เอริณ
email-icon facebook-icon Line-icon

คุณวินมาล้าววววววววว

บทที่ 8 ตัดสินใจ (50%)

ชื่อตอน : บทที่ 8 ตัดสินใจ (50%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มิ.ย. 2563 23:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8 ตัดสินใจ (50%)
แบบอักษร

บทที่ 8 ตัดสินใจ 

 

เขาจะทำเช่นไรต่อไปดี… 

มันเป็นคำถามที่เขายังหาคำตอบไม่ได้ ทว่า… คนที่สามารถช่วยเขาคิดคำตอบมาถึงแล้ว 

คริสจัดการเรื่องที่อเมริกาเรียบร้อยก็หอบสมบัติไม่กี่ชิ้นของตัวเองมาถึงเมืองไทย  

“มีแค่นี้เองเหรอ” มาวินเอ่ยถาม เมื่อเห็นเพื่อนเพียงคนเดียวของตนเองลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กมาเพียงใบเดียว ด้านหลังมีกระเป๋าสะพานหากก็ใบไม่ใหญ่นัก 

“แค่นี้แหละ” คำตอบภาษาไทยสำเนียงชัดแจ๋วพร้อมสีหน้าไม่ยี่หระทำให้มาวินเลิกคิ้ว 

“สำเนียงใช้ได้นี่นา” 

อีกฝ่ายไหวไหล่ คล้ายยอมรับคำชมของเพื่อนโดยไม่กระดากใจ มาวินเห็นเพื่อนยังเหมือนเดิมก็เดินเข้าไปสวมกอดแน่นอยู่นานทีเดียวจึงผละออก 

คริสแปลกใจเล็กน้อยกับการกระทำของเพื่อน แต่ก็พอจะมองออกว่าที่ผ่านมามาวินคงพบเจออะไรมากมายทีเดียว หากเขาก็ไม่ได้พูดถามออกไปทันที รอคอยคำบอกเล่าจากปากของเพื่อนเอง 

“ไปเถอะ” เขาเอ่ย แล้วเดินนำไปข้างหน้าราวกับรู้ทาง มาวินหัวเราะลงคอ สาวเท้าตามหลังไป โถมกายโอบไหล่เพื่อนแล้วออกแรงลากถูกกันไปที่ลานจอดรถ 

เมื่อเคลื่อนรถออกจากสนามบิน สถานที่ที่มาวินมุ่งไปหลับไม่ใช่บ้านเลิศวรานน์ แต่เป็น… บ้านของเขาเอง 

“โอ้” ทันทีที่ก้าวขาลงจากรถ คริสถึงกับเบิกตากว้าง กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วหันกลับมาจ้องหน้าเพื่อน 

“หลายปีที่นายหายไปเพราะเก็บเงินซื้อบ้านให้ฉัน?” 

มาวินหัวเราะเสียงทุ้ม เดินเข้ามาตบไหล่กว้างเบาๆ “นี่บ้านฉัน” 

เขาพยักพเยิดไปยังบ้านอีกหลังที่อยู่ในรั้วเดียวกัน “นั่นต่างหากบ้านนาย” 

บ้านชั้นเดียวริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้มองผิวเผินหลังไม่ใหญ่โต ทว่าบริเวณรอบด้านกลับกว้างขวาง ด้านหน้าเป็นบ้านหลังใหญ่ เลยเข้าไปติดกันไม่มากเป็นบ้านอีกหลังที่เล็กกว่า เจ้าของบ้านคนเก่าเป็นสกุลเก่าแก่ หากมีความจำเป็นต้องขายบ้านเพราะเหตุใดหลายอย่าง เขาไม่ได้ถามเซ้าซี้ และคนที่ขายให้ก็ไม่ใช่ใครอื่น เพื่อนสมัยมัธยมนั่นเอง 

ตอนมาวินตัดสินใจใช้เงินเก็บของตัวเองซื้อบ้านหลังนี้ เขาคิดเพียงแค่อยากมีบ้านหลังเล็กสักหลังอยู่ไกลๆ จากบ้านเลิศวรานนท์ก็พอ ราคาของที่นี่ไม่ใช่ปัญหา เห็นเขาเหมือนไม่เอาไหน แต่ก็พอมีรายได้เลี้ยงตัวเอง 

คริสเดินวนสำรวจรอบบ้าน พบว่าภายในรั้วบ้านมีความเขียวขจีชนิดที่ฝรั่งต่างชาติอย่างเขากลัวว่ายุงจะเยอะกว่าต้นไม้ หากก็พอเข้าใจว่าเหตุใดมาวินถึงชอบบ้านหลังนี้นัก 

“บ้านร่มรื่นจนฉันนึกว่าป่าดงดิบ” ได้ยินเพื่อนแซวเช่นนี้ ภวังค์ความคิดของมาวินก็สลายไป เขาหัวเราะ พลางเดินนำเพื่อนเข้าบ้านของมันทันที 

“เอาของเข้าไปเก็บ” 

คริสใช้เวลาขนของไม่นาน ตอนเขากลับออกมาก็พบชายสูงวัยท่าทีเรียบร้อยยืนไม่ไกลออกไปนัก 

“นี่ลุงโทน เป็นคนดูแลบ้าน” คริสยกมือไหว้ชายสูงวัยตามที่เคยเห็นคนไทยนิยมทำกัน เขายิ้มกว้างอย่างเป็นมิตรจนร่างสันทัดตรงหน้าเผยยิ้มตาม 

“บ้านลุงโทนอยู่ละแวกนี้ เจ้าของบ้านคนเก่าแนะนำฉันมา แกจะช่วยดูแลบ้าน ดูแลสวน ส่วนภรรยาของแกจะทำอาหารให้นาย งานบ้าน งานหยุมหยิมอื่นๆ นายอยู่ที่นี่ทำตัวดีๆ กับพวกเขาด้วย เข้าใจไหม” 

คริสพยักหน้าตั้งใจ หากพอถึงคำสั่งสุดท้าย เขาก็ขมวดคิ้ว เงยหน้าขึ้นมอง 

“นายไม่อยู่ด้วยกันเหรอ” 

มาวินถอนหายใจเบาๆ แล้วเอ่ยตอบ “ฉันกำลังจะแต่งงาน” 

“ห๊ะ!” สีหน้าของคนฟังแตกตื่นตกใจ ไม่ใช่เพราะข่าวสำคัญ แต่เพราะสีหน้ากับแววตาคนบอกข่าวมากกว่า 

“นายจะแต่งงานเนี่ยนะ!” แม้จะห่างกันไปนานแล้ว แต่คริสก็จดจำได้ว่าผู้หญิงที่มาวินหมายปองไม่เป็นที่ชมชอบของครอบครัว “ไหนตอนนั้นนายว่าไม่มีทาง” 

นัยน์ตาสีฟ้ากรอกไปมา ก่อนขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม “หรือแม่นายยอมรับเธอแล้ว แต่แม่นายไม่น่าใจดีขนาดนั้นนะ”  

เขาเคยเจอบิดามารดาของมาวิน และบอกได้เลยว่าทั้งสองท่าน… ไม่มีวันยอม! 

มาวินเห็นเพื่อนมองทะลุปุโปร่งจึงคลี่ยิ้มขื่นๆ หันไปมองลุงโทนแล้วเปลี่ยนเรื่องทันที 

“ไม่มีอะไรแล้วครับ ลุงกลับไปได้เลย ยังไงมื้อเที่ยงไม่ต้องทำนะครับ ส่วนมื้อเย็นผมฝากป้าแย้มดูแลให้เพื่อนผมด้วย” 

ชายสูงวัยค้อมกายให้มาวินกับคริส ก่อนจากไป 

คล้อยหลังคนอื่นพ้นสายตา มาวินจึงเดินนำเพื่อนไปนั่งที่ม้านั่งติดริมแม่น้ำใต้ต้นมะม่วงหลังบ้านเงียบๆ  

คริสเดินตามไปนั่งลงข้างกาย ไม่พูดอะไร แต่สายตาบอกชัดว่ารอฟัง 

“วันที่ 20 เดือนหน้า ฉันจะต้องแต่งงานกับน้องสาวของเธอ” 

ใบหน้าคนฟังแตกตื่น ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า “นายชอบพี่ แต่ต้องแต่งกับน้อง!” 

“ใช่” สีหน้าของมาวินเผือดสีลงเรื่อยๆ ยามเล่าทุกอย่างออกมา “กลอยใจเป็นลูกนอกสมรส แต่วินนี่เป็นทายาทที่ได้สืบทอดธุรกิจของครอบครัว เธอดึงบริษัทที่ใกล้ล้มขึ้นมายืนได้อีกครั้ง พ่อแม่ของฉันเลยต้องการให้เธอคอยช่วยเหลือฉัน เมื่อถึงวันที่ต้องรับหน้าที่ดูแลบริษัทของครอบครัวต่อจากน้องชาย” 

ท้ายประโยคน้ำเสียงของมาวินเบาจนคริสแทบไม่ได้ยิน หนุ่มอเมริกันนัยน์ตสาสีฟ้าถอนหายใจบ้าง ยกมือขึ้นตบไหล่เพื่อนเบาๆ เป็นเชิงปลอบ 

“เป็นคนรวยแบบนายก็ลำบากเหมือนกัน” 

 ได้ยินคำปลอบโยนแบบนั้น ใบหน้าที่เคร่งเครียดจึงคลายออก

เหมือนสมองตกผลึกบางอย่างได้ เขาจึงเอ่ยสั้นๆ อย่างใจลอย “นั่นสินะ”

คริสมองเห็นทุกอย่าง สีหน้า แววตาของเพื่อนมันทุกข์ตรมจนเขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจแรงๆ หนุ่มอเมริกันคิดว่าตั้งแต่ถึงเมืองไทย เขาถอนหายใจมากกว่ารวมกันมาทั้งชีวิตอีก!

ทว่า… เขากลับยังไม่ค่อยเข้าใจ

“ทำไมนายไม่ปฏิเสธ” การแต่งงานที่เกิดจากโดยปราศจากความรัก มันจะไปรอดได้นานแค่ไหน ขนาดเขาแต่งงานเพราะรัก ยังอยู่กันได้เพียงสองปีก็ต้องเลิกร้างกันไปเลย แล้วนับประสาอะไรกับความสัมพันธ์คลุมถุงชนแบบนี้

มาวินกลับยิ้มบางๆ ตอบกลับมา หากไม่พูดอะไร

คริสขมวดคิ้ว มองแววตาเปี่ยมทุกข์ของว่าที่เจ้าบ่าวแล้วตัดสินใจ

“ลองปฏิเสธสักครั้งดูไหม” นัยน์ตาสีฟ้าจ้องมองเพื่อน ความห่วงใยมากมายส่งผ่านมาอย่างคนเจนโลก จนมาวินต้องหัวเราะลงคอ

“เคยลองแล้ว แต่ไม่เป็นผล”

“ไม่เป็นผล ก็ไม่ต้องรอฟังผล หนี!”

คำว่า ‘หนี’ ของคริสส่งผลให้หัวคิ้วของมาวินขมวดแน่นกว่าเดิม “หนีอะไร”

“หนีจากความทุกข์ที่นายมี ฉันสังเกตมาตลอด ตั้งแต่ที่เรารู้จัก นายมีกำแพง”

กำแพงความรู้สึกที่กั้นบางอย่างเอาไว้ในใจ “กำแพงของนายสูง หนา และยากจะผ่านเข้าไป แม้กระทั่งฉันก็ยังผ่านเข้าไปไม่ได้ นายแค่แบ่งพื้นที่ข้างนอกไว้ให้ฉันเท่านั้น ไม่ได้เปิดประตูให้เข้าไปด้วยซ้ำ”

มาวินไม่ได้ตอบอะไร หากรอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไปแล้ว

คริสจึงตัดสินใจบอกสิ่งที่เขาเก็บงำไว้เช่นกัน “นายป่วย”

เป็นประโยคสั้นๆ หากคนฟังหันขวับทันที “รู้ได้ยังไง!”

คริสไม่ได้ตอบทันที เขาจ้องมองใบหน้าตรอมตรมกับแววตาทุกข์ทรมานของเพื่อนแล้วขบกรมแน่น

“ถ้าเป็นคนที่สนใจนาย ห่วงนาย ต้องรู้อยู่แล้วว่านายไม่สบาย… ใจ!”

 

มาวินกลับออกมาจากบ้านริมน้ำโดยไม่ล่ำลาเพื่อนด้วยซ้ำ เห็นร่างสูงใหญ่ยืนเท้าเอวมองส่งมาแล้วยกมือชี้นิ้วจากที่ไกลๆ ก็ถอนหายใจแล้วเคลื่อนรถออกจากบ้านทันที

ระหว่างทางที่ขับรถอยู่บนท้องถนนซึ่งคร่าคร่ำไปด้วยความวุ่นวาย สมองของชายหนุ่มก็ยังทิ้งคำว่า ‘หนี’ ที่ได้ยินจากคริสไม่ได้เลย เขาวนเวียนอยู่แต่คำๆ นี้อยู่ตลอด กระทั่งทอดถอนหายใจเมื่อรถเคลื่อนมาถึงหน้าบ้านเลิศวรานนท์

ทันทีที่ลงจากรถ ร่างของนมแม้นก็วิ่งตรงมาหา ยิ้มแย้มแล้วกอดแขนพลางเอ่ย

“วันนี้คุณหนูวินนี่มา หอบอัลบั้มชุดแต่งงานมาให้คุณวินของนมเลือกเยอะแยะเลยค่ะ เธอว่าวันเสาร์ต้องไปทำงานต่างจังหวัด งานด่วน คงไปเลือกชุดที่ร้านกับคุณวินไม่ได้ เลยแวะเอาอัลบั้มมาให้เลือกเองค่ะ”

นมแม้นเหมือนจะชื่นชอบกวินตราพอสมควร ทีท่าที่แสดงออกต่อหญิงสาวนับว่าดี คงเพราะกวินตรารู้ว่าหญิงชราสำคัญต่อคนทั้งบ้าน ไม่เช่นนั้น… คงแสดงออกเช่นที่ทำกับคนอื่นๆ ลับหลังแน่!

“เหรอครับ” เขาตอบสั้นๆ แล้วเดินเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้าราบเรียบ เมื่อถูกลากจูงเข้ามาในห้องรับแขกก็เห็นมารดานั่งยิ้มแย้มรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อหนีไม่พ้นก็ต้องอดทน ทิ้งกายลงนั่งเคียงข้างท่านอย่างจำใจ

คุณหญิงวารียื่นส่งอัลบั้มที่เปิดหน้าค้างไว้ส่งให้บุตรชายพร้อมรอยยิ้มกว้างขึ้นยามเอ่ย

“แม่ว่าชุดนี้เหมาะกับลูก”

มาวินไม่ได้ตอบ เพียงมองผ่านแล้วพยักหน้าตอบ คุณหญิงวารีก็เปิดอีกภาพให้ดู “นี่ก็ดูดี เหมาะกับลูก”

ใบหน้าไร้ความรู้สึกเพียงผินมองครู่เดียวก็เสหลบไปอีกด้าน เหม่อมองออกไปไกลแสนไกล กระทั่งเสียงของมารดาไม่สามารถผ่านเข้ามาในความรู้สึกได้ เนิ่นนานกระทั่งเสียงรถของน้องชายดังเข้ามาในส่วนความรู้สึก ใบหน้าที่ไร้อารมณ์จึงกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง

“วินลูก ชอบชุดที่แม่เลือกให้ไหมครับ” เสียงเพียงของมารดาผ่านเลยไปอย่างไร้ความหมาย ทว่าร่างสูงของคนที่เพิ่งก้าวผ่านไปต่างหากคือสิ่งที่เขาติดตาม

“กลับมาแล้วเหรอวา” ‘วาคิน’ ชะงัก ถอนหายใจ ก่อนหันกลับมาพยักหน้าตอบ แววตาเย็นชามองเขาเพียงแว๊บเดียวก็เหลือบมองคนที่นั่งข้างเขานิ่งนาน นัยน์ตาสีเทาเข้มอ่อนแสงลงอย่างชัดเจน จนคนเป็นพี่ต้องลุกขึ้น เดินเข้าไปจับจูงแขนน้องชายมานั่งลงข้างกาย วาคินไม่ได้ขัดขืน หากก็มองออกว่าไม่เต็มใจ อีกฝ่ายสูงกว่าพี่ชายหลายเซนติเมตร เพราะมีเชื้อสายทางฝั่งยุโรปตามบิดายามทิ้งกายลงนั่งก็ยังเหลือบหางตาไปมองมารดาเช่นเคย

มาวินไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงยิ้มบางๆ แล้วหยิบอัลบั้มรูปชุดเจ้าบ่าวที่กองอยู่ตรงหน้าส่งให้น้องชาย

“มาช่วยพี่เลือกชุดเจ้าบ่าวหน่อย” 

 

**** เนื้อหายังมีติดขัดต้องขออภัยนะคะ 

 

ฝากหนูอัยย์กับมาวินด้วยนะคะ  

เนื้อหาที่ลงยังไม่มีการปรับแก้ ตรวจคำผิด  

อาจมีบางส่วนผิดพลาดต้องขออภัยด้วยนะคะ 

ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอด ทุกๆ เรื่องเลยนะคะ 

 

รัก... เอริณ 

ความคิดเห็น