วาฬกลิ้ง
Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 1st Day [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ค. 2563 10:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
1st Day [100%]
แบบอักษร

1st Day 

ผมคิดว่าตัวเองฝัน...

ฝันถึงแฟนเก่าที่มาหักหลังกัน เธอยืนควงอยู่กับชายชู้เยาะเย้ยใส่กันอย่างออกหน้าออกตา เปิดปากตะโกนด่าว่าผมเป็นอรหันต์ที่มีดีแค่หน้าตา ทำงานเก่งก็เท่านั้น หัวเราะเสียงสูงก่อนจะพากันเดินหายไป อนาคตที่ตั้งใจจะเก็บออมเงิน ซื้อบ้านหลังหนึ่งเอาไว้แถบชานเมืองเพื่ออยู่กับลูกกับภรรยา ทำให้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบซึ่งผมวาดฝันไว้พังลงกับตา

ตอนที่กำลังยืนหนาวเหน็บคนเดียว ไออุ่นบางอย่างก็เคลื่อนเข้ามาแนบรัดอยู่รอบตัว เป็นความอบอุ่นที่ราวกับว่าจะปัดเป่าให้เรื่องแย่ๆ จางหายไป พร้อมทั้งทำให้หลับฝันดี

ผมจมอยู่กับความอบอุ่นนั่นทั้งคืน...

จนกระทั่งชั่วเวลาหนึ่งรู้สึกว่ามันกำลังจะหายไป มือถึงรีบไขว่คว้าด้วยความอาวรณ์

‘ผมไม่ได้ไปไหนลิตเติ้ลแลมบ์ แค่จะไปเตรียมมื้อเช้าสำหรับเรา’ 

เสียงทุ้มนุ่มปลอบประโลมแทรกเข้ามาในโสตประสาท พร้อมๆ กับสัมผัสแผ่วเบาตรงข้างแก้ม ผมถึงยอมปล่อยให้ความอบอุ่นที่ว่านั่นค่อยๆ ถอยห่างไปแต่โดยดี

หลับอย่างสบายใจต่อไปได้ทั้งๆ อย่างนั้น ผ่านไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะเสียงคลื่นกระทบฝั่ง รวมทั้งเสียงเครื่องยนต์เรือและเจ็ตสกี

กะพริบตาปริบๆ เพื่อปรับสายตาให้เข้ากับแสงสว่างที่ลอดผ่านม่านผืนบางๆ เข้ามา สิ่งแรกที่เห็นผ่านหน้าต่างบานใสคือฟ้าเปิดสีครามและเหล่าปุยเมฆขาว ท้องฟ้าแบบนี้แหละเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าวันนี้อากาศท่าทางจะดีไปทั้งวัน อืม ดี แต่...ตรงข้ามกับไอ้การปวดหัวตุ้บๆ ที่กำลังคุกคามตัวเองอยู่ตอนนี้อย่างสิ้นเชิงเลย

ผมพ่นลมหายใจเบาๆ ยันกายลุกขึ้นจากเตียงนอน สภาพรอบด้านที่ไม่คุ้นตาทำให้รู้สึกแปลกอยู่หน่อยๆ

อ้อ เมื่อวานตอนเย็นผมบินมาลงภูเก็ตนี่นะ

หลังจากเช็คอินเอาของเข้ามาเก็บในห้องปุ๊บก็บ้าจี้ออกไปซื้อเบียร์กระป๋องที่เซเว่นมาแพ็คหนึ่งแล้วนั่งดื่มอยู่คนเดียวริมชายหาด เหมือนจะ...ดื่มไปเกลี้ยงเลยมั้ง?

“แม่ง...เฮ้อ”

เพราะผิดหวังมากไปเลยเสียอาการมากไปหน่อย

ไปงานเลี้ยงที่บริษัทยังไม่ปล่อยตัวเองให้เป็นบ้าได้ถึงขนาดนี้เลย ดีนะที่ยังกลับห้องมาถูก

ผมสะบัดหัวแรงๆ ขยับลุกขึ้นจากที่นอนแล้วเดินเอาหน้าเนือยๆ เข้าไปในห้องน้ำ ใช้น้ำเย็นๆ ราดชโลมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า พอจะช่วยให้ความอึนความมึนนี่จางหายไปได้บ้าง อาบไปก็คิดไปด้วยว่าพอทานมื้อเช้าของโรงแรมเสร็จ ผมจะลองออกไปเดินดูสักหน่อยว่าวันต่อๆ ไปควรจะทำอะไรกับการพักร้อนของตัวเองดี

ไปดำน้ำ? หรือเช่าเรือไปเที่ยวเกาะรอบๆ นอกดี

ยังไม่รู้ แต่จะพักผ่อนให้สะใจไปเลย

สวมเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวออกมา ผมก็เดินไปเปิดประตูบานเลื่อนที่เชื่อมระหว่างห้องนอนและห้องนั่งเล่นออกไป

โรงแรมที่ผมจองไว้เป็นโรงแรมหรู อาจจะไม่ได้หรูแบบมีสระว่ายน้ำและอ่างจากุชชี่ส่วนตัวอยู่หน้าห้อง แต่ก็นับว่าแพงพอตัวสำหรับพนักงานบริษัทธรรมดาๆ ที่มาพักแบบหัวเดียวกระเทียมลีบ ให้พูดตรงๆ ผมก็เพิ่งจะเคยจองห้องและพักโรงแรมระดับนี้เป็นครั้งแรก ไม่แก้ตัวเลยว่าตอนนั้นเพราะความโมโหขุ่นเคืองกับเรื่องที่เกิดขึ้นแท้ๆ

“ตื่นแล้วเหรอ”

“...” มือที่กำลังจับผ้าผืนเล็กเช็ดผมเปียกๆ อยู่ชะงัก

“ผมกำลังจะเข้าไปปลุกคุณอยู่พอดีเลย”

“...!”

ฮะ?

ผมเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน หลังจากหันไปตามเสียงทุ้มนุ่มนวลเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงบริติชแล้วพบว่าในห้องพักของตัวเองมีฝรั่งตัวโตที่ไม่รู้จักยืนอยู่ด้วย

อีกฝ่ายส่งยิ้มที่โคตรหล่อเหลาเจิดจ้ามาให้ ระหว่างพูดก็เดินสาวเท้าเข้ามาใกล้

หยุดอยู่ตรงหน้าผมซึ่งตัวแข็งทื่อก็วาดแขนโอบรอบเอว รวบดึงจนหน้าอกผมปะทะเข้ากับหน้าอกเปลือยๆ สีแทนที่ทั้งแข็งทั้งร้อน ไม่ใช่แค่นั้นเพราะจมูกโด่งๆ บวกเรียวปากหยักยังยื่นมาแตะข้างแก้มผมอีกด้วย

“อรุณสวัสดิ์ ตัวน้อย”

“เดี๋ยว...!” เสียงกระซิบข้างหูนั่นทำให้ผมรู้สึกตัว ขนลุกวูบวาบทั่วสรรพางค์กาย มือที่หายแข็งแล้วปล่อยผ้าขนหนูผืนเล็กลงบนพื้น ยกขึ้นไปยันอกหนานั่นให้ถอยออกไปไกล “คุณ...คุณเป็นใครเนี่ย! เข้ามาอยู่ในห้องของผมได้ยังไง”

“หืม?”

อีกฝ่ายเลิกคิ้ว สีหน้าดูแปลกใจอย่างเห็นได้ชัด

“ผมถามว่าคุณเป็นใคร เข้ามาอยู่ในห้องผมได้ยังไง เข้าห้องผิด?” ผมพยายามพูดช้าๆ ชัดๆ ให้เขาเข้าใจ

อะไรคือการที่เดินออกมาแล้วเจอฝรั่งหล่อวัวตายควายล้มแถมหุ่นเซ็กซี่ประดุจคริส เฮมสเวิร์ทสวมแค่กางเกงตัวเดียวยืนอยู่ในห้องที่ผมจองเอาไว้กันวะ แถมยังเดินมากอดมาหอมทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อนด้วย

“เข้าห้องผิด?” ฝ่ายนั้นทวนคำตาม จากนั้นเอ่ยโนตามหลัง “เมื่อวานคุณเป็นคนพาผมมานอนที่ห้องนี้เอง หลังจากที่ผมตกลงออฟคุณไปเมื่อคืน”

“ออฟผม!?”

เห็นสีหน้าและการชี้นิ้วเข้าหาตัวเองของผม เขาก็สับสนไม่ได้ต่างกัน แต่ก็ผงกศีรษะ

ทั้งคำพูดและการกระทำนั่นทำเอาผมหัวจะแตก ขมับที่ตุ้บๆ จากอาการแฮงค์อยู่แล้วยิ่งบีบมากกว่าเดิม ผมยกมือขวาขึ้น “เดี๋ยวก่อนนะครับ ผมว่าต้องมีอะไรเข้าใจผิดกันแน่ๆ ออฟที่คุณว่านี่ หมายถึงออฟพวกเด็กขายบริการ”

“ครับ”

“จะบ้าเหรอ! ผมไม่ใช่เด็กขายนะ”

“ลิตเติ้ลแลมบ์ เมื่อวานคุณเป็นคนเสนอให้ผมเอง จำไม่ได้เหรอ”

“...”

เสนอให้เอง?

ผมพยายามเค้นสมองนึกย้อนกลับไปอีกครั้งว่ามันมีเหตุการณ์บ้าบอคอแตกนั่นเกิดขึ้นจริงๆ รึเปล่า

ตัวเองเพิ่งจะมาถึงภูเก็ตเมื่อวานตอนเย็น เอาจริงๆ นอกจากคนขับรถสองแถวที่มาส่งหน้ารีสอร์ต พนักงงานต้อนรับและเบลล์บอย วันทั้งวันผมก็ได้คุยแค่กับน้องพนักงานเซเว่นตอนที่ปฏิเสธไม่สะสมแต้มก็เท่านั้น ข้าวปลายังไม่ทันสั่งมากิน เดินปลีกวิเวกไปนั่งดื่มคนเดียว แล้วจะไปให้ใครออฟได้ยังไง อ้อ ลืมไป มีเด็กขายบริการสองคนมาทัก...

เชี่ย...

“...” ผมหันไปมองร่างสูงใหญ่ตรงหน้าอีกหนด้วยสายตาที่เริ่มจะเปลี่ยนแปลงไป

พองัดแงะความทรงจำที่อยู่ลึกลงไปผมก็พบว่า เมื่อคืน...มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นจริงๆ ด้วย

แม้จะเลือนลางชวนสับสนอยู่บ้าง แต่ก็คุ้นๆ ว่าผมเห็นสิบแปดมงกุฎสองนั่นหาเหยื่อได้แล้ว ซึ่งก็คือผู้ชายตรงหน้านี้นั่นแหละ เห็นคนจะโดนหลอกแล้วก็เกิดแรงฮึดพุ่งเข้าไปหา สุดท้ายกลายเป็นเรื่องถึงขนาดโต้เถียงกันริมฟุตปาธ จากนั้นยังบ้าบิ่นตะโกนบอกให้อีกฝ่ายมาออฟตัวเองไปแทนอีก...

“อา” ครวญครางในลำคอด้วยความอับอาย มือขวาก็ยกขึ้นปิดตาตัวเอง

ดีนะที่ยังไม่มีอะไรรับไม่ได้มากกว่านี้เกิดขึ้น อย่างเช่น...ตื่นขึ้นมาบนเตียงอีกทีแล้วเจ็บสะโพกอะไรแบบนั้น

“ตัวน้อย เป็นอะไรรึเปล่า ปวดหัวเหรอ?”

“อย่ามาเรียกผมตัวน้อย แล้วก็คิดว่า...เรามีเรื่องที่จะต้องคุยกันนิดหน่อย”

เขายิ้ม “ไม่มีปัญหา เราคุยไปทานมื้อเช้าไปด้วยดีไหม”

กลายเป็นแบบนี้ไปแล้วผมก็ถอนหายใจ พยักหน้าก่อนก้มลงไปเก็บผ้าขนหนูที่ร่วงลงไปบนพื้นขึ้นมาสะบัด

“ผมจะเข้าไปเปลี่ยนเสื้อก่อน คุณเองก็หาอะไรสวมซะด้วยนะครับ”

ฝรั่งนั่นหัวเราะ แม้แต่เสียงหัวเราะยังทุ้มนุ่มฟังแล้วชวนให้เคลิบเคลิ้ม นัยน์ตาสีฟ้าที่มองตรงมาแวววาวระยิบระยับ “ผมรู้อยู่แล้วว่าคนเอเชียขี้อาย”

“...”

“แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมเจอเด็กขี้อายแบบคุณ”

คำว่า ‘เด็ก’ ไม่ได้หมายถึงผมยังเป็นเบบี้ตัวน้อยๆ หมายถึงอะไรคงไม่ต้องสาธยายให้อายเพิ่ม เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูดผมก็ทนฟังต่อไม่ไหว รีบเดินก้าวพรวดๆ กลับเข้าไปในห้องนอนของตัวเองทันที

ระหว่างที่รื้อหาเอาเสื้อผ้าในกระเป๋าเดินทาง สีหน้าดูไม่ได้ ในใจก็มีแต่ถ้อยคำต่อว่าตัวเองเป็นล้านๆ คำ

มาวันแรกมึงก็ก่อเรื่องแล้วไง

เชื่อแล้วว่าน้ำเมาทำให้คนขาดสติและทำอะไรสุดโต่งออกไปได้จริงๆ ถ้าเป็นผมในตอนปกติคงไม่เอาตัวเข้าไปยุ่งหรอก ฝรั่งคนไหนจะโดนหลอก คนไหนจะหมดตัวอะไรยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องของผม อย่างมากสุดก็อาจจะแค่เอ่ยตักเตือนไม่ให้ตัวเองรู้สึกแย่ที่เห็นคนจะเดือดร้อนแล้วทำเมินก็เท่านั้น แต่นี่...ยื่นเท้าเข้าไปเต็มๆ

หยิบเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นซึ่งเหมาะกับเที่ยวทะเลออกมาเปลี่ยน ส่องกระจกดูใบหน้าตัวเองก็เห็นว่าคิ้วยังชนกัน ไม่มีมาดพนักงานขายที่ยิ้มแย้มอย่างปกติหลงเหลืออยู่แม้สักนิด

ผมเปิดประตูกลับออกไป มองเห็นร่างสูงใหญ่ของฝรั่งคนเดิมนั่งคอยอยู่ตรงโต๊ะติดประตูระเบียงบริเวณหน้าห้อง บนนั้นเต็มไปด้วยบรรดาจานอาหารเช้ารูมเซอร์วิสของโรงแรม กลิ่นคาเฟอีนหอมๆ ฟุ้งไปทั่ว สูดดมแล้วเหมือนจะช่วยบรรเทาอาการจี๊ดๆ ตรงขมับไปได้เหมือนกัน

พยายามไม่มองรอยยิ้มมีเสน่ห์และนัยน์ตาสีสวยของเขาขณะเลื่อนเก้าอี้ทิ้งตัวนั่งลงตรงข้าม

ตอนนี้อีกฝ่ายไม่ได้โชว์อกเปลือยๆ กับกล้ามแขนแน่นๆ แล้ว สวมเสื้อคลุมอาบน้ำอีกตัว อาจจะไปขอเพิ่มมาจากพนักงานละมั้ง ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่หรอก เพราะคุ้นๆ อยู่ว่าเมื่อวานตอนเจอ เขาก็ไม่ได้สวมเสื้อผ้าเต็มชุด ตามผมมาที่นี่ก็คงจะไม่มีชุดใหม่เอาไว้เปลี่ยนนั่นแหละ

“คุณน่าจะหิว ทานให้เสร็จแล้วเราค่อยคุยกันดีกว่า”

“ขอบคุณครับ”

ทีแรกผมอ้าปากเตรียมจะเอ่ยแก้ไขความเข้าใจผิดก่อนเป็นอันดับแรก แต่พอมือหนาๆ นั่นเลื่อนจานมาให้ถึงเปลี่ยนใจขยับไปเกี่ยวหูแก้วกาแฟเพื่อยกขึ้นจิบ

กาแฟช่วยกระตุ้นกระเพาะอาหาร ผมคว้ามีดส้อมขึ้นมาจัดการของกินตรงหน้าทันที

ไม่มีใครพูดอะไร มีแค่เสียงช้อนกระทบจานคลอเสียงคลื่นด้านนอกซัดสาดเบาๆ แต่...โคตรจะอึดอัดเลย เพราะถึงผมจะก้มหน้าก้มตากินของตัวเองไป แต่ก็จับความรู้สึกได้ตลอดเวลาว่าร่างสูงใหญ่ตรงหน้านี่เอาแต่ใช้ตาคมๆ จ้องมาไม่หยุด บางครั้งเผลอเงยขึ้นก็ได้สบเข้ากับสายตาวิบวับโดยไม่ทันตั้งตัว

ไม่ปกปิดความคิด...

ผมได้แต่เคี้ยวฟัน รีบๆ กินรีบแก้ไขความเข้าใจผิดของหมอนี่ด่วนเลย

“โอเค” ปิดมื้อด้วยน้ำเปล่าเย็นๆ ผมก็นั่งตัวตรงอย่างเป็นการเป็นงาน “เมื่อวาน...ผมเสนอให้คุณออฟผมใช่ไหมครับ”

ฝ่ายตรงข้ามพยักหน้า

“คือว่า...นั่นเป็นเรื่องเข้าใจผิด จะว่าไงดีล่ะ ผมผิดเองนั่นแหละครับ เมื่อวานผมดื่มมากเกินไปก็เลยเมา” เพราะไม่รู้จะอธิบายยังไงดี สีหน้าผมเลยกลับมาย่ำแย่อีกรอบ ก็รู้ไงว่าที่กลายเป็นแบบนี้เพราะตัวเอง จะไปโทษคนตรงหน้าก็ไม่ได้ด้วย “ผมขอโทษคุณด้วยก็แล้วกันที่ทำให้เสียเวลา...”

คนฟังเลิกคิ้วขึ้น พอเห็นสีหน้าของผม เขาก็ส่งสายตาปลอบประโลมมา “ไม่เป็นไร มันไม่ใช่ความผิดคุณเลย คุณไม่ได้บังคับให้ผมเลือกคุณ แต่ผมเต็มใจที่จะเลือกคุณเอง”

“...”

“คุณเองก็ตรงสเป๊กผมนะ ผมชอบสะโพกและขาอ่อนของคุณมาก”

ผมอ้าปากเหวออีกหน มือยกขึ้นโบกรัวๆ “ไม่ใช่ๆๆ คุณเข้าใจผิดแล้ว ที่ผมสื่อหมายถึงว่าผมไม่ใช่เด็กขายบริการ ที่พูดกับคุณไปเมื่อวานเพราะผมแค่เมาเฉยๆ”

ให้ตายเถอะ เกิดมายี่สิบห้าปี ถึงจะไม่ใช่พวกเจ้าชู้ฟันสาวๆ ดะไปทั่ว ออกจะหัวโบราณมากกว่าผู้ชายทั่วไปด้วยซ้ำ แต่ก็เพิ่งจะมาเคยโดนเพศเดียวกันวิจารณ์เรื่องขาอ่อนกับสะโพกตัวเองก็ครั้งแรกครั้งนี้เนี่ยแหละ

ผมไม่ได้รังเกียจพวกเพศทางเลือกหรอกนะ เอาตรงๆ โคตรเปิดโลกเลย

“เมื่อวานคุณตอบตกลงออฟสองคนนั้นไปใช่ไหมล่ะครับ”

นึกว่าเขาจะพยักหน้า อีกฝ่ายกลับส่ายศีรษะ “เปล่า พวกเธอบอกว่าตัวเองทำงานเรียกแขกอยู่ที่ร้านหนึ่ง มาชวนให้ไปดื่มที่นั่น ผมเห็นว่าไม่ได้เสียหายอะไรเลยกะจะไปนั่งสั่งเครื่องดื่มสักแก้วสองแก้ว”

“...หือ?”

ไม่ได้ออฟ? งั้นสองคนนั่นก็โกหกผมน่ะสิ ไอ้ที่ผมคิดว่าจะพาไปดื่มแล้วหลอกขึ้นห้องกันต่อก็ถูกแล้วสินะ

แต่...พอผมตะโกนให้ออฟ เขาจะมาออฟผมทำไมละวะ

คิดไปคิดมาแทบเอาหัวโขกขอบโต๊ะ สุดท้ายก็ถอนหายใจก่อนว่า “คุณโดนหลอกแล้ว สองคนนั่นไม่ได้ทำงานให้ร้านไหนทั้งนั้นแหละครับ พวกเธอเป็นเด็กขายที่เดินหาลูกค้าไปเรื่อย”

“...” คนฟังทำหน้าแปลกใจ

“ที่จริงแล้วผมก็เป็นนักท่องเที่ยวเหมือนคุณ แต่สองคนที่คุณคุยด้วยเมื่อวานเป็นพวกหลอกลวง ผมรู้เพราะก่อนหน้านี้พวกเธอมาขอให้ผมออฟแล้วแอบล้วงกระเป๋า พอเห็นคุณจะไปกับพวกเธอก็เลยเข้าไปเตือนก็เท่านั้น ตอนนั้นผมอาจจะกำลังเมาๆ แล้วสถานการณ์มันก็วุ่นวายด้วย คุณจะไม่เข้าใจก็ไม่แปลกหรอก”

“คุณไม่ใช่?”

“ครับ ผมไม่ใช่”

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ต่อมาก็ส่งเสียงครวญในลำคอเบาๆ “ผมเข้าใจแล้ว แต่...”

“...”

“ผมชอบคุณนะ เราน่าจะเข้ากันได้ดี”

“ครับ?” คิ้วผมชนกัน

เขากำลัง...เชิญชวนผมถูกต้องไหม?

“นี่คุณ ถึงเมื่อวานถึงผมจะเข้าไปพูดกับคุณแบบนั้น แต่ผมก็ไม่ใช่เกย์หรอกนะครับ”

พอได้ยินน้ำเสียงจริงจังของผม ฝรั่งตรงหน้าก็ดูผิดหวังไปถนัดตา เวลานี้เขาทำให้อิมเมจที่ผมเห็นเป็นคุณหมีใจดี มองแล้วรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง ผมเสไปใช้นิ้วลูบแก้วน้ำเปล่าที่รอบด้านปกคลุมไปด้วยละอองความเย็น คิดว่าผู้ชายตรงหน้าคนนี้ แม้เมื่อวานจะตกลงไปกับมิจฉาชีพสองคนนั่น แต่ดูๆ ไปแล้วไม่ใช่พวกฝรั่งหื่นกามอะไรแบบนั้น เห็นได้จากการที่ตอนผมเมาไม่มีสติเมื่อวานหลังบอกให้ออฟแล้วเขาก็ไม่ได้รีบร้อนทำอะไรคนหลับ

“ก็ตามนั้นนั่นแหละครับ ผมขอโทษคุณอีกทีก็แล้วกัน แล้วก็เมื่อวาน...คุณ เอ่อ...ออฟผมไปเท่าไหร่ คุณจ่ายเงินแล้วรึเปล่าครับ ผมจะคืนให้” จังหวะที่พูดประโยคนี้ผมก็รู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนจนแทบไหม้

“ยังไม่ได้คุยกัน แต่ก่อนหน้านี้ผมบอกคุณแค่ว่าเราจะตกลงกันสิบห้าวัน”

“สิบห้าวัน!?”

ฟังเสียงทุ้มๆ ที่ตอบกลับมาผมก็สวนสูงปรี๊ดแทบทะลุเพดานรีสอร์ต จ้องหน้าของคนตรงข้ามด้วยสายตาอึ้งๆ

“คุณ...คิดยังไงออฟคนอื่นเขาตั้งสิบห้าวัน”

“ผมบอกแล้วว่าผมชอบคุณ”

ผมหัวเราะเฝื่อนๆ “ถูกใจแต่คุณจำเป็นจะต้องเหมาสิบห้าวันเลยเหรอ”

“ตัวน้อย อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนี้สิ” เขาใช้เสียงทุ้มกระชากวิญญาณนั่นหัวเราะเบาๆ “สิบห้าวันของผมไม่ได้มีแค่เรื่องบนเตียงอย่างเดียว แต่ผมอยากให้คุณมาเที่ยวเป็นเพื่อนด้วยตลอดทริปที่ผมอยู่ที่นี่ต่างหาก”

“เที่ยวเป็นเพื่อน?”

“ครับ ผมมาภูเก็ตคนเดียว คิดว่าอยากจะมีเพื่อนเที่ยวสักคนตั้งแต่แรกแล้ว”

“...”

“รู้ไหม ผมไม่อยากให้คุณปฏิเสธเลย” เขาทอดสายตามองมา “ผมอุตส่าห์ได้รู้จักคุณแล้ว เราน่าจะเป็นเพื่อนกันได้ใช่ไหม คุณจะรังเกียจรึเปล่าถ้าผมอยากจะเที่ยวกับคุณ”

“เที่ยวกับผม?” ผมกะพริบตาปริบๆ ยกมือชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง ทำอะไรไม่ถูกนอกจากทวนถามซ้ำๆ

“ใช่”

“เอ่อ...ถึงจะบอกว่าได้รู้จักก็เถอะ แต่ผมกับคุณก็นับว่ายังเป็นคนแปลกหน้ากันอยู่ดี คนอื่นยังไงไม่รู้ แต่...ผมไม่สะดวกใจเที่ยวกับคนแปลกหน้าหรอกนะครับ” ผมตัดสินใจเอ่ยพูดตรงๆ

“เราค่อยๆ ทำความรู้จักกันไปก็ได้”

“มัน...ก็ใช่ แต่ตั้งแต่แรกผมก็ตั้งใจจะมาเที่ยวคนเดียวอยู่แล้ว”

แววตาเขากลับเป็นหมีซึมอีกหน “ผมเข้าใจ แค่คิดว่าอย่างน้อยเราน่าจะเป็นเพื่อนกันได้”

“นั่น...”

“ผมพูดภาษาไทยไม่ได้ ถ้าหากมีใครสักคนอยู่ด้วยก็คงจะดี ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องเซ็กซ์ ผมชอบคุณนะ ผมขอบคุณคุณด้วยที่เมื่อวานเข้ามาช่วยไม่ให้ผมถูกหลอก เรื่องที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้คุณไม่ค่อยสะดวกใจสักเท่าไหร่ แต่ผมคิดว่าเราได้พูดคุยกันแล้ว และผมก็อยากจะพูดคุยกับคุณมากกว่านี้อีก”

“...” ผมแลบลิ้นเลียริมฝีปาก จ้องมองคนที่พูดอยู่ครู่หนึ่งแล้วดึงสายตาออกทางด้านข้าง

ท่าทีของคนตรงหน้านี่ทำให้ผมหนักใจสุดๆ สิ่งที่อยู่ในหัวตีกันอีรุงตุงนังไปหมด

เงียบไปนาน สุดท้ายแล้วผมก็ตัดสินใจพยักหน้าช้าๆ “โอเค จะเอาอย่างนั้นก็ได้ เมื่อวานผมช่วยคุณก็จริง แต่ก็ทำให้เข้าใจผิดไปด้วยเหมือนกัน”

คนฟังเปลี่ยนสีหน้าฉับพลัน มองสายตาเป็นประกายของเขาแล้วผมก็ตัดบทไม่ลงจริงๆ

อีกอย่าง...สภาพผู้ชายคนนี้ไม่รู้ว่าต่อไปจะไปโดนคนอื่นเขาหลอกรอบสองรอบสามอีกไหม กว่าจะได้กลับประเทศไม่รู้จะถูกขูดรีดไปเป็นแสนๆ รึเปล่า

“แต่ว่าแค่เที่ยวเป็นเพื่อนนะครับ แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะไปกับคุณได้ทุกวันด้วย อย่างที่บอกว่าตั้งแต่แรกผมก็ตั้งใจจะมาเที่ยวคนเดียวอยู่แล้ว”

“ไม่มีปัญหา ลูกแกะน้อย”

“สำคัญมาก ผมไม่ใช่เกย์” ผมย้ำ ฟังคำว่าไอซีของเขาแล้วว่าต่อ “แล้วก็ไม่ได้ชื่อลิตเติ้ลแลมบ์อะไรนั่นด้วย ผมชื่อพีช”

“พีช?”

“ครับ พีช คนไทยมีชื่อเล่น คุณน่าจะรู้ พีชคือชื่อเล่นผม”

“ลูกพีช?”

“นั่นแหละครับ”

“เหมาะกับคุณ ผมชอบทานนะ”

ผมเกือบสำลักน้ำลาย แต่พอรวบรวมความกล้าจ้องนัยน์ตาสีฟ้าคู่นั้นก็เห็นว่าไม่มีร่องรอยความคิดสองแง่สองง่ามน่าโมโหอะไร รู้สึกตัวว่าเผลอใส่ใจคำของคนตรงหน้ามากไปหน่อยก็อดจะพึมพำไม่ได้ “เรื่องนั้นไม่ต้องบอกก็ได้ แล้วคุณล่ะ”

“แมทธิว วิลสัน”

“อ้อ มิสเตอร์วิลสัน”

“คุณเรียกชื่อผมดีกว่า เราจะได้สนิทกันมากขึ้น” เขาผลิรอยยิ้มมีเสน่ห์ส่งมาให้อีกแล้ว

เพื่อไม่ให้เป็นการดูมากเรื่อง ผมพยักหน้าเออออไป ยกมือส่งไปให้เขาเพื่อเป็นการเริ่มต้นแสดงความรู้จักและความสัมพันธ์ ตำแหน่งและบริษัทที่ผมทำมีการติดต่อดีลกับลูกค้าซึ่งเป็นชาวต่างชาติอยู่บ้าง เพราะงั้นผมถึงไม่มีปัญหากับการใช้ภาษาอังกฤษพูดคุยกับเพื่อนร่วมทริปคนใหม่เลย

“อืม...ผมยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องเที่ยว คิดว่าหลังจากนี้จะลองเลือกๆ ดู ถ้าคุณอยากไปไหนทำอะไรก็ลองบอกมาได้ ผมจะลองหาวันดูว่าเราจะไปวันไหนกันบ้าง จริงสิ ผมพักที่นี่สิบสี่วัน เมื่อวานเพิ่งมาถึง คุณล่ะครับ”

“ผมมายี่สิบวัน ผมค้างที่นี่เป็นคืนที่สองแล้ว”

“งั้นผมก็กลับก่อนคุณสินะ”

“ถึงตอนนั้นผมคงคิดถึงคุณน่าดู”

“นี่ เวอร์แล้ว ยังไม่ทันจะไปไหนด้วยกันสักหนเลย”

เขาส่ายหน้า “ผมบอกแล้วนี่ว่าผมชอบคุณ”

ฟังคำว่าไอไลค์ยูของหมอนี่มาหลายรอบละ ไลค์นี่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่คำว่าชอบในเชิงนั้นอย่างเดียว ไม่ได้มีอะไรฟังดูลึกซึ้งถึงขนาดนั้น แต่ฟังบ่อยๆ ผมก็ชักจะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาก่อกวน

ขนลุกหมดแล้ว!

“โอเค เอาเป็นว่าวันนี้คุณกลับห้องไปจัดการตัวเองก่อนก็แล้วกันครับ”

ผมลุกขึ้นยืน บอกว่าจานเปล่าพวกนี้จะจัดการติดต่อพนักงานให้มาจัดการเอง เลือกจะส่งสัญญาณบอกให้ฝรั่งหมีนี่รีบออกไปจากห้องสักที เกิดเรื่องชวนมึนติดต่อกันรัวๆ ผมอยากจะพักสมองหน่อย

ก่อนหน้านั้นเราแลกช่องทางติดต่อกันไป แมทธิวมีซิมไทยอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไรสำหรับคนที่มาท่องเที่ยวในประเทศนั้นๆ พอเมมเบอร์ เขาก็ขอแลกเปลี่ยน sns อื่นๆ ของกันและกันไปด้วย ไอจีผมเลยมีฝรั่งหล่อมาฟอลแบบงงๆ

“ผมจะรอคุณติดต่อมานะพีช”

ได้แต่มึนๆ อยู่กับตัวเองคนเดียวว่าสิ่งที่ตัดสินใจนี่ถูกรึผิด แต่ยังไม่ทันอ้าปากตอบ ร่างสูงก็ขยับเข้ามากอดเอวผมเอาไว้หลวมๆ ก้มหน้าลงมาแตะปลายจมูกโด่งๆ เข้าที่แก้ม

รอบสอง...ของวัน

“เดี๋ยว” พอรู้สึกตัวก็ผวาถอยหลังออกห่างแทบไม่ทัน “ทำอะไรเนี่ยคุณ”

คนตรงหน้าเองก็ชะงักไป “หืม?”

“ยังจะหืม คุณหอมแก้มผม” เสียงผมค่อนข้างห้วน

“ครับ?”

“ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าบ้านคุณจะกอดจะหอมไหม แต่คนไทยไม่ทำแบบนั้น”

“เข้าใจแล้ว ขอโทษนะพีช ผมรู้ แต่ผมลืมตัวไป”

“...” ผมพูดไม่ออก

แมทธิวมองมาด้วยสายตาอ่อนจาง สุดท้ายแล้วเขาก็ส่งยิ้มให้อีกหนก่อนจะเดินลงจากอาณาเขตบ้านพักของผมไป

มองตามแผ่นหลังกว้างนั่นไปครู่หนึ่ง ลมหายใจร้อนๆ หนักๆ ก็ถูกปล่อยผ่านริมฝีปากอย่างช่วยไม่ได้ ปิดประตูและกลับเข้ามาในห้องแล้วก็ยังมีความสับสนไม่ทันตั้งตัวอวลไม่จางหาย

เมื่อวานไปตะโกนบอกให้เขาออฟ วันนี้บอกว่าเข้าใจผิด แล้วจู่ๆ ก็ได้เพื่อนเที่ยวเป็นฝรั่งมาหนึ่งคน

เออ ไม่สับสนก็แปลกแล้ว

นี่ไม่ใช่การมาเที่ยวภูเก็ตครั้งแรกของผม

จำได้ว่าตอนเด็กๆ เมื่อหลายสิบปีก่อนพ่อแม่ก็เคยขับรถยนต์ส่วนตัวลงใต้มาแล้ว ตอนทำงานเป็นเซลส์ก็เคยลงมาดีลติดต่อลูกค้าอยู่สองสามหน แต่นั่นมาเพื่องานโดยเฉพาะ หนนี้เนี่ยแหละที่ลาพักร้อนเป็นครั้งแรกแล้วตัดสินใจมาเที่ยวคลายความเฟลจากการอกหัก ที่เลือกภูเก็ตแทนที่จะเป็นเกาะเงียบๆ สันโดษเพราะอยากเปิดหูเปิดตาด้วย

หลังจากแมทธิวกลับไป ผมก็มานอนเอกเขนกอยู่บนเตียงเสิร์ชหากิจกรรมน่าสนใจบนเกาะ ตอนที่โทรเรียกให้น้องพนักงานมาเก็บจานก็ถือโอกาสสอบถามให้เขาแนะนำมาด้วย

‘ลูกค้าชอบเที่ยวสไตล์ไหนล่ะครับ ถ้าดำน้ำดูปะการังทางโรงแรมเราก็มีทัวร์บริการนะ หรือจะเป็นพวกอะไรตื่นเต้นๆ หน่อยอย่างพาราชู้ต ขี่เจ็ตสกี อ้อ ปาร์ตี้พาราไดซ์ บีช แล้วก็ปาร์ตี้เรือก็มี ส่วนดังๆ หน่อยก็เป็นหาดป่าตอง แหลมพรหมเทพ ภูเก็ตแฟนตาซี ย่านเมืองเก่า อะไรทำนองนี้’ 

นั่นสิ...ไปๆ มาๆ ที่เที่ยวก็เยอะนะ แต่ดันไม่รู้จะไปไหน

ที่แน่ๆ คือตัดสินใจไว้แล้วว่าสักวันจะนั่งเรือออกไปเที่ยวรอบเกาะบ้าง

คิดนั่นนู่นนี่พร้อมไถพันทิปดูรีวิวท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ไม่รู้เพราะแอร์เย็นฉ่ำที่เป่าลงหัวและเสียงซัดสาดของคลื่นรึเปล่า ผมถึงค่อยๆ ผล็อยหลับไปอีกรอบโดยที่ไม่รู้ตัว

ตื่นมาอีกทีก็เห็นว่าพระอาทิตย์กำลังจะตกแล้ว บ่นกับตัวเองในใจไม่หยุดว่านอนเหมือนตายจนเสียเวลาเปล่าๆ ปลี้ๆ ไปหนึ่งวัน ลุกขึ้นพาหน้ามึนๆ อึนๆ ไปเปิดประตูกระจกบานเลื่อนหน้าห้องพัก แค่แง้มลมทะเลก็พัดแทรกเข้ามา จากมุมนี้ผมมองเห็นขอบน้ำทะเลที่สะท้อนแสงอาทิตย์เป็นเส้นสีเหลืองส้ม จ้องนานๆ ก็ต้องหยีตาเพราะสู้มันไม่ได้

แม้จะยังมีไอร้อนหลงเหลือ แต่อากาศก็นับว่าดี วิวธรรมชาติก็โอเค

ถ้าผมยังไม่เลิกกับลิลลี่ แล้วเราอยู่ด้วยกันที่นี่...

“เฮ้อ”

ลิลลี่อีกแล้ว 

ถอนใจเพราะอารมณ์จู่ๆ ก็ดาวน์ขึ้นมาซะเฉยๆ

ยืนนิ่งรับลมอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็ขยับตัวไปนอนยืดตรงเก้าอี้เอน ปลดล็อคมือถือที่ถือติดมาด้วย มองหน้าจอที่ส่องสว่างอย่างลังเล แต่สุดท้ายก็เลือกจะพิมพ์ข้อความ

‘ผมพีชนะครับ พรุ่งนี้ผมว่าจะลองไปเที่ยวหาดป่าตองกับหาดไม้ขาวดู คุณอยากจะไปด้วยกันไหม’ 

ส่งข้อความไปแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองธรรมชาติตรงหน้าต่อ

ความจริงผมไม่ได้คิดว่าจะติดต่อแมทธิวไปเลยด้วยซ้ำ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ตั้งใจมาเลียแผลใจคนเดียวเงียบๆ แต่พอคิดถึงลิลลี่ขึ้นมา ผมกลับรู้สึกว่ามีใครสักคนไปเที่ยวด้วยกันแล้วก็พูดคุยเพื่อให้ลืมเรื่องแย่ๆ ก็คงดี

คิดกับตัวเองเพลินๆ เป็นอันต้องชะงักเมื่อมือถือสั่นขึ้นมา ก้มลงมองก็เห็นว่าข้อความเข้า

แมทธิวตอบกลับมาแล้ว?

‘คุณไม่จำเป็นต้องถามหรอกว่าผมอยากจะไปไหม ผมรอให้คุณติดต่อมาตั้งแต่ออกมาจากห้องพักแล้ว’ 

“...” ผมกะพริบตาปริบๆ ขณะอ่านข้อความภาษาอังกฤษเหล่านั้น

‘ครับ งั้นพรุ่งนี้ประมาณแปดโมงเจอกันตรงถนนด้านหน้าตรงข้ามตลาดนะครับ ผมคิดว่าเราควรเช่ามอเตอร์ไซค์’ 

‘ได้เลยตัวน้อย คุณทานมื้อเย็นรึยัง?’ 

ผมพิมพ์ตอบกลับไปว่ายัง แต่ไม่ได้บอกหรอกนะว่าเพิ่งตื่น

‘คุณอยากจะออกมาร่วมโต๊ะกับผมไหม ผมอยู่ตรงร้านริมทะเลคนเดียว’ 

ร้านริมทะเลเหรอ... น่าจะเป็นพวกร้านอาหารที่ขายอาหารทะเลสินะ เห็นคำเชิญชวนแล้วผมก็ลังเลหนักมาก แต่พอคิดไปคิดมาแล้วเห็นว่ายังไงซะพรุ่งนี้ก็ต้องเจอหน้ากันอยู่แล้ว วันนี้ไปเจอเขาแล้วทำความรู้จักให้มากกว่าเดิม วันต่อๆ มาจะได้ไม่ต้องมานั่งอึดอัดก็ดีเหมือนกัน

ผมพิมพ์ตอบตกลงกลับไปจนได้

‘ผมจะรอนะ’ 

ในที่สุดผมก็ต้องลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปในบ้านพัก จัดการอาบน้ำอีกสักรอบหนึ่ง เปลี่ยนเสื้อแล้วก็ไม่ลืมทายากันยุงให้ตัวเองก่อนล็อคประตูออกมาจากเขตรีสอร์ต

รีสอร์ตที่ผมเลือกพักอยู่ตรงหาดกะรน และเดาว่าที่พักของแมทธิวก็น่าจะอยู่แถวๆ นี้ด้วย จากที่เมื่อวานผมดื่มเบียร์จนมึนแล้วเดินเลียบออกมาตรงถนนก่อนเจอเขาและเด็กสิบแปดมงกุฏสองคนนั้น

ผมถามชื่อร้านอาหารที่แมทธิวส่งมาให้กับคนในพื้นที่ จากนั้นมุ่งตรงไปหา

“พีช”

ฝรั่งหมีที่เพิ่งจะแยกกันตอนเช้าลุกขึ้นพลางส่งยิ้มโซฮอตมาให้

“สวัสดีครับ”

“ดีใจที่คุณมานะ”

ผมขยับตัวนั่งลงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ร้านที่แมทธิวเลือกเป็นร้านอาหารหรูติดริมทะเลของโรงแรมแห่งหนึ่ง รั้วทำมาจากกระจกแก้ว ริมทะเลที่ว่านี่คือริมซะชิดเลย มองเห็นเขตพื้นทรายแค่เล็กน้อย นอกนั้นคือคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง บนโต๊ะมีเทียนหลอดห่อด้วยกระดาษเหมือนโคมไฟดวงหรู พาให้บรรยากาศรอบๆ สลัวจางดูโรแมนติก

“คุณสั่งอาหารแล้วเหรอครับ”

เขาส่ายหน้า “ยังหรอก รอคุณ ผมไม่รู้ว่าพีชชอบทานอะไร”

“ผมกินอะไรก็ได้ จริงๆ เอาตามคุณน่าจะดีกว่านะครับ เอาที่คุณกินได้”

“ถ้างั้นพีชก็เลือกให้ผมก็แล้วกัน” มือหนาดันเมนูมาให้

ผมมองหน้าเขานิดหน่อย ใจจริงอยากให้จัดการเอง แต่สุดท้ายก็รับเมนูมาถือไว้จนได้ “คุณทานเผ็ดได้ไหมครับ”

“นิดหน่อยครับ”

เรียกพนักงานมาสั่งอาหารเป็นกับพร้อมข้าวสวยสามสี่อย่าง ระหว่างรออาหารผมก็ยกแก้วน้ำขึ้นจิบ เห็นคนหล่อมองมาก็กระแอมเบาๆ ตัดสินใจชวนคุย

“คุณเพิ่งเคยมาเที่ยวไทยเหรอ”

“ผมเคยไปพัทยากับสุราษฯ มาแล้ว คนไทยใจดี ผมชอบ เคยคิดอยากจะมาเที่ยวภูเก็ตหลายครั้ง ความจริงผมมาไทยรอบนี้เพราะเรื่องงาน ยังมีเวลาเลยตัดสินใจลงมาพักผ่อน”

ผมแปลกใจนิดหน่อย “งาน? คุณร่วมงานกับคนไทยเหรอ”

“ครับ ครั้งแรก”

“อ้อ...”

หมอนี่ดูท่าจะชอบเมืองไทยอยู่พอสมควรเลยแฮะ ในฐานะที่ผมเป็นคนไทย ก็พอจะรู้อยู่หรอกว่าด้านไหนมีดีด้านไหนไม่ค่อยโอเค แต่เรื่องการท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว และพวกอาหารการกิน อย่าหาว่าอวยกันนะ ผมว่าไทยแม่งสุดยอดจริงๆ

“ดูคุณก็น่าจะมีเพื่อนคนไทยนะครับ ทำไมถึงไม่ชวนใครสักคนมาเที่ยวเป็นเพื่อนล่ะ”

แมทธิวกระพริบตา “เพื่อนผมไม่ว่าง ถ้าเป็นคนอื่นก็ไม่รู้จะชวนใคร”

“...”

ถึงต้องมาชวนคนที่ไม่รู้จักแบบผมว่างั้น

ถ้าไม่บังเอิญรู้จักกัน เขาอาจจะไปออฟเด็กสักคนแล้วให้คนคนนั้นเป็นเพื่อนเที่ยวไปในตัวด้วยสินะ

เรื่องที่แมทธิวตกลงออฟผม แปลว่าเขากับผู้ชายก็ได้ พวกฝรั่งไม่มายด์กับการเข้าทางข้างหลังอยู่แล้วนี่ ผมเท้าคางขณะคิด แต่จังหวะหนึ่งที่หันหน้าไปมองคนที่กำลังพินิจอยู่แล้วดันสบสายตาเข้าด้วยกันพอดี วูบหนึ่งถึงต้องรีบก้มหน้ามองจานกระเบื้องเพราะดันไปเสียมารยาท

“คุณอาจจะรู้สึกแปลกๆ แต่ผมอยากจะบอกว่าผมดีใจนะที่คุณยอมตกลงไปเที่ยวเป็นเพื่อนผม” เขามองตรงมา “อย่างวันนี้ ถ้าพีชไม่มาร่วมโต๊ะกับผม ผมต้องเหงามากแน่ๆ”

ผมเผลอกลอกตา “เหรอครับ? ก่อนหน้านี้คุณก็เที่ยวคนเดียวมาได้ตั้งสองวัน”

“แต่ตอนนี้ผมมีคุณแล้วไง”

“...”

หันขวับไปมองหน้าคนพูดแล้วก็เห็นรอยยิ้มมีเสน่ห์ที่ส่งมาให้

ในพื้นที่ที่มีแต่แสงไฟจากเปลวเทียนสลัวแบบนี้ ผมมองใบหน้าหล่อเหลาได้รูปของเขาไม่ชัดหรอก แต่น่าแปลกที่แววตามันกลับสะท้อนวูบวาบจนตัวเองต้องขยับเปลือกตากะพริบซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายๆ หน

ก่อนที่ผมจะทันตอบโต้ไปว่าคุณนี่คารมดีนะ พนักงานสาวที่เดินถือถาดอาหารเดินเข้ามาก็หยุดมันเอาไว้ซะก่อน

ความคิดเห็น