Talae

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : จุดเริ่มต้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 27

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 มิ.ย. 2563 22:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
จุดเริ่มต้น
แบบอักษร

เรื่องนี้มันเริ่มขึ้นจากตรงไหน แล้วทำไมฉันถึงตกลงใจยอมคบกับต้าร์ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาไม่ได้รักน่ะเหรอ

ถ้าย้อนตั้งแต่แรก คงต้องย้อนไปไกลมาก งั้นเล่าย้อนกลับไปเมื่อวันก่อนก็แล้วกัน

วันนั้นเราเพิ่งเรียนพละกันเสร็จ ซึ่งกีฬาที่เรียนกันคือเรือใบ เท่ใช่มั้ยล่ะ ช่วงทัศนศึกษาปลายเทอมเราจะไปเล่นเรือใบกันที่ทะเลสัตหีบ แต่ช่วงระหว่างเทอมจะฝึกซ้อมกันที่บึงน้ำใหญ่หลังโรงเรียน แม้จะไม่มีคลื่นลมมากนัก ทำให้เรือใบแล่นช้ามากๆ แต่ก็เป็นสถานที่ที่ดีในการฝึกระยะแรกๆ ฝึกเรือล่มและกู้เรือด้วย ฝึกเล่นเรือใบก็เหมือนกับฝึกขี่ม้านั่นแหละ ก่อนจะฝึกไปให้เร็ว เราต้องฝึกล้มให้เป็นก่อน

“เฮ้ย ลืมกุญแจโรงเก็บเรือว่ะ” ต้าร์พูดขึ้นหลังจากค้นตามกระเป๋ากางเกงอยู่พักหนึ่ง

“ลืมไว้ไหน?” ฉันเผลอตัวหันไปถามโดยไม่ทันคิด

“น่าจะยังคล้องอยู่ที่ประตู เธอไปเอามาดิ๊” ต้าร์ได้ทีใช้งานฉันซะเลย

ฉันได้แต่เบ้หน้า แต่ก็วิ่งเหยาะๆ กลับไปล็อคประตูโรงเก็บเรือใบแล้วเก็บกุญแจมาโดยดี แต่พอเดินกลับมาที่ถนน กลับเห็นว่ารถตู้กำลังเริ่มออกตัวออกไปโดยไม่รอกันเลย ฉันจึงต้องวิ่งสุดฝีเท้าพร้อมกับโบกไม้โบกมือและตะโกนให้รถรอไปด้วย

แม้บึงน้ำนี้จะอยู่ในเขตโรงเรียน แต่มันก็อยู่ไกลจากเขตตึกเรียนและหอพักหลายกิโลเมตรอยู่ พวกเราจึงต้องนั่งรถตู้ไปกลับ หรือถ้าอยากขี่จักรยานมาเองก็ได้ แต่ก็แดดประเทศไทยอ่ะนะ คงไม่มีใครนึกอยากปั่นจักรยานเล่นตอนบ่ายๆ หรอก

“แฮกๆ ลุงง่า...” ฉันหันไปค้อนใส่คุณลุงคนขับรถที่จอดรับฉันขึ้นในที่สุด

“ขอโทษทีแว่นตา เห็นต้าร์บอกว่าคนครบแล้ว ให้ออกรถได้เลย ดีนะที่ลุงเห็นหนูผ่านกระจกมองหลัง” คุณลุงคนขับรถรีบแก้ตัว แถมยังซัดทอดไปถึงจำเลยตัวจริงอีกต่างหาก

ฉันหันไปแยกเขี้ยวใส่ต้าร์ที่นั่งกลั้นหัวเราะอยู่ตรงแถวสองของรถตู้ ต้นที่นั่งอยู่ข้างต้าร์ก็ทำหน้าไม่ต่างกันเลย เหอๆ เอาเข้าไป สองแฝดนี่แกล้งฉันเป็นกิจวัตรประจำวันจริงๆ

สองแฝดนรกนี่พอเข้าใจได้ว่าจงใจแกล้งฉัน แต่คนอื่นๆ ในรถตู้ไม่รู้สึกหรือไงว่าฉันหายไป น้อยใจดีมั้ยเนี่ย

แม่ของฉันกับพ่อของต้นกับต้าร์ร่วมกันก่อตั้งโรงเรียนที่เราอยู่ตอนนี้ขึ้นมาด้วยกัน ฉันก็เลยรู้จักกับพวกเขาทั้งสองมาตั้งแต่เล็กๆ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่จำความได้

โรงเรียนนี้ชื่อว่า SSS ย่อมาจาก Self Searching School เป็นโรงเรียนแนวทางเลือก เน้นที่การค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเราเพื่อต่อยอดในอนาคต การเรียนการสอนจะแตกต่างจากโรงเรียนในระบบมากเลยทีเดียว กว่าจะจดทะเบียนเป็นโรงเรียนตามกฏหมายได้สำเร็จ เล่นเอาหืดขึ้นคอไม่เบาเลย

ช่วงที่ฉันยังเล็ก ฉันกับน้องชายอยู่โรงเรียนเพื่อรอแม่ประชุมเสร็จมากกว่าอยู่บ้านซะอีก เหมือนบ้านเป็นแค่ที่ซุกหัวนอน แต่จะกิน จะเล่น ก็ที่โรงเรียนนี่แหละ ซึ่งแน่นอนว่าต้นกับต้าร์ก็มีสภาพไม่ต่างกัน เราก็เลยใช้เวลาอยู่ด้วยกันเยอะมาก ส่วนใหญ่ต้นกับต้าร์จะเป็นคนนำ ส่วนฉันกับน้องชายจะเป็นลูกคู่คอยตาม นึกๆ ไปก็เหมือนลูกเป็ดของพวกเขาสองคนเลย ตามต้อยๆ ไปทุกที่ทุกเวลา

สมัยยังเล็ก ต้นกับต้าร์ได้ชื่อว่าแฝดปิศาจ ด้วยความแก่นและความเซี้ยวของพวกเขา คงจะเป็นเอกลักษณ์ของคนมีฝาแฝดรึเปล่าที่จะซนกว่าเด็กอื่นๆ เพราะเหมือนมีลูกคู่คอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ยิ่งมีฉันกับน้องชายเป็นลิ่วล้อด้วยแล้วก็ยิ่งไปกันใหญ่ ด้วยความที่พวกเขาเป็นคนเก่ง มีความคิดสร้างสรรค์ด้วย เวลาคิดอะไรแปลกๆ ก็เอามาทดลองกับฉันคนแรกตลอด เช่น ทำระเบิดตดจากหมึกจีน ก็เอามาให้ฉันดมคนแรก (หมึกจีนถ้าเอาเก็บไว้ในกระปุกเล็กๆ ปิดทึบนานหลายวัน กลิ่นจะเหม็นมาก) พอเห็นว่าได้ผล ก็เที่ยวเอาไปแกล้งคนไปทั่ว

ทำไมฉันถึงยอมเป็นผู้ตามน่ะเหรอ ก็คงจะเพราะเรามีกันอยู่แค่สี่คนเท่านี้ อีกอย่าง ดร.พระพรพ่อของสองแฝดก็สั่งให้ทั้งต้นกับต้าร์ดูแลฉันกับน้องดีๆ (อันนี้หมายถึงสมัยเด็กน่ะนะ) เพราะฉะนั้น ถึงพวกเขาจะแกล้ง หรือชอบใช้ให้ทำอะไรแผลงๆ แต่ก็เป็นคนฝึกฉันขี่จักรยานสองล้อจนเป็น สอนฉันอ่านเขียน (เราเรียนชั้นเดียวกัน แต่ฉันโง่กว่าอ่ะ) ไปจนสอนคิดเลขโน่นแหละ

อีกอย่าง อยู่กับพวกเขาก็สนุกดี สองคนนั้นเคยพาฉันซ้อนท้ายจักรยานเพื่อไปซื้อขนมที่ร้านหน้าปากซอย ทำกับข้าวกินกันในครัวของโรงเรียนตอนดึกๆ ที่แม่ครัวกลับกันไปหมดแล้ว แอบเข้าไปเปิดแอร์ดูหนังกันในห้องเลกเชอร์ช่วงปิดเทอม และอีกสารพัดวีรกรรมสมัยเด็กที่คิดขึ้นมาทีไรก็อดยิ้มไม่ได้ทุกที

แต่ยิ่งพอโตขึ้น ความสัมพันธ์ของพวกเราก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย ไม่ได้สนิทกันมากมายเหมือนแต่ก่อนอีก แต่ก็ยังคงรู้จักกันดีทุกซอกทุกมุม จากที่เคยติดสอยห้อยตามพวกเขาไปทุกที่ ฉันก็เริ่มห่างๆ ออกมา ทั้งต้นและต้าร์กลายเป็นหนุ่มฮอตของโรงเรียน ด้วยความที่เป็นคนเก่ง หน้าตาดี แถมยังมีดีกรีเป็นถึงลูกชายผู้ก่อตั้งโรงเรียนอีก ส่วนฉันก็กลายเป็นเหมือนเงาไร้ตัวตนในชีวิตพวกเขา จะมองเห็นก็ต่อเมื่อต้องการใช้ประโยชน์ หรือหาคนแกล้งเท่านั้นแหละ

แต่สำหรับฉัน พวกเขายังเป็นคนสำคัญมากเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ฉันไม่เคยคิดนิยามหรอกว่าสำหรับฉันพวกเขาคือใคร อาจจะเพราะกลัวใจตัวเองด้วยละมั้ง พวกเขาแค่เป็นคนที่สำคัญมาก ฉันรู้สึกติดค้างพวกเขาอยู่เสมอ มันเหมือนกับว่า ถ้าไม่มีพวกเขาในวันนั้น ก็คงไม่มีฉันในวันนี้

ฉันจึงไม่เคยเกี่ยง ไม่เคยบ่น ไม่ว่าจะโดนใช้ให้ทำอะไรก็ทำมันหมดทุกอย่าง ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเรื่องที่ต้องทำให้ฐานะลูกๆ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนนั่นแหละ เช่น ตั้งชมรมดีๆ เป็นตัวอย่างให้นักเรียนอื่นเห็น ออกงานสังคม กล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าผู้ปกครองอะไรอย่างนี้ หรือบางทีก็ลามไปถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างพวกซื้อขนม ล้างรองเท้า ทิ้งขยะ ทำการบ้านให้ลอก (ถึงตอนเด็กพวกเขาจะสอนฉัน แต่โตมาก็ลอกการบ้านฉันอยู่ดี เหอๆ) เหมือนเป็นเบ๊จิปาถะนั่นแหละ

ฉันไม่ได้มองพวกเขาเป็นแพ็คคู่อะไรแบบนั้นหรอก ฉันรู้ดีว่าถึงจะคล้ายกัน แต่ต้นกับต้าร์น่ะมีเอกลักษณ์แตกต่างกัน ยิ่งโตก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นทุกที ต้นจะเป็นคนเฮฮาและเข้าสังคมมากกว่าต้าร์ ยิ่งช่วงม.ปลาย มักจะเห็นเขาถูกรายล้อมด้วยแฟนคลับรุ่นน้องเกือบตลอดเวลา ซึ่งเจ้าตัวเองก็ดูจะชอบใจซะด้วย ฉันจึงไม่ค่อยได้ยุ่งกับเขาอีกเลย (ก็มีคนคอยเสนอหน้ารับใช้เต็มไปหมดอยู่แล้วนี่นะ)

ส่วนต้าร์ เขาเป็นคนที่โลกส่วนตัวค่อนข้างสูงกว่า ติสต์กว่า เขามักจะแยกตัวนั่งวาดรูปเล่นเรื่อยเปื่อยอยู่คนเดียว ดูหนังแนวๆ ที่ไม่มีใครดูเข้าใจ บางครั้งก็แบ่งหนังพวกนั้นให้ฉันดู เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็แกล้งทำเป็นเข้าใจไปอย่างนั้น

ยิ่งนานวัน ฉันก็ยิ่งรู้ตัวว่าแอบมองต้าร์บ่อยขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งก็แอบรู้สึก (ไปเอง) ว่าในโลกของเขาที่ไม่มีใครเข้าใจ ก็มีแต่ฉันนี่แหละที่เข้าถึง แต่ในขณะเดียวกันก็บอกตัวเองว่าแค่มองอย่างเป็นห่วง อยากเห็นเขามีความสุข ก็เท่านั้น

ฉันไม่เคยนิยามความรู้สึกของตัวเองที่มีกับต้าร์หรอก ฉันบอกกับตัวเองว่ามันไม่จำเป็น ไม่ว่าความรู้สึกนี้จะคืออะไร มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของเราอยู่ดี เราก็คือเรา แค่นั้น

แต่จริงๆ ฉันอาจจะแค่กลัวตัวเองก็ได้มั้ง เพราะรู้ดีว่าสิ่งที่อยู่ในนี้มันมากกว่าความรู้สึกระหว่างเพื่อนกับเพื่อน แต่จะเป็นความรักรึเปล่า ก็ไม่หรอก ฉันรู้ดีว่าต้าร์ไม่มีทางรักฉัน อย่างน้อยก็แบบคนรัก เพราะฉะนั้น ฉันจะไม่มีวันปล่อยให้ตัวเองรักเขาเช่นกัน

อยู่ดีๆ คนเราจะทำร้ายตัวเองให้เจ็บปวดด้วยความรักทำไมกันล่ะ?

 

“ฉันก็คิดว่าเธอจะขี่จักรยานกลับเอง” แพนบอกเสียงอ่อยๆ เมื่อฉันแทรกตัวไปนั่งข้างเธอบนแถวหลังของรถตู้ “ก็ยังแอบงงๆ อยู่ว่าเธอจะไปเอาจักรยานมาจากไหน ขามาก็มาด้วยกัน”

“ช่างเถอะ ยังไงก็ยังไม่ถูกทิ้งนี่นา” ฉันบอกปัดๆ พลางหันไปเขม่นเจ้าสองแฝดนรกนั่นอีกที ดูเหมือนทั้งคู่จะรอให้ฉันทำแบบนั้นอยู่ พอเห็นเข้าก็เลยหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างชอบใจ แถมยังไฮไฟว์กันอย่างสนุกสนาน อ่า ฉันยอมรับก็ได้ว่าที่ฉันแกล้งหันไปเขม่นแบบนั้น ก็เพราะรู้ว่าพวกเขารอดูอยู่ เลยเอาใจอีกสักหน่อย ไหนๆ ก็แกล้งกันมาขนาดนี้แล้วนี่

กรรณนั่งอยู่ริมหน้าต่างอีกฟากหนึ่งของรถตู้ ติดกับที่นั่งของต้าร์ เธอกำลังละเลียดกินเยลลี่ในมืออย่างเอร็ดอร่อย แต่แอบส่งสายตาเจื่อนๆ ให้ฉัน

 “แว่นตา กินมั่งมั้ย?” กรรณหันมายื่นถ้วยเยลลี่ให้ฉัน อารมณ์เหมือนจะปลอบใจที่เกือบถูกทิ้งเมื่อครู่

ฉันยื่นมือออกไปรับถ้วยเยลลี่ แต่ถูกต้าร์ซึ่งนั่งอยู่ข้างกรรณแย่งเอาไปก่อนหน้าตาเฉย เขาหัวเราะคิกคักพลางตักเยลลี่เข้าปากทีเดียวเกือบหมดถ้วย

“ขอบคุณนะ” หมอนั่นหันไปทำหน้าทะเล้นใส่กรรณ โดยไม่สนใจฉันซึ่งยกมือค้างอยู่กลางอากาศสักนิด อีตาบ้าเอ๊ย

“เอาอีกมั้ยล่ะ ฉันยังมีอีกถ้วยในกระเป๋านะ” กรรณถามเมื่อเห็นว่าเยลลี่หายวับเข้าปากต้าร์ไปหมดแล้ว

“เวลาจะให้ของใครน่ะมันก็ต้องให้ไปเลย ไม่ใช่มาถามว่าเอาไม่เอา” ต้าร์พูดด้วยสีหน้าขึงขังแบบที่ดูก็รู้ว่าแกล้งทำ

“ใส่บาตรอย่าถามพระใช่ป่ะ?”กรรณถาม

“อะไรนะ?” คราวนี้ต้าร์ตีหน้ามึน

“ใส่บาตรอย่าถามพระไง” กรรณบอกอีกที

“ทำไมด้วยอ่ะ?”

“อ้าวก็เวลาคนจะใส่บาตรต้าร์ เค้าจะถามเหรอว่า เอาป่ะ เอาป่ะ”

“ก็ฉันไม่ใช่พระนี่” สีหน้ามึนๆ ตอนนี้ไม่รู้ว่าต้าร์มึนจริง หรือแค่หยอกกรรณกันแน่

“โหย ก็...” กรรณทำสีหน้าหนักใจ “มันเป็นสุภาษิตย่ะ เข้าใจมะๆ”

“โบราณมาก ฮ่าๆๆ” ต้าร์หัวเราะงอหายแล้วยื่นมือไปลูบหัวกรรณอย่างเอ็นดู กรรณเองก็ท่าจะเคลิ้มไม่เบา ฉันเห็นเธอแอบอมยิ้มแก้มปริเชียว

ทีกับฉันนะแกล้งเอาๆ ทีกับคนอื่นละอ่อนโยนเชียว เห็นแล้วขัดตาชะมัด ฉันจึงยื่นมือไปแย่งเยลลี่ถ้วยใหม่มาจากมือกรรณบ้าง

“มาๆ ให้ฉันกินเอง”

“ใครให้เธอ หืม” ต้าร์มือไว้กว่าฉัน เขาเลยชิงคว้าเยลลี่ถ้วยนั้นไปได้ก่อน

“นายแย่งฉันก่อนนี่ เอามา” ฉันเถียงพลางพยายามแย่งถ้วยเยลลี่กลับมาอย่างไม่ยอมแพ้

เรากำลังจะก่อสงครามย่อยๆ กันในรถแล้วเชียว แต่ถูกต้นขัดขึ้นซะก่อน

“เฮ้ย ต้าร์” ต้นหันมาสะกิด แล้วทั้งสองคนนั้นก็หันไปสนใจมือถือของต้นพลางทำหน้าซีเรียสแบบจริงจัง (ไม่ได้แกล้งทำหน้าเครียด ฉันดูออก)

ฉันขมวดคิ้วสงสัยกับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป รู้ว่าถึงถาม แฝดนรกคู่นี้ก็คงไม่บอกอะไรฉันอยู่ดี

“มีอะไรกันเหรอ?” กรรณถามเมื่อเห็นต้าร์เงียบไป แถมยกเยลลี่ให้ฉันกินอีกต่างหาก

“อ้อ เปล่าหรอก” ต้าร์หันไปยิ้มให้กรรณอย่างฝืนๆ กรรณเองก็คงรู้แหละ แต่เธอก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มอีก ได้แต่มองต้าร์ด้วยแววตาเป็นห่วง ก่อนจะหันมาทำสีหน้าตั้งคำถามใส่ฉัน

ฉันได้แต่ยักไหล่ไหวๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงฉันจะ (เคย) สนิทกับสองคนนั้น แต่เขาไม่ยอมให้ฉันรับรู้อะไรในชีวิตพวกเขาหรอก นอกจากบังเอิญรู้เอง อย่างเรื่องแก๊งค์ขี่จักรยานอะไรนั่น...

ความคิดเห็น