เอริณ
email-icon facebook-icon Line-icon

คุณวินมาล้าววววววววว

บทที่ 8 ตัดสินใจ (100%)

ชื่อตอน : บทที่ 8 ตัดสินใจ (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ก.ค. 2563 23:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8 ตัดสินใจ (100%)
แบบอักษร

(ต่อ) 

 

“มาช่วยพี่เลือกชุดเจ้าบ่าวหน่อย” วาคินรับไปถือเอามาไว้เงียบๆ ไม่เปิดดู หากก็ไม่ได้ปฏิเสธ ทว่า…คุณหญิงวารีกลับเอ่ยบางสิ่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างอย่างชัดเจน 

“วาจะไปเข้าใจรสนิยมของลูกดีเท่าแม่เหรอ มาครับ แม่เลือกให้เอง”

อัลบั้มในมือน้องชายถูกยื้อแย่งกลับไป มาวินจึงถอนหายใจ ทันเห็นแววตาเย็นชาของมารดาที่มองน้องชายก็ขมวดคิ้วแน่น เขาอ้าปาก เตรียมเอ่ยบางสิ่ง หากน้องชายก็ผละกายลุกขึ้นยืนเสียก่อน

“ขอโทษด้วยครับพี่วิน พอดีผมมีงานสำคัญต้องรีบไปเคลียร์” กล่าวจบก็สาวเท้าออกจากห้องรับแขกไปทันทีโดยมีทัศนัยเดินตามไปติดๆ

มาวินถอนหายใจแรงๆ อีกครั้ง มองมารดาที่กลับไปสนใจอัลบั้มรูปตรงหน้าแล้วหลับตาลง ย้อนคิดถึงความสัมพันธ์อันแสนยุ่งเยิงของทุกคนแล้วอดไม่ได้ที่จะสะท้อนใจ

วาคินเป็นน้องชายต่างบิดาของเขา อีกฝ่ายถูกพามาที่นี่ตอนอายุได้สักเจ็ดแปดขวบ หากมารดาของเขาก็ไม่อาจออกหน้ารับบุตรชายลูกครึ่งอิตาลีคนนี้ในฐานะบุตรตามกฏหมายได้ มาวินไม่เข้าใจนัก ไม่แน่ใจด้วยว่าสาเหตุของการ ‘ปฏิเสธ’ เลือดเนื้อเชื้อไขของมารดามากสิ่งใดกันแน่ ทว่าท่าทีที่แม่มีต่อลูก แม้จะเป็นลุกที่เกิดมาจากความผิดพลาดก็แย่เกินกว่าที่เขาจะยอมรับได้ ตั้งแต่เล็กจนโตวาคินมีเพียงหม่อมตาเท่านั้นที่คอยดูแล หากก็เป็นการดูแลแค่ผิวเผิน หม่อมหลวงกีรติรับวาคินเป็นบุตรบุญธรรม ดังนั้นสถานะของวาคินย่อมกลายเป็นน้องชายตามกฎหมายของมารดา และเป็นน้าของเขาไปด้วย

แต่เดิมความสัมพันธ์ของแม่กับน้องก็ไม่ได้ดีนัก แต่พักหลังเขาสังเกตว่ามันยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ ไม่แน่ใจว่าตั้งแต่เมื่อไหร แต่ถ้าให้เดาก็น่าจะตั้งแต่ที่น้องชายของเขาเข้าไปช่วยงานในแอลเอ็นกรุ๊ป กระทั่งบิดาของเขายังยอมรับให้ทำงานแทนจนถึงปัจจุบัน ถ้าเทียบกันระหว่างเขากับน้อง มาวินยอมรับอย่างไม่อายเลยว่าตัวเองสู้ไม่ได้แม้เศษเสี้ยวเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความฉลาด หัวไว หรือแม้กระทั่งความกล้าที่มีมาตลอดก็ตาม…

มาวินรู้สึกเวทนาน้องชายมาตลอด เคยถึงขนาดขอร้องมารดาให้ช่วยทำดีกับอีกฝ่ายบ้าง ทว่าคุณหญิงวารีเป็นเช่นไร เขาเข้าใจดีที่สุด

สุดท้ายพี่ชายอย่างเขาก็ต้องลงมือทำอะไรบ้าง ไม่เช่นนั้นคนที่เสียสละเพื่อแอลเอ็นกรุ๊ปอย่างแท้จริงคงไม่มีวันได้รับคำชื่นชม ชายหนุ่มผละลุกขึ้นยืน เหลือบมองมารดาแว๊บนึงจึงค่อยเอ่ยบอก

“ผมมีธุระสำคัญต้องคุยกับน้อง ขอตัวนะครับ”

เขาเดินออกจากห้องรับแขกโดยไม่ฟังเสียงร้องเรียกของมารดาด้วยซ้ำ เร่งฝีเท้าขึ้นชั้นสองมุ่งสู่ห้องนอนของน้องชายทันที

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เขาส่งเสียงบอกการมาเบาๆ สองสามครั้ง บานประตูก็เปิดแง้มออกมา สีหน้าเรียบนิ่งเป็นนิจกับนัยน์ตาสีเทาเข้มมองมาอย่างเย็นชาก็อดสะท้อนใจไม่ได้

ที่ผ่านมาน้องชายของเขาต้องพบเจอความทุกข์ตรมมากมายเช่นกัน หากมันต่างกันแค่เขาทุกข์เรื่องนึง น้องทุกข์อีกเรื่องนึงเท่านั้นเอง

“ทำงานเสร็จหรือยัง” ใบหน้าหล่อเหลาคลี่ยิ้มยามเอ่ยถาม

“ครับ” วาคินแค่นหัวเราะเบาๆ แล้วตอบ ก่อนเดินนำเข้าไปในห้องนอนของตนเอง

มาวินเดินตามเข้าไปเงียบๆ ก่อนทิ้งกายลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานอันเป็นที่ประจำของตนเอง ทุกครั้งที่มีเรื่อง หรือเบื่อหน่ายสิ่งใดสิ่งหนึ่งเขามักเข้ามาที่นี่ พร่ำพูดกับน้องบ้าง หรือนั่งมองน้องทำงานเงียบๆ บ้างเพื่อผ่อนคลาย

วาคินไม่ได้พูดอะไร แต่เดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ของตนเองต่อ เมื่อเห็นน้องนั่งลงเรียบร้อยแล้ว กำลังจะเริ่มทำงานต่อ มาวินก็เปิดฉากการสนทนาทันที

“วา” วาคินเพียงเงยหน้าขึ้นมอง ขมวดคิ้วแน่น หากไม่ได้เอ่ยสิ่งใด

“พี่มีเรื่องจะคุยด้วย” มาวินคลี่ยิ้มกว้างกว่าเดิมแล้วเอ่ยต่อ

“พี่จะโอนหุ้นของแอลเอ็นให้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ตามพินัยกรรมของคุณตานะ”

วาคินยังคงเงียบ ไม่นานจึงส่ายหน้าตอบ

เป็นเช่นนี้เสมอมา ตั้งแต่เปิดพินัยกรรมได้ไม่กี่ปี เขาก็เคยเปรยเรื่องนี้เสมอ หากทุกครั้งที่เปรยขึ้นมา มารดาก็มักจะแย้ง ทั้งๆ ที่หุ้นส่วนนี้คือสิทธิตามกฎหมายของชายหนุ่ม

“วา มันเป็นสิ่งที่วาต้องได้”

วาคินส่งเสียงคล้ายขบขัน หากแววตากลับร้าวรานยามเงยมองตอบ

“คุณหญิงวารีคงไม่อยากให้ผมได้รับในสิ่งที่ไม่ควรเป็นของผม”

เขาถอนหายใจ นึกแล้วว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ ทว่าเรื่องนี้เขาได้พูดคุยกับบิดาผู้เป็นที่ปรึกษาของบริษัทอย่างดีแล้ว ท่านเองก็เห็นด้วยที่จะยกหุ้นของแอลเอ็นกรุ๊ปให้คนที่ทุ่มเททุกอย่าง เพราะวาคินคือคนที่ชุบชีวิตบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ทำท่าจะล้มละลายขึ้นมาด้วยสองมือ ฝ่าฝันวิกฤติหนักหนามาด้วยสองแขนแข็งแรงของอีกฝ่าย แม้ตำแหน่งกรรมการบริหารของบริษัทจะเป็นชื่อของเขา ทว่าคนที่รับหน้าที่ดูแลทุกอย่างคือน้องชายต่างบิดาคนนี้ คนที่ทำให้แอลเอ็นกรุ๊ปกลับมามีชีวิตอีกครั้งควรจะต้องได้อะไรตอบแทนบ้าง ไม่ใช่ความหมางเมินจากมารดา หรือสายตาหยามเหยียดจากคนในตระกูล

“มันควรเป็นของวา”

เขายิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนผละกายลุกขึ้นยืน แล้วเอ่ยสำทับอีกครั้งอย่างหนักแน่นในความต้องการ

“ไม่รู้ละ พี่ให้ทนายจัดการให้เราแล้ว”

“โอ้ย คุณหญิงวารีอย่ากังวลค่ะ คุณชินกรน่ะ ดีใจมากกว่าลูกสาวอีกค่ะ ที่ว่าอาการทรุดคือตอบสนองมากไม่ได้ค่ะ ไม่ถึงขั้นร้ายแรงอะไร”

มาวินนั่งฟังนิ่งๆ ไม่ได้ให้ความสนใจกับ ‘ว่าที่’ แม่ยายของตนนัก เขาเอนกายลงพิงโซฟา สายตาเหลือบมองร่างบอบบางที่กำลังคลานเข่ามาประคองกาแฟ และน้ำดื่มให้แก่แขก เห็นอีกฝ่ายส่ายหน้าเบาๆ แล้วผละจากก็ขมวดคิ้วแน่น

ไม่รู้ว่าหลังจากที่เขากลับไปครั้งล่าสุด เกิดอะไรขึ้นในบ้านหลังนี้บ้าง แต่สิ่งที่เขาพอจะรับรู้ได้อย่างชัดเจนก็คือ… แววตาเย็นชากับทีท่าหมางเมินของกลอยใจ

ชายหนุ่มอดทนนั่งฟังมารดาสนทนากับมารดาของกวินตราได้เพียงไม่ถึงอึดใจ เขาก็ทดไม่ไหวอีกต่อไป 

“เอ่อ ผมขอไปห้องน้ำสักครู่นะครับ”  

มารดาไม่หันมามองด้วยซ้ำ พยักหน้าให้เขาเบาๆ แต่คุณหญิงรจเรศกลับมองตามมาจนเขาลับสายตาจึงหันกลับไป มาวินรับรู้ว่าคงมีเวลาสนทนากับกลอยใจไม่มาก หากวันนี้เขาตัดสินใจแล้ว

ชายหนุ่มเดินตรงมายังครัว มุ่งสู่ประตูออกหลังบ้านอย่างมีเป้าหมาย เหลือบซ้ายแลขวาอยู่ไม่นานก็พบร่างบอบบางคุ้นตายืนมองท้องฟ้าตอนบ่ายแก่ๆ อยู่ใต้ต้นมะม่วงเขียวเสวย ต้นใหญ่ที่สมัยก่อนเขากับวาคินมักปีนป่ายเล่นยามต้องตามคุณแม่มาที่นี่ทุกสัปดาห์ ตอนนั้นเขาไม่หรอกว่าการมาที่บ้านวรโชตพงศ์ไม่ใช่เพื่อมารดา แต่เพื่อตัวเขาเอง กว่าจะรู้จุดประสงค์ เขาก็ได้กลายเป็น ‘คู่หมาย’ ของกวินตราเป็นที่เรียบร้อย

“น้องกลอย” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกเบาๆ คนที่ยืนแหงหน้าจนคอตั้งบ่าก็หันขวับมาทันที ดวงตากลมเบิกมองเขา ก่อนหรี่เล็กลงอย่างนึกแปลกใจ

“คะ คุณวิน”

มาวินเดินเข้าไปหาด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอบอุ่นเช่นเคย

“มายืนทำอะไรตรงนี้” เขาถามพลางเดินไปนั่งที่ม้าหินอ่อนใต้ต้นมะม่วง มองร่างบอบบางที่ไม่ยอมขยับตัวตามมาแล้วเลิกคิ้วเล็กน้อย

พอเข้าใจว่าเหตุใดกลอยใจจึงห่างเหินมากกว่าเก่าขนาดนี้ คงเพราะ… สองแม่ลูกสั่งห้าม หรือไม่ก็สถานะของเขาที่กำลังจะกลายเป็นน้องเขยของเธอ เขาระบายยิ้มกว้างขึ้น

“ไม่ต้องกังวลหรอก ไม่มีใครมาแถวนี้ เชื่อพี่”

พร้อมเอื้อมมือออกไป ปัดไล่ฝุ่นลมแล้วตบปุๆ ที่ว่างข้างตัว

“มานั่งนี่สิ”

กลอยใจลังเลเล็กน้อย หากสุดท้ายเดินก้มหน้าไปนั่งลงข้างกัน กลิ่นหอมละมุนจากกายบางพร้อมลมเย็นๆ ที่พัดผ่านมาส่งผลให้ฟุ้งซ่านผ่อนคลายได้อย่างประหลอด เขาก้มลงมองคนตัวเล็ก รำพันอย่างถวิลหาถึงช่วงเวลาใกล้ชิดกัน นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้มองเธอจากที่ใกล้ๆ ข้างกายเช่นนี้ นานเหลือเกิน นานจนเขาจดจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายมันเมื่อใด

ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ  ให้ความจริงที่สาดกลับมากระทบใบหน้าจนชาดิก

“ที่นี่ยังเหมือนเดิมเลยนะ”

กลอยใจระบายยิ้มบางๆ เงยมองสบตาแล้วพยักหน้าตอบ “ค่ะ”

มาวินหัวเราะลงคอ หันกลับไปทอดสายตาอบอุ่นบนเศร้ามองไกลออกไปเบื้องหน้าก่อนเอ่ย

“กลอยเองก็…” เขาหันกลับมาอีกครั้ง ก้มลงส่งยิ้มอาทรมอบให้ด้วยหัวใจคิดถึง

“ยังเหมือนเดิมเลยนะ”

ที่ผ่านมาเขาไม่เคยแสดงออกว่า ‘รู้สึก’ เช่นไรกับเธออย่างชัดเจน สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงความอบอุ่นผ่านสายตา ความห่วงหาผ่านหัวใจ

กลอยใจเหมือนน้ำเย็นสำหรับเขา เธอพูดน้อย แต่รอยยิ้มที่มอบให้กลับสร้างความรู้สึกพิเศษในหัวเสมอมา ตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเยือนบ้านวรโชติพงศ์ เขาก็จดจำได้เพียงแค่… กลอยใจ

หล่อนธรรมดา ในสายตาของคนอื่น เป็นเพียงเด็กรับใช้ ลูกนอกสมรสหรืออะไรก็ตามที่กวินตรากับมารดาพยายามยัดเหยียดให้ ทว่าสำหรับมาวิน หญิงสาวเป็นเพื่อน น้องสาว และเป็นคนที่เขาเห็นความจริงใจในดวงตาของเธอเสมอ ความอาทรห่วงใย ความหวังดี และมิตรภาพที่หญิงสาวมอบให้ตั้งแต่เล็กจนโต เขาไม่เคยลืม

หากเขาก็รู้ว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้ยากเหลือเกินที่จะพัฒนาให้มากกว่าเดิม

“ถ้าแกคิดจะแต่งงานกับคนอื่น แกต้องรอให้แม่ตายก่อน!” 

เพียงเท่านั้น หัวใจของเขาก็พังยับเยิน เขาไม่อาจบอกความรู้สึกหรือแม้กระทั่งแสดงออกกับใครต่อใครว่ากลอยใจพิเศษเช่นไร คำสั่งของมารดาคือประกาศิตที่ไม่อาจหลีกหนี… ได้จริงหรือ

เขาเคยคัดค้าน ไม่ยอมทำตาม ไม่มีใครดุด่า ทว่า… คนที่ถูกทำร้ายกลับเป็นกลอยใจเสมอ

หากเขาใกล้ชิดกับหญิงสาวมากเกิน กวินตรา และมารดาของเธอจะเอาความเกลียดชังสาดซัดใส่กลอยใจ รวมไปถึงจ้องทำลายหญิงสาวอย่างไร้เมตตา

สุดท้ายเขาจำใจต้องถอยห่างความสัมพันธ์กับเธอ เพื่อไม่ให้ใครทำร้ายผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้อีกต่อไป

“น้องกลอย” เขาเรียกคนข้างกายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาลงกว่าเดิม แววตาอ่อนแสงยามมองเห็นความโศกศัลย์ในดวงตาคู่หวานที่มักเรียบเฉย เขาทำอะไรไม่ได้เลย ไม่ว่าจะพยายามหรือไม่ ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือ… ความว่างเปล่า

กลอยใจไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว แววตายามทอดมมองมาแม้ยังมีร่องรอยความรู้สึกดีๆ หากก็มีความเย็นชาแอบแฝงเช่นกัน

เพียงแค่ ‘ความสุข’ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่เหตุใดจึงไขว่คว้าได้ยากนัก

เขาลอบถอนหายใจ หากใบหน้ายังปั้นรอยยิ้มทุกข์ตรม

ที่ผ่านมาในสานตาของใครต่อใครเขาคง ‘สมบูรณ์พร้อม’ เสียจนน่าอิจฉา ทว่าตั้งแต่เกิดมาเขาเป็นเสมือนตัวแทนของบิดา ดังนั้นแม้มารดา และบิดาจะแยกทางร้างรากันไปนานแล้ว แต่ในหัวใจของมารดาก็ยังคงมีเพียงบิดาเสมอมา นั่นเป็นเหตุผลให้เขาเปรียบเสมือนโลกทั้งใบของท่าน ชีวิตที่เหลือจึงถูก ‘กำหนด’ ทุกอย่างเอาไว้เป็นเส้นทางให้ต้องเดิน บางครั้งมาวินนึกอิจฉาวาคินด้วยซ้ำ น้องชายของเขาได้รับความรักจากบิดามากมายเหลือเกิน ในขณะที่เขาไม่เคยได้รับอ้อมกอดของผู้เป็นพ่อเลยสักครั้ง เพราะท่านมองว่าเขาเหมือนมารดา เหมือนแม่ไม่ดีตรงไหน

คงเพราะ… แม่ของเขาสร้างบาดแผลฉกรรจ์ไว้ในหัวใจของพ่อละมั้ง…

บางครั้งเขาก็นึกอยากหนีไปไหนก็ได้ให้ไกลที่สุด ใช้ชีวิตของตัวเองกับคนรักที่เลือกสรรด้วยหัวใจ ทว่ามันเป็นไปไม่ได้ เขาไม่อาจทอดทิ้งมารดาไปไหนได้

“คุณเป็นโลกทั้งใบของท่าน” 

จิตแพทย์ที่รักษาอาการป่วยของมารดาให้คำยืนยันความจริงที่ไม่อาจหลุดพ้น และนั่นก็เหมือนโซ่ที่พันธนาการเขาเอาไว้ไม่ให้ดิ้นหลุดไปจากอ้อมอกของมารดา และเส้นทางชีวิตที่ท่านเลือกให้ สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียง…

“พี่…” เขาพึมพำในลำคอ ยามมองดวงหน้าอ่อนหวานที่ช้อนมองมาสบตาแล้วยิ้มบางๆ  

 “รักกลอยนะ” น้ำเสียงช่วงท้ายเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ คล้ายก้อนสะอื้นจุกตันอยู่ในลำคอจนเขาเอ่ยไปได้เพียงเท่านั้น

เขาอ่อนแอ และขี้ขลาด คนเช่นเขาไม่อาจเป็นหลักพักพิงให้เธอได้…

“อะไรนะคะคุณวิน”

มาวินหัวเราะลงคอ ส่ายหน้าด้วยแววตาอ่อนแสงลงมากกว่าเดิม

แม้กระทั่งคำว่า ‘รัก’ ที่เขาควรบอกกับคนตรงหน้ายังไม่มีความกล้าพอมากพอ มาวินแค่นหัวเราะ กลืนก้อนสะอื้นลงไปในอกแล้วหันกลับมายิ้มกว้างๆ ให้คนข้างกายอีกครั้ง

“เรียกพี่วินได้ไหม” นี่เป็นคำขอธรรมดา แต่สำหรับกลอยใจนั่นยากเหลือเกิน ทว่าครั้งนี้เขาอยากฟังจริงๆ

เพราะเสี้ยวความรู้สึกสุดท้าย เขาได้ตัดสินใจแล้ว…

“เรียกสักครั้ง ก่อน…” ลำคอของชายหนุ่มแห้งผาก น้ำเสียงขาดห้วงยามเอ่ย “ก่อนที่พี่จะไป”

ไปเป็นของคนอื่น… หรือไปในที่ที่ไกลแสนไกล

กลอยใจกะพริบตาปริบๆ มองใบหน้าหล่อเหลาแสนอบอุ่นอย่างตั้งคำถาม ดวงตาคู่หวานเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ หากก็ยิ้มบางๆ ตอบ

มาวินเกือบจะหักใจได้แล้ว ทว่า… เสียงหวานใสก็เอ่ยออกมาบางเบา แต่ชัดเจนในหัวใจคนฟัง

“พี่วิน”

พี่… ที่ให้ความหมายต่างออกไป หากก็เป็นความหมายที่ไม่อาจเป็นไปได้

นี่อาจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่กลอยใจกล้าพอจะเรียกเขาว่าพี่ และคงเป็นครั้งสุดท้ายที่เขากับเธอจะได้นั่งเตียงข้างกัน เพราะหลังจากผ่านวันนี้เขาจะพลิกฝ่ามือตนเอง!

 

 

**** เนื้อหายังมีติดขัดต้องขออภัยนะคะ 

 

ฝากหนูอัยย์กับมาวินด้วยนะคะ  

เนื้อหาที่ลงยังไม่มีการปรับแก้ ตรวจคำผิด  

อาจมีบางส่วนผิดพลาดต้องขออภัยด้วยนะคะ 

ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอด ทุกๆ เรื่องเลยนะคะ 

รัก... เอริณ 

ความคิดเห็น