ช่อพิกุล 49
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 ไม่คาดฝัน 66%

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 ไม่คาดฝัน 66%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 16

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มิ.ย. 2563 12:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 ไม่คาดฝัน 66%
แบบอักษร

เสียงนั้นฟังดูคุ้นหูมาก มากจนฉันต้องค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหน้าเขาและสบตาเขา แล้วฉันก็ต้องอ้าปากค้าง หัวใจเต้นผิดจังวะอีกครั้งทันที 

ฉันได้แต่กะพริบตามองหน้าเขาอย่างอึ้งๆ  

‘นี่เขาแค่บังเอิญมาเที่ยวห้างเหมือนกับฉันเหรอ อะไรจะบังเอิญขนาดนี้’  

ฉันรีบลุกจากเก้าอี้ เอาแก้วน้ำส้มไปเก็บ แล้วรีบเดินจากเขาไปอีกครั้งอย่างรวดเร็ว เมือนกลัวว่าเขาจะตามฉันมา 

และฉันก็ไม่เข้าใจตนเองเหมือนกัน ว่าทำไมฉันจะต้องหนีหน้าเขาด้วย  

‘หนีความผิดงั้นหรือ แต่มันนานแล้วนี่ เขาอาจลืมเรื่องนั้นไปแล้วก็ได้’  

เขาอาจไม่ได้คิดอะไรแล้วก็ได้ หรือไม่...เขาอาจจะรู้สึกขอบคุณเธอด้วยซ้ำ ที่ทำให้เขาพบเจอคนที่เหมาะสมกับเขามากกว่าฉัน จนมีลูกด้วยกันถึงสองคน และเป็นครอบครัวที่อบอุ่น 

ฉันแอบมาหลบในห้องน้ำนานสองนาน หวังว่าถ้าเดินออกไปจากห้องน้ำแล้ว เขาก็คงไปจากตรงนั้นแล้ว 

และเมื่อฉันออกมาจากห้องน้ำ เขาก็ไปจากตรงนั้นแล้วจริงๆ เพราะมีหลายคนมานั่งจนเต็มโต๊ะนั้น แต่ไร้ซึ่งเงาของเขา 

‘คงไม่ได้เจอกันอีกแล้วล่ะ’  

“เฮ้อ”  

ฉันนึกออกแล้ว ที่ฉันเข้ามาในเมือง ก็เพื่อที่จะไปหาซื้อยาอมกับยาแก้ไข้นั่นเอง 

ฉันเดินเข้าร้านเภสัช แล้วก็เดินดูพวกยาและอาหารเสริมที่วางบนชั้นทั้งสี่ทิศ แล้วก็หยิบสิ่งที่ตนเองต้องการซื้อมาไว้ในมือ แล้วก็เตรียมจะถามเภสัชกรว่า ยาแก้ไขที่ฉันต้องการมีไหม แต่ก็ไม่เห็นใครออกมาขายสักคน 

“มีใครอยู่ไหมคะ ขอซื้อยาหน่อยค่ะ”  

แต่ว่ารอนานหลายนาทีแล้ว ก็ไม่มีใครเดินออกมาขายยาให้กับเธอ 

ไม่เป็นไร ฉันรอได้  

ผ่านไปราวๆ สิบห้านาที ก็มีพนักงานในชุดขาวเป็นหญิงสาวหน้าตาดีมาขายยาให้  

ฉันได้ยาทั้งสองอย่างตามที่ต้องการ จากนั้นฉันก็เดินออกจากร้านขายยามา โดยไม่มีโอกาสได้เห็นว่า พอคล้อยหลังฉันไม่ถึงนาที ‘เขาคนนั้น’ ก็เดินมาพูดคุยกับพนักงานหญิงคนนั้น ที่ขายยาให้กับฉัน 

วันนี้ฉันกลับมาถึงที่พักด้วยความรู้สึกที่โหวงเหวงในใจมาก และรู้สึกอ่อนล้าทั้งร่างกายและหัวใจ  

ฉันยืนมองตนเองในกระจก นึกอยากจะย้อนเวลาไปหาอดีตเมื่อเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมาจริงๆ ช่วงเวลานั้นฉันมีความสุขมาก ในวัยสิบหกสิบเจ็ดปี ที่ฉันอยู่แบบเหงาๆ แต่ข้างกายฉันก็ยังมี  

‘เขาคนนั้นอยู่เคียงข้าง’  

เขาชอบที่จะร้องเพลงเพราะๆ พร้อมกับดีดกีต้าร์ให้ฉันฟัง เวลาว่างที่เขาว่างเสมอๆ  

และเขาก็มักจะมานั่งติววิชาเรียนให้กับฉันช่วงพักเที่ยงที่ม้าหินอ่อนใต้ต้นไม้ข้างอาคารเรียน 

เขาเป็นผู้ชายหน้าดีมาก ดูหล่อเหลามีเสน่ห์ สาวๆ คนไหนเห็นก็กรี๊ด ทว่าเขาก็ขี้อายพอๆ กับฉัน แต่เขาก็มีความกล้ามากกว่าฉัน เพราะเขาเป็นรุ่นพี่ฉันหนึ่งปี 

เขาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก ส่วนฉันเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้า 

เขามักจะใช้เวลาพักเที่ยงหลังกินข้าวมานั่งคุยกับฉันที่เดิมแทบจะทุกวัน แล้วบางวันก็มานั่งกินข้าวเที่ยงด้วยกัน และในวันพิเศษ เขาก็ไม่เคยพลาด ที่จะมอบของขวัญที่พิเศษให้กับฉัน ซึ่งฉัรดีใจมากและไม่เคยลืมเลย 

แม้ว่าของขวัญหลายชิ้นนั้น ฉันจะไม่ได้เก็บรักษาเอาไว้ ในวันที่รู้ว่าเขาแต่งงานแล้ว ทว่าภาพความใกล้ชิดและภาพความทรงจำดีๆ ทุกอย่าง กลับฝังลึกอยู่ในหัวใจของฉันเรื่อยมา ไม่เคยลืมเลือน นึกถึงไรก็ยิ้มได้เสมอ 

ฉันยังจำได้ที่เขาเคยบอกฉันว่า 

“พินครับ ถ้าพินเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ พี่ขอเรียกพินว่าแฟนอย่างเป็นทางการนะ และพี่จะพาพินไปหาพ่อกับแม่ของพี่ด้วย เราจะแต่งงานกันเมื่อพินเรียนจบนะ”  

ฉันตอบตกลง  

“ค่ะ ถ้าพินสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ พินจะคบกับพี่เขตเป็นแฟนนะ”  

เวลาผ่านไปราวๆ หนึ่งปี ฉันก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ สมดังที่ตั้งใจเอาไว้ แต่ฉันกลับได้ยินข่าวร้าย ว่า  

‘เขาคนนั้นมีแฟนใหม่แล้ว และผู้หญิงของเขาเรียนอยู่ที่วิทยาลัยเดียวกัน’  

ฉันก็รู้สึกเสียใจอยู่หลายวัน สุดท้ายเมื่อฉันเข้ามาเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย ฉันจึงบอกกับคนที่รู้จักเขาว่า  

“หากเขามาตามหาฉัน ให้บอกว่าฉันมีแฟนใหม่แล้ว ฉันขอเลิกคบกับเขา แล้วเขาไม่ต้องมาพบฉันอีก”  

แล้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผ่านไปราวๆ หนึ่งปี ฉันก็พบกับเขาอีกครั้ง แต่ว่าตอนนั้นฉันคบกับผู้ชายอีกคนที่เขารู้จักดี แล้วฉันก็วิ่งไปหลบหน้าเขา ไม่กล้าเผชิญหน้ากับเขา  

แต่ฉันมองเขาแค่แวบเดียว ฉันก็รู้สึกว่าเขาเปลี่ยนไปมาก เขาดูซูบผอมลงมากๆ จนดูผิดหูผิดตา คล้ายกับคนที่ตรอมใจอย่างไรอย่างนั้น ฉันจึงสึกผิดในใจตลอดมา 

‘ฉันเป็นต้นเหตุให้เขาซูบลงขนาดนี้เลยเหรอ’  

แล้วฉันก็ทนนิ่งเฉยไม่ได้ ฉันจึงโทรศัพท์ไปหาเขา แล้วเขาก็ขอนัดคุยกับฉันเป็นการส่วนตัว  

เขาถามฉันว่าเขาทำผิดอะไร ทำไมฉันถึงทิ้งเขาไปคบกับคนอื่น แถมผู้ชายคนนั้นยังเป็นเพื่อนสนิทของเขาอีก  

เขาทำผิดตรงไหนเหรอ ฉันเองก็ตอบเขาไม่ได้ ฉันเลยไม่ได้ออกไปพบเขา เพราะฉันขี้ขลาดตาขาว ฉันกลัวความผิดของตนเอง กลัวมากๆ  

แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมาจนถึงเมื่อวานนี้ ก็กินเวลาเกือบยี่สิบปีที่ไม่ได้เจอกัน แต่ฉันก็รู้ว่าเขามีตัวตนอยู่ในโลกออนไลน์ เขามีเฟสบุ๊ค 

แค่เข้าไปในอินบ็อก ฉันก็สามารถคุยกับเขาได้แล้ว แต่ฉันก็ไม่ทำ ฉันไม่กล้าพอ เพราะภาพที่เขาลงหน้าเฟส ก็คือภาพครอบครัวเล็กๆ ที่ดูมีความสุขมากของเขา อยู่เต็มหน้าไทม์ไลฟ์ที่เขาอัพรูปลงเป็นรูปส่วนตัว 

มันสายเกินไปแล้ว ที่จะเอ่ยคำพูดใดๆ ออกไปอีก แต่ว่าทำไม ฉันยังรู้สึกติดค้าง และคิดถึงเขาอยู่อีกก็ไม่รู้ 

แล้ววันนี้ ทั้งที่เจอเขาแล้ว ฉันกลับพูดอะไรไม่ออก นอกจากเรียกชื่อเขาแค่ครั้งเดียวด้วยความตกใจ ฉันไม่กล้าสบตาเขานานเลยจริงๆ มันรู้สึกหวิวๆ ในอก และกลัวอะไรก็ไม่รู้ 

ความคิดเห็น