ยัยโก๊ะ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 7 《 Part 2 》

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.7k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มิ.ย. 2563 21:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 7 《 Part 2 》
แบบอักษร

Han talks

‘เป็นยังไงบ้าง ปรับความเข้าใจกันหรือยัง’

ผมมองข้อความแจ้งเตือนจากเฮียหมูที่เด้งขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์อย่างไม่คิดจะเปิดอ่าน โยนโทรศัพท์ลงบนเตียงแล้วเอนกายลงตาม เหม่อมองเพดานพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ถ้อยคำร้ายกาจของเพนนีผุดเข้ามาในหัวไม่หยุด ไหนจะสายตาต่อต้านสุดกำลังนั่นอีก ทำผมเครียดถึงกับต้องเอามือก่ายหน้าผาก ไม่คิดว่าการง้อคนจะเป็นงานที่ยากขนาดนี้

เท้าความไปก่อนหน้านี้กันสักนิด ช่วงที่ผมพักฟื้นในโรงพยาบาลแห่งใหม่ผมแอบไปเล่นกับลูกชายตัวเล็กอยู่บ่อยๆ ถึงจะเป็นการกระทำที่ดูลักลอบไปสักนิดแต่ผมก็อยากทำความคุ้นเคยกับลูกตัวเองเท่าที่จะทำได้เพราะขืนรอให้เพนนีเปิดใจผมเกรงว่ามันจะนานเกิน ถึงเวลานั้นลูกอาจจะมองผมเป็นคนแปลกหน้าไปแล้วก็ได้ ซึ่งผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

ผมรู้เรื่องค่ายรับน้องจากเพื่อนๆ เพนนีในโซเซียล จะว่าไงดีล่ะ นอนอยู่โรงพยาบาลเบื่อๆ ก็เข้าไปแอบส่องไอจีส่องเฟสบุ๊คเพนนีเล่น รวมถึงบรรดาเพื่อนๆ ที่มีความเกี่ยวโยงกันด้วย และผมก็ยืนยันเรื่องนี้อีกทีกับคะนิ้ง ยัยนั่นบอกผมแค่ว่าเพนนีจะไปค่ายรับน้องที่เชียงคานแต่ไม่รู้ละเอียดถึงโรงแรมที่พัก อันนี้ผมสืบเอาเองจากบรรดาคนรู้จักที่มีอิทธิพลอยู่ในจังหวัดเลย บังเอิญที่เจ้าของโรงแรมนี้ดันเป็นของลูกค้าที่ผมเคยแข่งเดิมพันให้ไม่กี่ปีก่อน เจ้าของโรงแรมพอใจในผลงานครั้งนั้นมากถึงขนาดให้บัตร VIP ผมกับลูกทีมเอาไว้เข้าใช้บริการโรงแรมในเครือของเขาทั้งหมดซึ่งมีครอบคลุมอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ประโยชน์ของมันก็คือนอกจากได้ห้องพักที่ดีที่สุดแล้วยังได้พักฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายสักบาทเว้นแต่ว่าอยากให้ทิปพนักงาน

พอดีกับที่มีงานสำรวจเส้นทางเข้ามา ผมเลยอาสาลงพื้นที่ด้วยตัวเอง แน่นอนว่ามีคนติดตามมาด้วย ซึ่งก็เป็นเด็กๆ ที่อู่นั่นล่ะ ผมให้พวกมันพักอีกโรงแรมหนึ่งและมอบหมายให้พวกมันไปตรวจสอบเส้นทางที่เหมาะกับการแข่งแล้วมารายงานผมทีหลัง ส่วนผมมาปักหลักรอเจอเพนนีที่นี่... เผื่อว่าจะได้คุยปรับความเข้าใจกันดีๆ แต่ทางนั้นไม่ยอมลดเกราะป้องกันลงเลย ปิดกั้นอย่างสนิท

ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ เสียงโทรศัพท์ผมก็ดังขึ้น ลูกน้องที่ให้ไปสำรวจเส้นทางโทรมา ผมกดรับสายอย่างไม่ใส่ใจแต่กลับได้รับข่าวร้ายว่ารถที่พวกมันขับพลิกคว่ำระหว่างลงเขา เคราะห์ดีที่ถนนมีรั้วกั้น ทำให้พวกมันไม่หล่นลงไปกองอยู่ก้นเหว เจ็บแค่หัวแตกคอเคล็ด แต่เสียงที่โทรมารายงานยังสั่นอยู่ คงยังกลัวไม่หาย ผมถามพวกมันว่าอยู่ไหน และคำตอบที่ได้คือโรงพยาบาล มีพลเมืองดีขับรถผ่านช่วยโทรแจ้งรถกู้ชีพให้ ส่วนรถที่คว่ำตอนนี้ติดต่ออู่ใกล้ๆ ให้ไปลากกลับแล้ว

ถึงจะเป็นห่วงสวัสดิภาพพวกมันแต่คำถามแรกที่ผลุบเข้ามาในหัวคือ จะขับรถกลับกรุงเทพฯ ไหวไหม?

พวกผมเอารถมาสองคัน รถผมคันหนึ่งและก็รถที่เอามาวิ่งลองเส้นทางที่พวกมันขับคว่ำคันหนึ่ง แถมรถผมยังเป็นสองที่นั่ง คงอัดกันกลับไม่ไหวแน่ แต่ทั้งหมดที่ว่ามาก็ใช่ว่าผมจะจนปัญญาหาทางออกไม่ได้ แค่ผมกำลังอยากหาเรื่องให้ตัวเองยุ่งยากขึ้นอีกนิดก็เท่านั้น

ว่าแล้วก็หยิบไม้ค้ำออกจากห้อง ตรงไปที่เคาน์เตอร์ต้อนรับ ใช้ประโยชน์จากบัตร VIP สอบถามห้องพักของนักศึกษาที่มาเข้าค่าย พนักงานลังเลเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ยอมบอกรายละเอียด ผมตกใจนิดหน่อยตอนที่รู้ว่าเป็นห้องพักรวม อย่างนี้การจะบุกเข้าไปหาก็ต้องทำอย่างรอบคอบขึ้นน่ะสิ ผมไม่อยากเดินดุ่มๆ เข้าไปแล้วทำให้เพนนีตกเป็นเป้าสายตาของเพื่อนร่วมห้อง ขืนทำแบบนั้นกำแพงในใจเพนนีได้สูงขึ้นเป็นเท่าตัวแน่ ผมใช้วิธีสื่อสารผ่านคนกลาง โดยให้พนักงานนำข้อความเข้าไปบอกเพนนีในห้องพักว่าผมมีเรื่องคอขาดบาดตายต้องคุยให้ได้ รออยู่ที่ล็อบบี้ ถ้าไม่ลงมาภายในห้านาทีผมจะเป็นฝ่ายขึ้นไปหาเอง

ไม่ถึงห้านาทีเพนนีก็เดินหน้าบึ้งเข้ามาหาผม ดูเหมือนวิธีขู่แบบนี้จะใช้ได้ผลแฮะ ว่าแต่ไม่อยากให้ผมขึ้นไปหาถึงขนาดนั้นเลย? กลัวคนอื่นรู้เรื่องผมหรือไง …หรือว่ากลัวคนจะรู้เรื่องลูก ผมไม่ใช่คนหัวโบราณก็จริงแต่ก็ตระหนักดีว่าการที่ผู้หญิงมีลูกในวัยเรียนไม่ใช่เรื่องน่าชื่นชม ในโซเซียลของเพนนีก็ไม่ลงรูปลูกชายด้วย เดาว่าคงไม่ได้เปิดเผยเรื่องนี้กับทุกคน โดยเฉพาะพวกคนที่รู้จักในมหาลัย

“มีอะไรก็รีบว่ามา”

มาถึงก็ปั้นหน้ายักษ์ทำเสียงแข็งใส่ผมเลย ผมมองสำรวจใบหน้าที่แต่ก่อนมักจะเห็นเพียงรอยยิ้มออดอ้อนแต่ตอนนี้กลับเย็นชาไร้เยื่อใย

ผมอดตำหนิท่าทางแข็งกร้าวแบบนั้นของเพนนีไม่ได้เพียงแต่เลือกที่จะไม่ถือสา

“คนของพี่เกิดอุบัติเหตุ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล พี่อยากไปดูพวกมันแต่ไม่มีคนขับรถให้”

ผมพูดตรงเข้าประเด็น เพนนีชะงักไปครู่ใหญ่ สายตาที่มองผมเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง พยายามเค้นสมองอย่างหนักเพื่อปฏิเสธผม

“ก็จ้างใครสักคนมาขับให้สิ พนักงานโรงแรมก็ได้ เรื่องแค่นี้คิดเองไม่ได้หรือไง”

พูดเสียงเหวี่ยงๆ ใส่ผมจบก็หันหลังกลับ ผมไม่ปล่อยให้เดินหนีไปง่ายๆ หรอก อุตส่าห์เรียกออกมาได้แล้วแท้ๆ จะทำเสียเปล่าได้ยังไง

“พี่ไม่ชอบให้คนแปลกหน้ามาแตะต้องรถพี่”

เพนนีชะลอฝีเท้าแล้วชำเลืองมองผมด้วยหางตา คิ้วเรียวขมวดมุ่นบอกให้รู้ว่ากำลังหัวเสียแค่ไหนที่เธอดันจำนิสัยนั้นของผมได้ขึ้นใจ แต่ไม่กี่วินาทีต่อมาเธอก็นึกได้ว่าไม่จำเป็นต้องให้ค่าคำพูดผม

“นั่นมันปัญหาของนาย ไม่เกี่ยวกับฉัน”

ผู้หญิงอะไรใจแข็งเป็นหิน คิดไม่ถึงว่าจะเป็นคนเดียวกับที่วิ่งตามผมตะลอนๆ เมื่อไม่กี่ปีก่อน

นาทีนี้ผมรู้ดีว่าขืนพูดอะไรเสี่ยวๆ ออกไปได้โดนทิ้งไม่เห็นฝุ่นแน่ ดังนั้นถึงเวลาที่ผมจะต้องปล่อยไพ่ในมือบ้างแล้ว

“งั้นพี่จ้างน้องนีเป็นคนขับรถหนึ่งคืน”

“นี่!”

“หมื่นนึง”

เพนนีกำลังจะเถียงแต่ชะงักกึกเพราะผมประกาศค่าจ้างตัดหน้า แววตาที่ไร้เยื่อใยแข็งกร้าวขึ้นเดิม ท่าทางไม่ยอมอ่อนข้อง่ายๆ ผมเลยพูดจี้ใจดำไปอีกประโยค

“เลี้ยงลูกต้องใช้เงิน หรือว่าน้องนีคิดจะรบกวนคนอื่นไปตลอด”

ผมรู้ว่าเพนนีไม่มีรายได้ ที่อยู่ได้สบายๆ ก็เพราะอาศัยคนอื่น แม้ว่าคนรอบข้างจะทุ่มเทความรักและเอ็นดูให้ภามขนาดไหนแต่ภาระค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็ต้องตกอยู่ที่แม่ของเพนนี ถึงจะบอกว่าไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่คนเป็นลูกย่อมมีจิตสำนึกที่อยากจะแบ่งเบาพ่อแม่อยู่ไม่มากก็น้อย จากประสบการณ์ในอดีตทำให้ผมมั่นใจว่าเพนนีมีมันอยู่มาก

เพนนีหน้าแดงด้วยความโกรธราวกับว่าไม่ต้องการให้ผมบอก หรือรังเกียจเงินของผมก็ไม่รู้ หรืออาจจะทั้งสองอย่าง

“คิดจะเอาเงินฟาดหัวงั้นเหรอ” เงียบอยู่นานสุดท้ายเพนนีก็เค้นคำพูดออกมาได้ ท่าทางแข็งข้อหนักกว่าเดิมอีก ท่าทางไม่ว่าผมพูดอะไรก็ดูจะขัดหูไปซะหมด ผมอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้

“คิดมากอะไรไม่เข้าเรื่อง เมื่อก่อนยังดูฉลาดกว่านี้เลย”

“นี่ว่าฉันโง่เหรอ”

“....”

ผมไม่ตอบ เมื่อก่อนเพนนีทำผมปวดหัวมาก คอยเกาะแกะผมไม่ห่าง ไม่ว่าผมจะไปไหนหรือทำอะไรยัยเด็กนี่ก็จะรู้หมดและตามมาเสนอหน้าอยู่ร่ำไป แต่ผมมารู้ทีหลังว่าเพนนีเข้ามาปั่นป่วนผมกับทีมแข่งรถของผมเพื่อที่จะทำลายเรดซันตามคำสั่งของคิงหัวหน้าทีมอีเกิ้ลสปีด แถมยังเกือบทำสำเร็จด้วย ผมลัพธ์คือผมแตกคอกับริกกี้ แยกตัวออกจากทีม ทว่าเรดซันก็ไม่พังทลายง่ายๆ อย่างที่ไอ้คิงมันหวัง แต่เมื่อเทียบกับตอนที่พ่อริกกี้สอดมือเข้ามายุ่งถึงขั้นทำให้สถานะของทีมระส่ำระส่ายจะเจ๊งไม่เจ๊งแหล่แล้วการกระทำของไอ้คิงเหมือนเด็กเล่นขายของไปเลย

“ได้! ถ้าอยากให้ฉันขับฉันก็จะขับให้แต่ต้องจ่ายสองหมื่น”

แววตาผมลุกวาว มองสีหน้าอวดดีของเพนนีแล้วยิ้มกริ่มในใจ “งั้นก็ต้องขับรถกลับกรุงเทพฯ ให้พี่ด้วย”

“ห้าหมื่น”

ไม่ปฏิเสธแต่โก่งค่าตัวขึ้นไปอีก แถมยังขึ้นพรวดพราดอีกด้วย หน้าเลือดเกินไปแล้ว

“สามหมื่น” ผมต่อรอง

“ห้าหมื่นขาดตัว”

เพนนียื่นคำขาด ห้าหมื่นไม่ใช่น้อยๆ เลย… ท่าทางแค่พูดส่งเดชคงไม่คิดว่าผมจะตกลงจริงๆ ผมทำหน้าคิดหนักทั้งที่มีคำตอบอยู่ในใจแล้วก่อนเอ่ยคำที่ทำให้เพนนีต้องแสดงสีหน้าคาดไม่ถึงออกมา

“ได้ พี่ตกลงจ่ายห้าหมื่น”

“….”

 

Penny talks

ล้อเล่นใช่ไหม

ฉันมองหน้าฮานที่ตอบตกลงจ่ายค่าจ้างขับรถตั้งห้าหมื่นอย่างไม่อยากเชื่อหู ฉันไม่ได้รังเกียจเงินนะแต่ว่าสังหรณ์ใจไม่ดีเลย เงินห้าหมื่นจะว่ามากก็มากจะว่าน้อยก็น้อย แต่มั่นใจได้เลยว่าไม่มีใครบ้าจ่ายค่าขับรถไม่กี่เที่ยวด้วยเงินขนาดนี้แน่

รถของฮานจอดเอาไว้ในลานจอดรถสำหรับลูกค้า VIP ของโรงแรม ฮานเปลี่ยนรถอีกแล้วแต่รถคันก่อนเกิดอุบัติเหตุจะเปลี่ยนก็คงไม่แปลก ฉันมองซุปเปอร์คาร์สีฟ้าพาสเทลด้วยสายตาราบเรียบ แต่ในใจแอบตื่นเต้นนิดหน่อยที่จะได้ขับ...

ฮานบอกชื่อโรงพยาบาล ฉันใช้เวลาตั้ง GPS ครู่หนึ่งเมื่อแน่ใจแล้วก็ออกรถ แต่ก่อนหน้านั้นฉันกังวลว่าเรื่องที่จู่ๆ ก็หายตัวจากห้องพักไปจะเป็นปัญหาเลยส่งข้อความบอกยัยบุ้งกี๋กับเอสแล้วว่าคนรู้จักเกิดอุบัติเหตุและกำลังจะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล ยัยสองคนนั้นส่งสติ๊กเกอร์ตกใจกลับมาทันที พร้อมกับคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ฉันไม่มีเวลาตอบข้อความของพวกเธอ เพราะต้องขับรถ ดูเหมือนเรื่องที่ลูกน้องฮานประสบอุบัติเหตุจะเป็นเรื่องจริง ฉันรู้สึกอุ่นใจนิดหน่อยที่อย่างน้อยฮานก็ไม่ได้โกหกเรื่องนี้

หน้าห้องฉุกเฉินมีคนอยู่ เขาลุกขึ้นทันทีเมื่อฮานปรากฎตัว

พี่โต๋... ฉันรู้จักเขา แขนข้างหนึ่งของเขาสวมเฝือกห้อยคอ หน้าผากขวาแตกมีผ้าก๊อชปิดเอาไว้

“เฮีย... เพนนี?”

พี่โต๋ทำหน้าประหลาดใจที่เห็นเราทั้งคู่มาด้วยกัน

“ไอ้โน่เป็นยังไงบ้าง”

“ยังไม่ออกมาเลยเฮีย” พี่โต๋ตอบ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล แต่เขาเพิ่งพูดจบพยาบาลก็จูงรถเข็นที่มีคนป่วยสวมเฝือกที่คอออกมา ...พี่โน่

“เฮีย” พี่โน่มองเจ้านายก่อนจะสังเกตเห็นฉันแล้วทำหน้าแปลกใจไม่ต่างจากพี่โต๋ แต่ฮานไม่ได้คิดจะอธิบายเรื่องฉัน เขาถามอาการของทั้งสองคนด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะไปคุยกับหมอที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน ระหว่างที่ฮานกำลังคุยกับหมอนั่นเองพี่โน่กับพี่โต๋ก็หันมาส่งสายตาให้ฉัน

“แล้วเธอมาไงเนี่ยเพนนี” พี่โต๋

“นั่นสิ ตอนแรกนึกว่ารถชนจนเห็นภาพหลอน” พี่โน่

ฉันมองสภาพของทั้งคู่ ที่ดูแล้วไม่น่าจะขับรถไหว แล้วถอนหายใจ

“ช่างเรื่องฉันเถอะ พวกพี่ห่วงตัวเองดีกว่า แล้วนี่จะกลับกันยังไง”

“เรื่องนั้นเดี๋ยวเฮียก็จัดการเองนั่นแหละ พวกเราแค่รอเฉยๆ” พี่โต๋บอกพลางชำเลืองไปที่เจ้านายของตัวเองด้วยสายตาเชื่อใจ พี่โน่ก็พยักหน้าตาม แล้วก็วกกลับมาซอกแซกเรื่องฉันต่อ

“เธอยังไม่ตอบเลยว่ามากับเฮียได้ยังไง” พี่โน่จี้ ท่าทางสองคนนี้จะไม่รู้เรื่องที่ฉันมาเข้าค่ายรับน้อง

“แล้วพวกพี่ล่ะไปทำอิท่าไหนถึงรถคว่ำกันได้”

พี่โน่กับพี่โต๋มองหน้ากันเมื่อเห็นฉันไม่ยอมเล่าเรื่องตัวเองง่ายๆ จากนั้นสองคนนั่นก็ต้องเล่าถึงเหตุการณ์ที่รถคว่ำให้ฉันฟังอย่างเสียไม่ได้

ความคิดเห็น