I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[นัดที่ 5] หนทางแห่งโชคชะตา (ครบ)

ชื่อตอน : [นัดที่ 5] หนทางแห่งโชคชะตา (ครบ)

คำค้น : ตะวันกล้า ซื่อหนาน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.9k

ความคิดเห็น : 33

ปรับปรุงล่าสุด : 17 เม.ย. 2563 02:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[นัดที่ 5] หนทางแห่งโชคชะตา (ครบ)
แบบอักษร

นัดที่ 5 

หนทางแห่งโชคชะตา 

ฮ่องกง 

“อ่า...ฮั้นตี้....เร็วอีกค่ะ...” เสียงครวญครางจากความรัญจวนที่ร่างสูงมอบให้ทำให้หญิงสาวแอ่นสะโพกรับการกระแทกกระทั้นจากร่างสูงด้วยความเสียวซ่าน

ร่างสูงกำยำระดมจูบดูดดึงปทุมถันที่ตูมเต่งอยู่ตรงหน้าดั่งเสือกระหิวกระหาย มือใหญ่หนาลูบไล้ไปทั่วร่างนุ่มนิ่ม ขย้ำเคล้นคลึงไปทั่วตามแรงอารมณ์ พร้อมกับขยับสะโพกเร่งเร้าเมื่อใกล้ถึงจุดหมาย สองร่างโรมรันเข้าหากันอยู่นานหลายนาที ไม่นานทั้งคู่ก็ปลดปล่อยออกมาพร้อมกัน

ฮั้นตี้ถอนหายใจล้มตัวลงนอนหงายแล้วผุดลุกนั่ง หญิงสาวเห็นท่าทางของร่างสูงคล้ายจะลุกออกจากเตียงเลยโผล่ตัวเข้ากอดเบียดเสียดอย่างออดอ้อน

“วันนี้อย่าไปไหนเลยนะ อยู่เป็นเพื่อนลาล่า...” ร่างอรชรอ้อนแอ้นได้รูปของหญิงสาวในสภาพเปลือยเปล่าทับทับลงไปบนร่างกำยำของอีกคนเพื่อต้องการยั่วเย้าอีกฝ่าย

“ไม่ได้...วันนี้มีงาน” ร่างสูงตอบอย่างไร้อารมณ์ ตอนมีอะไรกันก็ดีอยู่หรอก เพราะเขาได้ระบายความเครียดผ่านการบำบัดโดยความใคร่ แต่พอหมดอารมณ์ใคร่ ก็มีอารมณ์เบื่อเข้ามาแทรกอย่างรวดเร็ว ราวกับเมื่อครู่เป็นแค่การยัดนุ่น

“แต่ว่า...”

“เงินวางอยู่บนโต๊ะ” ฮั้นตี้พยักเพยิดไปทางโต๊ะที่ว่า ก่อนจะผลักร่างบางออกจากร่างของตนแล้วลุกขึ้นยืนในสภาพเปลือยเปล่า ส่วนหญิงสาวหันไปหาเงินที่วางเอาไว้ หยิบมันขึ้นมานับตาวาว ไม่สนใจฮั้นตี้ที่เหวี่ยงเธออีก เมื่อกี้ที่อ้อนๆไปน่ะก็ไม่ได้จริงจังอะไร แค่คิดว่าเขาอยู่ต่อก็ดี อ้อนไปเผื่อฟลุ๊คเท่านั้นแหละ

ร่างสูงสวมเสื้อผ้าเสร็จก็หันไปย้ำกับหญิงว่าถ้าไม่มีเรื่องอะไรก็ไม่ต้องมาติดต่อมา ถ้าเขาพอใจ เขาจะติดต่อกลับมาเอง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปด้วยใบหน้าเซ็งจัด เมื่อคิดว่าต้องกลับไปทำงานที่ค้างต่อ

ลาล่าตะโกนลาร่างสูงอย่างรู้งาน ก่อนจะนอนเกือกกลิ้งบนเตียงต่ออย่างสบายอารมณ์ ห้องนี้แพงแสนแพงเธอว่าจะนอนเล่น และถ่ายเซลฟ์ฟี่เล่นจนกว่าจะถึงเวลาเช็คเอาท์ แพงขนาดนี้ต้องใช้ให้คุ้มหน่อย วู้ สวรรค์ของผู้หญิงจริงๆ

ภายหลังเดินออกมาจากห้อง ฮั้นตี้ที่กำลังจะเดินเข้าไปในลิฟต์รับรู้ได้ถึงแรงสั่นของโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อ เลยหยิบขึ้นมารับด้วยใบหน้าเบื่อหน่าย  

 “ฮัลโหล”

(มีข่าวมาบอกเรื่องเมียมึง) ฮั้นตี้ได้ฟังอย่างนั้นก็ขมวดคิ้วไม่พอใจ เมีย? ใครเมียใคร? แล้วใครเมียเขา?

“หยุดพูดหมาๆ แล้วบอกมา” เล่นแง่อยู่นั่น!

(...เออๆ ไรวะ ทำไมต้องใส่อารมณ์)

“พูดมาเถอะน่า เมียอะไร ใครเมีย”

(ซื่อหนานไงเมียมึง)

ฮั้นตี้ชะงักก่อนจะตอบกลับไปอย่างไร้อารมณ์ “จืดชืดขนาดนั้น ฉันไม่นับว่าเป็นเมีย”

(หึ...ให้มันจริงเถอะ ไม่ใช่ว่าที่อารมณ์เสียมาจากเรื่องที่มึงเอากับหญิงแล้วไม่อิ่มเหมือนเอากับซื่อหนานนะ...)

“เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว มีข่าวอะไรก็พูดมา”

           (ข่าววงในบอกว่าไม่สบายถึงขั้นไปรักษาตัวที่เมืองไทย)

“ไม่สบาย?” อย่างซื่อหนานเนี่ยนะ

(อาฮะ นายว่ามันแปลกไหมละ...)

“สืบเรื่องนี้...ดูว่าทำไมเขาถึงไปอยู่ที่เมืองไทย” เขาไม่เชื่อหรอกว่าซื่อหนานไม่สบาย มันต้องมีอะไรที่เมืองไทยแน่

ปลายสายพ่นหมากฝรั่งทิ้งแล้วใช้ดินทรายกลบพลางเหม่อไปที่ทะเลแล้วกระตุกยิ้มมุมปาก (ไม่ต้องห่วง...ตอนนี้ฉันอยู่ที่ภูเก็ตแล้ว อีกไม่นานคงรู้ว่าพวกเขามีแผนอะไร)

“แกนี่มันไวจริงๆ”

(หึ...ก็ฉันมันสายสืบเก่านี่หว่า...แล้วฉันจะติดต่อกลับไปหาแล้วกัน ถ้าได้ข่าวอะไร)

“อืม...”

ติ๊ด!

ทันทีที่วางสาย ประตูลิฟต์ก็เปิดออก ฮั้นตี้เดินออกมาจากลิฟต์แล้วยกโทรศัพท์ขึ้นกดส่งข้อความไปหาใครบางคน ก่อนจะเดินออกไปนอกโรงแรมแล้วขึ้นรถที่มีบอดิการ์ดมายืนรอรับอยู่ด้านหน้า

...พวกสภาหลงยี่หวาเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว...ทางพยัคฆ์คงจะต้องทำอะไรสักอย่าง...

 

.............................. 

เกาะมาตาวี 

ตะวันกล้านั่งคิดนอนคิดทั้งคืน คิดมาหลายวันว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้ซื่อหนานยอมไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจครรภ์ เพราะได้ยินจากต้าเฉียงมาว่าตั้งแต่ที่เจ้าตัวรู้ว่าท้อง ซื่อหนานก็ไม่เคยไปตรวจครรภ์หรือฝากครรภ์เลย ทำแบบนี้เด็กในท้องอาจจะไม่ปลอดภัยได้ แล้วจะทำยังไงให้ซื่อหนานไปตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาลดีนะ...ตะวันกล้าเหลือบตามองคนท้องที่นั่งดูทีวีข้างกาย

“มีอะไรก็พูดมา รำคาญ” ซื่อหนานพูดขึ้นพร้อมกับใช้รีโมทกดหาช่องหนังฆาตกรรมดู แต่กดไปช่องไหนก็เจอแต่หนังรักจนน่าหงุดหงิด

ตะวันกล้ากลั้นใจพูดออกไป “ไหนๆพี่ก็ยอมรับข้อเสนอของผม และเราก็บอกเรื่องนี้กับผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายว่าพวกเราตกลงสลับตัวกันแล้ว ผมว่าเรื่องสำคัญที่พี่ควรทำต่อจากนี้ก็คือการดูแลลูก...”

“ไม่ต้องอ้อมค้อมพูดมา” ซื่อหนานปิดทีวีแล้วหันไปมองหน้าตะวันกล้า

“ผมอยากให้พี่ไปฝากท้อง”

“ฝากท้อง? นี่แกพูดเล่นอยู่หรือไง” ซื่อหนานลุกเดินไปรินน้ำใส่แก้ว ตะวันกล้าเห็นอย่างนั้นก็เดินไปหยุดยืนข้างๆ

“ไม่ได้เล่นนะ แต่เด็กในท้องต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ แล้วพี่ก็สัญญาแล้วว่าจะคลอดเด็กคนนี้อย่างปลอดภัย”

ซื่อหนานกลอกตาทำหน้าคิดก่อนจะหันไปมองตะวันกล้า “เรื่องนี้กูจะให้พ่อจัดการเอง ไม่อยากไปโรงพยาบาล”

“แต่ที่โรงพยาบาลมีอุปกรณ์ตรวจครบครันนะ ถ้าพี่ไม่ไปตรวจที่โรงพยาบาลแล้วจะไปตรวจที่ไหน”

“ให้หมอมาตรวจที่นี่ซิวะ อย่าโง่!”

“แต่ตรวจที่โรงพยาบาลมันสะดวกและชัวร์กว่า หรือพี่อาย?”

ซื่อหนานกระแทกแก้วลงกับเคาท์เตอร์เสียงดังแล้วมองหน้าตะวันกล้าตาวาว “หรือมึงไม่อาย? ที่หน้าตาเหมือนคนท้องได้!” สำหรับซื่อหนานเรื่องนี้ยังคงเป็นเรื่องประหลาดสำหรับเขา เหมือนเขาเป็นตัวประหลาดที่มีอาการประหลาดน่าขยะแขยง!

ตะวันกล้าเห็นอาการของพี่ชายฝาแฝดอย่างนั้นก็ใจหายรีบยื่นมือไปกุมมือของซื่อหนานไว้ แต่ซื่อหนานดึงมือออก ตะวันกล้าเลยรีบพูดขึ้นด้วยความรู้สึกผิด “โอเค ผมผิด ผมคิดน้อยไปจริงๆที่จะให้พี่ไปตรวจที่โรงพยาบาล...” ...ยังไงก็ต้องไปตรวจอยู่ดีเพราะงั้นประนีประนอมไปก่อนแล้วกัน ให้ซื่อหนานมีสภาพจิตใจดีขึ้นมากกว่านี้ค่อยพาเขาไปตรวจที่โรงพยาบาล “...เพราะงั้น...เราตรวจกันที่บ้านก็ได้ เดี๋ยวผมจะโทรบอกคุณรู้จักให้มาตรวจพี่ที่นี่โอเคไหมครับ” ตะวันกล้าถามเสียงอ่อนโยน

ซื่อหนานเบ้ปาก “ไม่ต้องมาใช้น้ำเสียงหลอกเด็กกับกู จะให้ใครมาตรวจก็เชิญมา แต่กูไม่ไปตรวจที่โรงพยาบาลแน่!” พูดจบร่างโปร่งก็เดินกระแทกไหล่น้องชายฝาแฝดกลับไปนั่งที่โซฟาแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมานอนเล่นเกม

ตะวันกล้ามองพี่ชายอย่างเหนื่อยใจปนเป็นห่วงก่อนจะนิ่งคิดถึงรุ่นพี่ที่รู้จักคนหนึ่งและสนิทกับตัวเองขึ้นมาจึงเดินผละออกไปคุยโทรศัพท์ที่ระเบียงห้องเพื่อติดต่อหาคุณหมอที่พอจะมาตรวจให้ซื่อหนานได้

(ว่าไงเรา ไม่ได้คุยกันนานเลย)

“พี่นนท์ ผมมีเรื่องอยากจะขอให้พี่ช่วยครับ”

(หืม เรื่องอะไร น้ำเสียงซีเรียสเชียว)

“คือ...ผมอยากให้พี่มาตรวจครรภ์ของพี่ชายผมที่เกาะมาตาวีในวันพรุ่งนี้ พี่ว่างหรือเปล่าครับ”

(ตรวจครรภ์? ได้สิ แต่อาจจะตรวจละเอียดมากไม่ได้นะ แต่พี่ก็...เดี๋ยวนะ เมื่อกี้ตะวันพูดว่าอะไรนะ พูดอีกทีสิ)

ตะวันกล้าสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วพูดออกไปใหม่ “ตรวจครรภ์พี่ชายผมครับ”

(พี่ชาย? ผู้ชายท้องเนี่ยนะตะวัน!?)

“ครับ...เขาเป็นพี่ชายผม พี่ชายฝาแฝด ผมเพิ่งได้เจอครอบครัวที่แท้จริงของตัวเองเมื่อไม่กี่วันก่อน และเพิ่งรู้ว่าเขาท้อง”

(ได้! ได้สิ! พี่จะเข้าไปดูให้ พรุ่งนี้แต่เช้าเลยโอเคไหม!)

ตะวันกล้าหัวเราะ “พี่นนท์จะตื่นเต้นอะไรขนาดนั้นครับ ผมรู้ว่ามันเป็นเคสที่แปลก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเคสแบบนี้จะไม่เคยเกิดขึ้นนี่ครับ” ตะวันกล้าแซวดูออกว่าพี่หมอนนท์กำลังดีใจมากแค่ไหนที่กำลังจะได้ดูแลเคสพิเศษนี้

(มันก็ใช่...แต่พี่ไม่เคยเจอเคสแบบนี้มาก่อน ตะวันก็รู้...โอเค ขอพี่ไปจัดเตรียมกระเป๋าก่อนนะ เดี๋ยวไม่ทัน)

“ครับๆ แล้วเจอกัน”

(ขอบคุณมาก)

ติ๊ด!

ตะวันกล้ามองโทรศัพท์ในมือแล้วกระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะส่ายหัวให้กับความตื่นเต้นเหมือนเจอของเล่นใหม่ของหมอนนทภพ ดีใจมากขนาดนี้เลยหรอเนี่ย เฮ้อ จะว่าไปอาการแบบนี้เหมือนกับตอนที่เขาช่วยคนไข้หายป่วยได้คนแรกไม่มีผิด ตะวันกล้าเก็บโทรศัพท์ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงแล้วเดินกลับเข้าไปในห้อง ร่างโปร่งหยุดชะงักเมื่อเห็นซื่อหนานหลับไปแล้ว

“หลับง่ายจริง” อาการหลับง่ายของซื่อหนานบางทีอาจจะมาจากสภาพร่างกายของเขาในตอนนี้ก็ได้ตะวันกล้าคิดก่อนจะเหลือบไปเห็นโทรศัพท์วางอยู่บนหน้าท้องของซื่อหนานจึงยื่นมือหยิบนำมาวางไว้บนโต๊ะ แล้วเดินไปเอาผ้าห่มในห้องมาห่มให้ซื่อหนาน ห่มเสร็จยืนมองอยู่ครู่หนึ่งคุณหมอหนุ่มจึงตัดสินใจออกจากห้องไปหาทะนงอาจที่นัดคุยกับตน

ทะนงอาจนัดตะวันกล้ามาคุยในห้องทำงาน ทันทีที่ร่างโปร่งเคาะประตูขออนุญาต ทะนงอาจก็เอ่ยปากเชิญ และให้ตะวันกล้าล็อกประตู

“พี่มีอะไรหรือเปล่า เรียกผมมาทำไม แถมยังให้ล็อกห้องอีก มีลับลมคมในนะเนี่ย”

ทะนงอาจยิ้มแล้วถอดแว่นสายตาออกเงยหน้าขึ้นมองน้องชายเพื่อบอกข่าวดี “จะบอกข่าวดีเรื่องธนา”

ตะวันกล้าขมวดคิ้วเดินไปนั่งเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานพี่ชาย “ธนาทำไมหรอพี่”

“การกลับป่าครั้งนี้ของมัน อาจจะไม่ได้กลับมายุ่งกับตะวันอีก”

“ทำไมวะ พี่จะทำอะไรธนา!”

“ทำอะไรเล่า พี่จะทำอะไรน้องชายตัวเองได้วะ...แต่คนอื่นทำละก็ไม่แน่” ทะนงอาจพูดด้วยใบหน้าเจ้าเล่ห์ ตาเป็นประกาย ตะกล้าเห็นแล้วไม่สบายใจ นึกเป็นห่วงธนาขึ้นมา

           “คนอื่นที่ว่าคือใคร”

“แกไม่รู้จักหรอก มันเป็นเพื่อนของพี่เอง และรู้จักกับธนามานานแล้ว พวกเขาสองคนมีความสัมพันธ์กันซับซ้อนนิดหน่อย”

“แล้วทำไมผมไม่เคยรู้เลยละ”

“ช่วงที่ตะวันขอแม่ไปเรียนในเมือง เพราะทะเลาะกับธนาจำได้ไหม ช่วง 2-3 ปีนั้นตะวันไม่อยู่มันเกิดเรื่องขึ้นมากมาย ซึ่งพี่คิดว่ามันไม่อยู่ในขอบเขตที่พี่จะเล่าได้ ถึงอย่างนั้นก็อยากให้น้องสบายใจว่าธนาจะไม่เข้าไปยุ่งกับตะวันอีก”

ตะวันกล้ายิ้มเศร้า “ผมขอบคุณครับ และขอโทษที่สร้างความเดือดร้อนให้...”

“ใครว่า...ธนาต่างหากที่สร้างความเดือดร้อนให้ตะวัน อ้อ...ไม่ต้องห่วงนะว่าธนาจะเป็นอันตราย เพราะเขาไม่มีทางทำร้ายธนาแน่”

ตะวันกล้ามองหน้าทะนงอาจอย่างมีคำถาม แต่สักพักก็คิดได้ว่าสิ่งที่พี่ชายบอกใบ้มันอาจจะเกี่ยวข้องกับคนที่ทำให้ธนาตัดสินใจเลือกเรียนแพทย์ทหาร ตะวันกล้าจึงพยักหน้ารับเบาๆ

“แล้วเป็นไงเรื่องเรา เตรียมตัวกันไปถึงไหนแล้ว” ทะนงอาจถามความคืบหน้า เพราะเท่าที่คุยกันได้ยินว่าทางฝั่งนั้นจะฝึกตะวันกล้าให้เชี่ยวชาญในการต่อสู้ระดับหนึ่งก่อนจึงจะเดินทางกลับฮ่องกง ส่วนซื่อหนานก็ให้อยู่ที่นี่ ดูแลรักษาตัวเองจนกว่าจะคลอด

“ก็...กำลังอยู่ในช่วงอัพเดตข้อมูลครับ...”

“แล้วติดต่อกลับไปหาเพื่อนที่พอจะช่วยเราได้แล้วหรือยัง บอกตามตรงว่าพี่เป็นห่วง”

ตะวันกล้าพยักหน้าเข้าใจ “ผมส่งเมลล์ไปแล้ว รอแค่พวกเขาติดต่อกลับมา ก็ได้แต่หวังว่าพวกเขาจะเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อนแล้วติดต่อกลับมาพร้อมกับข่าวดี...” หวังว่าพวกมันจะยังจำสัญญาที่ให้ไว้กับเขาได้ตอนสมัยเรียนมหาลัย...

หลังคุยเรื่องเครียดๆกันอยู่นานร่วมชั่วโมง ทะนงอาจมองนาฬิกาแล้วเห็นว่าใกล้เวลาทานอาหารเที่ยงแล้วจึงชวนตะวันกล้าออกไปทานข้าวด้วยกัน ตะวันกล้าพยักหน้าตกลงพร้อมกับบอกว่าจะชวนซื่อหนานไปทานด้วย ทะนงอาจให้พรขอให้เจ้าตัวหน้าตายนั่นมาทานด้วยกันจริงๆเฮอะ ตะวันกล้าหัวเราะเดินแยกทางกับพี่ชายไปทางห้องพักของซื่อหนาน ขณะเดินกลับไปยังห้องพักอยู่นั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ตะวันกล้าเห็นว่าเป็นนนทภพโทรมาจึงรีบกดรับ

“ว่าไงครับพี่”

(ตะวัน พี่ตัดสินใจแล้ว พี่ไปหาเราบ่ายนี้เลยดีกว่า เที่ยวเรือรอบสุดท้าย...)

ตะวันกล้าขมวดคิ้ว “รีบอะไรขนาดนั้นพี่ ไม่เหนื่อยหรอเพิ่งเลิกเวร”

(ไม่หรอก พี่เก็บของเรียบร้อยแล้วด้วย อยากจะดูเคสนี้จะแย่แล้ว)

“อยากดูหรืออยากศึกษาไว้ทำวิจัย...เฮ้อ แต่เอาเถอะ ถ้ามาถึงเกาะแล้วก็โทรหาผมนะ ส่วนเรื่องที่พักไม่ต้องห่วง ผมจะให้คนเตรียมไว้ให้”

(โอเค แล้วเจอกันนะ)

“ครับ”

ติ๊ด!

ตะวันกล้ากดวางสายแล้วส่ายหัวกับรุ่นพี่หนุ่ม ยังเป็นคนที่กระตือรือร้นกับเรื่องแบบนี้ได้ตลอดซิน่า ตะวันกล้าคิดก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินไปที่ห้องของซื่อหนาน เพื่อลากพี่ชายฝาแฝดไปทานข้าวกับทุกคนให้ได้...

ทางด้านหมอนนทภพ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองเวลาอย่างใจจดใจจ่อ พอเห็นเข็มยาวตีบอกเวลาเลิกงานก็คว้ากระเป๋า สัมภาระที่จัดเตรียมเอาไว้ลงไปที่รถอย่างรวดเร็ว คุณหมอหนุ่มดีใจมากที่เขาได้รับเคสนี้มาดูแล เขานำเรื่องนี้ไปคุยกับอาจารย์ที่สนิท ท่านเองก็ตื่นเต้นกับเรื่องนี้ไม่แพ้กัน และส่งเสริมให้เขาศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งท่านถึงกับออกปากเองว่าจะช่วยเหลือเขาในเรื่องเงินทุนทำงานวิจัยชิ้นนี้เอง โอกาสทองมาถึงแบบนี้ มีหรือที่นนทภพจะปฏิเสธ เขาดีใจจนแทบเนื้อเต้นรีบขอบคุณอาจารย์แล้วขอเลิกงานก่อนเวลาเลิกงาน 1 ชั่วโมง เพื่อเดินทางมารอเรือข้ามฝากไปที่เกาะมาตาวี

ทันที่หาที่จอดรถได้ คุณหมอหนุ่มก็เดินมายังจุดรอเรือ นนทภพซื้อตั๋วจากพนักงานโดยบอกที่หมายว่าเกาะมาตาวี ก่อนจะผละออกมาแล้วชนเขาไปกับร่างสูงของฝรั่งคนหนึ่ง

“Sorry”

“Fine….”

นนทภพยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะเดินไปนั่งรอที่เก้าอี้ที่อยู่ไม่ห่างจากที่ขายตั๋วเท่าไหร่นัก...

“Matawe Island”

นนทภพได้ยินเสียงฝรั่งคนนั้นพูดจึงเลิกคุยขึ้นแล้วยกยิ้ม...ผู้ชายคนนี้ก็ไปที่เกาะมาตาวีหรือเนี่ย ดูเหมือนว่ารีสอร์ทของพี่ทะนงอาจจะดังใช่ย่อยแฮะ...

หนุ่มฝรั่งเครื่องหน้าหล่อเหลาราวกับนายแบบฉีกยิ้มให้แม่ค้าขายตั๋วแล้วกล่าวขอบคุณเสียงนุ่มรับตั๋วเรือมาแล้วยืดตัวขึ้นมองหาที่นั่งว่างๆ นั่งรอระหว่างรอเรือ แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นผู้ชายที่ชนตัวเองเมื่อครู่กำลังนั่งอยู่คนเดียวบนม้านั่งหินอ่อน ตนจึงไปขอนั่งด้วย และอีกฝ่ายก็ยินดี ก่อนจะถามกลับตนว่าไปเที่ยวที่เกาะมาตาวีหรอ

“You too?”

“Yes”

“Wow, Good. I’m Kimson. Nice to meet you.”

“I’m Non. Nice to meet you too…” ทั้งคู่จับมือทำความรู้จักกันก่อนจะคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยจนกระทั่งมาถึงคำถามว่านนทภพไปที่เกาะมาตาวีทำไม ซึ่งนนทภพก็ตอบไปตามจริงว่าตนเป็นหมอ และรับเคสพิเศษที่เกาะมาตาวีไว้

“Hm…Special Case? Be Interesting…What is the case about?” คิมสันถามตาเป็นประกาย ข้อมูลในหัวเชื่อมโยงถึงข้อสันนิษฐานที่ตนตั้งเอาไว้

นนทภพยกยิ้มบ่ายเบี่ยงไม่ตอบ ซึ่งคิมสันก็ไม่ถือสาพร้อมบอกว่าเข้าใจทุกอย่าง คุณหมอจะไม่บอกก็ไม่เป็นไร มันเป็นจรรยาบรรณ หลังจากนั้นทั้งคู่จึงเปลี่ยนเรื่องคุยกัน พอเรือมาเทียบท่าพวกเขาจึงลุกขึ้นเดินเรียงแถวขึ้นเรือ คิมสันจึงอาศัยจังหวะนี้หยิบโทรศัพท์ออกมาพิมพ์ข้อความหาฮั้นตี้

‘ทายสิ ว่าภายใน 3 วัน ฉันจะได้ข่าวมาให้นายไหม...’  

คิมสันพิมพ์เสร็จจึงเงยหน้าขึ้นยกยิ้มให้นนทภพที่กำลังโบกมือเรียกตนให้ไปนั่งข้างๆซึ่งคิมสันก็พยักรับด้วยรอยยิ้มตาเป็นประกาย การสืบข้อมูลครั้งนี้ดูเหมือนจะง่ายกว่าที่เขาคิดไว้ซะอีก

เกาะมาตาวี 

เมื่อถึงเกาะ นนทภพบอกลาคิมสัน ก่อนแยกตัวเดินไปที่บ้านใหญ่ของเจ้าของเกาะมาตาวีเพื่อกินข้าวเย็นกับครอบครัวของรุ่นน้อง และตื่นเต้นไม่น้อยที่จะได้เจอกับผู้ชายท้องได้ที่เป็นพี่ชายของตะวันกล้า

“พี่นนท์!”

“ตะวัน ไม่เจอกันนาน” นนทภพเดินเข้าไปกอดตะวันกล้าแล้วผละออกมามองหน้าตะวันกล้าอย่างสำรวจตรวจตรา “นอนน้อยหรือไง หน้าตาดูเพลียๆ อย่างกับหมีแพนด้า” หมอนนท์ว่าพลางชี้ที่ขอบคล่ำใต้ตา

ตะวันกล้าหน้ามุ่ยผลักอกพี่หมอเบาๆแล้วพูดขึ้น “เปล่าครับ แค่มีเรื่องให้คิดนิดหน่อย”

“ถ้ากังวลเรื่องพี่ชายไม่ต้องห่วงเลยนะ พี่จะดูแลอย่างดี แต่ขออะไรอย่าง ขอให้พี่ได้วิจัยเรื่องนี้ด้วย”

“ครับๆๆ ผมรู้น่า ผมน่ะให้พี่วิจัยอยู่แล้วแหละ แต่คนที่จะอนุมัติพี่ในเรื่องนี้น่ะใช่ผมซะเมื่อไหร่”

“อ่า นั่นสิ...” ต้องขออนุญาตพี่ชายตะวันกล้าให้ได้ต่างหากเขาถึงจะได้ทำ

“เอาละๆ เราไปคุยกันในบ้านเถอะครับ ป่านนี้ทุกคนรอแย่แล้ว พี่หิวหรือเปล่า”

“นิดหน่อย”

“วันนี้ผมให้แม่บ้านทำของโปรดพี่ด้วยนะ”

“ดีเลย...”

ตะวันกล้าเดินนำนนทภพเข้าไปในบ้าน สั่งให้คนเอาสัมภาระของคุณหมอหนุ่มไปไว้ที่ห้องพักใกล้กันกับห้องพักของซื่อหนาน จากนั้นก็พานนทภพไปรู้จักกับทุกคนที่กำลังรอเขาอยู่ในห้องอาหาร

“ไม่เจอกันนานนะตานนท์” นายหญิงน้ำทิพย์เอ่ยทักทันทีที่นนทภพทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้

“ครับ นานอยู่เหมือนกัน น่าจะสองสามปีได้” นนทภพตอบอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันไปทักทายกับพี่น้องคนอื่นๆของตะวันกล้า แล้วขมวดคิ้วสงสัยเมื่อเห็นว่าขาดคนใดคนหนึ่งไป

“แล้วนี่ธนาไปหน่อยหรอครับ”

ทุกคนชะงักนิ่งไป นนทภพรู้สึกได้ว่าบรรยากาศเปลี่ยนไป โดยเฉพาะบุคคลที่นั่งอยู่หัวโต๊ะอย่างนายหัวภูธรที่คล้ายจะอารมณ์ไม่ดี เลยทำตัวไม่ถูกขึ้นมา ธวัตน์เห็นท่าทางประดักประเดิดของนนทภพจึงเป็นฝ่ายอธิบายให้คุณหมอหนุ่มเข้าใจ “พอดีเกิดเรื่องนิดหน่อยน่ะหมอ เลยต้องส่งไอ้ตัวแสบกลับเข้าป่าด่วนๆ ทะเลาะกันบ้านเกือบแตก นี่ดีนะหมอมาตอนเย็น ไม่งั้นโดนลูกหลงไปด้วยแน่” ธวัตน์พูดปนขำ แต่ดูเหมือนคนอื่นจะไม่ขำด้วยจึงเงียบไป ฝ่ายนายหญิงของเกาะจึงหันพูดกับนนทภพว่าอย่าใส่ใจเลย ส่วนเรื่องธนาแค่มีเรื่องนิดหน่อย

ตะวันกล้ามองบรรยากาศบนโต๊ะอาหารแล้วแอบรู้สึกผิดไม่น้อยที่ทำให้เรื่องราวมันบานปลายแบบนี้

ตะวันกล้าคิดย้อนไปเมื่อบ่ายที่พี่ทะนงอาจนำเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับธนามาบอกนายหัวกับนายหญิง ทำให้นายหัวโมโหมาก และเห็นด้วยกับทะนงอาจที่จะส่งธนากลับไปประจำการที่ป่าโดยยื่นเรื่องนี้ให้เพื่อนสนิทของนายหัวช่วยดูแล ธนาไม่พอใจมาก จะกระโจนเข้ามากระชากตัวเขาไปด้วย แต่คนของพี่ทะนงอาจหลายคนที่เตรียมไว้ก็เข้ามารุมแล้วดึงตัวธนาออกไปพร้อมกับตามประกบเจ้าแสบของบ้านกลับไปยังป่าที่เขตแดนเหนือดังเดิม แม้เรื่องจะจบลงด้วยดี แต่ตะวันกล้าไม่สบายใจสักเท่าไหร่ที่เป็นต้นเหตุให้นายหัวโกรธธนา แม้ธนาจะเป็นคนผิดจริงก็ตาม

“ตะวัน...แล้วพี่ชายตะวันละ พี่ยังไม่เห็นเลยนะ” นนทภพก้มหน้ามากระซิบถามรุ่นน้องข้างกาย ตะวันดึงสติหลุดลอยกลับมาแล้วยิ้มให้นนทภพอย่างมีเลศนัย

“เขาไม่ชอบทานอาหารร่วมกับใครน่ะครับ ไว้กินข้าวเสร็จแล้วผมจะพาพี่ไปทำความรู้จักกับเขานะครับ” เขาพยายามชวนซื่อหนานแล้ว แต่อีกฝ่ายไม่ยอมท่าเดียว ส่วนต้าเฉียงไม่ได้ทานข้าวกับซื่อหนานตั้งแต่วันที่มาถึงเกาะ จึงอยู่ทานข้าวกับซื่อหนาน ไม่ทานข้าวร่วมกับครอบครัวมาตาวีอย่างเคย

“อื้ม” เขาละอดใจรอไม่ไหวที่จะได้พบกับพี่ชายของตะวันกล้าแล้ว

หลังจากทานข้าวเสร็จ ตะวันกล้าก็พานนทภพไปที่ห้องพักที่ซื่อหนานพักอยู่เพื่อพูดคุยเรื่องการดูแลครรภ์ของซื่อหนาน แต่พอเปิดประตูห้องเข้าไปแล้วไม่เจอใครนอกจากซือซื่อที่ยืนเช็ดแก้วไวน์อยู่ที่เคาท์เตอร์ ตะวันกล้าจึงเอ่ยถามซือซื่ออย่างงุนงง

“หายไปไหนกันหมดหรอครับ”

“นายท่านไปเดินเล่นย่อยอาหารครับ ส่วนคุณชายกำลังอาบน้ำ เข้าไปสักพักแล้วครับ อีกไม่นานคงจะเสร็จ” ซือซื่อตอบเสียงเรียบด้วยแววตาเฉยชา

นนทภพมองสำรวจคนที่ตะวันกล้าคุยด้วยอย่างสงสัย ยังไม่ทันจะถามว่าคนที่รุ่นน้องคุยด้วยเป็นใครตะวันกล้าก็ดันเดินไปข้างหน้าก่อน ตนจึงได้แต่โค้งศีรษะให้ชายหน้าโหดแล้วถึงตามหลังตะวันกล้าไป

“เรานั่งรออยู่ที่นี่ก่อนก็ได้ครับ” ตะวันกล้าชะเง้อคอมองหาใครบางคนในห้องนอนก่อนจะหันมาพูดกับนนทภพ

“ได้ๆ พี่ไม่รับหรอก”

“แหม...ไม่รีบแต่มาปุ๊บปั๊บทันทีที่ผมโทรบอกเนี่ยนะ” ตะวันกล้าแซวแล้วทรุดตัวนั่งลงบนโซฟา

นนทภพยกยิ้มอย่างเก้อเขินก่อนจะทรุดตัวนั่งลงข้างๆตะวันกล้า จากนั้นผู้ชายหน้าโหดคนนั้นก็เดินถือแก้วน้ำเปล่ามาเสิร์ฟ ตะวันกล้าจึงใช้โอกาสนี้แนะนำซือซื่อให้นนทภพรู้จัก

“พี่นนท์ นี่ซือซื่อคนสนิทของพ่อผมครับ”

“สวัสดีครับ” นนทภพยกมือไหว้ ซือซื่อค้อมศีรษะให้เล็กน้อยด้วยท่าทีสงบนิ่ง

“ซือซื่อครับส่วนนี่พี่นนท์เป็นหมอที่จะมาดูแลซื่อหนานตามที่ผมได้บอกเอาไว้”

“ครับ เชิญตามสบาย ผมขอไปทำธุระในครัวก่อน”

“ครับ”

นนทภพมองตามหลังซือซื่ออย่างขนลุกขนพองแล้วหันมาถามตะวันกล้าเสียงเบา “เขาทำงานเป็นพ่อบ้านจริงหรอ อย่างกับโจรไม่มีผิด”

ตะวันกล้าถลึงตามองคุณหมอ “ก็โจรน่ะสิ”

“ล้อเล่นหรือเปล่า” นนทภพทำหน้าตกใจ

ตะวันกล้ากลั้นหัวเราะ คราวนี้คุณหมอหนุ่มรุ่นพี่จึงรู้แน่แก่ใจแล้วว่าถูกหลอก เลยยื่นมือไปผลักหัวรุ่นน้องคนสนิทแรงๆ

“อันที่จริงไม่ใช่แต่ก็ใกล้เคียงนะพี่นนท์”

“พอเลยเรา พอแกล้งพี่ได้ก็ได้ใจใหญ่เลยนะ”

“คราวนี้ไม่ได้แกล้ง แต่จะบอกความจริง”

“ความจริงอะไร” นนทภพเผยสีหน้าไม่ไว้วางใจ

ตะวันกล้าฉีกยิ้ม “ครอบครัวที่แท้จริงของผมที่ผมเล่าให้พี่ฟังน่ะ ความจริงแล้ว...พวกเขาเป็นมาเฟีย”

“มาเฟีย!!!”

“เสียงดังเอ๊ะอ๊ะโวยวายอะไรวะ!” เสียงทุ้มคล้ายเสียงของตะวันกล้าดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของซื่อหนานในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำเดินเช็ดผมออกมาดูว่าตะวันกล้าพาใครมา

นนทภพหันไปมองยังที่มาของเสียงเห็นคนที่เดินออกมาจากห้องหน้าตาเหมือนรุ่นน้องตัวเองไม่มีผิดเพี๊ยนก็เกิดอาการตกใจตาค้างมองทั้งคู่สลับไปมาอย่างอึ้งทึ้ง

“นี่มัน...”

ตะวันกล้าเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะถูกใจกับท่าทางของรุ่นพี่มาก เจ้าตัวลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยืนเทียบข้างกับซื่อหนานพร้อมกับแนะนำพี่ชายฝาแฝดให้หมอนนท์ได้รู้จัก

“นี่พี่ชายผมเอง ชื่อซื่อหนาน พวกเราเป็นฝาแฝดกัน”

“เลิกทำเป็นเล่นได้หรือยัง!?” ซื่อหนานใช้ผ้าเช็ดผมเมื่อครู่ฟาดเข้าที่ท้องของตะวันกล้า ก่อนจะเดินไปขอไวน์กับซือซื่อ แต่ได้น้ำเปล่ามาแทน ซื่อหนานมองเครื่องดื่มในมืออย่างหงุดหงิด กำลังจะอ้าปากด่าคนสนิทพ่อ แต่ประตูห้องดันเปิดออกซะก่อน

เป็นต้าเฉียงที่เพิ่งกลับจากการเดินย่อยอาหารมานั่นเอง

ตะวันกล้าที่กำลังหัวเราะชอบใจหยุดหัวเราะแล้วกวักมือเรียกคนมาใหม่ให้รู้มาทำความรู้จักกับนนทภพ

“ตะวันพาหมอมาแล้วหรอ” ต้าเฉียงพูดขึ้นขณะเปลี่ยนร้องเท้าเป็นสลิปเปอร์แล้วเดินเข้าไปหาตะวันกล้า ส่วนซื่อหนานถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งอย่างเซ็งๆ ก่อนจะทำใจดื่มน้ำในแก้วจนหมดแล้วกระแทกแก้ววางบนเคาท์เตอร์ ถลึงตาใส่ซือซื่อก่อนจะยกแขนกอดอกยืนพิงเคาท์เตอร์มอง

“พี่หมอ นี่...เอ่อ คุณต้าเฉียง พ่อของผมเอง”

นนทภพดึงสติกลับมาแล้วรีบยกมือไหว้ผู้ชายตรงหน้าพลางคิดในใจว่าเขาใช่มาเฟียจริงๆหรอ? ท่าทางภายนอกดูไม่เหมือนเลย

“ส่วนนี่รุ่นพี่ของผมเองครับ พี่หมอนนท์”

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ต้าเฉียงยื่นมือออกไปตรงหน้านนทภพ นนทภพรีบยื่นมือไปจับมือของต้าเฉียงแล้วเขย่าเบาๆ

“เช่นกันครับ”

ต้าเฉียงพยักหน้ายืดตัวตรงแล้วหันไปมองซื่อหนานที่ยืนอยู่ตรงเคาท์เตอร์ก่อนจะเอ่ยปากชวนทุกคนให้ไปนั่งคุยที่โต๊ะอาหารใกล้ระเบียง

โต๊ะอาหารเป็นโต๊ะกลมที่มีเก้าอี้สี่ตัวสำหรับคนสี่คนพอดีเป๊ะ ตะวันกล้านั่งคั่นกลางระหว่างต้าเฉียงและนนทภพ ส่วนซื่อหนานเดินมานั่งคั่นระหว่างต้าเฉียงและนนทภพอีกที

“ตะวันคงจะบอกคุณหมอไปบ้างแล้ว คุณหมอจะขัดข้องตรงไหนไหมครับถ้าผมอยากจะยื่นเงื่อนไขให้คุณหมอพิจารณาสองข้อก่อนตัดสินใจที่จะดูแลลูกชายผม” ต้าเฉียงพูดด้วยท่าทางเคร่งขรึม

“ครับ”

“ผมอยากให้คุณหมออยู่ดูแลซื่อหนานตลอด 24 ชม. นี่คือเงื่อนไขข้อแรก และข้อสอง การดูแลซื่อหนานจะเป็นความลับและปลอดภัย ปลอดจากสายตาจากคนภายนอก ดังนั้น ผมจะให้คุณกับซื่อหนานย้ายไปอยู่ด้วยกันที่บ้านพักตากอากาศของผมที่กาญจนบุรี”

ตะวันมองหน้าต้าเฉียงอย่างไม่เข้าใจ “เดี๋ยวนะ ที่กาญจนบุรีอะไร ไหนเราตกลงกันแล้วว่าจะให้ซื่อหนานพักอยู่ที่นี่ไงละครับ”

“เราคุยกันใหม่แล้ว ที่นี่อาจจะไม่ปลอดภัยสำหรับครอบครัวมาตาวี” ต้าเฉียงพูดกับตะวันกล้าเสียงอ่อน ตะวันกล้านิ่งไปก่อนจะพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายในที่สุด ก็จริงอย่างที่ต้าเฉียงว่า แต่...รุ่นพี่ของเขาจะยอมหรอ?

ตะวันกล้าเหลือบตามองนนทภพที่นั่งนิ่งเงียบไปไม่พูดไม่จาอย่างเป็นกังวล “พี่นนท์ ถ้าพี่รับข้อเสนอนี้ไม่ได้ก็ไม่ต้อง....”

“รับครับ...” นนทภพเงยหน้าขึ้นตอบรับต้าเฉียงเสียงแข็งขัน ท่าทางเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมไม่เหมือนลุคแรกพบที่ซื่อหนานเจอในห้องรับแขก ฝาแฝดผู้เย็นชาจึงออกอาการประหลาดใจและมองอีกฝ่ายให้มากกว่าเดิมไม่ได้

หมอนี่...คิดอะไรของมันกัน

“คิดดีแล้วหรอครับ”

“ครับ แต่ผมมีเรื่องที่อยากจะขอ แลกกับการที่ผมดูแลคุณซื่อหนาน ขอให้ผมได้ทำวิจัยเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ของเขาด้วยนะครับ รับรองว่าไม่มีใครรู้แน่ว่าเป็นเขา การวิจัยจะเป็นความลับครับ ไม่เผยแพร่สู่ภายนอกด้วย”

“ไม่!”

“ตกลง”

ซื่อหนานหันขวับไปจ้องหน้าพ่อตัวเอง “พ่อ!”

“ไม่มีอะไรเสียหายหรอกน่าซื่อหนาน ต่างคนก็ต่างได้ประโยชน์”

“แต่เรื่องนี้ไม่เห็นว่าผมจะได้ประโยชน์ตรงไหนเลยสักเรื่อง!” ซื่อหนานตอบกลับอย่างเดือดดาลก่อนจะผุดลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้อง

ต้าเฉียงถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วบอกว่าเขาจะไปคุยกับซื่อหนานให้เข้าใจเอง นนทภพไม่ต้องเป็นห่วงทุกอย่างจะเป็นไปตามที่พวกเขาตกลงกัน จากนั้นก็เดินตามซื่อหนานเข้าไปคุยกันในห้อง พอเหลือกันอยู่แค่สองกับตะวันกล้า นนทภพจึงพูดขึ้น

“พี่มีเรื่องหนึ่งที่สงสัย”

“ครับ?”

“ใครเป็นพ่อในท้องของคุณซื่อหนาน”

“เอ่อ...เรื่องนี้บอกไม่ได้จริงๆครับพี่นนท์...เอ่อ ผมว่านี่มันก็ดึกแล้ว พี่นนท์กลับไปพักก่อนนะครับ ห้องข้างๆนี้เองผมพาไป พรุ่งนี้ค่อยมาตรวจซื่อหนานก็ได้ นะ!”

นนทภพมองตะวันกล้าแววตาตะวันกล้าแล้วเริ่มเข้าใจเรื่องราวขึ้นมานิดๆจึงไม่พูดอะไรต่อนอกจากพยักหน้าแล้วเดินตามตะวันกล้าออกไปจากห้องพัก และไม่วายก่อนออกจากห้องชายหนุ่มมองไปที่ประตูห้องของซื่อหนานแวบหนึ่งแล้วค่อยปิดประตูลง

“ขอบใจนะที่ให้อยู่ฟรี” นนทภพพูดปนขำขณะยืนบอกลาตะวันกล้าที่หน้าประตูห้องพัก

“ครับๆ คืนนี้ก็นอนให้เต็มอิ่ม เพราะพรุ่งนี้ต้องรับศึกหนัก”

นนทภพพยักหน้าบอกฝันดีตะวันกล้าแล้วปิดประตูห้องลงก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องแล้วเริ่มถอดเสื้อผ้าออกแล้วเดินตัวเปลือยเข้าไปอาบน้ำในห้องด้วยท่าทีอ่อนล้าโดยไม่สังเกตเห็นเลยว่ามีของชิ้นเล็กสีดำกระเด็นออกจากกระเป๋ากางเกงของตัวเอง

แสงสีแดงจุดเล็กบนเครื่องเล็กกลมสีดำส่องสว่างอยู่นั้น เป็นสัญญาณเชื่อมโยงกับอุปกรณ์ลักษณะเดียวกันนี้...ที่กำลังถูกต่อเข้าเครื่องบันทึกเสียงและแปลภาษาออกมาอีกที ชายหนุ่มฝรั่งนั่งฟังทุกประโยคทุกคำพูดจบก็ไม่รอช้ากดโทรศัพท์หาเจ้านายจำเป็นของตัวเองเพื่อบอกข่าวที่ได้ยินสดๆร้อนๆ และข่าวที่ว่าก็ทำเขาเกิดลางสังหรณ์บางอย่างว่าไอ้พ่อของลูกในท้องซื่อหนาน อาจจะเป็นคนที่จ้างเขามาสืบของเรื่องของเขานี่แหละ!

(ว่าไง...โทรมาทำไม...)

“ฉันรู้แล้วว่าซื่อหนานป่วยเป็นโรคอะไร!”

 

 

 

 

================================= 

อิอิ 

#ดวงตะวันกับมังกร 

เพจเฟซบุ๊คติดตามข่าวสารการอัพนิยาย>>>ไอเรนเยีย 

ความคิดเห็น