ลิตเติ้ลมักเกิ้ล / ตรงนู้นก็ไล่มาเล่นตรงนี้
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.1 [ เยือนถิ่นโรมาเนีย ]

ชื่อตอน : Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.1 [ เยือนถิ่นโรมาเนีย ]

คำค้น : แวมไพร์ , ไวท์กัปตัน , ปุณณ์โน่ , เงินออกัส , midnight society , midnight , society , vampire , lovesick , ผีดิบ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มี.ค. 2559 21:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.1 [ เยือนถิ่นโรมาเนีย ]
แบบอักษร

 

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก

 

PART เงิน+กัส / ตอนที่ 1 [เยือนถิ่นโรมาเนีย]

 

...........................................................

 

บ้านเรือนไทยหลังงามอายุเก่าแก่เป็นอันดับต้นๆ แห่งเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี ประกอบกับน้ำตกเล็กๆ ที่สร้างขึ้นจำลองน้ำตกห้วยขมิ้นบริเวณก่อนขึ้นบันไดบ้าน ยิ่งส่งความงามให้บ้านหลังนี้ร่มรื่น น่าอยู่ ราวกับสวนสวรรค์

และมันจะน่าอยู่กว่านั้นมาก ถ้าหากว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของพ่อเลี้ยงปางไม้เมืองเหนือ จะไม่นั่งทำหน้ายุ่งเหมือนยุงตีกันอยู่ที่ห้องรับแขกภายใน

จดหมายที่เขาถืออยู่ในมือ คือจดหมายเรียกตัวไปสัมภาษณ์งานไกลถึงโรมาเนีย เขากรอกใบสมัครลงในเว็บไซต์มาหลายปีแล้ว ลงสมัครไว้หลายที่ แต่ก็ไม่มีที่ไหนที่ถูกใจเขา

การเป็นสัตวแพทย์ในเมืองไทย เป็นงานที่เขารัก แต่เพื่อนร่วมงานนี่สิ ที่ทำให้เขาอึดอัด ความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ประจบสอพลอ เอาใจผู้อำนวยการโรงพยาบาล เซ่นสินบน จ่ายใต้โต๊ะ จึงทำให้สัตวแพทย์หนุ่มจบใหม่ไฟแรงอยากจะหนีสังคมแบบนี้ไปให้ไกลๆ ไปได้ไกลแค่ไหนยิ่งดี ไปให้ไกลสุดขอบหล้าฟ้าเขียว เขาอยากจะหนีสังคมแบบนี้ที่สุด

...วันนี้ฟ้าคงเมตตาแล้ว ตระกูลผู้ดีเก่าร่ำรวยมหาศาลแห่งโรมาเนียอย่าง อลาสเตอร์ เรียกตัวเขาไปสัมภาษณ์ เพื่อเข้าประจำเป็นสัตวแพทย์ประจำตระกูล

น้ำเงิน สุริยวงศ์ ดีใจยิ่งกว่าถูกหวยสิบล้าน ต่อให้เอาช้างทั้งโขลงมารั้ง ยังไงเขาก็จะไป

“อย่าห้ามผมเลยนะครับ ขอให้ผมได้ไปเถอะ ผมทนอยู่ที่นี่ไม่ไหวแล้ว” เสียงเข้มที่นั่งหันหลังอยู่พูดกับเจ้าของปางไม้รายใหญ่ของประเทศไทย และเป็นปางไม้ใหญ่ที่สุดในเมืองเชียงใหม่ ชายวัยกลางคนและคุณผู้หญิง นั่งอยู่ไม่ห่างกันหลังจากนั้น ด้วยใบหน้าที่ยุ่งกว่ากัน x 10

“เงินคิดดีแล้วเหรอลูก โรมาเนียมันไกลมากเลยนะ สังคมจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ บ้านเมืองเขาจะดีหรือเปล่า จะน่าอยู่เท่าเชียงใหม่ของเราไหม?”

“ก็ต้องลองดูครับ” สัตวแพทย์ชายเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เงินลูก” คุณหญิงเอ่ยปรามขึ้นอีกครั้ง “สุริยวงศ์ของเรา ทำงานเป็นข้าหลวงเก่าแก่แห่งพระเจ้าเชียงใหม่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ ลูกจะทิ้งเชียงใหม่ไปจริงๆ เหรอ ที่นี่คือรกรากของเรานะ”

“ผมไม่ได้บอกว่าจะทิ้งนี่ครับ”

“.....”

“แค่ไปหาประสบการณ์ให้ชีวิตบ้าง ไม่กี่ปีผมก็คงกลับมา”

“แต่ว่า...”

“นะครับแม่ พ่อ ก็ไหนบอกผมว่า ถ้าอยากรู้ความหมายของชีวิต ก็ต้องลองออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองไงครับ นี่ไง ผมกำลังจะไปแล้วครับ ตระกูลอลาสเตอร์มีชื่อเสียงมากในเมืองนั้น ผมเชื่อว่าผมจะมีอนาคตที่ดีแน่ๆ” เสียงเข้มกล่าวด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

ผสมความดื้อดึงอีกเล็กน้อย

ผสมความเอาแต่ใจเข้าไปอีกนิดหน่อย

...เพียงเท่านั้น ก็ไม่มีใครสามารถห้ามเขาได้แล้ว

 

.

 

.

 

 

#เสียงจากน้ำเงิน

 

สิบโมงเช้า ผมก็ได้เดินทางมาเหยียบที่นี่...

ปราสาทอลาสเตอร์ ปราสาทสูงใหญ่ สง่างาม ภาพแรกในหัวของผม ต้องหรูหรา ทรงยุโรป ไฮแฟชั่น หรือเด่นเด้งแบบพระราชวังแวร์ซายอะไรเทือกนั้น

            ไม่คิดเลยว่า ปราสาทอลาสเตอร์ จะตั้งอยู่บนที่ที่โคตรจะลึกลับ ห่างไกลจากชุมชนเมือง ไม่มีโรงเรียนอยู่แถวนี้ ไม่มีโรงพยาบาล อนามัยเล็กๆ ก็ไม่มี ร้านสะดวกซื้อยิ่งไม่ต้องพูดถึง ลืมมันไปได้เลย แค่ยังมีสัญญาณโทรศัพท์ให้ผมก็บุญแล้ว

            ที่นี่คือ เมืองโฟกชานี เป็นเมืองหลวงของมณฑลวรันเชีย ประเทศโรมาเนีย มีชื่อเสียงมากในการผลิตเหล้าองุ่น ภาพในหัวของผม คือมันต้องสวยงามมากแน่ๆ แล้วมันก็สวยจริงๆ ระหว่างทางที่คนขับรถมารับผม บ้านเมืองที่นี่น่าอยู่ แต่ดันขับไกลออกมาเรื่อยๆ จนถึงที่นี่ ผมก็เริ่มไม่แน่ใจในความคิดของตัวเองแล้วเหมือนกัน ว่าตกลงที่นี่น่าอยู่จริงรึเปล่า

            ปราสาทของตระกูลอลาสเตอร์ สวยมาก แต่มืด มืดจนผมคิดว่าที่นี่คือตอนกลางคืนซะอีก ต้นไม้ที่อยู่บริเวณรอบๆ ปราสาทสูง ใหญ่ ราวกับอยู่ในป่าลึก นึกภาพประมาณเทือกเขาดงพญาเย็นอะไรทำนองนั้น ถ้าไม่มาเห็นกับตาตัวเองว่านี่คือบ้านคน ผมคงคิดว่านี่คงเป็นโลเคชั่นถ่ายหนังแวมไพร์ หรือบ้านมนุษย์หมาป่าอะไรในหนังไปแล้ว

            ถอยหลังกลับเชียงใหม่ตอนนี้ยังทันมั้ยวะ

            “เอ่อ...” ลุงคนขับรถ ที่ไปรับผมมาจากสนามบิน ไม่พูดไม่จาอะไรกับผมสักคำ นอกจากเอากระเป๋าผมเข้าไปวางในห้องรับแขก และชี้ลงไปบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง

            “นั่งรอตรงนั้นครับ”

ผมหย่อนก้นลงไปนั่ง เก้าอี้นี้นิ่มจริงๆ คงจะทำมาจากขนสัตว์อย่างแพง เพราะมันดูหรูหรา และมีราคามาก

            “เอ่อ...ไหนล่ะครับ คนที่จะมาสัมภาษณ์ผม ผมพร้อมแล้ว” ผมกล่าวด้วยใบหน้าเจือรอยยิ้ม และคิดว่านั่นคงเป็นยิ้มที่เจื่อนที่สุดเท่าที่เคยยิ้มมาในชีวิต ก็ดูสิ คนขับรถคนนั้นช่างเย็นชากับผมชะมัด ถึงแม้จะพูดด้วยและปฏิบัติอย่างให้เกียรติ แต่แววตาที่เย็นชานั้นมันเก็บซ่อนกันไม่ได้ ทำราวกับว่าเขาไม่มีชีวิตแน่ะ

            “รอตรงนี้ก่อนครับ ผมจะไปนำอาหารและของว่างมาให้”

เห้อออ ไม่ว่าจะที่ไหนก็เหมือนๆ กันสินะ เรื่องความตรงต่อเวลา แย่จริงๆ

ผมนั่งอยู่ที่เก้าอี้หมุนตัวเดิมรอเจ้าของบ้าน เวลาผ่านไปนานหลายนาที เปลี่ยนเป็นหนึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมงกว่า สองชั่วโมง จนสามชั่วโมงไปแล้ว ก็ยังไม่มีใครออกมาพบผม

            ตอนแรกผมก็สงสัยอยู่ ว่าทำไมลุงถึงเอาอาหารมาให้ผมเยอะนัก ปกติแค่คุ้กกี้กับน้ำผลไม้หรือกาแฟก็น่าจะพอแล้ว แต่นี่เล่นยกสำรับชุดใหญ่มาตั้ง คงรู้ว่าผมจะต้องรอนานขนาดนี้

            รอนานเสียจนผมเริ่มจะหิวขึ้นมาอีกรอบและหงุดหงิดขึ้นมาเล็กๆ

.

จนในที่สุด ผมก็นั่งไม่ติด ต้องลุกขึ้นเพื่อเดินดูอะไรภายในปราสาทนี้บ้าง

ความแปลกของที่นี่อย่างนึงก็คือ ปราสาทหลังนี้มีหน้าต่างน้อยมาก น้อยจนแทบไม่มีเลย ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า หน้าต่างน้อยแบบนี้ แล้วเขาใช้แสงไฟจากไหนกัน แสงอาทิตย์ส่องลอดเข้ามาได้น้อยมากๆ สวิตปลั๊กไฟอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ บ้านทั้งบ้านมืดตึ๊ดตื๋อ ไม่เปิดไฟเลยสักดวง มันน่าแปลกไหมล่ะ

            ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเมื่อเปิดไฟฉายส่องทางเดิน ศิลปะที่ตั้งโชว์ในบ้านหลังนี้ น่าจะเป็นศิลปะยุคกรีกโรมัน มันดูแข็งแรง และน่าจะเป็นที่ชื่นชอบของนักสะสมของโบราณ ผมเคยเห็นไอ้พวกนี้บ่อยๆ ในหนังแนวซอมบี้ แวมไพร์ หรือไม่ก็หนังแฟนตาซีแนวพ่อมด

ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอของจริง

“อ๊ะ... นั่น”

ภาพถ่าย ที่อยู่บนกำแพง...

.

เป็นภาพแนวตั้ง สูงเกือบสองเมตร ติดอยู่ที่ฝาผนังริมทางขึ้นบันไดวน ผมเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเป็นรูปชายสองคน คนหนึ่งยืนอยู่ข้างๆ เก้าอี้ แววตาเฉยชา แต่พอมองอีกทีก็อ่อนโยน หน้าเด็กกว่าอีกคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ แววตาดุดัน ท่าทางภูมิฐาน คนนั้นน่าจะเป็นเจ้าของบ้าน

“พ่อลูก หรือพี่น้องวะ?”

“นั่นคุณออกัสเตียน อลาสเตอร์ น้องชายคนเดียวของท่านชาย”

“เอ่อ...” ผมสะดุ้ง อยู่ดีๆ ไอ้ลุงขับรถคนนั้นมายืนอยู่ข้างหลังผมตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ ลุงชี้ไปที่คนยืน ใส่สูทสีดำ ตัวผอมๆ ผิวขาวมากจนเกือบซีด  ดีหน่อยตรงที่แววตาเฉยๆ คู่นั้นมีประกาย แม้ภาพมันจะให้ความรู้สึกขนลุกแปลกๆ ก็ตามที

“แล้ว เขาอยู่ น เอ่อ... หายไปไหนแล้ววะ” คนบ้านนี้นี่ยังไง จะปล่อยให้ผมรอไปถึงไหน ลุงก็มาหายแว็บไปอีกละ เดินไวจริงๆ

ผมมาถึงตั้งแต่สิบโมง ตอนนี้หกโมงเย็น ควรจะได้เวลากินข้าวเย็นได้แล้วนะคุณ ไม่หิวข้าวกันบ้างรึไงวะ

.

มึงไม่หิวแต่กูหิว!’ ท้องผมร้องดังยิ่งกว่าปืนรบพระนเรศวรอีกตอนนี้ ตั้งแต่มาที่นี่ ผมยังไม่เห็นคนอื่นในปราสาทหลังมหึมานี้เลย นอกจากลุงคนขับรถคนนั้นคนเดียว

พอเดินออกมาที่ประตูด้านนอก ก็เห็นว่าตอนนี้พระอาทิตย์ตกดินแล้ว

“คุณคะ”

“ฮะ? เอ่อ ครับ” เฮ้าส์เมทของที่นี่ใส่ยูนิฟอร์มสีขาวดำ เดินมาเรียกผม

“เชิญที่โต๊ะอาหารค่ะ คุณคงหิวแล้ว”

.

เออ หิวสิวะ ให้มารอนานขนาดนี้ไม่หิวได้ไง

.

ผมพยักหน้าและเดินตามเธอเข้าไปที่โต๊ะอาหารในห้องครัว

...โต๊ะอาหารที่นี่เป็นโต๊ะยาว มีเก้าอี้ตั้งอยู่ นับประมาณด้วยสายตาได้ไม่น่าต่ำกว่า 40 ตัว แสดงว่าในอดีตบ้านหลังนี้ต้องเป็นครอบครัวที่ใหญ่มาก แล้วตอนนี้หายไปไหนกันหมดวะ ปล่อยให้บ้านทั้งเงียบทั้งมืดยังกะบ้านผีสิงแบบนี้ได้ไง

นี่ถ้าเปิดเสียงจิ้งหรีดใส่ด้วยนะ แม่งใช่เลย

“แล้วคุณออกัสเตียน หรือคุณชาย ไม่มาทานพร้อมกันกับผมเหรอครับ”

“ไม่หรอกค่ะ” แม่บ้านตอบ “คุณออกัสไม่ค่อยชอบทานของพวกนี้เท่าไหร่ อีกอย่าง บ้านของเราไม่มีใครกินผัก ยิ่งคุณชายยิ่งแล้วใหญ่เลยค่ะ รายนั้นน่ะไม่ลงมาให้คุณเห็นหรอก” นี่เป็นคำพูดที่ยาวที่สุดในบ้านหลังนี้ตลอดระยะเวลา 8 ชั่วโมงที่ผมยืนอยู่ในนี้

.

ไม่มาก็ไม่มา กูจะแดกแม่งให้หมดเลย โทษฐานที่ปล่อยให้กูรอตั้งนาน ถ้ามึงไม่ให้กูเลี้ยงครุฑหรือพญานาค กูโกรธแน่ ให้กูรอนานขนาดนี้ ถ้าให้กูเลี้ยงแค่กระต่ายสองตัวกูเอาตายยยยย!!!!!

.

ผมคาดโทษเจ้าของบ้านอยู่ในใจ แล้วลงมือกินไก่งวง กับสตูเนื้อจนหมดเรียบ รสชาติที่นี่ใช้ได้เลยจริงๆ บวกกับบรรยากาศแสงเทียนแล้ว แม่งโรแมนติกสุดๆ

.

.....ใช่แล้วครับ ที่นี่ไม่มีหลอดไฟ มีแต่แสงเทียน และคบเพลิง

จริงๆ จะบอกว่าไม่มีก็ไม่ถูก หลอดไฟน่ะมี แต่เขาไม่เปิด ไม่รู้ว่าโดนกรมไฟฟ้ามาตัดไฟหรืออย่างไร

“รอไปก่อนนะคะ ตอนนี้คนในบ้านเริ่มจะตื่นกันแล้วล่ะค่ะ” เธอพูด และยกถาดอาหารไปเก็บในครัว

.

ตื่น

ตื่น???? หกโมงเย็นเนี่ยนะ นี่มึงจะนอนกินบ้านกินเมืองกันไปถึงไหนวะเนี่ย

.

กูจะอยู่ที่นี่ได้มั้ยวะ บ้านแม่งก็ลึกลับ รถก็ไม่มีวิ่งผ่าน อยู่ในเขตที่ไม่มีชุมชน แถมไม่มีเพื่อนบ้านเลยสักหลังเดียว ถ้ากูโดนฆ่าที่นี่ ใครจะรู้ โฮกกกก TTOTT

ผมยกเหล้าองุ่น เครื่องดื่มขึ้นชื่อของที่นี่ขึ้นกระดกรวดเดียวหมดแก้ว รสชาติดีเยี่ยมไร้ที่ติ สมแล้วที่เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านการผลิตเหล้าองุ่นของโรมาเนีย ผมนั่งจิบอยู่คนเดียวเรื่อยๆ จนเวลาล่วงเลยผ่านไปจนเกือบเที่ยงคืน

.

“มีอย่างที่ไหนวะ ให้มารอตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน แม่งลืมนัดกูรึเปล่าวะ!!

รอนานไปมั้ย?

นั่งนานกว่านี้อีกนิดนึง รากจะงอกออกจากตูดผมอยู่แล้ว

.

ความอดทนของผมขาดผึงลงในวินาทีนั้น ผมเดินตรงเข้าไปจับกระเป๋าเดินทางของตัวเอง และเตรียมตัวบอกคนขับรถว่าผมจะกลับ จะไปสนามบินเดี๋ยวนี้ ถ้าเขาไม่เห็นความสำคัญของผม ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมต้องอยู่ต่อ

...สัตวแพทย์ที่ทั้งเก่งและหล่อมากอย่างผม จะหางานอีกกี่ที่ก็ได้

.

เป๊งงง~

เสียงนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืนพอดี วินาทีที่ผมจับเป๋าเตรียมลากออกจากปราสาทหลังนี้ เป็นวินาทีเดียวกันกับที่ผมได้ยินเสียงเปิดประตูห้อง และฝีเท้าเบาๆ จากด้านบน ไม่แน่ใจว่าชั้นสองหรือชั้นสาม ผมชะงักและหยุดรอดูหน้าเจ้าของบ้านซะหน่อย ในใจอยากจะด่าสักยก กล้าดียังไงถึงให้น้ำเงิน สุริยวงศ์รอนานขนาดนี้

.

.

ตึก

ตึก

ตึก

เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา เดาว่าคงจะมีใครสักคนเดินลงมาจากบันได ไม่ออกัสเตียน ก็ไอ้ท่านชายล่ะวะ ขอดูหน้าหน่อยเถอะ มันจะสักแค่ไหนกันเชียว

.

.

.

.

อุ๊!!!!

แม่เจ้า!!

“โห...” ผมพึมพำกับตัวเอง

จะให้พูดกันตรงๆ เลยน่ะนะ คือไอ้คนที่กำลังเดินลงบันไดมา แม่งหล่อมาก! ขนาดผมซึ่งเป็นผู้ชายด้วยกันยังต้องยอมรับว่ามันหล่อมากๆ เลย ผมปลิวเล็กน้อย สีน้ำตาลเข้มช็อคโกแลต กับดวงตาสีอัลมอนด์ แม่งรับกับใบหน้าหวานคมนั้นจริงๆ

ผิวสีขาว ค่อนไปทางซีด ริมฝีปากชมพูอิ่ม ค่อยๆ เดินลากผ้าคลุมตัวยาวลงมาจากบันได อีกนิดนึงมึงจะเหมือนศาสตราจารย์สเนปละ ถ้ามึงมีไม้กายสิทธิ์และจมูกบานกว่านี้อีกนิดหน่อย

“สวัสดี” น้ำเสียงกังวานเอ่ยขึ้นทักทายผม

“สวัสดีครับ” จึงเป็นมารยาทให้ผมต้องปล่อยมือจากกระเป๋าเดินทาง และยกมือไหว้ทักทายกลับตามธรรมเนียมไทย

“นั่งลง และขอดูแฟ้ม”

.

.

ผมถอนหายใจดังเฮือก และนั่งลงหยิบแฟ้มผลงานให้เขาดู ไหนๆ ก็มาแล้ว นั่งคุยกันหน่อยก็ได้วะ

“สัตวแพทย์ชายน้ำเงิน สุริยวงศ์ จบเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง มหาลัยชื่อดัง ประสบการณ์การทำงานยังไม่มากเพราะเพิ่งเรียนจบ บ้านทำปางไม้ที่เชียงใหม่ สถานภาพโสด”

“.....”

“เชียงใหม่อยู่ที่ไหน?”

“ประเทศไทยครับ”

“ฉันไม่รู้จักประเทศไทย”

กรรม!

“เอ่อ ภูเก็ตน่ะฮะ แบงค็อก รู้จักไหม”

“อ๋อ” เขาพยักหน้า “ภูเก็ต แบงค็อก ฉันรู้จัก แต่ฉันไม่รู้ว่านั่นคือประเทศไทย ฉันรู้จักคิงส์ภูมิพลนะ”

“นั่นกษัตริย์ของพวกเรา” ผมตอบอย่างภาคภูมิใจ

เขาพยักหน้า และเปิดดูแฟ้มของผมไปเรื่อยๆ

“นาย...”

“.....”

2 ล้านบาทไทยต่อเดือน ถ้านายตกลงจะทำงานร่วมกับเราที่นี่”

.

.

อะไรนะ!!!!!

“เอ่อ มันจะไม่มากไปเหรอครับ เดือนละสองล้าน” นี่มึงจะให้กูมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของหนุมานรึไงวะ ทำไมค่าจ้างแม่งขนาดน้านนน

“คุณจะให้ผมทำงานอะไร ผมแค่สัตวแพทย์นะคุณ เอ่อ...คุณคือคุณออกัสเตียนใช่ไหม”

.

เขาพยักหน้า

“งานที่ฉันจะให้นายทำ มันคุ้มราคาอยู่แล้ว”

.

ไอ้บ้านนี่แม่งทำงานห่าอะไรวะ ถึงได้มีเงินจ้างสัตวแพทย์เดือนละสองล้านเนี่ย

“ม้า...”

“หืม?”

“นายรู้จักม้าไหม?”

“เอ่อ ครับ” อย่าบอกว่าจะให้กูมาเก็บขี้ม้านะ -0-

“นายจะต้องเลี้ยงม้าให้เรา”

โอ๊ย! ง่ายนิดเดียว เลี้ยงม้าได้เดือนละสองล้าน กูเอา!

“ตกลงไหม”

“ตกลงครับ” ผมพยักหน้าแทบจะทันที

.

มีห้องให้อยู่ อาหารฟรี ค่าใช้จ่ายอย่างอื่นก็ออกให้ แค่เลี้ยงม้า ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะวะ

“งั้นนายฟังให้ดี” เขาเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

ด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว “ถ้านายทำสัญญากับเราแล้ว จะไม่มีการยกเลิกสัญญา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น จนกว่าสัญญาจะหมดอายุ หรือตามแต่เราจะตกลงกัน”

“ครับ”

“ถ้าม้าสองตัวนั้นตาย นายจะต้องตายด้วย!

.

“อะไรนะครับ” เห้ย โหดไปป่าว

“แต่มันไม่ตายง่ายๆ หรอก ถ้านายเลี้ยงมันด้วยความรัก” ตบหัวแล้วลูบหลังสัสๆ

.

กูจะพยายามรักม้าของมึงก็แล้วกันนะ...

.

.

“แต่นายก็ตกลงแล้วนี่” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาอีกครั้ง

ไอ้บ้านนี้ลงโปรแกรมผีสิงกันไว้รึไงวะ แต่ละคนยังกะวิญญาณ

“ม้าของเรา...คือม้ายูนิคอร์น”

.

.

.

ยูนิคอร์น?

“ก๊ากกกก ฮ่าๆๆๆ เล่นไรเนี่ยคุณ ฮ่าๆๆ กรั่กๆๆ” ผมระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง จะบ้าเหรอ ยูนิคอร์นมันสัตว์วิเศษในตำนาน มีแค่ในเทพนิยายเท่านั้น นี่มันชีวิตจริงนะคุณ ไม่ใช่ป่าต้องห้ามแฮรร์รี่ พอตเตอร์ จะได้มียูนิคอร์นตัวสีขาวมาให้ขี่

.

บ้าป้ะวะ!

“นี่คุณ เล่นไรเนี่ย อารมณ์ขันดีจัง”

“.....”

ยูนิคอร์นห่าอะไร บ้าแล้ว

“ระหว่างอยู่ที่นี่ ระวังคอของนายเอาไว้ให้ดี”

“ทำไมอะ”

“ระวังโดนกัด”

“ใครกัด”

“ฉันล่ะมั้ง” เขาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

.

กัดดิ...กัดเลย หน้าหวานๆ แบบนี้ อยากให้กัดจริงๆ

.

ยื่นคอให้เลยด้วยนะ เอาป้ะ?

.

“ระวังตัวไว้ ถ้าไม่ใช่คนในบ้านนี้ อย่าคุยกับใครเด็ดขาด”

“ฮะ??? นี่ตกลงเรื่องเลี้ยงม้ายูนิคอร์นนี่คือ?”

.

เขาถอนหายใจและมองหน้าผมอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะยืนขึ้นเต็มความสูง “นายจะได้รู้ เฉพาะเรื่องที่ควรรู้ ส่วนเรื่องอื่น อย่าอยากรู้! ส่วนเรื่องยูนิคอร์น ตามฉันมานี่” เขาตอบ และถือคบเพลิงนำผมไป

.

.

เหมือนเขาจะได้ยินเสียงในใจของผมอย่างไรอย่างนั้น กำลังนึกนินทาในใจอยู่เลยทีเดียว ว่าบ้านนี้นี่ยังไงกันแน่ ทำตัวแปลกๆ กันทั้งบ้าน ยังดีหน่อยที่เจ้าบ้านแม่งหล่อ หน้าตาดี อัธยาศัยก็ ดี(มั้ง) น่าจะพอทำงานร่วมกันได้แบบไม่อึดอัดมาก

.

บวกด้วยปัจจัยสำคัญ คือค่าตอบแทนสองล้านต่อเดือน ใครไม่เอาก็บ้าแล้ว

 

..............................................................

 

----- โปรดติดตามตอนต่อไป -----

 

 

PART นี้ของเงินกัสนะคะ :) คิดเห็นอย่างไรมาแชร์ความรู้สึกกันค่ะ ^^

 

ความคิดเห็น