Stoprain
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

✾ Sir.Rome — Four , ก่อนพบกันอีกครั้ง {100 pc.}

ชื่อตอน : ✾ Sir.Rome — Four , ก่อนพบกันอีกครั้ง {100 pc.}

คำค้น : เซอร์โรม

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 921

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ค. 2563 21:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
✾ Sir.Rome — Four , ก่อนพบกันอีกครั้ง {100 pc.}
แบบอักษร

✾ Sir.Rome เซอร์โรม 

S T O P R A I N 

_____________________________________________ 

“There's only one truth” 

― aoyama gosho 

Four — ก่อนพบกันอีกครั้ง 

 

        คุณฮาย... 

        ไม่เคยคิดเลยว่ารายการ Night Talk Show จะมีแขกรับเชิญร่วมด้วยในเทปเดียวกัน ที่สำคัญยังเป็นคุณฮายคนที่เจอกันก่อนหน้านี้ในงานเลี้ยงอีก แต่ความจริงก็คงไม่แปลกอะไรหากทั้งฉันและเขาจะถูกเชิญไปร่วมรายการเพราะพวกเราเป็นนักร้องในค่ายเดียวกัน อีกทั้งทางด้านชื่อเสียงก็ถือว่าเป็นที่รู้จักในระดับเดียวกันด้วย 

        ออกรายการครั้งแรกก็ว่าประหม่าแล้ว ยิ่งมีคุณฮายยิ่งประหม่ามากกว่าเดิมเสียอีก 

        ทางบริษัทวางสายไปหลังจากแจ้งข้อมูลทุกอย่างครบเรียบร้อย ฉันสำรวจข้าวของของตัวเองที่พี่ฝันนำมาที่นี่ก่อนที่เธอจะไปต่างประเทศเพื่อหาสมุดบันทึกเล่มโปรด อีกสามวันจะถึงวันถ่ายทำฉันคงต้องจดรายละเอียดเอาไว้ก่อน การเป็นพี่ฝันต้องจำข้อมูลจำนวนมากฉันจึงไม่อยากให้มีอะไรตกหล่นไป 

         เอาล่ะ จดเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้คงต้องแบ่งเวลาไปดูรายการสักหน่อยจะได้พอรู้แนวบ้าง ฉันเคยได้ยินชื่อรายการนี้นะแต่ไม่เคยดูแค่นั้นเอง 

         Kidfun : ฉันต้องไปทำงานต่อละ อย่านอนดึกมากล่ะเดี๋ยวผิวเสีย 

        ข้อความของพี่ฝันขึ้นเตือนตรงโนติฯ เวลานี้ฉันอยู่ในฐานะตัวเธอถ้าเธอจะกลัวสภาพฉันดูไม่ดีก็คงไม่แปลกเท่าไหร่ สองมือกำลังพิมพ์ตั้งใจจะบอกเรื่องรายการ Night Talk Show ที่ต้องไปออกในอีกไม่กี่วันแต่ก็ละมือเสียก่อน

         พี่กำลังถ่ายงาน เอาไว้บอกหลังจากนี้คงดีกว่า

         Kidteung : ค่ะ 

        ฉันจัดการเก็บของใช้ส่วนตัวของตัวเองเข้าที่ให้เรียบร้อยหลังตอบเสร็จ ก่อนหน้านี้พี่ฝันอนุญาตให้นำมาแค่ของจำเป็นเท่านั้นจึงมีไม่มากเท่าไหร่ เป็นความโชคดีในระดับหนึ่งที่เธอเป็นคนค่อนข้างมีระเบียบจึงมีที่พอให้วางของของฉันด้วย ฉันพาตัวเองมานั่งหน้ากระจกโต๊ะเครื่องแป้งพลางคลายผมที่จัดทรงไว้ หลังจากนี้คิดว่าจะอาบน้ำทำอะไรอีกนิดหน่อยแล้วเข้านอนเลย วันพรุ่งนี้ไม่มีงานอะไรจะได้ตื่นเช้าๆ มาวางแผนเรื่องรายการที่จะถึง

        ใบหน้าคุ้นเคยที่เห็นมาตลอดยี่สิบเอ็ดปีสะท้อนในเงาของกระจก ฉันกับพี่ฝันเราเป็นแฝดที่แทบจะแยกกันไม่ออกจริงๆ

         ก็อกๆ

        มีเสียงเคาะประตู ฉันละมือที่กำลังจะรวบผมขึ้นเพื่ออาบน้ำพลางเดินไปเปิดก่อน อาจจะเป็นเรื่องสำคัญก็ได้ฉันไม่อยากให้ใครรอนานสักเท่าไหร่ คนที่มาหาคือคุณแม่...ท่านอมยิ้มเล็กๆ พลางมองคล้ายจะถามว่าเข้าไปได้มั้ย

        ฉันยิ้มรับและหลีกทางให้ท่านเข้ามาด้านในห้อง

        คุณแม่นั่งลงบนเตียงโดยกวักมือเรียกให้ฉันไปนั่งลงข้างๆ กัน ฝ่ามืออุ่นหยิบหนังยางสีดำจากมือฉันไปเพื่อเกล้าผมด้านหลังให้ ท่านคงทราบว่าฉันกำลังจะอาบน้ำแน่เลยถึงได้ช่วยแบบนี้ ความอ่อนโยนที่ค่อยๆ สัมผัสเส้นผมนั้นบ่งบอกได้เลยว่าเธอรักพี่คิดฝันเพียงใด ถึงแม้จะเป็นแม่บุญธรรมแต่ฉันก็รับรู้ได้ถึงความรักและความเอ็นดูจริงๆ

        ท่านเป็นแม่ที่ดีมากๆ เลย

        “ขอโทษที่มากวนตอนนี้นะฝัน ม๊าบอกให้ฝันขึ้นมาพักผ่อนแต่ก็มาหาจนได้” ท่านว่า ฉันส่ายหน้าให้เธอเพื่อเป็นการบอกว่าไม่ได้กวนอะไรเลย ท่านคงมีเรื่องสำคัญถึงได้มาหาแบบนี้

        “ไม่เป็นไรค่ะ” คุณแม่ยิ้มเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ว่าแต่ม๊ามีอะไรเหรอคะ”

        “คือม๊าอยากบอกฝันไว้ก่อนน่ะ เกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ...” เสียงท่านแผ่วลงตรงปลายประโยค สายตานั้นมองกันราวกับว่ากำลังคิดหาคำพูดอธิบายให้เข้าใจ ฉันเพียงกะพริบตารอฟังจากท่านอย่างเดียวจนกระทั่งท่านนึกคำพูดได้ “คือป๊าเขาตั้งใจจะขยายธุรกิจที่ต่างประเทศน่ะ”

        “...” ขยายธุรกิจ...

        “และเพราะแบบนั้นม๊ากับป๊าคงต้องบินไปคุยกับทางนู้น ตอนนี้กำลังดำเนินเรื่องอยู่ น่าจะได้ไปในอีกสามสี่วัน”

        “...”

        “ฝันโอเคมั้ย”

        “คะ?” ทำไมท่านถึงได้ถามว่าฉันโอเคมั้ยล่ะ อันที่จริงเรื่องธุรกิจของตระกูลพี่ฝันเคยบอกว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรด้วยเลยนี่นา หากคุณพ่อกับคุณแม่จะขยายกิจการก็ไม่น่าเกี่ยวข้องอะไรกับพี่ฝันนะ

        และเพราะฉันทำสีหน้าไม่เข้าใจอยู่สักพักหนึ่งคุณแม่เลยอธิบายเพิ่มเติม

        “ก็ป๊าเขาไม่ให้ฝันไปต่างประเทศช่วงนี้นี่นา ม๊าเห็นฝันนอยไปพักหนึ่งเลย ถ้าป๊ากับม๊าไปบ้าง ม๊ากลัวฝันจะไม่โอเค”

         “อ้อ...” เป็นแบบนี้นี่เอง เท่าที่นึกออกก็จริงอย่างที่ท่านว่านะ พี่ฝันเคยบอกตอนเจอกันครั้งแรกว่าเธอถูกห้ามไม่ให้ไปต่างประเทศช่วงนี้เหตุผลมาจากคู่แข่งทางธุรกิจ สีหน้าและน้ำเสียงของเธอตอนนั้นแสดงออกชัดเจนเลยว่าไม่พอใจ ตรงนี้คงเป็นจุดที่คุณแม่กังวลท่านถึงได้เลือกมาคุยกับฉัน

        “ฝัน...”

        “ฝันโอเคค่ะ” จะให้ห้ามก็คงไม่ใช่เรื่องนี่นา แม้จะไม่รู้ว่าถ้าเป็นพี่ฝันจะทำยังไงก็ตามแต่ฉันคิดว่าแบบนี้คงดีที่สุดแล้ว “ไม่ต้องกังวลนะคะ”

        “ลูกม๊าเปลี่ยนไปนะเนี่ย” ท่านว่าขำๆ ฉันเพียงยิ้มให้ท่านโดยที่ไม่ตอบกลับอะไรประโยคนั้น “ถ้าฝันบอกว่าโอเคม๊าก็ค่อยโล่งใจหน่อย ยังไงถ้าได้วันจะไปแล้วม๊าจะบอกอีกทีนะ ขอบใจนะลูกที่เข้าใจ”

        คุณแม่ดึงฉันเข้าไปกอด ฉันหลับตากอดตอบท่านอย่างที่สมควรจะทำตามปกติ ความอบอุ่นที่ได้รับทำให้ฉันอดนึกถึงแม่จริงๆ ของตัวเองไม่ได้เลย เวลานี้หากฉันไม่อยู่ที่นี่ฉันคงจะกำลังดูแลแม่อยู่ที่บ้านภัทรวงศ์ คิดแล้วก็รู้สึกอยากกลับไปหาท่านบ้างจัง

        คงจะต้องเจียดเวลาว่างแวะไป

        “ม๊าว่าม๊าไม่กวนฝันแล้วดีกว่า ยังไงก็ฝันดีนะลูก” ท่านว่าหลังปล่อยกอด คุณแม่เดินไปทางประตูห้องโดยที่มีฉันเดินตามไปส่งด้วย รอยยิ้มอบอุ่นเหมือนอย่างเคยถูกส่งมาส่งผลให้ฉันอมยิ้มตอบกลับท่านไป

        “ฝันดีเช่นกันนะคะม๊า”

 

         Rome talks—

         ก็อกๆ

        “เข้ามาครับ”

        ผมละสายตาจากเอกสารในมือมองคนที่เดินเข้ามาในห้อง ทีแรกผมคิดว่าคงเป็นเมดที่เข้ามาเปลี่ยนกาแฟแต่ทว่าไม่ใช่ บุคคลที่ขึ้นชื่อว่าพ่อทิ้งตัวลงนั่งโซฟาตรงข้ามกันด้วยท่าทีจริงจัง เพียงเท่านั้นผมก็พอเดาออกว่าท่านจะคุยด้วยเรื่องอะไร

        หน้าปัดนาฬิกาบ่งบอกว่าเลยเวลานอนแล้ว หากท่านมาหาแบบนี้คงมีอยู่เรื่องเดียว

        เอกสารเกี่ยวกับคดีในมือถูกวางลงบนโต๊ะ ผมเอนตัวเอาหลังพิงโซฟาพลางขยับขาเป็นท่าไขว่ห้างเพื่อเตรียมคุย พ่อที่สังเกตท่าทางของผมผ่อนลมหายใจด้วยสีหน้าอึมครึมซึ่งเห็นได้ไม่บ่อยนัก

        “ถามอีกครั้ง แน่ใจแล้ว?”

        ท่าทีกอดอกเป็นภาษากายที่บ่งบอกชัดเจนว่าท่านไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ ผมเพียงหลับตาลงพยักหน้าเป็นการตอบกลับ แม้ว่าจะถูกถามคำถามนี้หลายต่อหลายครั้งแต่คำตอบของผมก็ยังคงเหมือนเดิม อนาคตที่ตัดสินใจไปแล้วผมไม่เคยคิดจะกลับคำพูดของตัวเอง

        “ทำไม”

        “...”

        “แกไม่เคยบอกเหตุผลกับพ่อเลยนะโรม”

        ที่ไม่บอกเหตุผลไม่ใช่ว่าผมอยากจะปิดบัง หากแต่ในความเป็นจริงแล้วความรู้สึกของผมต่างหากที่ทำให้บอกออกไปไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมใช้เวลาตัดสินใจมาเนิ่นนานพอสมควร หากคำนวณจากเวลาทั้งหมดแล้วก็ราวๆ เกือบสองปีได้ ผมรู้ดีว่าความแน่วแน่ที่ผมคิดมาตลอดไม่มีทางถูกเปลี่ยนไปไม่ว่าพ่อจะพยายามกดดันผมสักแค่ไหนก็ตาม

        สองเดือนก่อนที่เลือกบอกความต้องการของตัวเองกับท่าน ตลอดเวลาหลังจากนั้นท่านก็คอยถามย้ำผมเสมอ

        ผมรู้ว่าในฐานะที่ท่านเป็นตำรวจท่านคงไม่มีทางเห็นด้วยกับความคิดนี้แน่นอนหากแต่ผมเองก็ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วเช่นกัน สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่อาจเทียบได้กับสิ่งที่ผมกำลังจะทำในอนาคตเลยแต่ตัวผมเองก็ทำได้เพียงเท่านี้ ผมไม่เคยต้องการบอกเหตุผลกับพ่อหรือใครๆ เพียงแต่อยากได้รับการเคารพในการตัดสินใจก็เท่านั้น

        และผมก็หวังว่าพ่อจะเข้าใจ

        “เฮ้อ ถามกี่ครั้งก็ไม่ตอบ ให้ตายเถอะ”

        “...”

        “แกไม่อยากจะเป็นแล้วจริงๆ เหรอตำรวจนักสืบ”

        “...”

        “แกรู้บ้างมั้ยว่าพ่อหวังกับแกไว้มากแค่ไหนโรม แล้วตอนนี้แกจะมาบอกว่าอยากออกจากอาชีพนี้” พ่อแทบกุมขมับ ผมเพียงผ่อนลมหายใจกับท่าทางและน้ำเสียงนั้น รู้ดีว่ามันยอมรับได้ยากหากแต่ว่าก็ต้องทำให้ได้ ตามที่บอกก่อนหน้าว่าผมตัดสินใจมานานมากแล้วฉะนั้นไม่ว่ายังไงก็ไม่เปลี่ยนแปลง “จะผันตัวจากตำรวจนักสืบเป็นนักสืบเอกชน คิดได้ยังไง”

        “...”

        “ตระกูลเราเป็นตระกูลอะไรแกเองก็น่าจะรู้ พ่อไม่อยากพูดหลายรอบเลย”

        “...”

        “กับน้องแกพ่อก็หวังพึ่งไม่ได้อีก รู้ใช่มั้ย”

        ที่บอกว่าหวังพึ่งไม่ได้ก็เพราะรามไม่ได้เรียนตามสายที่พ่ออยากให้เรียนตั้งแต่แรก แม้ว่าผมจะไม่ได้คุยกับน้องมาหลายปีแต่ก็พอรู้บ้างว่าน้องเรียนอะไรอย่างไร รามเลือกเรียนเกี่ยวกับด้านภาษาซึ่งขัดกับความหวังที่พ่อตั้งไว้โดยสิ้นเชิง ตระกูลเราเป็นตระกูลตำรวจจึงไม่แปลกหากความหวังทั้งหมดจะจบลงที่อาชีพนี้ และการที่ผมจะออกจากตำรวจบวกกับรามไม่เดินตามรอยพ่อจึงเป็นการขัดกับความตั้งใจของท่าน

        แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังอยากให้พ่อเคารพการตัดสินใจของทุกคน

        “แกคิดจะออกเมื่อไหร่”

        คงหมายถึงจะผันตัวเป็นนักสืบเอกชนเมื่อไหร่ ผมเบือนหน้ามามองเอกสารบนโต๊ะที่มีข้อมูลคดีต่างๆ พลางตอบ “หลังปิดคดีที่เหลือได้”

        ในตอนนี้ยังเหลือคดีที่ปิดไม่ได้อีกเพียงไม่มากนัก หลังเคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อยผมจะออกจากการเป็นตำรวจและผันตัวเป็นนักสืบเอกชนแทน ผมรักอาชีพนักสืบ ทั้งสองทางคือทางเลือกที่ผมชอบผมจึงโอเคกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

        “พ่ออยากให้แกคิดดีๆ โรม” แต่พ่อผมไม่ได้คิดแบบนั้น

        “ผมคิดดีแล้ว”

        “แกไม่เคยคิดจะบอกเหตุผลกับพ่อด้วยซ้ำเอาแต่ยืนยันว่าจะออกจากตำรวจท่าเดียว ทำไมแกไม่ลองคิดถึงอนาคตในระยะยาวกว่านี้หน่อย”

        “...”

        “พ่อไม่อยากบังคั-”

        เพล้ง!

        เสียงแก้วแตกหยุดบทสนทนาที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างเราอย่างง่ายดาย ผมยันตัวลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูเพื่อดูว่ามีอะไรพร้อมกับพ่อที่ตามหลังมาด้วยเช่นกัน บริเวณหน้าห้องมีเศษแก้วกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดพร้อมด้วยเด็กผู้หญิงคุ้นเคยที่ทรุดตัวนั่งอยู่ข้างๆ

        เธอเงยหน้ามองผมด้วยสีหน้าซีดเซียว

        “พี่โรม...”

        “นุ่มนิ่มมาทำอะไรดึกป่านนี้” พ่อผมถาม ท่านก้าวถอยหลังนิดหนึ่งเมื่อสังเกตได้ว่ามีเศษแก้วอยู่ใกล้เท้าตนเอง

        “นุ่ม...มาหาพี่โรมค่ะ นุ่มเอากาแฟมาเปลี่ยนให้แต่ว่าล้มซะก่อน” เธอบอก ผมสังเกตที่ขาเธอซึ่งมีเลือดสีแดงสดไหลออกมาก็เข้าใจในทันทีว่าเป็นอะไร นุ่มนิ่มเป็นคนแพ้เลือด หากว่าเธอเห็นเลือดที่ออกตรงขาก็คงไม่แปลกเท่าไหร่ที่จะหน้าซีด

        “หลับตาครับ” ผมบอกเธอ รองเท้าผมเป็นรองเท้าสำหรับใส่ในบ้านจึงต้องระวังพอสมควรไม่ให้เหยียบโดนเศษแก้วตรงหน้านี้ ผมก้าวเลยไปให้พ้นระยะของมันก่อนจะกลับมาพยุงนุ่มนิ่มให้ลุกขึ้น

        ทว่า “พี่โรมคะ นะ...นุ่มยืนไม่ไหว...” เธอพูดเสียงสั่น สีหน้านั้นแสดงออกว่ากลัวมากเพียงใดแม้จะหลับตาอยู่ก็ตาม แขนของนุ่มนิ่มโอบรอบคอผมและแนบหน้าลงตรงบริเวณอก “อุ้มนุ่มได้มั้ยคะ” 

        ผมมองแผลที่มีเลือดไหลออกมา แม้จะไม่เยอะมากแต่หากปล่อยไว้ก็มีแต่จะทำให้เจ็บมากขึ้นกว่าเดิม สุดท้ายผมก็ตัดสินใจขยับท่าทางใหม่และช้อนตัวเธอขึ้น “ขออนุญาตนะครับ” เนื่องจากต้องช้อนบริเวณต้นขาด้วยผมจึงเอ่ยเป็นมารยาท 

        นุ่มนิ่มไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่ซบหน้าลงตรงไหล่ การที่เธอมีแผลคงเพราะโดนเศษแก้วที่แตกบาดเข้า ผมรู้มานานพอสมควรว่าเธอกลัวเลือดเพราะเมื่อสองปีที่แล้วนุ่มนิ่มเคยโดนมีดบาดขณะเข้าครัว เธอเป็นลมจนในบ้านวุ่นวายกันยกใหญ่และทำเอาแม่ผมถึงขั้นโทรตามหมอประจำตระกูลมาดูอาการ 

        แต่หลังจากที่แม่เสียไปก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีก 

        ครั้งนี้เป็นครั้งแรกจากวันนั้น 

        ผมพานุ่มนิ่มมานั่งลงที่โซฟาห้องโถงใหญ่พลางฝากให้เมดบริเวณนั้นไปจัดการกับเศษแก้วหน้าห้องทำงานส่วนตัวเมื่อครู่ ห้องครัวอยู่ติดกับห้องโถงจึงใช้เวลาไม่มากในการรองน้ำสะอาดใส่กะละมังกลับมาหาเธอ ผมต่อสายถึงไอ้ไทพลางรบกวนเมดสองสามคนที่เหลืออยู่ให้ช่วยหากล่องปฐมพยาบาลให้ 

        เนื่องจากไม่ได้เกิดเรื่องแบบนี้นานมากแล้ว ผมจึงจำไม่ได้ว่าเก็บกล่องเอาไว้ที่ไหน 

        “พี่โรมคะ” นุ่มนิ่มเรียกเมื่อผมกำลังจะจับเท้าเธอให้วางลงในกะละมัง มือนั้นคล้ายจะปัดมือผมออกพลางทำสีหน้าเกร็งๆ “อย่าจับเท้านุ่มเลยค่ะ มันสกปรก” 

        “ต้องทำแผลครับ” เนื่องจากต้องล้างแผลด้วยน้ำสะอาดจึงต้องวางขาเธอในกะละมังซะก่อน นุ่มนิ่มกำลังจะค้านอีกครั้งหากแต่ตอนนั้นไอ้ไทก็รับสายผมพอดี เธอจึงเงียบแล้วยอมให้ผมจับขาเธอลงในกะละมังโดยไม่ค้านอะไร 

        [มีไร 145] 

        ตามปกติถ้าพวกมันไม่เรียกผมว่าโรม ก็จะเรียก 145 เพื่อกวนตีน ซึ่งนั่นเป็นเลขไอคิวของผม 

        “โดนบาด” 

        [อ่า กูเป็นคุณหมอดีเด่นอีกละ] มันเปลี่ยนจากคอลเสียงเป็นวิดีโอแทน ผมวักน้ำล้างแผลนุ่มนิ่มขณะที่หันกล้องให้มันดูแผลใกล้ๆ ไปพลาง อันที่จริงผมก็พอรู้ว่าต้องทำอย่างไรแต่แค่อยากให้มันดูเพื่อความแน่ใจด้วย ในตอนนั้นเมดก็นำกล่องปฐมพยาบาลมาให้พอดีไอ้ไทจึงอธิบายเรื่องการทำแผล นุ่มนิ่มหลับตาซบหน้าลงกับโซฟา เธออาจจะกลัวเรื่องเจ็บแผลผมจึงพยายามเบามือเท่าที่จะทำได้ [อะทายาเสร็จก็ขั้นตอนสุดท้ายละ มึงเอาผ้าก๊อซปิดแผลแล้วติดเทปอีกที อย่าลืมพันผ้าก๊อซยืดด้วย แผลน้องนุ่มไม่ได้หนักมากอีกไม่นานก็สมานแล้ว น้องนุ่มต้องระวังไม่ให้แผลโดนน้ำนะครับแล้วก็ทานยาแก้ปวดด้วยถ้าปวดแผล] 

        ประโยคสุดท้ายมันพูดกับน้อง นุ่มนิ่มพยักหน้ารับไม่ได้ตอบอะไรคงเพราะยังกลัวๆ เจ็บอยู่ ผมวางสายไอ้ไทหลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วโดยไม่รอฟังมันบ่นเรื่อยเปื่อยเหมือนเช่นทุกครั้ง และมันถึงขั้นรัวข้อความมาหาผมทันทีอย่างขุ่นเคือง 

        Tai : ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้ร้อยสี่ห้า 

        ผมเพียงแค่นหัวเราะในคอพลางเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างเมื่อทำแผลเสร็จเรียบร้อย ในตอนที่กำลังลุกขึ้นนุ่มนิ่มก็เอื้อมมือมาดึงชายเสื้อผมไว้ เธอก้มหน้าอึกอักคล้ายกำลังลังเล “พี่โรมคะ...”

        “?”

        “คือว่านุ่มขอถามหน่อยได้มั้ย” มือเธอสั่นขึ้นนิดๆ ผมเพียงพยักหน้าแผ่วเบาให้เธอที่เงยหน้าขึ้นมามองพอดีในเวลานั้น เจ้าตัวจึงยอมพูดออกมา “พี่โรมอย่าโกรธนุ่มนะคะ นุ่มแค่ไปได้ยินพอดี”

        “...”

        “พี่โรมจะออกจากตำรวจจริงๆ เหรอ”

        ฟังจากที่เกริ่นในตอนแรกก็พอจะเดาออกว่าคงได้ยินเรื่องที่ผมคุยกับพ่อก่อนหน้า เธอคงได้ยินเรื่องนั้นตอนที่ทำแก้วแตกพอดี ความจริงผมยังไม่คิดจะบอกใครเกี่ยวกับการตัดสินใจของผมเนื่องจากมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน (ในตระกูล) และไม่อยากตอบคำถามที่รัวถามเข้ามาว่าทำไม แม้หลังจากถอนตัวแล้วนักข่าวจะมารุมถามผมก็ตาม

        ผมพยักหน้าให้นุ่มนิ่มแทนคำตอบ

        “ทำไมเหรอคะ”

        “...”

        “นุ่มไม่อยากให้พี่โรมออกจากตำรวจเลยค่ะ”

        ถึงจะถามแบบนั้นแต่ผมก็คงให้คำตอบกับเธอไม่ได้ อย่างที่เคยอธิบายไปก่อนหน้าตอนคุยกับพ่อว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของความรู้สึกผมจึงเลือกไม่พูดออกมา ไม่ใช่เพียงแค่ซับซ้อนวุ่นวายแต่มันยังลามไปถึงหลายบุคคล ด้วยเหตุนั้นการไม่อธิบายอะไรเลยย่อมดีที่สุด

        ผมตัดสินใจเดินออกมาจากห้องโถงใหญ่ที่โดยไม่ได้ตอบอะไรนุ่มนิ่ม ทิ้งไว้เพียงความเงียบให้เป็นคำตอบของเธอเท่านั้น

        

        Kidteung talks—

        สามวันผ่านไป

        วันนี้ถึงกำหนดถ่ายรายการ Night Talk Show แล้ว ฉันกำลังอยู่หน้าฉากพร้อมด้วยคุณฮายที่นั่งอยู่ข้างๆ ถัดจากเราไปไม่ไกลมีพิธีกรรายการคอยถือไมค์สัมภาษณ์อยู่ ตัวรายการกำลังดำเนินมาจนถึงช่วงกลางๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ล้วนเป็นการตอบคำถามและการแสดงโชว์ร้องเพลงของพวกเราเพียงอย่างเดียว ความจริงจะพูดให้ถูกคือโชว์ร้องเพลงของคุณฮายต่างหาก เพราะส่วนตัวฉันเพียงแค่ตอบคำถามเกี่ยวกับผลงานเพลงเท่านั้น

        ตามที่เคยคุยกันไว้...พี่ฝันแจ้งบริษัทว่าฉันไม่สบายเจ็บคอ ทางรายการจึงงดการแสดงร้องเพลงของฉันไป

        “มาที่คุณคิดถึงนะคะ มองยังไงก็ไม่ชินเลยค่ะ คุณสวยมากจนดิฉันคิดว่าไม่เคยเห็นใครสวยขนาดนี้มาก่อนเลย คุณมีเคล็ดลับการดูแลตัวเองอย่างไรบ้างคะ”

        ชื่อในวงการที่เหมือนกับชื่อจริงๆ ของฉันทำให้อดสะดุ้งทุกครั้งที่ได้ยินไม่ได้ ฉันขยับยิ้มเล็กน้อยพลางตอบตามที่คิดเอาไว้ล่วงหน้า ก่อนมารายการฉันทำการบ้านมาบ้างแล้วซึ่งฉันเองก็ซ้อมตอบคำถามที่น่าจะถูกถามเอาไว้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นคำถามนี้จึงผ่านไปได้แบบไม่ติดขัดอะไร

        “นอนพักผ่อนให้เพียงพอและมาส์กหน้าทุกวันค่ะ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ทานอาหารขยะมากเกินไป”

        “แบบนี้คุณคิดถึงได้ไดเอ็ตบ้างมั้ยคะ”

        “หากทำตามที่กล่าวก่อนหน้า ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องลดน้ำหนักเลยค่ะ” ยิ้มรับคำพูด แล้วจากนั้นคำถามก็กลับไปที่คุณฮายอีกครั้งหนึ่ง ผู้ชายข้างๆ กันซึ่งไม่แสดงสีหน้าอะไรนับตั้งแต่เริ่มรายการ จนตอนนี้ก็ยังคงสีหน้าดังเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

        “คุณฮายพอจะแอบบอกได้มั้ยคะว่าเพลงใหม่จะถูกปล่อยออกมาเมื่อไหร่ เนื่องจากกระแสตอบรับของเพลงล่าสุดนั้นจัดอยู่ในขั้นที่ว่าดีมากๆ แฟนๆ จึงเฝ้ารอเพลงใหม่กันใจจดใจจ่อเลยค่ะ”

        คุณฮายนิ่งเงียบคล้ายกับว่าเขากำลังนึกหาคำตอบอยู่ แต่เพียงไม่นานนักเขาก็พูดออกมา “ไม่นานครับ”

        “อีกไม่นานเหรอคะ ว้าว แล้วแบบนี้จะมีโอกาสที่เซอร์ฮายกับน้องคิดถึงจะได้ร่วมงานกันมั้ยคะ”

        เซอร์ฮายคือชื่อในวงการของคุณฮายนั่นเอง ฉันแอบตกใจนิดหน่อยเนื่องจากไม่คิดว่าพิธีกรจะถามคำถามนี้ขึ้นมา คำถามทั้งหมดนั้นมีทั้งของทางรายการเองและของทางบรรดาแฟนๆ ที่ส่งเข้ามาด้วย ฉันมั่นใจว่านี่คงไม่ใช่คำถามจากทางบ้านอย่างแน่นอน ทางรายการคงจะอยากเรียกเรตติ้งเลยคัดเอามาถาม

        ฉันเลือกเงียบเนื่องจากไม่รู้จะตอบอะไร หากพูดไปอาจมีผลกับทางบริษัทและแฟนๆ ก็เป็นได้แต่ทว่า “รอลุ้นนะครับ” คุณฮายกลับตอบออกไปตอนนั้น

        เสียงฮือฮาในสตูดิโอดังขึ้นทันที ดูจากรีแอคของทางทีมงานแล้วฉันพอเดาออกว่ารายการคงไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบนี้จากคุณฮาย ฉันเองก็ตกใจเช่นกันเพราะจากที่ทำการบ้านมาคุณฮายไม่ใช่คนที่จะพูดอะไรทำนองนี้สักเท่าไหร่ (ต้องออกรายการร่วมด้วย ฉันจึงไปดูสัมภาษณ์ของเขา) ส่วนมากคุณฮายจะตอบตรงๆ เลยว่าใช่หรือไม่ และเขาก็มักจะไม่พูดอะไรที่ยังไม่ยืนยันจากทางบริษัทแล้ว

        ฉันไม่ได้รับข่าวอะไรเรื่องทำเพลงร่วมกันกับคุณฮายเลย ซึ่งก็มั่นใจได้ว่า JS เองก็ยังไม่ได้คิดเรื่องนี้

        ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วทำไมคุณฮายถึงตอบเหมือนเร็วๆ นี้จะมีการร่วมงานกันล่ะ

        ฉันทราบดีว่าเขาเป็นถึงลูกชายของเจ้าของบริษัทแต่การตอบออกไปแบบนี้ก็ค่อนข้างจะแปลกๆ อยู่ ไม่แน่บางทีบริษัทอาจจะต้องเปลี่ยนแพลนตามที่เขาพูดไปก็เป็นได้

        “มะ...ไม่คิดมาก่อนเลยนะคะว่าเซอร์ฮายของเราจะตอบแบบนี้ แฟนๆ ของทั้งคู่ล้นหลามมากอยู่แล้วหากได้ร้องเพลงร่วมกันคงดันอันดับติดชาร์ตไม่หยุดแน่นอนเลยค่ะ” คุณพิธีกรกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแห้ง ฉันเพียงมองไปยังพี่ๆ ทีมงานที่อยู่หลังกล้องซึ่งส่งสัญญาณมือเป็นการบอกว่าให้พักเบรกก่อน ดูเหมือนการตัดเข้าช่วงต่อไปคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ “ถ้าอย่างนั้นไปพักกันสักครู่แล้วเรากลับมาเจอกันนะคะ”

        พี่ๆ ทีมงานเข้ามาช่วยซับเหงื่อให้หลังจากเริ่มพักกล้องแล้ว คุณพิธีกรขอตัวไปคุยกับทางทีมงานรายการที่ด้านหลังดังนั้นจึงเหลือเพียงพวกเราบริเวณหน้าฉาก ฉันนั่งตัวเกร็งไม่กล้าเหลือบมองไปทางคุณฮายสักเท่าไหร่เนื่องจากคำตอบที่เขาตอบออกไป

        “คิดถึง”

        “คะ?” ฉันสะดุ้งหันไปมองเจ้าตัวที่เรียกชื่อฉันออกมา นั่นเป็นเพียงชื่อในวงการ ได้แต่บอกตัวเองว่าอย่าเพิ่งตกใจ

        หากจะตกใจก็ควรตกใจที่เขาคุยกับฉันก่อนซะมากกว่า

        “อย่าลืมเตรียมตัว”

        อย่าลืมเตรียมตัวเหรอ... คุณฮายทิ้งคำพูดไว้เพียงแค่นั้นแล้วเขาก็เดินกลับไปที่หลังฉาก ตอนนี้ยังเหลือเวลาพักอยู่จึงไม่แปลกหากจะเข้าไปพักทางด้านในก่อน ฉันเพียงนั่งทวนคำพูดของเขาที่คล้ายจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจซ้ำๆ ไปมา

        หรือคุณฮายจะหมายถึงเรื่องเพลงกันนะ

        นั่งคิดอยู่เพียงไม่นานรายการก็ได้เวลาเริ่มถ่ายช่วงสุดท้าย บรรยากาศกลับมาเป็นเหมือนเดิมหลังจากพักกล้องไปซึ่งก็ถือว่าโชคดีมากเพราะถ้าหากคุณพิธีกรยังคงกระอักกระอ่วนรายการก็คงเสียอรรถรสไปเลย ในช่วงสุดท้ายนั้นคุณฮายได้ทำการแสดงร้องเพลงอีกครั้งก่อนจะจบลงด้วยการฝากผลงานของพวกเราทั้งคู่ ฉันเพียงตอบเป็นนัยๆ ว่าเพลงใหม่กำลังดำเนินการอยู่ (ตามที่พี่ฝันเคยบอก) ส่วนคุณฮายก็ตอบตามที่พูดไปก่อนหน้า

        “ถ้างั้นขอคำถามสุดท้ายก่อนจะลากันไปนะคะน้องคิดถึง ล่าสุดค่ะมีข่าวลือจากวงในบอกมาว่าน้องคิดถึงเป็นคนที่ค่อนข้างอารมณ์ร้อน ขี้เหวี่ยง ไม่เหมือนตอนออกรายการ น้องคิดถึงมีความเห็นอย่างไรบ้างคะ”

        นี่คงเป็นคำถามที่ทางรายการเตรียมเอาไว้อีกแน่ๆ เลย ช่วงพักกล้องคุณพิธีกรคงได้รับสคริปใหม่มาจากทางทีมงาน ฉันเพียงบีบมือตัวเองแล้วขยับยิ้มจางๆ ข่าวลือที่ว่าอาจจะมาจากนิสัยของพี่ฝันก็เป็นได้เพราะจากที่ฉันอยู่กับเธอมาตลอดหนึ่งเดือน เธอก็มีทีท่าว่าจะเป็นแบบนั้นจริงๆ บรรดาพนักงานกับทีมงานคงเจอกันหลังกล้องเลยพูดต่อกันมาเรื่อยๆ

        “ให้ได้สัมผัสเองคงจะดีกว่าค่ะ” ฉันเลือกตอบออกไป ที่ฉันไม่ปฏิเสธตรงๆ และไม่ยอมรับตรงๆ ก็เพราะหากพี่ฝันเคยทำจริงการปฏิเสธก็จะเป็นการโกหก ส่วนการยอมรับก็จะเป็นการทำลายชื่อเสียงของเธอ ฉันมองคุณพิธีกรที่พยักหน้าให้คำตอบของฉันแล้วหันไปเจอสายตาของคุณฮายที่จ้องมาพอดี

        ราวกับว่าเขากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่...

        “ถ้างั้นขอจบรายการเพียงเท่านี้ค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในค่ำคืนวันพุธนะคะคุณผู้ชมทุกท่าน สวัสดีค่ะ”

        ในที่สุดแล้วการปิดรายการก็เป็นไปอย่างราบรื่น ฉันสวัสดีพี่ๆ ทีมงานและบอกลาทุกคนพลางเตรียมตัวกลับกับบริษัท ในระหว่างทางที่กำลังออกจากสตูดิโอก็พบคุณฮายกำลังจะกลับเช่นกันฉันจึงโค้งตัวให้เขาเล็กน้อยเป็นมารยาทไป รถของทาง JS จะมุ่งตรงไปส่งฉันที่บ้านเลยในระหว่างนี้จึงเป็นการดีที่จะนอนหลับสักหน่อยเพื่อผ่อนคลายหลังจากการถ่ายรายการ

        “มึง คุณฮายโคตรหล่อเลยเนอะ เห็นขับรถมาเองด้วยอยากจะไปนั่งด้วยมาก”

        เสียงซุบซิบของพี่ๆ พนักงานในรถตู้ดังมาจนฉันแอบได้ยิน แม้เวลานี้จะหลับตาพักผ่อนอยู่แต่ฉันก็ยังไม่ได้หลับสนิทเท่าไหร่ คุณฮายมาเองโดยรถส่วนตัวเขาก็คงขับกลับเอง ต่างจากฉันที่มากับทางบริษัทจึงต้องกลับด้วยกันกับทุกคน ฉันแอบหยิบหูฟังขึ้นมาเสียบฟังเพลงเพื่อป้องกันการรบกวนการนอนแต่ทว่า “โครม!!”

        แรงกระแทกจากรถที่ชนส่งผลให้ฉันหัวไปชนกับขอบหน้าต่างข้างๆ ตัวอย่างแรง เป็นครั้งแรกเลยที่รู้สึกได้ว่าตัวเองมึนจนปวดไปหมดทั้งศีรษะ เสียงพี่ๆ พนักงานในรถบ่นโอดครวญกันยกใหญ่พร้อมด้วยเสียงแตรรถที่ดังค้างจากการชนจากทางด้านหน้า คงจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นกะทันหันแน่ๆ ถึงได้ชนแรงขนาดนี้

        ประตูรถตู้ถูกกระชากเปิดออกในตอนนั้น เสียงตะคอกชวนขนลุกของชายฉกรรจ์กับประโยคของเจ้าตัวทำให้ฉันรู้ได้ว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างที่คิดในตอนแรก “ไปเอาตัวแม่ดารานั่นมา มันอยู่นั่น!” 

        “กรี๊ดดดด!” 

        ผู้ชายสองสามคนเข้ามาหาฉันพลางฉุดกระชากด้วยพละกำลังมหาศาลเกินกว่าตัวเอง พี่ๆ ในรถกรีดร้องขอความช่วยเหลือแต่ก็ต้องเงียบลงเมื่อหนึ่งในนั้นคว้าปืนออกมาเล็งขู่ไว้ ฉันถลาไปตามเรี่ยวแรงนั้นด้วยความตกใจ แต่แม้จะหวั่นกลัวมากเพียงใดก็เลือกที่จะไม่ร้องโวยวายอะไรทั้งสิ้นเพราะรู้ว่านั่นจะมีแต่ทำให้คนพวกนี้รุนแรงมากขึ้น 

        ฉันต้องมีสติก่อน... 

        แต่จะทำยังไงดี 

        ผู้ชายสองสามคนลากฉันมายังรถที่จอดรอไว้ด้านหลังรถตู้ตั้งแต่แรก รถคันที่ชนกับรถของบริษัทเมื่อครู่ก็คือหนึ่งในรถของพวกเขาด้วยเช่นกัน ที่รู้ได้ก็เพราะคนขับวิ่งมาสมทบที่รถคันหลังนี้แล้ว ฉันถูกบังคับให้เข้าไปนั่งด้านในตามมาด้วยพวกเขาที่นั่งขนาบข้างสองฝั่ง เสียงการจราจรติดขัดถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเมื่อรถคันนี้ขับเลยออกมาไกล 

        มือฉันสั่น...พยายามกดโทรออกหาใครสักคนเพื่อขอความช่วยเหลือหากแต่มองไม่เห็นเลยเนื่องจากโทรศัพท์อยู่ในกระเป๋ากระโปรง ฉันเองก็ไม่อยากขยับตัวมากนักเพราะไม่อยากเสี่ยงให้พวกเขารู้ตัวว่าฉันสามารถติดต่อคนอื่นได้ 

        ควรทำยังไงดี ฉันนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าคนพวกนี้เป็นใครหรือมีจุดประสงค์อะไร 

        “เอาเทปปิดปากมันไว้ ถึงมันจะไม่โวยวายแต่ก็กันไว้ก่อน” ผู้ชายที่นั่งด้านหน้าบอก หนึ่งในคนข้างๆ ฉันจึงหยิบเทปออกมาทำดังกล่าว สายตานั้นสแกนทั่วใบหน้าฉันแล้วจิ๊ปากคล้ายเสียดาย 

        “เห็นในทีวีกูก็ว่าสวยแล้ว เจอตัวจริงแม่งสวยกว่าเยอะเลยสัส” 

        “จริง ออร่าจับจนกูอยากเก็บไว้เป็นเมีย” 

        “พวกมึงหุบปาก ส่งงานให้นายแล้วจบเรื่องนี้แค่นั้นพอ เรื่องเงินต้องมาก่อนอย่าได้แตะต้องมันล่ะ” 

        ฟังจากคำพูดแล้วพวกเขาคงถูกใครสักคนจ้างมาแน่ๆ และเจ้านายคนนั้นคงกำชับเอาไว้ด้วยว่าให้พาตัวฉันไปโดยห้ามทำอันตรายอะไรเด็ดขาด สองคนที่นั่งขนาบข้างตอบรับแบบไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่กับคำพูดของชายเบาะหน้าแต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยอมทำตามแต่โดยดี ฉันรอจังหวะที่พวกเขาคุยกันเองและละความสนใจจากฉันรีบกดโทรศัพท์หาใครสักคน แม้จะมองไม่เห็นแต่เวลานี้ก็ต้องกดแล้ว 

        หวังว่าอย่างน้อยจะมีคนรับสายและได้ยินเสียงบ้าง 

        ทว่า “เฮ้ย มีรถขับตามพวกเรามา!” คนขับรถตะโกนลั่นพลางมองกระจกเหนือหัว ฉันเหลือบสายตามองเงาสะท้อนเพื่อดูว่าเป็นรถของใครหากแต่มุมดันต่ำเกินไปเลยมองได้ไม่ถนัด ที่พวกเขารู้ว่ามีรถตามมาคงเพราะตอนนี้พวกเราอยู่บนถนนที่ไม่ค่อยมีใครใช้สัญจรเท่าไหร่ และด้วยความเร็วที่ไล่เลี่ยกันขนาดนี้จึงเป็นเรื่องที่ผิดสังเกตเกินไป 

        หากไม่ตั้งใจตาม คงไม่ขับจ่อใกล้จนรู้สึกได้ 

        ผู้ชายคนอื่นรีบเปิดกระจกแล้วเล็งปืนขู่ไปในทันที ฉันไม่ทราบว่าคนที่มาช่วยเป็นใครแต่ก็นึกขอบคุณคนๆ นั้นซ้ำๆ อยู่ในใจ ความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการที่จะสลัดรถคันหลังให้หลุด ฉันเลือกใช้จังหวะที่ไม่มีใครสนใจนี้หยิบโทรศัพท์ออกมากดติดต่อหาตำรวจ 

        นับเป็นโชคดีที่มีโอกาส เพราะก่อนหน้านี้ที่กดไปฉันกดไม่โดนปุ่มโทรออก 

        “เอาไงดี ยิงมันเลยมั้ยวะ!” 

        “แม่งเร่งตามมาไม่หยุดเลย ใครวะไอ้เหี้ย!” 

        “ส้นตีนเหอะ ตำรวจ!!” 

        เอี๊ยด!! 

        รถเสียหลักเบรกกะทันหันหลังจากที่คนขับรถสบถออกมาเสียงดัง ฉันเก็บโทรศัพท์เข้าที่เดิมและละมือจากการโทรออกไปเนื่องจากตอนนี้ตำรวจอยู่ตรงหน้าเราแล้ว ที่เขาเบรกก็เพราะมีรถตำรวจขับมาขวางหน้าพอดี ดูท่าทางคงขับอ้อมมาจากอีกฝั่งและโผล่มาดักหน้าทีเดียวเลย 

        ผู้ชายสี่คนในรถพ่นคำหยาบกันไม่หยุดพลางปรึกษาหาทางรอด หนึ่งในนั้นล็อกคอฉันด้วยแรงที่ไม่มากนักพลางโยนปืนไปให้เพื่อนอีกคน เนื่องจากในทีแรกคนขับรถไม่มีปืนเขาจึงยกปืนนั้นให้เพื่อนแทน “มึงเอาไป ใครขวางก็ยิงแม่ง กูจะเอาอีนี่ลงจากรถเป็นตัวประกัน ไม่มีตำรวจกล้ายิงตัวประกันหรอก” 

        “จะดีเหรอวะ เราขับฝ่าไปเลยไม่ดีกว่าหรือไง” 

        “ไอ้ควาย! ขวางขนาดนี้คงฝ่าได้ อย่างน้อยมึงก็ขู่ให้แม่งเปิดทางให้เราก่อนสิวะ!” คนที่นั่งเบาะหน้าอีกคนว่า เขามองตำรวจแล้วจิ๊ปากแบบขัดใจ “พาตัวประกันลงไป แล้วอย่าลงไม้ลงมือเยอะล่ะเดี๋ยวโดนหักเงินอีก อีนี่สู้ไม่ได้อยู่แล้วแค่เอาไปขู่พอ” 

        “เออ” 

        พวกเขาทั้งหมดพากันลงจากรถหลังจากวางแผนกันได้แล้ว ฉันถูกลากลงมาด้วยพร้อมแขนแกร่งที่ล็อกอยู่ตรงคอ ดูเหมือนว่าคำสั่งจากเจ้านายนั้นจะถือเป็นเด็ดขาดมากคนพวกนี้ถึงได้ไม่กล้าทำอันตรายอะไรฉันเลย คนที่อยู่ด้านหลังฉันตะโกนบอกคุณตำรวจที่ขวางทางอยู่ด้วยเสียงที่ดังมาก “หลีกทางไปไม่งั้นกูจะหักคออีนี่ซะ มึงคงไม่อยากให้มีใครตายใช่มั้ย!” 

        “ปล่อยตัวประกันซะ หนีไม่รอดหรอก!” ฝั่งนั้นก็โต้ตอบกลับมาเช่นกัน 

        ฉันเหลือบสายตาไปมองเจ้าของรถคันหลังที่ขับตามพวกเรามาในทีแรก เวลานี้เขาลงจากรถมาแล้ว คุณฮายคือคนๆ นั้น ฉันยอมรับว่าตกใจเล็กน้อยเนื่องจากไม่คิดว่าจะเป็นเขาที่ขับตามมา 

        คุณฮายน่าจะแยกไปตั้งแต่ออกจากสตูดิโอแล้วนี่นา...ผิดคาดนิดหน่อยที่เห็นเขาอยู่ที่นี่ 

        ในบรรดาคนร้ายไม่มีใครสนใจคุณฮายเลย ราวกับว่าพวกเขาสนใจแต่จะเผชิญหน้ากับตำรวจอย่างเดียว คนที่ล็อกคอฉันอยู่ค่อยๆ ถอยหลังไปเรื่อยๆ เนื่องจากต้องใช้ล่อเป็นตัวประกันจึงควรอยู่ไกลจากตำรวจ ดังนั้นฉันจึงรอจังหวะที่เขาเผลอและผ่อนแรงมากที่สุดยึดแขนแกร่งดึงออกจากคอตัวเองด้วยความรวดเร็ว 

        พลั่ก! 

        “เหี้ย!” 

        ฉันจับแขนนั้นแล้วบิดตัวมาอีกทางตามที่เคยเรียนมา เป็นเพราะความเผลอตัวของคนที่ล็อกคอฉันอยู่ทั้งสิ้นฉันจึงสามารถพลิกมาเป็นฝ่ายได้เปรียบได้ เรี่ยวแรงของผู้ชายที่มากกว่าพยายามจะต้านแรงของฉัน แต่ในตอนนั้นฉันก็ใช้เข่ากระแทกเข้าที่ข้อพับขาด้านหลังจนเขาเสียหลักล้มลงกับพื้น แขนอีกข้างที่จะคว้าตัวฉันถูกจับมาบิดไขว้กันไว้อย่างรวดเร็ว สภาพตอนนี้จึงกลายเป็นว่าเขานอนลงกับพื้นโดยที่มีฉันยึดแขนเขาไว้ 

        เป็นความโชคดีมากที่ผู้ชายคนนี้ไม่มีปืน ทุกอย่างจึงค่อนข้างง่ายดาย 

        ฉันหันไปมองผู้ชายอีกคนที่เวลานี้ยืนอยู่ข้างๆ กัน คล้ายว่าคุณฮายกำลังจะจัดการกับคนที่ล็อกคอฉันอยู่แต่ว่าฉันก็จัดการเขาไปได้เสียก่อน ท่าทางของคนตัวสูงนิ่งมาก...เขาเพียงมองหน้าฉันพร้อมสายตาที่แสดงออกว่า ‘อึ้ง’ แบบนั้น 

        และเพียงไม่กี่วินาที... “ฮึ” เขาก็หลุดหัวเราะออกมา 

        ฉันกะพริบตาถี่ๆ เมื่อนึกได้ว่าทำอะไรลงไป คุณฮายจะเสียหน้าหรือเปล่านะที่เขากำลังจะช่วยแต่ฉันลงมือไปเสียก่อน มือแกร่งข้างหนึ่งยกขึ้นปิดหน้าหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ส่วนอีกข้างก็ล้วงกระเป๋า ราวกับเขากำลังพยายามกลั้นหัวเราะ 

        ฉันอาจจะยังไม่เคยบอกว่าเรียนป้องกันตัวมา... 

        “เหี้ย! มันโดนจัดการไปแล้ว ไม่มีตัวประกันเอาไงดีวะ!” 

        เสียงตะโกนของหนึ่งในคนร้ายดังขึ้น พวกเขาสามคนที่เหลือเลิ่กลั่กกันไปหมด ฉันเพียงให้คุณฮายช่วยรวบตัวคนที่ล็อกแขนอยู่พลางหลบไปด้านข้างก่อน ในตอนนี้พวกนั้นคงไม่ค่อยสนใจฉันสักเท่าไหร่เนื่องจากกำลังหาทางรอดของตัวเอง ที่เหลือคงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณตำรวจเพียงอย่างเดียว 

        “แสบนักนะมึง!” คนที่โดนล็อกแขนอยู่ตะโกนด่า ฉันจึงดึงเทปที่ปิดปากตัวเองในทีแรกออกมาปิดปากเขาแทน เวลานี้เงียบไว้ก่อนน่าจะดีกว่าเยอะเลย 

        คุณฮายมองสบตากันด้วยสายตาแบบที่เคยทำในสตู แม้ว่าไม่ได้พูดอะไรแต่ฉันก็รู้สึกได้ว่าเขาประหลาดใจมาก 

        พวกบรรดาคนร้ายกำลังถูกคุณตำรวจต้อนให้จนมุม และเพียงไม่นานทั้งสามคนที่เหลือก็วิ่งกลับไปขึ้นรถ หนึ่งในนั้นยิงปืนขู่นิดหน่อยพลางเลี้ยวรถย้อนเลนกลับไปในทางที่ขับมาตอนแรก ซึ่งพูดอีกนัยหนึ่งก็คือพวกเขาเลือกทิ้งเพื่อนตัวเองเอาไว้ตรงนี้ 

        เสียงรถตำรวจขับไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว มีเพียงคุณตำรวจสองสามคนที่อยู่จัดการเรื่องที่เกิดขึ้นบริเวณนี้ก่อน พวกเขามาพาตัวคนร้ายคนนี้ไปพร้อมกับขอให้ฉันตามไปให้ปากคำเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจ ฉันจึงหันไปขอบคุณคุณฮายที่ยืนอยู่ข้างๆ กัน 

        “ขอบคุณมากนะคะ” อย่างน้อยเขาก็ตั้งใจมาช่วย แม้ฉันจะจัดการกับคนๆ นั้นได้ก่อนก็ตาม 

        ฉันไม่แน่ใจว่าเป็นใครที่โทรแจ้งตำรวจ แต่หากดูจากรูปการณ์แล้วคุณฮายมีความเป็นไปได้มากที่สุด ฉันนึกขอบคุณเขาอีกครั้งและก้มหัวให้เล็กน้อย ในจังหวะที่หมุนตัวเดินตามคุณตำรวจมาก็ยังคงรู้สึกได้ถึงสายตานั้นที่ไม่ละไป

        คุณฮายมองตามมาจนสุดสายตาเลย

         

        สามชั่วโมงต่อมา 

        “ขอบคุณค่ะ” 

        ฉันกล่าวขอบคุณเจ้าของรถที่ขับมาส่งถึงหน้าบ้าน หลังจากให้ปากคำเสร็จเรียบร้อย (คุณฮายก็ไปให้ด้วย) เขาก็อาสามาส่งถึงที่นี่ ความจริงฉันเกรงใจและจะกลับเองแต่ทว่าก็กลัวจะน่าสงสัย ก็อย่างพี่ฝันน่ะคงไม่เคยกลับบ้านคนเดียวแน่นอน เพราะเหตุนั้นฉันจึงยอมขึ้นรถคุณฮายมา 

        คนตัวสูงเพียงพยักหน้ารับไม่ได้ว่าอะไร 

        ฉันยืนรอส่งจนกระทั่งรถของเขาขับออกไปไกลแล้วจึงเดินเข้าบ้าน เมื่อเข้ามาถึงด้านในก็เจอคุณพ่อกับคุณแม่ยืนกอดอกอยู่ สายของพวกท่านนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทางฝั่งคุณพ่อเป็นความโกรธส่วนคุณแม่คือความเป็นห่วง ฉันถูกสวมกอดโดยคุณแม่อย่างแรง...เสียงของท่านสั่นจนฉันรับรู้ได้ว่าท่านกำลังร้องไห้ 

        “ฝันลูก ม๊าคิดว่าหนูจะเป็นอะไรไปซะแล้ว” 

        “ม๊าคะ...” แย่จัง ทำคุณแม่ร้องไห้ด้วย... 

        “เรามีเรื่องต้องคุยกันนะฝัน ตำรวจโทรมาหาป๊าเมื่อกี้ รู้มั้ยว่าป๊าร้อนใจแค่ไหนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” 

        “...” คุณพ่อเสียงสั่นด้วยความโกรธ ท่านพยายามระงับอารมณ์ฉันทราบดี แต่คงทำได้ไม่ง่ายนัก 

        “ป๊าจะเอาเรื่องคนที่มันทำร้ายฝันให้ถึงที่สุด บริษัท JS เองก็ต้องรับผิดชอบด้วย ป๊ารู้จักตระกูลจริณสวัสดิ์ดีเดี๋ยวป๊าไปคุยเอง ฝันก็เหมือนกัน ทำไมไม่โทรบอกป๊าตั้งแต่แรก นี่ผ่านมานานแค่ไหนแล้วรู้มั้ยว่าป๊าเป็นห่วงแทบบ้า!” คุณพ่อรัวระบายออกมาเสียงดังไม่หยุดจนฉันอดสะดุ้งไม่ได้ ฉันเพียงแค่ขอโทษท่านในใจไปก่อนเพราะไม่อยากพูดแทรกท่านในตอนนี้ “เดี๋ยวพรุ่งนี้นักข่าวต้องติดต่อขอสัมภาษณ์กับทาง JS แน่ๆ ป๊าจะเคลียร์ทุกอย่างคืนนี้เลย รวมถึงเรื่องความปลอดภัยของฝันด้วย” 

        “...” ความปลอดภัยเหรอ... 

        “ป๊าจะติดต่อตระกูลดำรงสกุลไป เรื่องตำรวจและคดีที่เกิดขึ้นจะได้ให้ทางนั้นช่วยดูแลไปเลยทีเดียว เรื่องความปลอดภัยของฝันก็จะให้ทางนั้นช่วยด้วย” 

        “...” หากจำไม่ผิดตระกูลดำรงสกุลคือตระกูลตำรวจ หรือก็คือตระกูลของคุณโรม ฉันพอเข้าใจเรื่องคดีที่ว่าให้ครอบครัวตระกูลนี้ช่วย หากแต่เรื่องความปลอดภัยของฉันท่านหมายความว่ายังไงกัน 

        “เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นป๊าอยู่เฉยไม่ได้จริงๆ อีกไม่นานป๊าก็จะไปต่างประเทศแล้ว ป๊าไม่มีทางปล่อยฝันให้อยู่เองแน่นอน ฝันต้องการคนดูแลและป๊าก็วางใจให้ตระกูลนั้นเป็นคนจัดการ” 

        “...” จัดการเหรอ 

        “ป๊าจะส่งฝันไปอยู่ในการดูแลของโรม” 

        คุณพ่อมองสบตากันตรงๆ ท่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดเป็นการบ่งบอกว่าเรื่องนี้ท่านเอาจริง 

 

✾ Stoprain talks ✾ 

เม้ามอยทวิตเตอร์แท็ก #เซอร์โรม 

เขาจะเจอกันแหล่วววว นางเอกอ่อนแอหมดยุคแล้วค่ะ ยุคนี้ต้องสตรอง 5555555 ลงสดยังไม่ได้ทวนน้า ขอบคุณทุกคอมเมนต์เลยนะคะ แอบหายไปหลายวันเลย ;-; รักเตงๆ นะ 

 My Contacts 

Facebook : Stoprain | Twitter : Stoprain_f | IG : Stoprain_f 

ความคิดเห็น