขาจะรับได้มั้ย แก้วเจ้าจอมน้ำตาร่วงออกมาอย่างไม่รู้ตัวก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วรีบเดินออกมาจากตรงนั้นด้วยความรู้สึกเจ็บปวดและเสียใจ 

               “ผู้กอง...ขอริษากอดผู้กองแบบนี้สักพักเถอะนะคะ” ผู้หมวดมาริษาไม่ยอมคลายกอดจากผู้กองพนาง่ายๆ แล้วเธอก็ไม่อยากจะผละอ้อมกอดหนีจากเขาด้วย 

               “ไม่ได้” ผู้กองพนาตอบแล้วดึงเธอออกไปจากตัวของเขาในที่สุด “สิ่งที่ผมให้หมวดได้ก็มีเพียงแค่คำพูดให้กำลังใจกันในฐานะของเพื่อนเท่านั้น แต่อย่าขออะไรที่มันมากไปกว่านี้หรือแม้แต่การแตะเนื้อต้องตัวกันเลย หมวด...ผมมีเมียแล้วนะแล้วผมก็รักเมีย แคร์เมียของผมมากด้วย ถ้าเขามาเห็นเรากอดกันแบบนี้เขาจะคิดยังไง ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้คิดอะไรที่มันต่ำๆ ต่อกัน แต่ถ้ามีใครมาเห็นอะไรแบบนี้เข้ามันไม่มีใครที่ไหนจะรับได้หรอก หมวดอย่ามาทำแบบนี้กับผมอีก หมวดเองก็เป็นสาวเป็นนาง เป็นครู ตชด. ที่ควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียนได้เห็น การที่หมวดมาเที่ยวกอดสามีของคนอื่นแบบนี้ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดีงามอะไรหรอกนะ ให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วก็อย่าทำอีกนะครับ เชิญหมวดกลับไปเถอะครับ ตอนนี้ผมยังไม่อนุญาตให้คนนอกเข้ามาที่นี่” ว่าจบผู้กองพนาก็เดินหนีจากเธอไป ทิ้งให้ผู้หมวดมาริษาได้แต่ยืนน้ำตาร่วงอยู่คนเดียว แม้คำพูดของเขาเมื่อครู่นี้มันจะฟังดูสุภาพ แต่ความหมายของสิ่งที่เขาเอ่ยมันก็บาดลึกลงไปถึงหัวใจของเธอ เขาบอกว่าเขารักเมียของเขามากแล้วเขาก็ไม่มีวันที่จะมาทำหรือคิดอะไรที่มันต่ำๆ กับเธอ เหมือนเขาจะบอกว่าเธอหน้าไม่อายที่เที่ยวมากอดผัวของคนอื่นแบบนี้ สิ่งที่เธอทำมันทำให้เขามองเธอแย่ได้ขนาดนี้เลยเชียวหรอ 

  

 

 

               กว่าจะประชุมแผน เตรียมอาวุธและกำลังพลเสร็จก็ใช้เวลาไปมากโข การจับกุมตัวชารีฟในครั้งนี้มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย แต่ด้วยความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่หลายๆ ฝ่ายเขาก็คิดว่าอย่างไรเสียเขากับเจ้าหน้าที่ทุกนายก็น่าจะเป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะ จับตัวชารีฟกับกาเซ็มและปิดคดีนี้ได้เมื่อไหร่เขาก็จะได้มีเวลามาดูแลงานส่วนอื่นๆ ต่อ แม้การออกไปทำภารกิจในครั้งนี้ของเขา เขาจะค่อนข้างแน่ใจว่าจะสามารถจับกุมคนร้ายได้ แต่อีกใจเขาก็ต้องอดคิดเผื่ออีกไม่ได้ ชารีฟมันแค้นเขา กาเซ็มก็มีฝีมือแล้วถ้าเขาพลาดท่าถูกเล่นงานเสียเองล่ะ ความกังวลนี้ไม่ได้มาจากความรักตัวกลัวตาย ในเมื่ออุทิศชีวิตนี้ให้กับผืนแผ่นดินแล้วเขาจะตายเพื่อชาติเมื่อไหร่ก็ได้ เขาไม่เสียดายชีวิตเพราะเขามันตัวคนเดียว แต่ตอนนี้...เขาไม่ใช่คนตัวคนเดียวแล้วแต่เขายังมีเมียรักที่เขาจะต้องปกป้องดูแลเธอด้วย ถ้าเขาเกิดเป็นอะไรขึ้นมาในภารกิจครั้งนี้แล้วเธอจะอยู่กับใคร ใครจะปกป้องดูแลเธอแทนเขา ตอนนี้เธอมีเพียงแค่เขาเท่านั้น อย่างไรเสียเขาก็จะต้องพาเธอกลับไปส่งบ้านอยู่แล้ว ดังนั้นเขาก็ควรติดต่อกลับไปหาญาติพี่น้องให้เธอ เผื่อภารกิจครั้งนี้เขาเป็นอะไรขึ้นมาอย่างน้อยเธอก็ยังได้กลับบ้าน มีคนที่บ้านคอยดูแลแทนเขา 

               ผู้กองพนาเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้งในการติดต่อไปหารองแม่ทัพภาคที่ 3 พลตรีคีรินทร์ วัฒนกุล เพราะท่านเป็นเบาะแสเดียวที่เขาจะสืบหาครอบครัวให้กับแก้วเจ้าจอมได้ ซึ่งเขาก็ควรจะติดต่อกลับหาท่านนานแล้วแต่เขาก็ไม่ทำเพราะใจยังไม่พร้อมที่จะต้องจากกันกับแก้วเจ้าจอม แต่ครั้งนี้เขาว่ามันถึงเวลาจริงๆ แล้วที่เขาจะต้องทำอะไรให้มันถูกต้อง เผื่อภารกิจครั้งนี้เขาอาจจะไม่รอดชีวิตกลับมาหาเธอ 

ผู้กองพนาสืบหาเบอร์โทรศัพท์ของรองคีรินทร์ด้วยวิธีเดิมกับที่เขาเคยหาเมื่อหลายเดือนก่อนจนเจอ หัวใจของเขาเต้นโครมครามไปหมดด้วยความเครียดและความกังวล กลัวที่จะต้องพลักพรากจากคนรัก แต่มันก็เป็นเรื่องที่เขาจะต้องทำเพื่อเธอ มือของเขาเย็นเฉียบขณะกดเบอร์โทรศัพท์และสั่นเทาเบาๆ หายใจติดขัด กลัวมากจริงๆ กลัวราวกับจะมีใครจะมีควักเอาหัวใจของเขาออกไปจากอก เสียงรอสายดังได้ไม่นานสักพักก็คนรับ ผู้กองพนาคิดว่าคนที่รับสายอาจจะเป็นลูกน้องของท่านรองคีรินทร์เหมือนกับคราวนั้น แต่เปล่าเลย... 

               (“สวัสดีครับ ผมพลตรีคีรินทร์ วัฒนกุล ครับ”) ไม่ใช่เสียงลูกน้องของท่าน แต่เป็นตัวท่านเองที่รับสาย ผู้กองพนาถึงกับเหงื่อตกขึ้นมา 

               “...สวัสดีครับท่าน” ผู้กองพนาหลับตาลงพยายามตั้งสติและสมาธิในการพูดเรื่องสำคัญกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของประเทศ หากเป็นเมื่อก่อนเขาก็คงจะพูดตอบรองคีรินทร์ด้วยประโยคที่ยาวกว่านี้ แต่นี่...เขาอดรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ ในใจไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าท่านเกี่ยวข้องยังไงกับเมียของเขากันแน่ จะเป็นแค่พ่อของผู้หมวดคนนั้นหรือท่านอาจจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของเธอ ถ้าท่านรู้ว่าเขาเป็นอะไรกับแก้วเจ้าจอม อำนาจบารมีของท่านอาจทำให้เขาหายสาบสูญไปจากโลกใบนี้อย่างไร้ร่องรอยเลยก็ได้ 

               (“คุณเป็นใคร ติดต่อหาผมมีธุระอะไรกับผมรึเปล่า”) แค่เสียงที่ท่านถามกลับมาก็ทั้งน่าเกรงขามและน่าหวั่นเกรงแล้ว ฝ่ายรองคีรินทร์เองก็หัวใจเต้นแรงไม่ต่างกันเพราะนับตั้งแต่ที่มีคนติดต่อมาแจ้งเบาะแสของแก้วเจ้าจอมที่เบอร์นี้ เขาก็ถือโทรศัพท์เครื่องนี้เอาไว้ตลอดและจะเป็นคนรับสายเองทุกครั้ง เผื่อว่าคนที่เคยติดต่อมาแจ้งเบาะแสของแก้วเจ้าจอมกับเขาจะติดต่อกลับมาหาเขาอีก 

               “ผมไม่ทราบว่าท่านจะจำผมได้มั้ย แต่เมื่อเกือบสามเดือนก่อนผมเคยติดต่อหาท่าน...เรื่องผู้หญิงที่หายตัวไปน่ะครับ” 

               (“จำได้ ผมจำคุณได้!”) รองคีรินทร์รีบตอบกลับด้วยความดีใจ ความคิดถึงและเป็นห่วงลูกสาวเพียงคนเดียวปะทุขึ้นมาจนแน่นไปทั้งอก เขาเฝ้ารอคอยวันนี้มาแสนนานแล้ว เฝ้ารอคอยเบาะแสของแก้วเจ้าจอมจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่รู้ว่าลูกสาวจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง 

               “ก่อนที่ผมจะเรียนเรื่องนี้กับท่าน ผมอยากให้การสนทนากันครั้งนี้ของเราเป็นความลับ ไม่ทราบว่าท่านอยู่คนเดียวรึเปล่าครับ” 

               (“ผมอยู่คนเดียว เรื่องนี้จะรู้กันแค่คุณกับผมเท่านั้น”) รองคีรินทร์ตอบ วินาทีนี้จะให้เขาทำอะไรเขายอมทั้งนั้น ขอเพียงแค่เขาได้ลูกสาวกลับคืนมา 

               “ที่ผมต้องขอให้เป็นความลับก็เพื่อความปลอดภัยของผู้หญิงคนที่เขาอยู่กับผมครับท่าน เธอถูกตามล่าจากกลุ่มคนร้ายแก๊งค้ามนุษย์ และในกลุ่มคนร้ายนี้ก็มีเจ้าหน้าที่แฝงอยู่ด้วยผมก็เลยไว้ใจใครไม่ได้ แต่ตอนนี้เธอปลอดภัยดีครับ” 

               (“แล้วตอนนี้เธออยู่ที่ไหน ทำไมคุณถึงเพิ่งติดต่อมา”) รองคีรินทร์รู้สึกโล่งใจที่ได้รู้ว่าแก้วเจ้าจอมยังปลอดภัยดีอยู่แต่ก็อดโกรธคนที่โทรมาไม่ได้ ตั้งนานแล้วทำไมมันถึงเพิ่งติดต่อกลับมาหาเขา เขาก็นึกว่ามันจะตายห่าไปแล้วเสียอีก 

               “เธออยู่ในที่ที่ปลอดภัยครับ ผมอยากทราบว่าท่านเป็นอะไรกับเธอ ท่านครับ ตอนนี้เธอยังถูกพวกคนร้ายตามไล่ล่าและต้องการจะฆ่าปิดปากอยู่ ผมต้องขอโทษท่านด้วยที่ยังให้ข้อมูลอะไรได้ไม่มากจนกว่าผมจะมั่นใจว่าถ้าผมส่งเธอคืนให้ท่านแล้วเธอจะปลอดภัยครับ” พอผู้กองพนาอธิบายมาแบบนี้รองคีรินทร์ก็พอจะเข้าใจ ชายคนที่ติดต่อมาเขาคงอย่างจะได้ความมั่นใจว่าแก้วเจ้าจอมจะปลอดภัยเพราะคนร้ายที่เขาว่าก็มีเจ้าหน้าที่แฝงอยู่ด้วย เผลอๆ ชายคนนี้อาจจะคิดว่าเขาเป็นพวกเดียวกับคนร้ายก็เป็นได้ แต่การที่เขาจะบอกว่าเขาเป็นพ่อบุญธรรมหรือลุงแท้ๆ ของแก้วเจ้าจอมมันก็คงจะไม่ได้อีก คนที่โทรมาจะเป็นคนดีหรือคนร้ายเขาก็ไม่รู้แน่ ทั้งตัวของเขาแล้วก็ ผบ.กรันณ์ต่างก็มีศัตรูอยู่มากมาย ถ้าคนที่โทรมาเป็นคนร้ายแล้วรู้ว่าเธอเป็นลูกสาวของพวกเขาแก้วเจ้าจอมอาจจะยิ่งเป็นอันตรายก็ได้ 

               (“ถ้าคุณอยากรู้ว่าผมเป็นอะไรกับเธอ คุณก็ถามเธอสิว่าพลตรีคีรินทร์ วัฒนกุลเป็นใคร”) 

               “เธอตอบผมไม่ได้ครับท่าน ตอนที่เธอถูกคนร้ายไล่ล่าเธอได้รับอุบัติเหตุจนความจำเสื่อม เธอจำแม้กระทั่งชื่อของตัวเองไม่ได้ ผมเคยเห็นเธออยู่กับลูกชายของท่านเลยคิดว่าท่านก็น่าจะรู้จักกันกับเธอ สิ่งเดียวที่พอจะแสดงตัวตนของเธอได้มีเพียงแค่สร้อยจี้ดอกแก้วเจ้าจอมที่สลักคำว่า นางไม้น้อยของพ่อ เท่านั้น” 

               (“อะไรนะ...ความจำเสื่อมงั้นหรอ”) มิน่าล่ะ มิน่าล่ะทำไมแก้วเจ้าจอมถึงได้หายไปนานขนาดนี้ รองคีรินทร์รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เธอคงจะหนีพวกคนร้ายจนได้รับบาดเจ็บแล้วความจำเสื่อม ผู้ชายคนนี้จึงช่วยเธอเอาไว้ แต่...ถ้าเขาจะเคยเห็นเธออยู่กับผู้หมวดศิขรินแล้วก็รู้ว่าเขาเป็นพ่อของผู้หมวดถ้างั้น... 

               (“คุณเป็นเจ้าหน้าที่ใช่มั้ย”) จากร่องรอยที่รองคีรินทร์เคยตามหาแก้วเจ้าจอม คนที่ช่วยแก้วเจ้าจอมเอาไว้นั้นดูเหมือนคนที่มีความสามารถทางการต่อสู้และรู้จักการกลบร่องรอยของตัวเอง รู้จักยุทธวิธีทางการทหารเป็นอย่างดี มีแค่พวกหน่วยรบพิเศษเท่านั้นที่จะทำแบบนี้ได้ 

               “ครับ ผมเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษ ที่ผมติดต่อหาท่านก็เพราะผมต้องการจะส่งผู้หญิงคนนี้คืนให้ครอบครัวเพราะตอนนี้นอกจากกลุ่มคนร้ายแก๊งค้ามนุษย์แล้วเธอก็ยังตกเป็นเป้าหมายของพวกผู้ก่อการร้ายด้วย ผมอยากให้เธอกลับบ้านแล้วก็ไปให้ไกลจากพื้นที่เพื่อที่ว่าคนร้ายจะตามไปทำร้ายเธอไม่ได้ อีกอย่างตอนนี้ผมก็มีภารกิจสำคัญที่ต้องทำ...ผมไม่รู้ว่าผมจะมีชีวิตรอดกลับมาดูแลเธอต่อมั้ย ถ้าผมไม่รอดกลับมาก็คงไม่มีใครดูแลเธอต่อได้ผมเลยอยากให้เธอได้กลับไปหาครอบครัวครับ” ผู้กองพนาตอบตามจริง แต่สิ่งที่เขาตอบมันกลับทำให้รองคีรินทร์รู้สึกแปลกๆ ในใจ ที่เขาบอกว่าเขาดูแลแก้วเจ้าจอม...มันเป็นการดูแลแบบไหนกันแน่ ลูกของเขาความจำเสื่อม จำอะไรก็ไม่ได้ มันพาลูกเขาหายไปเป็นเดือนๆ แล้วเพิ่งติดต่อกลับมาเพราะว่ามันอาจจะตายในหน้าที่ ทำไม...ถ้ามันไม่ได้ออกไปทำภารกิจจนอาจจะตาย มันก็จะไม่ติดต่อมาหาเขาอย่างนั้นหรอ 

               (“ผมเป็นเพื่อนกับของพ่อเธอ คุณบอกผมมาว่าเธออยู่ที่ไหน ถ้าคุณไม่มั่นใจว่าถ้าคืนเธอให้ผมแล้วเธอจะปลอดภัยรึเปล่าเดี๋ยวผมจะไปเจอกับคุณเอง แล้วคุณจะได้รู้ว่าถ้าเธออยู่กับผมแล้วเธอจะปลอดภัยมากที่สุด”) รองคีรินทร์พยายามทำใจเย็น ตอนนี้ลูกของเขาอยู่ในกำมือของมัน อะไรยอมมันได้เขาจะยอมมันก่อนเพื่อความปลอดภัยของแก้วเจ้าจอม ถึงว่าสิเขาตามหาแก้วเจ้าจอมจนแทบจะพลิกแผ่นดินหาแต่ก็ไม่เจอเธอเสียที ที่แท้ก็เป็นเพราะว่าไอ้เจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษคนนี้มันเอาเธอไปซ่อนเอาไว้นี่เอง แล้วก็ซ่อนเอาไว้จนมิดเหมือนกับที่มันกลบร่องรอยการหลบหนีจากพวกคนร้ายด้วย 

               “หลังเสร็จภารกิจผมจะไปพบกับท่านเองครับ ผมอยากเจอคนในครอบครัวของเธอพร้อมกับหลักฐานให้ผมได้มั่นใจว่าผมส่งเธอคืนให้กับครอบครัวของเธอแล้วอย่างแน่นอน ต้องขอโทษท่านด้วยนะครับที่ผมอาจจะพูดเหมือนไม่เชื่อใจท่าน แต่ผมต้องระวังเอาไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยของเธอ” 

               (“แล้วถ้าภารกิจครั้งนี้คุณไม่รอดกลับมาล่ะ”) 

               “ลูกน้องของผมจะเป็นคนจัดการเรื่องนี้แทนผมครับ แต่ตอนนี้ผมขอให้เรื่องนี้เป็นความลับระหว่างผมกับท่านก่อน” 

               (“ได้ เอาตามนั้นก็ได้”) รองคีรินทร์ยอมวางสายโทรศัพท์ลงเพราะต่อให้เขาคาดคั้นอะไรอีกฝ่ายก็คงจะไม่ยอมบอกแน่ๆ ว่าลูกสาวของเขาอยู่ที่ไหน ท่าทางไอ้หมอนี่มันจะไม่ไว้ใจใครแล้วก็ระวังตัวมากเป็นพิเศษ ขนาดพูดอยู่กับรองแม่ทัพมันก็ยังกล้ามามีข้อต่อรองกับเขา ชักอยากจะเห็นหน้ามันแล้วสิว่ามันเป็นใคร น้ำเสียงที่มันพูดกับเขาเหมือนจะนอบน้อมแต่ก็แฝงไปด้วยความไม่ไว้ใจ ไอ้นิสัยแบบนี้น่ะก็มีแต่พวกนักรบที่เสี่ยงตายอยู่ตลอดเวลาเท่านั้นที่จะเป็น นิสัยของผมเหมือนกับน้องเขยของเขาไม่มีผิด รองคีรินทร์คิดก่อนจะต่อสายโทรศัพท์หาผู้กองกวินทร์ต่อในทันที 

               “ฮัลโหลเรนเจอร์ ว่างรึเปล่า ซีลอยู่ด้วยมั้ย” 

               (“ว่างครับพ่อภู ซีลกำลังป้อนข้าวแม่แก้มอยู่”) เสียงลูกชายที่ตอบกลับมาทำให้รองคีรินทร์เป็นห่วงน้องสาวนัก เพราะตั้งแต่ที่แก้วเจ้าจอมหายตัวไปราชาวดีผู้เป็นแม่ของเธอก็ตรอมใจด้วยความคิดถึงลูกจนลูกชายต้องลาราชการมาคอยดูแล 

               “ช่วยสืบให้พ่อหน่อยว่าเบอร์โทรศัพท์เบอร์นี้ติดต่อมาจากที่ไหน สืบเหมือนคราวก่อนที่เราเคยทำน่ะ” 

               (“เบอร์ใครหรอครับ”) 

               “พ่อยังบอกไม่ได้ เอาเป็นว่าสืบให้พ่อด่วนเลยนะ อ้อ! แล้วก็อย่าให้ใครรู้เรื่องนี้ล่ะ พ่อของเราก็ห้ามรู้เด็ดขาด” 

               (“ได้ครับ พ่อภูส่งเบอร์มาเลยครับเดี๋ยวผมจัดการให้”) 

  

 

 

               หลังจากวางสายกับรองคีรินทร์แล้วผู้กองพนาก็กลับมาที่บ้านพักในตอนเย็น ตอนนี้การเตรียมการสำหรับภารกิจเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่รอเวลาที่จะเข้าไปจัดการกับพวกของชารีฟตามที่ได้วางแผนเท่านั้น แม้เขาจะรู้ก็ตามว่ารองแม่ทัพท่านนี้เป็นข้าราชการทหารที่ดี มีผลงานที่ยอดเยี่ยมและกำลังจะได้เลื่อนขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 3 แต่ถ้าท่านไม่ใช่คนในครอบครัวของแก้วเจ้าจอมเขาก็ไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น ตอนนี้คนที่เขาต้องการเจอมากที่สุดก็คือคนในครอบครัวของเธอต่างหาก อาจป็นพ่อแม่หรือพี่น้อง ลุงป้าน้าอา ไม่ใช่เพื่อนของพ่อ ภารกิจเรื่องการจัดการชารีฟอาจใช้เวลาแค่ไม่กี่วันหากไม่มีอะไรผิดพลาด นั่นย่อมหมายถึงแก้วเจ้าจอมอาจจะได้อยู่กับเขาแค่วันนี้...ความรักความผูกพันที่เขามีต่อเธอมันยากที่เขาจะทำใจได้จริงๆ เขายังไม่พร้อมกับความสูญเสีย แต่เขาก็จะเห็นแก่ตัวอีกต่อไปไม่ได้ ก็อย่างที่เขาบอกกับรองคีรินทร์ไป ถ้าเขาไม่รอดจากภารกิจในครั้งนี้ล่ะ... 

               “เฮ้อ” ผู้กองหนุ่มถอนหายใจเมื่อเปิดประตูบ้านเข้าไปด้วยความกังวลกลัวว่าจะไม่ได้เจอกับเมียรักอีก แม้จะปลอบใจตัวเองแล้วก็ตามว่าถึงเธอจะกลับบ้านไปแล้วแต่เขาก็จะตามเธอไปด้วย ไปสู่ขอเอาเธอกลับมา 

               “แก้ว” พอเขาเข้ามาในบ้านก็เห็นแก้วเจ้าจอมกำลังนั่งอยู่ที่ปลายเตียง กำลังจัดแจงเสื้อผ้าที่ใส่ เห็นแล้วผู้กองพนาก็ต้องเลิกคิ้วขึ้น ทำไมเธอแต่งชุดนี้ล่ะ นี่มันเป็นชุดที่เธอใส่ในวันที่เขาเจอเธอครั้งแรกในป่า กางเกงขายาว สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวทับเสื้อกล้ามสีครีมซึ่งเขาได้ซักเอาคราบเลือดของเธอออกจนสะอาดแล้ว สวมแค่ชุดไม่พอแต่เธอยังสวมรองเท้าผ้าใบคู่เดิมด้วย 

               “ทำไมถึงแต่งตัวแบบนี้ล่ะ” เขาเข้ามานั่งลงข้างเธอแล้วกอดเธอจากทางด้านหลัง เขาเพิ่งจะได้รู้ว่าเธอตัวผอมลงไปเยอะเลยถ้าเทียบกับวันแรกที่เขาได้เจอเธอในชุดนี้ เพราะตอนนี้เสื้อผ้าของเธอมันดูหลวมๆ นิดหน่อย แต่ทรวงอกอวบก็ยังอวบอึ๋มเต่งตึงเช่นเคยเมื่อเขายื่นมือไปสัมผัสแล้วเริ่มนวดคลึงเบาๆ พร้อมๆ กับจูบลงไปที่ซอกคอของเธอ ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมานับตั้งแต่ที่เธอเป็นของเขา ทุกวันคืนเขาจะได้ลิ้มชิมความหอมหวานจากเธอ ได้ผูกใจแนบรักเป็นของกันและกันซึ่งความสัมพันธ์นี้มันยิ่งผูกหัวใจของเขาเอาไว้กับเธอจนแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม หลงเมียเป็นยังไงก็เพิ่งจะเข้าใจนี่แหละ 

               “แก้วแต่งชุดนี้แล้วสวยมั้ยคะ” 

               “ชุดไหนแก้วก็สวย” เขายิ้มตอบแล้วฝังรอยจูบลงไปกับซอกคอของเธอ อารมณ์ปรารถนามันทำให้เขาไม่ได้สังเกตว่าเธอกำลังร้องไห้ 

               “แล้วแก้วกับหมวดริษาใครสวยกว่ากันหรอคะ...ไม่สิ พี่พนารักใครมากกว่ากัน” เสียงสะอื้นของเธอทำให้ผู้กองพนาที่เตรียมจะกดเธอลงไปกับเตียงต้องชะงัก เขาค่อยๆ ผละออกมาจากซอกคอของเธอแล้วเชยคางเธอมาหา ซึ่งยิ่งพอเธอหันมาหาเขาเธอก็ยิ่งร้องไห้...นี่มันเกิดอะไรขึ้น 

               “วันนี้ที่พี่พนาดุแก้วแล้วก็ไล่แก้วกลับมาที่บ้านมันไม่ใช่เพราะพี่พนากลัวว่าจะมีคนร้ายมาเจอแก้วหรอกใช่มั้ยคะ แต่พี่พนาไล่แก้วหนีก็เพราะหมวดริษาจะมา พี่พนาคงกลัวว่าแก้วจะไปขัดจังหวะ...” 

               “ไม่ใช่นะแก้ว...” 

               “แก้วเห็นพี่พนายืนกอดกับหมวดริษา อย่าพูดอีกเลยว่าพี่พนาไม่ได้คิดกับเขา ยังมีเรื่องไหนอีกบ้างคะที่พี่พนาโกหก ตั้งแต่โกหกว่าเป็นสามีของแก้วมาจนถึงโกหกว่าไม่ได้คิดอะไรกับหมวด แล้วที่พี่พนาบอกว่ารักแก้วล่ะคะ พี่พนาโกหกรึเปล่า ตอนนี้แก้วเป็นของพี่พนาแล้ว แก้วยกทั้งตัว มอบทั้งชีวิตให้พี่พนาแล้วมันทำให้คุณค่าในตัวแก้วลดลงไปด้วยหรอคะพี่พนาถึงมีแค่แก้วคนเดียวไม่ได้” 

               “แก้วกำลังเข้าใจพี่ผิดนะ” เขาว่าแล้วปาดน้ำตาออกให้เธอ เขาไม่คิดว่าเธอจะมาเห็นตอนที่ผู้หมวดมาริษาโผเข้ามากอดเขา “หมวดริษาเขาแค่ไม่พอใจที่พี่ห้ามไม่ให้เขามาที่นี่ มันไม่เกี่ยวกับแก้วเลย แก้วอาจจะน้อยใจที่ถูกพี่ดุวันนี้ แต่พี่อยากให้แก้วเข้าใจ ที่พี่ทำทุกอย่างก็เพื่อแก้ว เพื่อความปลอดภัยของแก้ว แล้วพี่ก็เพิ่งติดต่อไปหาคนที่เขาน่าจะรู้จักกับแก้วมา หลังเสร็จภารกิจของพี่ พี่จะพาแก้วกลับไปส่งบ้าน...” 

               “ส่งบ้านหรอคะ” แก้วเจ้าจอมยิ่งร้องไห้แล้วมองหน้าเขาอย่างผิดหวัง “พาไปส่งบ้านหรืออยากจะกำจัดแก้วออกไปจากชีวิต...พี่พนาจะทิ้งเมียหรอคะ" 

               “ไม่” ผู้กองพนาส่ายหน้าแล้วดึงเอาเธอเข้ามากอด “เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้วแก้ว พี่ไม่ได้มีอะไรกับหมวดริษาแล้วพี่ก็ไม่ได้จะกำจัดแก้วด้วย พี่รักแก้วนะ แก้วคือแก้วตาดวงใจของพี่ เป็นคนในครอบครัวเพียงคนเดียวที่พี่มี พี่จะพาแก้วกลับบ้านแล้วก็ไปสู่ขอแก้วไง”  

               “แก้วจะเชื่อพี่พนาได้มั้ย...ถ้าแก้วไปกอดกับผู้ชายคนอื่นบ้างแล้วแก้วบอกพี่พนาว่าแก้วไม่ได้คิดอะไรกับเขาพี่พนาจะรู้สึกยังไง ไม่มีเมียคนไหนจะรับได้หรอกนะคะที่เห็นผัวของตัวเองไปกอดกับคนอื่นแบบนั้น” แก้วเจ้าจอมทุบอกของเขาด้วยความเสียใจและโกรธแล้วพอเธอจะต่อว่าเขาอีกเสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น ผู้กองพนาคิดว่าคนที่โทรมาอาจเป็นรองคีรินทร์หรือเจ้าหน้าที่ในทีมปฏิบัติการที่จะออกไปไล่ล่าชารีฟกับเขาจึงได้รีบหยิบโทรศัพท์ออกมาเพื่อจะรับสาย แต่ทว่าพอเขาดูที่หน้าจอโทรศัพท์ ชื่อของคนที่โทรมากลับเป็นชื่อของผู้หมวดมาริษา แก้วเจ้าจอมที่เห็นแบบนี้เข้าก็ยิ่งถอยออกห่างจากเขา ว่าไม่ทันขาดคำผู้หญิงของเขาก็โทรมาหาแล้ว... 

               “โทรมาทำไมตอนนี้วะ” ผู้กองพนาสถบว่าผู้หมวดมาริษาอย่างหัวเสียคนเดียว ทำตัวเป็นผู้ต้องสงสัยเรื่องทรยศฐานของเขาไม่พอยังจะมาสร้างความร้าวฉานให้เขากับเมียอีก ผู้กองพนาไม่สนใจจะรับสายแล้วโยนโทรศัพท์ทิ้งไปกับที่นอนในทันที คิดว่าผู้หมวดมาริษาคงจะโทรมาร้องห่มร้องไห้กับเขาเหมือนกับเมื่อตอนกลางวันอีกจึงไม่คิดที่จะรับสาย 

               “ทำไมถึงไม่รับสายชู้รักของพี่พนาล่ะคะ ไม่สิ...แก้วต่างหากที่อาจจะเป็นชู้ไปแย่งผัวของชาวบ้าน” 

               “แก้ว...” ผู้หญิงเวลาหึงนี่ทำไมถึงได้ดื้อแล้วก็ไม่ฟังอะไรเลยนะ แก้วเจ้าจอมของเขาไม่เคยเป็นแบบนี้ แก้วเจ้าจอมของเขานั้นอ่อนโยน ขี้แย ขี้กลัว ไม่ค่อยพูด ไม่กล้าประชดประชันเขาแบบนี้ เธอว่านอนสอนง่ายกว่านี้เยอะ ยิ่งความทรงจำของเธอกำลังจะกลับมาเธอก็ยิ่งไม่เหมือนเดิม ตอนนี้เธอเริ่มจะกลับไปเป็นคนเก่าที่เขาเคยเจอเมื่อหนึ่งปีก่อนแล้ว เธอเมื่อหนึ่งปีก่อนทั้งแสบ ทั้งชอบโวยวาย ไม่ยอมคนแล้วก็ดื้อสุดๆ แม่นางไม้น้อยที่น่าสงสารของเขากำลังจะกลับไปเป็นคนเดิมแล้ว 

               “พี่พนาจะรับสายเขาก็ได้นะคะแก้วไม่ว่าหรอก หมวดริษาเขาอาจจะอยากทวงของของเขาคืน...ไหนๆ พี่พนาก็จะพาแก้วไปส่งบ้านแล้ว งั้น...พี่พนาจะทิ้งแก้วไปตอนนี้เลยก็ได้ เผื่อไม่มีแก้วเจ้าจอมคนนี้แล้วพี่พนาจะได้ทำอะไรสะดวกๆ ขึ้น แก้วเป็นแค่ของที่พี่พนาเก็บได้ในป่า เป็นดอกแก้วเจ้าจอมข้างทางที่พี่พนาเด็ดมาเชยชมจนตอนนี้หมดคุณค่า มันถึงเวลาที่พี่พนาจะขยี้ดอกแก้วเจ้าจอมดอกนี้ทิ้งแล้ว...ถ้าแก้วได้กลับบ้านเมื่อไหร่แก้วสัญญาว่าจะไม่มากวนใจพี่พนาอีก แก้วเจ้าจอมคนนี้จะหายไปจากชีวิตของพี่พนา...ตลอดไป” แก้วเจ้าจอมว่าทั้งน้ำตาก่อนจะเดินหนีออกไปจากบ้านพัก เพราะยิ่งเธอเห็นหน้าเขาเธอก็จะยิ่งเสียใจ แต่ผู้กองพนาก็ไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นเมื่อเขารีบตามเธอออกไป เขาไม่ชอบคำลาจากที่เธอพูดแล้วเขาก็จะไม่ปล่อยให้เธอเข้าใจเขาผิดแบบนี้ด้วย เธอไม่ใช่ดอกไม้ข้างทาง แต่เธอแก้วเจ้าจอมประจำใจของเขา เธอเป็นเมียของเขาเขาจะไม่ยอมเสียเธอไปเด็ดขาด โดยเฉพาะเสียไปเพราะเรื่องเข้าใจผิดบ้าๆ นี่ 

               “พี่ไม่ให้แก้วไปไหนทั้งนั้น กลับมาหาพี่เดี๋ยวนี้นะแก้วเจ้าจอม!” เขาสั่ง ถ้าเธอดื้อเขาก็จะดุ เธอจะดื้อจะงอนเขาก็ไม่ว่า แต่เธอไม่มีสิทธิ์เดินหนีเขา ไม่มีสิทธิ์จากเขาไป เธอเป็นเมียของเขาแล้ว เขารักเธอ หวงเธอมากแค่ไหนเธอรู้บ้างมั้ย เมียรักของเขา...ต่อให้ตายเขาก็จะไม่ยอมเสียเธอไป 

               “อย่าเดินหนีพี่แบบนี้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเมื่อเห็นเธอหยุดเดินแต่ก็ยังไม่ยอมหันหน้ามาหาเขา “อย่าเดินหนีพี่เพียงเพราะเรื่องเข้าใจผิด แก้วจะไปไหนนี่มันมืดค่ำแล้วนะ กลับบ้านมาหาพี่นะเดี๋ยวพี่จะอาบน้ำให้ จะทำมื้อเย็นให้ด้วย” 

               “แก้วจะไปป่าหิ่งห้อย ถ้าพี่พนาเหงา...ก็โทรตามหมวดริษามาอยู่เป็นเพื่อนแล้วกันนะคะ” 

               “แก้ว...” 

               “ผู้กองครับ!” ผู้หมวดเผ่าเทพร้องเรียกมาแต่ไกลเมื่อผู้กองพนากำลังจะเดินเข้าไปฉุดเอาแก้วเจ้าจอมกลับเข้ามาในบ้าน ผู้หมวดหนุ่มอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมผู้กองพนากับแก้วเจ้าจอมถึงมายืนคุยกันอยู่ตรงนี้ ท่าทางเหมือนจะกำลังทะเลาะกันเสียด้วยสิ 

               “มีอะไรหมวด” ผู้กองพนาหันมาถาม เรื่องงานเขาก็เคลียร์แล้วก็สั่งการไปหมดแล้วนี่ 

               “หมวดริษาบอกว่าโทรหาผู้กองแต่ผู้กองก็ไม่ยอมรับสายเลยเขาก็เลยโทรมาหาผมแทน เห็นว่าอยากจะพูดกับผู้กองให้ได้น่ะครับ” สิ้นคำของผู้หมวดเผ่าเทพ แก้วเจ้าจอมที่ยืนอยู่ตรงนี้ด้วยก็ตัดสินใจเดินหนีไปที่ป่าหิ่งห้อยทันทีจนผู้กองพนาต้องตวัดสายตาดุมาใส่ลูกน้อง ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็จะตามมาอีก 

               “ทะเลาะกันอยู่หรอครับผู้กอง” 

               “เออ!!!” เขากระแทกเสียงตอบ  

               “คดีอะไรครับ” 

               “คดีอะไรล่ะ โดนเมียยัดข้อหานอกใจให้อยู่ ยัยเด็กดื้อเอ้ย รักมากจนแทบจะกราบไหว้บูชาเช้าเย็นขนาดนี้แล้วเอาอะไรมาคิดว่าผัวจะนอกใจ” เขาอดบ่นแก้วเจ้าจอมไม่ได้ เดี๋ยวขอคุยเรื่องงานก่อน คุยเสร็จเมื่อไหร่จะตามไปเคลียร์ที่ป่าหิ่งห้อย ถ้ายังดื้อไม่เลิกจะลากลงไปกินตับในน้ำเป็นการลงโทษซะให้ครางลั่นป่าเลยคอยดูสิ  

               “ไหน หมวดริษาเขาอยากจะคุยอะไรกับผมนักหนา” ผู้กองพนาคาดโทษแก้วเจ้าจอมเสร็จก็หันมาทางผู้หมวดเผ่าเทพ เขาจึงส่งโทรศัพท์ที่ยังต่อสายอยู่กับผู้หมวดมาริษามาให้ 

               “หมวดมีธุระอะไรกับผมรึเปล่าครับ” ผู้กองพนาถามผู้หมวดมาริษาที่ยังอยู่ในสายหากแต่สายตาก็ชะเง้อมองตามแก้วเจ้าจอมที่กำลังไปที่ป่าหิ่งห้อย 

               (“ผู้กองคะ เมื่อกี้นี้ริษาแอบเห็นมีกลุ่มชายติดอาวุธสงครามครบมือมาทำลับๆ ล่อๆ อยู่ที่สวนยางหลังบ้านริษาค่ะ ริษาได้ยินพวกเขาพูดคุยกันพอจับใจความได้ว่าจะไปฐานของผู้กอง ริษาไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรแต่ผู้กองช่วยบอกทุกคนระวังตัวเอาไว้หน่อยนะคะ พวกเขามีเกือบร้อยคนเห็นจะได้ ริษากลัวว่าจะเป็นพวกผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ค่ะ”) 

               “หมวดเห็นพวกมันนานแล้วรึยัง” ผู้กองพนาถามกลับอีกแล้วเดินเข้าไปในบ้านพักเพื่อหยิบอาวุธปืนทั้งปืนพกสั้น ปืนยาวจู่โจม มีดแล้วก็แม็กกาซีนบรรจุกระสุน 

               (“ไม่นานเท่าไหร่ค่ะ ถ้าพวกเขาจะไปที่ฐานของผู้กองจริงๆ ป่านนี้ก็น่าจะใกล้ถึงแล้ว ริษาพยายามโทรหาผู้กองแล้วแต่ผู้กองก็ไม่รับสาย”) คงเป็นตอนที่เธอโทรมาแล้วแก้วเจ้าจอมกำลังงอนเขาอยู่เขาเลยไม่ได้รับสาย 

               “ขอบคุณหมวดมากนะครับที่แจ้งเรื่องนี้ เดี๋ยวขอผมเช็คเหตุการณ์ทางนี้ก่อน ถ้าไม่มีเหตุอะไรเดี๋ยวผมจะแจ้งให้ทราบ” ผู้กองพนาวางสายแล้วส่งโทรศัพท์คืนให้ผู้หมวดเผ่าเทพด้วยสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา 

               “หมวด ไปบอกพวกเราเตรียมตัวให้พร้อมนะ” 

               “เรื่องอะไรหรอครับผู้กอง” 

               “เตรียมตัวรับการปะทะ ฐานอาจถูกถล่มในคืนนี้ เตรียมเรียกกำลังเสริมด้วย ด่วนเลย!” 

               “คะ...ครับ!” ผู้หมวดเผ่าเทพยืดตัวรับคำสั่งแล้วรีบออกไปจัดการตามที่ผู้กองพนาสั่งการ ไม่มีเวลาแม้แต่จะสงสัยหรือถามอะไรทั้งนั้นแล้วตอนนี้ ถ้าผู้กองบอกให้เตรียมตัวให้พร้อม นั่นย่อมแปลว่าของจริงกำลังจะตามมา 

               ทันทีที่ผู้หมวดเผ่าเทพออกไปจากบ้านพักของเขาผู้กองพนาก็หยิบเสื้อเกราะและหมวกฟาสกันกระแทกมาสวมแล้วจัดแจงเตรียมอาวุธต่อ เขาเชื่อในสิ่งที่ผู้หมวดมาริษาบอก ส่วนคนที่คาดว่าจะมาถล่มฐานของเขาคงไม่ใช่พวกผู้ก่อการร้ายในพื้นที่อย่างที่ผู้หมวดมาริษาเข้าใจ แต่เขาคิดว่าคงเป็นพวกของชารีฟเสียมากกว่าเพราะพวกมันก็เตรียมการที่จะมาถล่มเขาอยู่แล้ว เพียงแต่เขาไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้ มันชิงลงมือจัดการเขาก่อนที่เขาจะยกพวกไปถล่มมัน...เหมือนกับมีคนไปบอกมันเลยว่าเขาจะบุก มันถึงได้รู้ตัวแล้วบุกเขาก่อน 

               เฟี้ยววววว บึ้ม!!! 

               เสียงของระเบิดที่ดังขึ้นด้านหน้าฐานทำให้ผู้กองพนาต้องรีบวิ่งออกมาจากบ้านพักแล้วก็ได้เห็นกลุ่มควันไฟลุกโชนขึ้น เขาไม่รอช้ารีบวิ่งไปที่ฐานในทันที 

  

 

************************************************ 

ทั้งศึกนอก ศึกใน ผู้กองรับมือดีๆ นะคะ สู้ๆ 

************************************** 

เนื่องจากตอนนี้มีความยาวมากไรท์เลยหั่นเป็น 2 ตอนคือตอนที่ 19 และตอนที่ 20 ซึ่งไรท์จะลงติดต่อกันเลยนะคะ อ่านตอนนี้กันก่อนนะ แล้วตอนที่ 20 จะตามมาในตอนเช้าจ้า  

(ขอไรท์อ่านทวนเนื้อหาตอนที่ 20 ก่อนนะคะแล้วค่อยลง)  

ความคิดเห็น