Ex-SoulL

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 11 : ความจริง

คำค้น : HimSea,Him'sSea,ฮิมซี,ทะเลของเขา,นิยายวาย,18+,เฟมบอย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มิ.ย. 2563 08:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
11 : ความจริง
แบบอักษร

 

11. 

‘ความจริง’ 

 

“หน้าซองเขียนว่าถึงน้องซี...จากพี่แซนด์” 

คิ้วคู่สวยขมวดเข้าหากัน แววตาที่จับจ้องซองสีขาวไหวสั่น เช่นเดียวกับมือที่ยื่นไปรับจดหมายมา

ชิรินทร์รู้สึกได้ถึงเรื่องราวที่อยู่ในนั้นทั้งที่ยังไม่ได้เปิด ลายมือนั้นเด่นชัดว่าเป็นลายมือของพี่แซนด์ ตัวหนังสือที่จ่าหน้ามีความจืดจาง บ่งบอกระยะเวลาที่จดหมายฉบับนี้ถูกเขียนเอาไว้ได้คร่าวๆ

“มัน...” ประโยคขาดหายเนื่องจากมีคำพูดมากมายติดอยู่ในลำคอ “...อยู่ในรูปของพวกเราเหรอคะ”

น้ำเสียงไม่มั่นคงเช่นเดียวกับความรู้สึก

“ใช่ค่ะ”

สองพี่น้องมองหน้าด้วยความรู้สึกแบบเดียวกัน ก่อนชิรินทร์จะเลื่อนสายตาลงมองซองในมือนิ่ง สัญชาตญาณร้องบอกว่าจดหมายฉบับนี้จะไขข้อสงสัยของสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจทั้งหมด

และสัญชาตญาณนั้นก็ทำให้เกิดความหวาดกลัว...เพราะไม่รู้ว่าความจริงจะมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง

“ซีกลัวจังเลยค่ะ” เอ่ยออกเสียงแผ่ว จากนั้นมือของพี่ดวงใจก็แตะลงบนหลังมือแล้วลูบไล้ไปมาแผ่วเบา

“เราไม่มีทางหนีความจริงพ้น ไม่ว่ายังไงวันหนึ่งก็ต้องเผชิญหน้ากับมันอยู่ดีนะคะ” ดวงใจเอ่ยปลอบ

ดวงตาคู่สวยช้อนขึ้นมองหน้าคนเป็นพี่ พลันค่อยๆ หลับลงเพื่อรวบรวมกำลังใจแล้วตัดสินใจเดินไปยังห้องนั่ง ทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาช้าๆ ขณะมือก็กำซองสีขาวจนขอบเริ่มยับย่น

ผนึกที่ถูกปิดไว้อย่างดีถูกแกะออกช้าๆ โดยที่ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความระมัดระวังหรือเพราะต้องการยื้อเวลาเอาไว้

‘น้องสาวสุดที่รักของพี่...’ 

เพียงแค่คำขึ้นน้ำตาก็ไหลมาคลอหน่วย ความคิดถึงและโหยหาลอยอบอวลทั่วร่างกายจนรู้สึกหนาวเหน็บ ภาพในหัวชิรินทร์คือใบหน้าสวยที่กำลังส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้

‘พี่หวังว่าน้องจะเห็นจดหมายฉบับนี้ในช่วงเวลาที่ไม่ช้าจนเกินไป...พี่สาวคนนี้ขี้ขลาดเกินกว่าจะเล่าให้น้องฟังจากปากของตัวเอง เพราะกลัวว่าน้องจะผิดหวังกับพี่จึงเขียนจดหมายเอาไว้ในตอนที่เวลาเหลือไม่มาก’ 

เพียงแค่ไม่กี่บรรทัดน้ำตาของชิรินทร์ไหลลงบนแก้มอย่างเชื่องช้าจนตัวหนังสือตรงหน้าเริ่มพร่ามัว

‘สิ่งที่พี่ปกปิดเอาไว้ มันเป็นความลับเพียงอย่างเดียวที่เรามีต่อกัน คือเรื่องราวที่เป็นตราบาปในชีวิตและในใจของพี่ตลอดมา นั่นคือ...เหตุผลที่แท้จริงของการแต่งงานระหว่างพี่กับคุณฮิม’ 

มือบางยกขึ้นมาเช็ดน้ำตาเพราะแทบมองไม่เห็น สายตาสั่นระริกยามค่อยๆ กลั้นใจขยับสายตาอ่านต่อ ความหวาดกลัวมีมากพอๆ กับความอยากรู้

สิ่งที่สงสัยและพยายามหาคำตอบมาตลอด...

‘เพราะความลำบาก ต้องดิ้นรนกันมาตลอด อะไรที่ทำให้พวกเราสบายขึ้นพี่จึงเลือกทำโดยไม่สนถูกผิด ไม่สนแม้กระทั่งว่าต้องขายร่างกายนี้ให้ใคร’ 

ชิรินทร์ยกมือขึ้นมาปิดปากแล้วอ่านประโยคเดิมซ้ำๆ

ขายร่างกาย 

‘หนึ่งในคนที่พี่มีความสัมพันธ์ด้วยคือผู้ชายที่มีเมียและลูกแล้ว...พี่ไม่รู้เลยปล่อยให้ความสัมพันธ์มันถลำลึกจนยากจะกู่ รู้อีกทีก็เกือบทำให้ครอบครัวของเขาต้องแตกแยก เกือบทำลายชีวิตของผู้หญิงและเด็กตาดำๆ คนหนึ่ง พี่พยายามหยุดความสัมพันธ์ตั้งแต่วันที่รู้ แต่ไม่ว่ายังไงผู้ชายคนนั้นก็ไม่ยอมเลิกรา กระทั่งคุณฮิมซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาต้องยื่นมือเข้ามาจัดการ การแต่งงานเพื่อยุติเรื่องผิดๆ นี้จึงเกิดขึ้น’ 

“ฮึก”

“น้องซี” ดวงใจขยับไปแตะไหล่เล็กแล้วลูบไล้ไปมาขณะที่เพิ่งรู้เรื่องราวในจดหมายเช่นเดียวกัน

‘ที่พี่ตัดสินใจเขียนจดหมายฉบับนี้ก็เพราะไม่อยากมีเรื่องติดค้างซีกับพี่ดวง พี่จำได้เสมอที่เราเคยสัญญาว่าจะไม่มีความลับต่อกัน  

แล้วก็อีกอย่างคือพี่รู้ว่าเพราะพี่ คุณฮิมกับซีเลยไม่สามารถเริ่มต้นความสัมพันธ์กันได้ทั้งที่สนใจกันทั้งสองฝ่าย คุณฮิมเขาเป็นคนดี พี่เลยเบาใจเพราะรู้ว่าน้องสาวของพี่จะมีคนดีๆ คอยดูแลหลังจากที่พี่ไม่อยู่แล้ว เรื่องของซีกับคุณฮิม หากมันจะเกิดขึ้นก็ขออย่าให้น้องสนใจเรื่องพี่เพราะพี่กับคุณฮิมไม่มีอะไรต่อกันทั้งนั้น...ส่วนเรื่องอื่นๆ ต่อจากนี้ซีสามารถถามจากคุณฮิมได้ บอกเขาว่าพี่เต็มใจให้พูดทุกเรื่อง...สิ่งที่พี่อยากบอกมีเท่านี้ หวังว่าเมื่ออ่านมาจนถึงบรรทัดนี้น้องจะไม่รังเกียจพี่สาวคนนี้จนรู้สึกเกลียดกัน 

รักซีกับพี่ดวงใจเสมอและตลอดไป 

...พี่แซนด์’ 

สิ้นสุดอักษรตัวสุดท้ายที่บันทึกวันที่เอาไว้ชิรินทร์ก็ปล่อยจดหมายให้ล่วงหลุดมือ เสียงสะอื้นไห้ดังขึ้นโดยไม่อาจกักเก็บ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่ใช่ความผิดหวังแต่เป็นความรู้สึกสงสารคนเป็นพี่จับใจ

พี่แซนด์ทำเพื่อเราสามคนมาตลอด พยายามให้พวกเรามีชีวิตที่ดีขึ้น...ตลอดช่วงเวลานั้นชิรินทร์รู้ว่าคนเป็นพี่ทำงานหนัก แต่ไม่เคยรู้เลยว่าต้องลำบากขนาดนี้และแลกอะไรไปบ้าง

“น้องซีขา” ดวงใจรั้งตัวน้องสาวที่ร้องไห้จนตัวโยนเข้ามากอด ลูบไล้แผ่นหลังไปมาเพื่อปลอบประโลม ขณะที่ตัวเองก็ตาแดงเรื่อ

ความจริงนั้นมันอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่หนักหนาจนแทบรับมือไม่ไหว

“พะ ฮึก พี่ดวง” สองแขนเรียวโอบรัดพี่สาวกลับยามปล่อยให้ความรู้สึกทั้งหมดทลายออกมาจนหมดสิ้น ทุกอย่างมันมืดมนและหนักอึ้งไม่ต่างจากวันที่รู้ว่าพี่แซนด์ป่วย

“เกิดอะไรขึ้น” เสียงทุ้มดังขึ้นจากคนที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นแล้วเห็นสองพี่น้องนั่งกอดกัน โดยมีเสียงร้องไห้ของชิรินทร์ดังเป็นระยะ

อคิราก้าวเร็วๆ ไปยังคนทั้งสอง เมื่อเห็นสายตาของพี่ดวงใจที่เบนไปยังบางสิ่งที่จึงมองตาม พอเห็นกระดาษบางอย่างตกอยู่บนพื้นจึงเก็บขึ้นมากวาดตาอ่านอย่างรวดเร็ว หลังจากที่จับใจความได้มือหนาก็กำแน่น กรามบดเข้าหากัน ลมหายใจถูกผ่อนออกช้าๆ เพื่อลดความรู้สึกมากมายในอก

วันนี้มาถึงจนได้...

อคิราทรุดตัวนั่งลงข้างชิรินทร์แล้วเอื้อมือไปรั้งมือบางมากอบอุมเอาไว้ให้รู้ว่ายังมีเขาอยู่ข้างๆ อีกคน โดยมีเสียงร้องไห้ของชิรินทร์ที่เป็นมีดแหลมคมบาดหัวใจให้เจ็บแปลบ

เพราะแบบนี้เขาถึงไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้เรื่องนี้เท่าไหร่นัก

 

“เป็นยังไงบ้าง” อคิราถามขึ้นหลังจากที่พี่ดวงใจเดินออกมาจากห้องนอน

“พี่ให้กินยาแก้ปวดหัวไปเลยผ็อยหลับไปแล้วค่ะ”

ใบหน้าคมกดลงรับอย่างเชื่องช้าพร้อมกับการถอนหายใจ

“พี่อยากรู้เรื่องทั้งหมดจากปากคุณฮิม”

คนฟังชะงักไปเล็กน้อย สายตาประสานกับคนพูด ก่อนที่สุดท้ายจะตอบกลับ

“ในเมื่อแซนด์อนุญาตแล้ว...ผมก็จะเล่า”

ดวงใจมองร่างสูงใหญ่ตรงหน้า จากนั้นจึงเดินนำลงไปยังห้องนั่งเล่นเพื่อฟังเรื่องราวที่แท้จริงทั้งหมด

--

แกร๊ก

เสียงเปิดประตูดังแว่วเข้าหูของคนที่กำลังนั่งกอดเข่าเหม่อมมองไปนอกหน้าต่างอย่างตกอยู่ในความคิดของตัวเอง เตียงนอนยวบลงบ่งบอกว่ามีใครบางคนนั่งลงข้างกาย แต่ถึงอย่างนั้นชิรินทร์ก็ไม่ได้หันไปสนใจ

“น้องซี” ดวงใจเอ่ยเรียกแผ่วเบาพร้อมทั้งวางมือลงบนไหล่เล็ก

ผ่านมาสองวันแล้วที่น้องของเธอซึมอยู่แบบนี้

“น้องซีคะ” เรียกขึ้นอีกครั้งเมื่อคนถูกเรียกยังคงนิ่ง ท้ายที่สุดใบหน้าสวยที่ดูซีดเซียวกว่าปกติก็ค่อยๆ หันกลับมาหา

“คะ?”

“ลงไปทานข้าวเถอะนะคะ ได้เวลามื้อเย็นแล้ว”

“ซีไม่หิวละ...”

“ถ้าน้องซีไม่ทานพี่ก็จะไม่ทานเหมือนกัน” ดวงใจถึงกับต้องขู่เมื่อเห็นชิรินทร์ตั้งท่าจะบอกว่าไม่หิว

“ไม่ได้นะคะ” คนซึมเอ่ยเสียงเบาพร้อมทั้งส่ายหน้าไปมาช้าๆ แม้จะอยู่ในสภาวะที่อารมณ์ไม่ปกติเท่าไหร่แต่สายตาก็ยังคงแสดงออกถึงความเป็นห่วงที่มีต่อพี่เลี้ยง

“น้องซีก็ไม่ได้เหมือนกันค่ะ”

ได้ยินดังนั้นชิรินทร์ก็เงียบไป ไร้ซึ่งความอยากอาหารทว่าก็เป็นห่วงคนเป็นพี่เช่นเดียวกัน

“ซี...”

“พี่กับคุณฮิมเป็นห่วงน้องซีนะคะ”

ชื่อของใครบางคนทำให้ชิรินทร์ชะงัก พลันเนื้อหาในจดหมายจากพี่สาวจะไหลย้อนเข้ามาในหัวให้รู้สึกโหวงจนต้องกลืนน้ำลายก้อนเหนียวลงคอ

เขาไม่กล้าฟังเรื่องราวทั้งหมดจากอีกคนทั้งที่เคยอยากรู้มาตลอด

“ซีขอโทษนะคะที่ทำให้เป็นห่วง”

ดวงใจส่ายหน้าไปมาแล้วยกมือขึ้นลูบแก้มเนียนใสอย่างแผ่วเบา

“ถ้าอย่างนั้นก็ลงไปทานข้าวนะคะ”

สุดท้ายใบหน้าสวยก็ค่อยๆ พยักรับอย่างจำยอม จากนนั้นจึงขยับตัวลงจากเตียงโดยมีดวงใจขยับไปประคอง

“คุณฮิม” ชิรินทร์พึมพำเสียงเบาเมื่อเดินลงมาถึงโต๊ะอาหารแล้วเห็นใครบางคนนั่งอยู่ เมื่อหยุดเดินร่างสูงใหญ่ก็ลุกขึ้นแล้วก้าวตรงมาหา

ด้านดวงใจก็ขยับเลี่ยงไปทางอื่น

“ทานข้าวกัน” อคิราพูดเสียงอ่อนโยน

เขาแวะมาถามไถ่อาการของชิรินทร์กับพี่ดวงใจทุกวันเนื่องจากความเป็นห่วง

“...ค่ะ” รับคำแล้วชิรินทร์ก็เม้มปากแน่น ไม่ปฏิเสธหรือขัดขืนเมื่อมือใหญ่เอื้อมมากุมมือให้ก้าวตาม โดยที่พี่ดวงใจก็เลื่อนเก้าอี้ออกรอพร้อมรอยยิ้ม

ความพยายามของคนทั้งสองทำให้ดวงตาคู่สวยร้อนผ่าว จดหมายของพี่สาวช่วยให้ตระหนักถึงการมีอยู่ของคนสำคัญที่เหลือเพียงน้อยนิดได้มากขึ้น

“ซี” อคิราที่หันไปเห็นเอ่ยเรียก พลางกระชับซึ่งยังคงจับเอาไว้แน่นแล้วลูบไล้ไปมา

ชิรินทร์จึงพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลลงมา

“ทานข้าว...กันเถอะค่ะ” เอ่ยบอกเสียงเบา

หลังจากนั้นก็เกิดความนิ่งอยู่หลายวินาทีก่อนที่ดวงใจจะเป็นฝ่ายเริ่มขยับตัว รีบอาศัยจังหวะนี้คะยั้นคะยอให้ร่างบางทานอาหารหลังจากที่ชิรินทร์แทบไม่แตะอะไรมาตลอดสองวัน

 

แม้ชิรินทร์จะทานอาหารไปไม่เยอะ แต่ก็ไม่น้อยจนน่ากังวล หลังจากมื้อเย็นผ่านพ้นไปดวงใจจึงเปิดโอกาสให้คนทั้งสองได้อยู่ด้วยกัน

“ซี”

“...”

“ซี”

เสียงเรียกชื่อดังๆ ซึ่งมาพร้อมสัมผัสบนแขนทำให้เจ้าของชื่อสะดุ้ง ดวงตาที่ไร้จุดหมายดึงกลับไปยังคนเรียก หลายวินาทีกว่าชิรินทร์จะเรียบเรียงสติได้

“คะ?”

เห็นท่าทางนั้นคนที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างอคิราก็เป็นกังวลจนเอื้อมไปจับมือบางเอาไว้

กึก

แล้วก็ชะงักเมื่อสายตาไปสะดุดอยู่ที่รอยแดงบนหลังมือของชิรินทร์

“นี่รอยอะไร” เอ่ยถามพร้อมทั้งยกมือของอีกคนขึ้นมาดูใกล้ๆ ทว่ายังไม่ทันได้เห็นชัดเนื่องจากชิรินทร์รั้งมือออกไปเสียก่อน

“ไม่...มีอะไรหรอกค่ะ”

คิ้วเข้มขมวดมุ่น ท่าทางและคำพูดนั้นทำให้ความสงสัยยิ่งมีมากขึ้น อคิราจึงรั้งมือเล็กมาดูโดยไม่สนใจว่าเจ้าของจะขัดขืน

“คุณฮิม ปล่อยซีนะคะ”

“นี่มันรอยเล็บ” อคิราเอ่ยเสียงเข้ม จากนั้นจึงเลื่อนสายตาขึ้นมองหน้าคนที่ไม่ยอมสบสายตา “มันมาได้ยังไง”

คนถูกถามเม้มปากเข้าหากันพร้อมทั้งส่ายหน้าไปมาซ้ำๆ ดวงตาคู่สวยไหวสั่น

ชิรินทร์ไม่ยอมพูด แต่ร่างกายกลับตอบแทน โดยปลายเล็บกดจิกลงบนมือซ้ำๆ จนคนมองต้องรีบรั้งมือสองข้างออกจากกัน

“ซี” อคิรารั้งร่างบางเข้ามากอดเอาไว้แน่น ขณะที่ใจเจ็บปวดไปด้วยความเป็นห่วงจนแทบหายใจไม่ออก “ฉันอยู่ตรงนี้นะ อยู่ข้างๆ เธอเสมอ” น้ำเสียงสั่นพร่ายามฝ่ามือลูบไล้แผ่นหลังของคนในอ้อมกอดไปมา

อคิราไม่รู้ว่าตอนนี้ชิรินทร์กำลังรู้สึกอย่างไรบ้าง แต่แรงสะอื้นที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้นบ่งบอกว่าคนตรงหน้ากำลังเจ็บปวดเพียงใด

“ฮึก ทำไม...พะ เพราะซี พี่แซนด์เลยต้องลำบาก อึก ใช่ไหมคะ”

สิ่งที่อยู่ในใจของชิรินทร์ถูกเผยออกมาด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น คนฟังจึงยิ่งกระชับท่อนแขนที่โอบกอดให้แน่นกว่าเดิมราวกับกำลังกอดของล้ำค่า

“ถ้าไม่มีซี...พี่แซนด์ก็คง...ไม่ต้องลำบากแบบนั้น ฮือ”

ชิรินทร์ไม่ได้โกรธหรือรังเกียจในสิ่งที่พี่สาวทำเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับมีเพียงความเสียใจจากการที่คิดว่าตัวเองเป็นหนึ่งในสาเหตุให้พี่ต้องลำบาก

ตั้งแต่ออกจากบ้านเด็กกำพร้าพี่แซนด์ก็ทำงานหนักเพื่อเลี้ยงเขาโดยบอกว่าจะไม่ยอมให้ลำบาก ทั้งยังซื้ออาหารและเสื้อผ้าดีๆ ให้เสมอ

เมื่อมองย้อนกลับไปชิรินทร์ก็รู้สึกว่าตัวเองคือภาระที่ทำให้พี่สาวต้องมาเจอเรื่องแบบนี้

“ซี ฟังฉัน...เราทุกคนก็ต่างทำได้ทุกอย่างเพื่อคนที่ตัวเองรัก เหมือนที่เธอเองก็พยายามทำเพื่อแซนด์ มันไม่ใช่ความผิดของเธอหรือของใคร มันแค่เป็นทางที่เขาเลือก” อคิราเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เช่นเดียวกับสัมผัสที่ปลอบประโลมชิรินทร์จากความเสียใจ

ชิรินทร์ในเวลานี้ดูเปราะบางยิ่งกว่าตอนไหนๆ

“ฮึก”

อคิรากดปลายจมูกลงข้างขมับของคนในอ้อมกอดหนักๆ พร้อมทั้งพร่ำปลอบโยน

“อย่าโทษตัวเองเลยคนดี”

เสียงสะอื้นไห้ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง พาให้คนได้ยินรู้สึกเจ็บปวดตามจนดวงตาคมแดงเรื่อ แต่ละวินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า ก่อนที่เสียงร้องไห้จะดังแผ่วลงเรื่องๆ พร้อมกับที่ชิรินทร์นิ่งไปเพราะผล็อยหลับเนื่องจากความเหนื่อยล้า

อคิราจึงจัดการอุ้มร่างบางขึ้นเพื่อพาไปพักผ่อนบนห้อง

จุ๊บ

ริมฝีปากได้รูปจรดลงบนหน้าผากเนียน ขณะที่มือใหญ่วางแนบอยู่บนแก้มขาวซีด ทอดมองคนหลับด้วยความเจ็บปวด

เขาไม่อยากเห็นน้ำตาของชิรินทร์แม้แต่หยดเดียว

--

จากเหตุการณ์นั้นทำให้ดวงใจพยายามดูแลชิรินทร์ให้มากขึ้นด้วยการพยายามหากิจกรรมมาให้ทำเพื่อดึงความคิดให้ออกมาจากเรื่องเครียดๆ

นอกจากการถ่ายทำคลิปลงเพจแล้วก็ตัดสินเปิดขายขนมทางออนไลน์ที่เคยพูดคุยกันไว้ก่อนหน้าเพื่อหารายได้ในช่วงนี้

“น้องซี”

คนถูกเรียกที่เผลอคิดอะไรกับตัวเองอย่างเคยหลุดออกจากห้วงความคิด

“คะ?”

“เตาอบดังแล้วค่ะ”

ชิรินทร์หันไปทางเตาอบ เมื่อเห็นว่าเวลาที่ตั้งเอาไว้หมดลงจึงรีบขยับไปดูขนมในนั้น ขณะที่คนเป็นพี่อย่างดวงใจก็มองตามด้วยสายตาเป็นห่วง 

ท่าทีของชิรินทร์ค่อยๆ ดีขึ้น ร่องรอยบนมือไม่เกิดขึ้น แต่เธอและคุณฮิมก็ไม่ได้วางใจเนื่องจากยังมีอาการเหม่อลอยอยู่เป็นระยะ

“สงสัยคุณฮิมจะมาแล้วค่ะ” ดวงใจเอ่ยขึ้นเมื่อได้ยินเสียงรถแว่วๆ “เดี๋ยวพี่จัดการต่อเอง น้องซีออกไปรับคุณฮิมนะคะ”

ชิรินทร์พยักหน้ารับช้าๆ

“งั้นฝากพี่ดวงใจแป๊บนะคะ”

จากนั้นร่างบางก็เดินออกจากห้องครัวไป เมื่อเจอหน้าคนที่แวะเวียนมาหาทุกวันก็ส่งยิ้มให้บางๆ แต่เป็นยิ้มที่คนมองรับรู้ได้ว่ามันยังไม่ส่งไปถึงดวงตา

“เป็นยังไงกันบ้าง” อคิราถามขึ้นพร้อมทั้งก้าวเข้าไปในบ้าน

“กำลังยุ่งเลยค่ะ”

“ดีแล้ว”

ชิรินทร์ชะงักไปเล็กน้อย เมื่อฝ่ามือหนาเอื้อมมาสอดนิ้วประสานจึงล้มลงมองแล้วเลิกคิ้วขึ้น

“ฉันอยู่ตรงนี้นะ”

คนฟังชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะระบายยิ้มออกมา คราวนี้ดวงตาคู่สวยเป็นประกายสุกใส แม้จะไม่เต็มร้อยแต่ก็พอทำให้อคิราเบาใจขึ้น

“ขอบคุณนะคะ” ชิรินทร์เอ่ยพร้อมทั้งกระชับมือให้แน่นขึ้น

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเขารู้ดีว่าพี่ดวงใจกับคุณฮิมเป็นห่วงและพยายามช่วยเยียวยาสภาพจิตใจมาตลอด

จุ๊บ

อคิราพยักหน้ารับแล้วโน้มหน้าลงไปกดจูบลงบนปากสีสดเบาๆ

“ไปทำขนมกันเถอะ”

“ค่ะ” ใบหน้าสวยกดลงรับ จากนั้นจึงเดินตามร่างสูงเข้าไปในครัว

เนื่องจากออเดอร์ขนมมีจำนวนมากจึงจำเป็นต้องมีตัวช่วยเพิ่ม อคิราจึงกลายมาเป็นผู้ช่วยของพี่ดวงใจและชิรินทร์ไปโดยปริยาย

 

“ซีรบกวนคุณฮิมเกินไปหรือเปล่าคะ”

คนฟังซึ่งกำลังนั่งดื่มน้ำหลังจากทำขนมเสร็จขมวดคิ้วเข้าหากัน พอวางแก้วน้ำลงก็ส่งสายตาดุๆ ไปยังคนพูด

“กับฉัน ไม่มีคำว่ารบกวน”

“...” ชิรินทร์เม้มปากเข้าหากัน เมื่อมือใหญ่เอื้อมมาจับก็บีบมือของอีกฝ่ายกลับเพื่อลดความวูบโหวงในอก

“เธอกับพี่ดวงใจก็เหมือนคนในครอบครัวฉัน...พวกเธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวเหมือนเมื่อก่อนนะซี”

ชิรินทร์ช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าคม พลันดวงตาก็ร้อนผ่าวจนเริ่มแดงเรื่อ ฟันซี่ขาวขบกัดริมฝีปากล่างเอาไว้อย่างพยายามสะกดกลั้นอารมณ์อ่อนไหว

“ซี...” ชิรินทร์พูดอะไรไม่ออก ได้แต่โถมตัวเข้าหาร่างหนาแล้วซุกซบอย่างต้องการที่พึ่งพิง เปลือกตาที่ปิดลงเป็นเหมือนกำแพงความเข้มแข็งที่พังทลายจนไม่มีเหลือ

เมื่อถูกความแข็งแกร่งโอบอุ้มถึงเพิ่งได้รู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองอ่อนแอเพียงใด

“แซนด์รักเธอมาก แล้วมันก็เป็นเรื่องที่แซนด์กลัวมาตลอด...กลัวว่าถ้ารู้ความจริงแล้วเธอจะเกลียด”

ชิรินทร์ส่ายหน้าไปมากับอกกว้าง น้ำตาไหลรินลงบนแก้มเงียบๆ

“...ซีไม่มีวันเกลียดพี่แซนด์ค่ะ”

“ฉันก็บอกแซนด์แบบนั้น” ท่อนแขนแกร่งโอบกระชับร่างบอบบางให้แน่นขึ้น ปลายจมูกโด่งกดลงกลางหัวเล็กซ้ำๆ ยามกำลังนึกถึงเรื่องราวในอดีต

“ถ้าเธอพร้อมจะรู้เรื่องทั้งหมดเมื่อไหร่ก็บอกฉัน”

“...” ชิรินทร์ไม่เอ่ยอะไร แต่เลือกจะใช้ความคิดกับตัวเองโดยมีสัมผัสอบอุ่นคอยปลอบโยนและอยู่เคียงข้าง

มันยัง...ไม่ใช่เวลานี้

--

สิ่งที่ทำให้ชิรินทร์สดใสขึ้นคือออเดอร์ขนมที่หลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ แม้เป็นสิ่งใหม่และยังมีข้อผิดพลาด ทว่าก็เป็นความเหนื่อยที่ทำให้มีความสุข

“คุณฮิมจะพาไปเลี้ยงที่ไหนเหรอคะ” ดวงใจถามขึ้นขณะกำลังอยู่บนรถที่มุ่งหน้าไปโดยที่เธอไม่รู้จุดหมาย

หลังจากส่งขนมล็อตนี้เสร็จคุณฮิมก็บอกว่าจะพาไปเลี้ยงแต่ไม่ได้บอกว่าจะพาไปที่ไหน

“เดี๋ยวก็รู้เองครับ”

สองพี่น้องเหลือบมองหน้ากันตาปริบ สุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบกระทั่งถึงที่หมาย

“มากันแล้วเหรอลูก”

หญิงวัยกลางคนที่ปรากฏตัวขึ้นทำให้ชิรินทร์นิ่งงัน

เพราะเคยเจอกันที่งานแต่งจึงรู้ว่าคนตรงหน้าคือแม่ของคุณฮิม

“สวัสดีค่ะ”

เสียงของพี่ดวงใจทำให้ชิรินทร์ได้สติแล้วรีบยกมือขึ้นไหว้ตาม

“สวัสดีจ้ะ” คุณหญิงศจีกอดทักทายดวงใจ ก่อนจะขยับมากอดร่างบางเอาไว้

ฝ่ามือที่ลูบแผ่นหลังไปมาทำให้ชิรินทร์รู้สึกอุ่นวาบไปทั้งใจ

นี่เป็นการเจอกันแบบจริงจังเป็นครั้งแรก

“หิวกันไหมหืม”

คำถามที่มาพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนส่งผลให้ชิรินทร์รู้สึกสบายใจจนความเกร็งที่มีในตอนแรกค่อนๆ เลือนหาย

“นิดหน่อยค่ะ” เป็นดวงใจที่เอ่ยตอบ

“งั้นเข้าบ้านกันดีกว่า”

ไม่เพียงแค่พูดแต่มือที่มีร่องรอยตามอายุยังเลื่อนลงมากุมมือให้ชิรินทร์เบิกตากว้าง ได้แต่มองหน้าพี่เลี้ยงกับร่างสูงสลับไปมา

“แม่ให้คนทำอาหารไว้รอเยอะแยะเลย”

ชิรินทร์มองคนที่เดินนำด้วยความสับสนมึนงง สมองยังเรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ทัน แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกอบอุ่นใจก็ยังเด่นชัด เมื่อหันไปทางคนที่พามาก็ได้รับรอยยิ้มอ่อนโยน

ขณะที่อคิราก็มองคนทั้งสองตรงหน้าด้วยความเป็นสุข

เหตุผลที่พาชิรินทร์กับพี่ดวงใจมาบ้านเพราะอยากให้รู้ว่าไม่ได้เหลือกันอยู่เพียงสองคน

 

“ว่างๆ ก็มาหาแม่กันอีกนะ” คุณหญิงศจีพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยเมื่อถึงเวลาที่ทุกคนต้องกลับ

เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ คนแก่ที่ไม่ค่อยได้เจอใครจึงดูอาลัยอาวรณ์

“ค่ะ” ชิรินทร์รับคำพร้อมทั้งยิ้มรับ

“หรือจะย้ายมาอยู่บ้านนี้กันดี”

“แม่” อคิราปรามคนเป็นแม่ ขณะที่ได้ยินเสียงหัวเราะของพ่อแว่วเข้าหู

“ก็แม่เหงา มีลูกชายคนเดียวก็นานๆ จะกลับบ้านที”

ทุกคนต่างอมยิ้มกับคำพูดนั้น

“ถ้ามีโอกาสดวงจะพาน้องซีมาเยี่ยมนะคะ”

คุณหญิงศจียิ้มรับพลางขยับเข้าไปกอดดวงใจเอาไว้

“จ้ะ แม่จะรอนะ”

จากนั้นก็ขยับไปกอดชิรินทร์เนิ่นนาน

“ถือซะว่าบ้านนี้เป็นครอบครัวนะลูก มีปัญหาอะไรก็บอกพ่อกับแม่แล้วก็ฮิมได้เสมอ”

สองพี่น้องมองผู้ใหญ่ตรงหน้าด้วยความซาบซึ้ง อบอุ่นจนหัวตารู้สึกร้อนผ่าว ก่อนจะยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณอย่างพร้อมเพรียง

“ขอบคุณนะคะ” ดวงใจเอ่ย

“แม่ไม่อยากให้กลับเลย ทำยังไงดี”

“คุณ...เดี๋ยวลูกๆ ก็มาหาใหม่น่า” อัคนีขยับเข้าไปกอดไหล่ภรรยาเบาๆ เป็นการปลอบ

“ผมสัญญาว่าจะพาซีกับพี่ดวงมาหาอีก” อคิราพูดพร้อมทั้งขยับเข้าไปกอดคนเป็นแม่แน่นๆ

“ถ้าไม่พามาแม่จะงอนฮิมจริงด้วย”

คนเป็นลูกหัวเราะร่วนพลางให้คำสัญญา จากนั้นก็ได้เวลาจากลากันอย่างแท้จริง

เมื่อขึ้นรถมาชิรินทร์ก็รู้สึกได้ว่าความรู้สึกที่เคยหนักอึ้งอยู่ในใจมันบรรเทาลง ความอบอุ่นที่ได้รับจากครอบครัวคุณฮิมนั้นเติมเต็มช่องว่างในชีวิตให้รู้สึกไม่โดดเดี่ยวเหมือนที่เคยเป็น

“ขอบคุณนะคะ” ชิรินทร์หันไปเอ่ยกับคนขับ ขณะที่อีกฝ่ายก็หันมาเลิกคิ้วใส่ “ขอบคุณคุณฮิมมากจริงๆ” เอ่ยย้ำอีกครั้งอย่างซาบซึ้งใจ

เขารู้ว่าการพามาที่นี่เป็นความตั้งใจของคุณฮิม...คำว่าอยู่ข้างๆ เสมอไม่ได้เป็นเพียงคำพูด เพราะตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมาการกระทำได้บ่งบอกชัดเจน

ชีวิตนี้ นอกจากพี่แซนด์กับพี่ดวงแล้วก็มีคุณฮิมที่เป็นทั้งหมด

“ไม่เป็นไรเลยซี...ฉันเต็มใจ” อคิราตอบกลับ สายตาที่มองชิรินทร์เต็มไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง

ด้านดวงใจที่นั่งอยู่เบาะหลังก็ลอบมองคนทั้งสองอย่างเป็นสุข

--

‘พี่ขอโทษ...ขอโทษนะ’ 

“พี่แซนด์!”

เสียงตะโกนลั่นทำให้ดวงใจที่นอนอยู่ข้างกันสะดุ้งตื่น เมื่อยันกายขึ้นนั่งแล้วเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของชิรินทร์ก็รีบเอื้อมมือไปลูบใบหน้าขาวซีดไปมา

“ฝันร้ายหรือคะน้องซี”

คนถูกถามหลับตาลงขณะที่สองมือกำเข้าหากันแน่น

“...เปล่าค่ะ” ชิรินทร์ตอบเสียงเบา “แค่ฝันถึงพี่แซนด์”

ดวงใจลูบแก้มของน้องแผ่วเบาแล้วทัดผมที่ยุ่งเหยิงไปไว้หลังหูให้เรียบร้อย

“น้องแซนด์คงจะคิดถึง”

เปลือกตาที่ปิดอยู่ค่อยๆ ลืมขึ้น เมื่อเห็นหน้าพี่เลี้ยงก็จับจ้องนิ่ง จากนั้นจึงขยับตัวเข้าหา

“พี่ดวงคะ”

“ว่าไงคะ”

“ซีอยากไปห้องพระค่ะ” เอ่ยออกไปเสียงเบา

“งั้นเดี๋ยวพี่ไปเป็นเพื่อนนะคะ”

ชิรินทร์พยักหน้ารับช้าๆ จากนั้นสองพี่น้องก็ขยับลงจากเตียงเพื่อเดินไปยังห้องพระ หวังให้ความว้าวุ่นของจิตใจในยามดึกคลายลง

เมื่อไปถึงร่างบางก็ไหว้พระแล้วจับจ้องที่รูปภาพขาวดำซึ่งเป็นรูปของพี่แซนด์นิ่ง

‘ซีต่างหากที่ต้องขอโทษพี่แซนด์ ขอโทษที่ทำให้ลำบาก ขอโทษที่ไม่เคยรู้หรือแบ่งเบาเรื่องหนักๆ ของพี่แซนด์ได้เลย’ 

ชิรินทร์สื่อสารกับคนเป็นพี่อยู่ในใจ ดวงตาร้อนผ่าว เมื่อน้ำตาหยดลงก็ค่อยๆ หลับตาอย่างพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเอง

“น้องซี” ดวงใจเอ่ยเรียกพลางวางมือลงบนไหล่เล็กเบาๆ

“ซี...” ชิรินทร์เกริ่น ก่อนจะเม้มปากเข้าหากัน “พร้อมจะฟังเรื่องทั้งหมดจากคุณฮิมแล้วค่ะ” พูดจบก็ลืมตาขึ้นแล้วหันไปมองหน้าพี่เลี้ยง

“แน่ใจนะคะ”

ใบหน้าสวยกดลงรับอย่างเชื่องช้า

...ไม่ว่ายังไงสุดท้ายเราก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงแบบจังๆ อยู่ดี

 

TBC. 

 

กลับมาแล้วคับบบบบ 

มีใครคิดถึงกันบ้างไหมน้า~ 

พอดีช่วงเวลาที่ผ่านมาโซแอลไปชาร์จแบตมาค่ะ 

ชาร์จทั้งกายและใจเลยยยยย 

หวังว่าทุกคนจะยังไม่ลืมกันนะ แง 

ตอนนี้เป็นตอนที่สำคัญมากๆ เลยค่ะ 

เฉลยปมของพี่แซนด์แล้วแต่ก็ยังมีอีกส่วนที่จะทำให้กระจ่างกว่านี้ 

แล้วมาลุ้นกันต่อตอนหน้านะคะ 

หายไปนาน รีบปั่นสุดฤทธิ์ 

ถ้ามีคำผิดหรือตกหล่นตรงไหนก็ขออภัย 

และแจ้งมาได้เลยนะคะ เบลอมักๆ 

ฝากติชมแล้วก็ขอกำลังใจหน่อยได้ไหมน้า/อ้อน 

ฝากแท็ก #ทะเลของเขา ด้วยงับ เยิฟๆ 

ความคิดเห็น