Storytellers
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักร Storytellers ค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายของไรท์นะคะ

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 17

ชื่อตอน : Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 17

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 791

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ค. 2563 22:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 17
แบบอักษร

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 17 

ผมปล่อยให้ไอ้ลูกหินมันยืนยิ้มหน้าระรื่นอยู่ตรงนั้นก่อนจะเข็นรถเข็นไปทางแผนกอาหารสดหันกลับไปมองมันก็ยังยืนอยู่ที่เดิมแต่ที่ไม่เหมือนเดิมก็คือมันกำลังคุยโทรศัพท์และมันกำลังมองมาที่ผมด้วยสีหน้าที่เดี๋ยวเครียดเดี๋ยวเฉยผมละงงกับมันจริงๆ

“สงสัยว่ามึงจะมโนว่าตัวเองขี้แตกเป็นจนบ้านะลูกหิน” ผมบ่นพึมพำเบาๆ ก่อนจะทิ้งเรื่องไอ้หินไว้ตรงนี้แล้วเดินไปหยิบของตามรายการที่ยายเขียนมาให้

ได้ของสดครบแล้วผมก็ไปแผนกของแห้งกับของใช้ในบ้านในห้องน้ำต่อ ความจริงผมควรจะซื้อของแห้งกับของใช้ก่อนที่จะมาซื้อของสดแต่เพราะรำคาญไอ้หินนี่แหละผมเลยไปแผนกอาหารสดก่อนเพราะมันอยู่ใกล้กว่า

“ได้ของครบหมดแล้วเหรอ” เสียงร่าเริงของไอ้หินมาพร้อมกับแขนหนักๆ ของมันที่วางพาดคอผม

เป็นอะไรมากมั้ยชอบกอดคอกูจังวะ!

“อืม เหลือของใช้อีกนิดหน่อย” ตอบมันตามความจริงพร้อมกับเข็นรถเข็นไปข้างหน้า

“โห ไอ้ฝุ่นมึงซื้อของเยอะขนาดนี้มึงเอารถอะไรมาวะ” ผมหันไปมองคนถามก่อนก้มมองของที่อยู่ในรถเข็นแล้วเงยหน้าขึ้นตอบคำถามมันเสียงเรียบ

“รถเมล์”

“บ้า…บ้าแล้ว มึงจะหอบของพวกนี้ขึ้นรถเมล์กลับบ้านเนี่ยนะ” ไม่รู้มันจะโวยวายทำไมของแค่ไม่กี่อย่างทำไมผมจะหอบขึ้นรถเมล์ไม่ได้ อีกอย่างผมก็มีถุงผ้าใบเบ้อเริ้มยัดของทั้งหมดในรถเข็นใส่ยังมีพื้นที่เหลือเฟือเลย

“ทำไมวะ บ้ายังไงก็ปกติ” ผมตอบมัน

และขณะที่คุยกับไอ้หินผมก็ได้ของครบตามใบรายการพอดีเลยเข็นรถไปจ่ายเงินที่เค้าน์เตอร์แคชเชียร์ไอ้หินเองก็เดินตามผมมาพร้อมกับบ่นอะไรของมันก็ไม่รู้งุ้งงิ้งๆ นึกว่าเสียงยุงตีกัน

“เออ ปกติมึงแต่สำหรับกู กูว่าไม่ปกติวะ ตัวมึงก็แค่เนี้ยจะแบกของหมดนี่ขึ้นรถเมล์คนเดียวยังไงไหวตลกเหอะฝุ่น” มันว่าพร้อมกับมองผมอย่างไม่เข้าใจ

“ตลกอะไรของมึงวะ กูก็ทำแบบนี้ประจำจนชิน” ผมจ่ายเงินเสร็จแล้วแต่คราวนี้ไอ้หินมันมาแย่งรถเข็นไปจากมือผม

“กูช่วยเข็น” มันว่าแบบนั้นพร้อมกับเข็นรถเข็นไปหน้าตาเฉย

“กูไม่กลับแท็กซี่นะ” ผมรีบก้าวยาวๆ มาบอกมันและเดินไปพร้อมกัน

ระหว่างแท็กซี่กับรถเมล์ผมเลือกรถเมล์นะเพราะว่าหนึ่งมันประหยัดกว่าและสองนี่สำคัญเลยรถเมล์มันเปิดหน้าต่างระบายอากาศไม่อุดอู้เหมือนแท็กซี่ แท็กซี่บางคันนี่แค่เปิดประตูรถเข้าไปนั่งไม่กี่นาทีผมก็แทบจะทนกลิ่นอับในรถไม่ไหวแล้ว แล้วยิ่งคนขับสูบบุหรี่นี่ยิ่งแล้วใหญ่เลย ผมสู้มายืนเบียดกับคนอื่นบนรถเมล์ยังจะดีกว่าอีก

“เออรู้แล้ว ไม่กลับแท็กซี่เพราะมึงกลัวเปลืองเงินแต่ว่ากูก็มีข้อเสนอที่ดีกว่านั้นอีกนะ” มันหันมายิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ผมแล้วเข็นรถเข็นไปทางลานจอดรถหลังห้าง

“เฮ้ย เดี๋ยว…นั่นมึงจะเข็นไปไหนวะมึงเอารถมาเหรอ” เออ ผมก็เพิ่งนึกถึงข้อนี้ ไอ้หินมันนัดสาวมันอาจจะเอารถมาเอง

แต่เอ๊ะ ไม่ๆ มันยังไม่มีใบขับขี่จะขับรถออกถนนใหญ่ได้ไง

“มาเหอะน่า กูมีรถจริงๆ มึงเดินเร็วๆ กูร้อน” มันหันมาเรียกผมและผมก็เดินตามมันไปอย่างงงๆ จนกระทั่งมันเข็นรถเข็นไปหยุดอยู่ที่หน้ารถเก๋ง BMW สีดำป้ายแดงคันหนึ่ง

ผมกำลังจะเดินเข้าไปหาและกำลังจะอ้าปากถามว่านั่นรถใครอะไรยังไงแต่เจ้าของรถเขาก็เปิดประตูก้าวขาลงมาก่อน ผมยืนนิ่งอยู่กับที่เพราะขามันก้าวต่อไปไม่ได้ความรู้สึกบางอย่างมันกำลังตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่อกเมื่อผมมองสบตากับใครคนนั้น คนที่เป็นเจ้าของรถหรูคันนั้น คนที่เป็นเจ้าของหัวใจผม

“…พี่ดิน” เอ่ยชื่อพี่เขาออกมาเบาๆ แค่ในลำคอเมื่อเขาส่งยิ้มมีเสน่ห์มาให้

ผมได้แต่ถามตัวเองในใจว่าทำไมผมต้องมาเจอกับเขาอีก ความรู้สึกที่ผมคิดว่าผมลืมมันไปแล้ว คิดว่าตัวเองดีขึ้นมากและไม่เป็นอะไรแล้วถ้าหากว่าเราจะบังเอิญเจอกันบ้างแต่พอมาเจอกันแบบนี้บอกตรงๆ ว่าความรู้สึกนั้นมันไม่ได้หายไปไหนเลยมันก็แค่ไปอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ลงลึกไปจนผมคิดว่าลืมมันได้แล้วแต่เอาเข้าจริงๆ มันไม่เคยหายไปไหนเลยมันยังอยู่ตรงนี้อยู่กับผม อยู่ในส่วนลึกของใจผม

“เอ้า ไอ้ฝุ่นมาสิมาขึ้นรถมัวยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้นจะกลับมั้ยบ้านอะ” เสียงไอ้หินทำให้ผมได้สติ มันขนของของผมไปใส่ท้ายรถคันหรูนั้นแล้วเรียบร้อย

“กู กูกลับเองดีกว่า” เสียงผมมันคงแกว่งน่าดูแต่ผมก็ไม่สนหรอกไม่อยากอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ

“เฮ้ย ได้ไงวะ กูเอาของมึงขึ้นรถหมดแล้วนะ” มันว่าเสียงดุ

“งั้นมึงก็เอาลงมาใส่รถเข็นเหมือนเดิมเดี๋ยวกูเข็นออกไปเรียกแท็กซี่เอง” ผมบอกมันเสียงเรียบพยายามไม่ให้เสียงแกว่งไปมากกว่านี้

วันนี้ผมจะยอมดมกลิ่นอับของรถแท็กซี่ก็แล้วกันเพื่อความสบายใจของไอ้หินและเพื่อที่ผมจะได้ไปจากตรงนี้เร็วๆ

ไอ้หินยึกยักกับคำสั่งของผมแล้วมันก็หันไปหาพี่ดินสองคนนั้นมองหน้ากันแต่ไม่มีใครพูดอะไรออกมาผมเลยตั้งใจจะเดินไปเอารถเข็นและของของผมคืนแต่พี่ดินก็ทำให้ผมหยุดทุกการกระทำของตัวเองเมื่อพี่เขาพูดประโยคหนึ่งออกมา

“ไม่ต้องรังเกียจพี่มากขนาดนั้นก็ได้ พี่แค่จะไปส่งก็แค่นั้น”

“ไม่จำเป็นครับ ผมกลับเองได้” ตอบคำถามแต่ไม่ได้มองหน้าคนถาม ไม่ใช่ไม่อยากมองแต่ไม่กล้ามองมากกว่า

“มึงให้พี่ดินไปส่งเหอะของเยอะขนาดนี้จะขนยังไงหมด”

“กูก็ขนของกูอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วนะหิน มันไม่ลำบากหรอก” ไม่รู้ผมหรือไอ้หินที่ดื้อกว่ากัน

“เอาน่า ไหนๆ พี่ดินก็ผ่านมาทางนี้แล้วและก็จะผ่านไปทางบ้านมึงพอดีให้พี่เขาไปส่งนั่นแหละดีแล้ว อย่าดื้อสิ” ไอ้หินบอกแกมบังคับก่อนจะหันไปขยิบตาใส่พี่ชายตัวเองยิกๆ

“อืม ใช่พี่จะผ่านไปทางนั้นอยู่แล้ว”

ผมเห็นนะไม่ใช่ไม่เห็นว่าสองคนนี้ส่งซิกอะไรกันอยู่แต่ที่ไม่พูดเนี่ยเพราะรู้ว่าพูดไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะไม่มีใครสนใจฟังผมอยู่แล้ว

“ไปเหอะขึ้นรถได้แล้ว กูร้อนแล้วก็หิวข้าวแล้วเนี่ย อีกอย่างนะมึงออกมานานแล้วเดี๋ยวยายก็เป็นห่วงหรอก” ไอ้หินมันว่าออกมาง่ายๆ พร้อมเอายายผมมาอ้างอีกต่างหาก พูดจบมันก็แทรกตัวเองเข้าไปในรถ

แล้วมันไปนั่งเบาะหลังทำไมวะ!

“ขึ้นรถเถอะฝุ่น เดี๋ยวพี่ไปส่ง” 

ผมยืนนิ่งไม่ยอมขึ้นรถง่ายๆ ผมไม่ได้อยากงี่เง่าเอาแต่ใจหรอกนะ แต่ว่าผมไม่โอเคที่จะต้องนั่งรถคันเดียวไปกับพี่ดิน ต้องนั่งรถพี่ดินที่มีพี่ดินเป็นคนขับ ต้องนั่งข้างเขาแทนที่ผมจะได้นั่งข้างหลังแต่ไอ้หินมันก็ยึดเบาะหลังไปครองคนเดียว และที่สำคัญมันเป็นเพราะผมไม่อยากให้ตัวเองคิดเพ้อเจ้อคิดเข้าข้างตัวเองอีก

 แต่มันจะมีประโยชน์อะไรเพราะสุดท้ายแล้วผมก็ต้องนั่งรถมากับเขาอยู่ดี แม้จะไม่ได้นั่งมาด้วยกันตามลำพังแต่มันก็ไม่ต่างกันนักหรอกเพราะไอ้หินมันชิงหลับไปตั้งแต่รถเพิ่งเคลื่อนออกมาจากลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าแล้ว

“ขอบคุณที่มาส่งครับ”

ผมปลดเข็มขัดออกจากตัวเมื่อรถคันหรูเคลื่อนตัวมาจอดอยู่หน้าบ้านแล้วรีบบอกคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถด้วยเสียงเรียบๆ ยกมือไหว้เขาแล้วเตรียมจะชิ่งลงจากรถแต่ประตูรถตรงด้านหลังก็ถูกเปิดและปิดในเวลาไล่เลี่ยกันพร้อมกับร่างสูงโย่งของไอ้หินที่ลงไปยืนบิดขี้เกียจอยู่ข้างตัวรถ

ผมหันไปมองตามสายตาพี่ดินแล้วก็ต้องทำปากขมุบขมิบอยากจะตะโกนถามมันจริงๆ ว่ามันเอาจริงดิ! แต่ก็ต้องเม้มปากไว้

“พี่ว่า…ฝุ่นคงไล่พี่กลับบ้านไม่ทันแล้วล่ะ เพราะเพื่อนฝุ่นเตรียมจะเข้าบ้านฝุ่นแล้ว” พี่ดินยิ้มมุมปากพร้อมมองหน้าผมด้วยแววตาที่ผมแปลความหมายมันไม่ออก

มันเหมือนพี่เขามองผมเหมือนอยากจะอ่อยหรือไม่ก็ไม่ได้คิดอะไร โอ๊ย ผมไม่รู้แล้ว

ผมเม้มปากแล้วรีบเบือนหน้าหนีพร้อมกับเปิดประตูลงไปจากรถเดินเร็วๆ ไปช่วยไอ้หินยกของที่ผมไปซื้อมาลงจากรถแล้วรีบเดินไปเปิดประตูรั้วบ้านก่อนจะพยักพเยิดหน้าบอกให้ไอ้หินมันเป็นฝ่ายเปิดประตูรั้วเพื่อให้คนที่อยู่ในรถนำรถเข้ามาจอดในบ้านไม่ต้องไปจอดขวางทางชาวบ้านชาวช่องเขา

รถยิ่งใหม่ๆ อยู่เดี๋ยวโดนเด็กแถวนี้ขูดเป็นรอยเอา

ความคิดเห็น