mdred♡

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 26 : ฟื้น (100%)

ชื่อตอน : ตอนที่ 26 : ฟื้น (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 88.1k

ความคิดเห็น : 448

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มี.ค. 2559 23:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 26 : ฟื้น (100%)
แบบอักษร

       

 

ปัง!!

          “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด” เสียงกรีดร้องของผู้เห็นเหตุการณ์ดังระงมไปทั่ว ความชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้นทันทีที่เสียงดังราวมีคนถูกรถชนเกิดขึ้น ตัวผมไถลไปตามถนน หมุนและเกลือกกลิ้งไปจนรู้สึกแสบที่ผิวเพราะแรงที่ทำให้มันถลอกจนร่างที่หมุนอยู่กับพื้นของผมเริ่มช้าลง ช้าลง ผมนอนอยู่กับพื้นหัวยังมึนกับแรงกระแทกจนกระทั่งได้ยินเสียงตะโกนดังระงม

          “มีคนถูกรถชน!!

        “เรียกรถพยาบาล เรียกรถพยาบาลเดี๋ยวนี้!!!

          ผมถูกรถชนหรือ ?

          “อ๊ะ!” ตัวผมถูกพยุงขึ้นจากพื้นโดยฝีมือของใครบางคน ทันใดนั้นผ้าสีขาวก็ถูกแปะลงบนผิวกายที่มีเลือดซึม แต่หนักสุดคงจะเป็นบริเวณขาเพราะมันถลอกจนเห็นเนื้อชั้นใน ผมจิกปากลงเพราะความแสบแล้วหรี่ตามองบอร์ดี้การ์ดชุดดำที่น่าจะเป็นคนดึงผมขึ้นมาจากพื้น

          “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ผมส่ายหน้าเพราะไม่ได้เป็นอะไรมากแต่เพราะอย่างนั้นแหละ

        “รถพยาบาลยังมาไม่ถึงอีกหรือโทรแล้วหรือยัง!!

        “โทรแล้ว!! โทรแล้ว!!

เพราะมันไม่ได้รู้สึกเจ็บขนาดนั้นไม่ได้รู้สึกเจ็บขนาดที่ว่าจะถูกรถชน

ผมขมวดคิ้วแต่ในจังหวะเดียวกันสายตาก็บังเอิญไปเห็นกลุ่มไทยมุง อะไรบางอย่างทำให้ผมค่อยๆยืนขึ้น ขณะเดินฝ่าผู้คนเข้าไปความรู้สึกมันเหมือนใจหล่นไปที่ตาตุ่ม ทุกอย่างก้าวเจ็บไปทั่วตัวแต่เมื่อเห็นสองร่างของเสือกับสิงห์ที่กำลังนอนสลบไสลอยู่ที่พื้นแถมมีเลือดท่วมตัวนั่นความเจ็บทางกายก็เป็นเรื่องธรรมดาไปเลยถ้าเทียบกับความเจ็บทางใฝจ  ภาพที่เคยลืมไปชั่วขณะปะทุขึ้นมาราวพลุแตก

“ไม่”

ตี้มาเดี๋ยวนี้!!/ธามมาเร็วครับ!!

ภาพรถยนต์คันหนึ่งที่กำลังขับมาทางผมแล่นเข้ามาในหัว เสียงตะโกนร้องจากทั้งสองฝากฝั่งไม่ได้ทำให้ผมขยับกายไปทางไหน

และนั้นจังหวะนั้น

“มะไม่”

ตี้!!!!/ธาม!!!!

          ตัวของผมก็ถูกใครบางคนดึงให้หลบออกไปแล้วก็

          ปัง!!

          ร่างบางล้มตัวลงกับพื้น ภาพที่ตัวเองถูกดึงให้หลบออกไปให้พ้นจากรถส่วนอีกฝ่ายวิ่งเข้ามารับแทนเด้งเข้ามาให้เห็นราวกำลังตอกย้ำว่าเสือและสิงห์ยอมโดนรถชนแทนผม

          ผมคลาน คลานไปหาคนที่กำลังนอนอยู่แล้วค่อยยกศีรษะของเขาขึ้นแนบเข้ากับอก

          “พี่เสือตื่นสิ พี่เสือตื่น”

          “

          “พี่เสือตื่นมาหาธามสิ!!

          “

          “ธามเลือกพี่ก็ได้แต่ตื่นขึ้นมาหน่อย ตื่นขึ้นมา”

          “

        “ได้โปรด ช่วยตื่นขึ้นมาที”

 

   เฮือก!!

          นัยน์ตากลมโตเบิกโพลงท่ามกลางความมืดเพดานสีขาวกับสายระโยงระยางเป็นสิ่งแรกที่เห็น มือบางค่อยๆพยุงตัวเองขึ้นจากบนเตียง ทันใดนั้นน้ำเสียงใสกังวานก็ดังขึ้นทั่วห้อง

          “พี่ธามตื่นแล้วหรือ จะทำอะไรน่ะ”

          พรึบ!

          ตุบ!

          “โอ๊ย” ผมร้องออกมาเสียงดังเพราะตั้งใจว่าจะเดินลงจากเตียงแต่พอน้ำหนักตัวทิ้งลงพื้นอาการเจ็บที่ขาก็ทวีความรุนแรงจนต้องทรุดตัวเองกับพื้น เจ้าของเสียงใสรีบวิ่งไปเปิดไฟให้ห้องสว่างขึ้นเป็นธีมจริงๆด้วย น้องสาวค่อยๆมาพยุงตัวผมขึ้นจากพื้นแล้วกดบ่าเอาไว้ไม่ให้ลุก ผมน้ำตาคลอเบ้าไม่ใช่เพราะเจ็บแต่เป็นเพราะว่า“อยากไปหาเสือ”

          “รู้อยู่แต่ก็ฟังธีมก่อน อ๊ะน้ำดื่มก่อน”

          แก้วน้ำถูกส่งมาทางผม ผมส่ายหน้าแต่พออีกฝ่ายทำท่าว่าจะจับกรอกปากเลยรีบรับมาดื่มรวดเดียวอย่างที่ธีมต้องการ ผมส่งแก้วกลับหลังจากดื่มเสร็จจากนั้นธีมจึงเลื่อนเก้าอี้ที่อยู่ไม่ไกลนักมานั่งลงข้างๆเตียง แล้วพูดประโยคแรกที่ทำให้ผมต้องเบิกตากว้าง

          “พี่หลับไปสามวันเพราะแผลที่ขา ใหญ่พอสมควร” ผมมองไปตามที่ธีมว่ามีแผลที่ขาผมจริงๆด้วย “จริงๆพี่ไม่น่าจะหลับนานขนาดนี้แต่เพราะพี่ดันเป็นไข้ขึ้นมาด้วย เมื่อวานน่ะไข้ขึ้นสูงจนต้องเรียกคุณหมอมาตรวจเลยนะ”

          “อืม”

          “ส่วนสิงห์กับพี่เสือที่โดนรถชนเพราะตั้งใจจะมาดึงตัวพี่ออกไป” ผมเม้มปาก “สิงห์น่ะโชคดีที่โดนกระแทกไม่เยอะแม้จะยังไม่ฟื้นตอนนี้ก็ปลอดภัยแล้ว ส่วนพี่เสือ

          “ยังไง!

          “เหมือนจะโดนชนเข้าเต็มๆ”

          “ว่าไงนะ

          “ก็เพราะดึงพี่ออกไปแรงเหวี่ยงทำให้ดันตัวเองเข้าหารถแทน ตอนนี้แม้จะปลดภัยแล้วเกือบเจ็ดสิบเปอร์เซ็นแต่ก็เรียกไม่ได้ว่าปลอดภัยได้อย่างเต็มปาก”

          “พี่เสือ

          “แต่ไม่ต้องห่วงหรอกพี่ธาม ก็คุณหมอประจำตัวพี่เสือน่ะเป็นถึงศัลยแพทย์ที่เก่งที่สุดในประเทศไทยแถมโด่งดังในยุโรปเลยนะ”

          “ใครหรือ”

        “พ่อของพี่เสือ”

 

        “ไปนอนก่อนไหมคะคุณหมอ เดี๋ยวฉันรับช่วงต่อเองไปพักหน่อยเถอะค่ะ ยังไม่ได้พักมาเกือบสิบกว่าชั่วโมงแล้ว” นัยน์ตาสีครามเข้มมองลอดแว่นสายตาแล้วปิดแฟ้มในมือลง ขณะพยักหน้าสำหรับคำแนะนำนั้น ขายาวเดินไปยังเตียงของคนไข้ที่ยังคงหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยาหยิบปากกาที่เหน็บอยู่ตรงกระเป๋าเสื้อกาวน์ขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่างลงแฟ้มอีกนิดหน่อยแล้วส่งไปให้ผู้อาสารับช่วงต่อ

          มือหนาดึงแมสที่ปิดอยู่บนใบหน้าลง ดึงแว่นออกแล้วหย่อนใส่กระเป๋าก่อนจะเดินผ่านประตูเลื่อนออกไป ขาเรียวชะงักเมื่อเห็นร่างๆหนึ่งกำลังนั่งรออยู่หน้าห้องแม้จะรู้ว่าเข้าไปไม่ได้ก็ตาม

          “คุณ” หญิงสาวลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินปรี่เข้ามาโดยมีมือหนารับเอาไว้ในอ้อมกอด ริมฝีปากบางพรมจูบที่หน้าผากของภรรยาผู้เป็นที่รัก “ลูกล่ะ! เสือล่ะ”

          “ยังไม่ฟื้น”

          “แล้วเมื่อไหร่จะฟื้น! ทำให้เสือฟื้นสิ! ทำให้ลูกฉันฟื้น!

          “อย่าพูดเอาแต่ใจตัวเองสิแอน” น้ำเสียงทุ้มกึ่งดุทำให้เจ้าของชื่อแอนต้องชะงัก นัยน์ตากลมโตเริ่มคลอไปด้วยน้ำตาจนทำให้ร่างสูงในชุดกาวน์ต้อง “เฮ้อ”

          มือหนาดึงเอวบางเข้ามาไกลกดริมฝีปากที่หน้าผากแล้วลูบไล้ศีรษะกลมจากทางด้านหลังเบาๆ

          “เสือต้องฟื้นนะ! เสือต้องฟื้น!

          “อืม”

          “ถ้ามีลูกคนใดคนหนึ่งต้องเสียล่ะก็ฉันต้องเป็นบ้าตายแน่ๆเลย”

          “อืม”

          “ช่วยให้ได้นะ”

          “ครับๆ”

          “ขอร้องล่ะ”

          “

          “เล็กซัส”

          “ไปนอนกันดีกว่า อีกสามชั่วโมงผมต้องไปตรวจสิงห์ต่อแล้ว” ร่างสูงปล่อยอ้อมกอดออกแล้วจูงมือภรรยาเพื่อขึ้นลิฟต์เพื่อยังชั้นสูงสุดซึ่งเป็นชั้นส่วนตัวของผู้บริหาร

         

          “พ่อพี่เสือหล่อมากเลยพี่ ถ้าไม่ได้ติดเมียหนึ่งลูกสี่และธีมเป็นผู้หญิงนี่จับปล้ำไปละ ขนาดไม่ได้ชอบผู้ชายยังรู้สึกใจสั่นเลย คนอะไรหล่อมากหล๊อหล่อ ถ้าพี่เจอพ่อเสือแล้ว

          “พี่อยากขอโทษถ้าได้เจอ”

          “หา”

          “พี่ทำให้ลูกชายของพวกเขาทั้งสองคนเกือบตายเลยนะ”

          “อย่าพึ่งคิดมากเลย คิดในแง่บวกเอาไว้เหอะแล้วก็มีเรื่องจะเม้า!...

หลังจากนั้นธามไม่ได้สนใจที่อีกฝ่ายพูด นัยน์ตากลมพยายามจดจ้องไปยังนิยายภาษาอังกฤษด้านหน้าแต่จนแล้วจนรอดมือบางก็ปิดหนังสือลงแล้วหันไปบอกกับน้องสาวที่ทั้งกำลังพูดเจื้อยแจ้วขณะสายตายังจับจ้องไปที่นิตยสารอยู่ข้างกาย

          “พี่ไม่ไหวแล้วพาพี่ไปหาเสือที”

          หากธีมกลับยักไหล่ “ใครบอกให้พี่ตื่นขึ้นมาตอนสีสองนี่มันพึ่งจะตีสามเอง ใครเขาจะเปิดเยี่ยม อีกอย่างห้องที่พี่เสืออยู่น่ะยังไม่เปิดให้ใครเข้าไปเยี่ยมได้เลยสักคนแม้แต่คุณแม่ของพี่เสือเอง”

          พอได้ยินดังนั้นแล้วธามจึงถอนหายใจ หนังสือในมือ maze runner ภาคภาษาอังกฤษถูกสับเปลี่ยนเป็นนิทานสำหรับเด็กภาคภาษาอังกฤษที่น้องสาวเอามาเฝ้าฝึกภาษาเวลามานั่งเฝ้าพี่ชายแทน ดวงตากลมมองภาพทุ่งหญ้าและหมู่บ้านที่วาดอย่างน่ารักเหมาะสำหรับนิทานเด็กเล็กแล้วเลื่อนไปยังตัวอักษรแรกของหน้า Once upon a time…

         

          กาลครึ่งหนึ่งมีคฤหาสน์หลังใหญ่หลังหนึ่ง เจ้าของคฤหาสน์เป็นเศรษฐีที่มั่งคั่งและใจดีคนหนึ่ง มีภรรยาหนึ่งคนและมีลูกสาวน่ารักอีกคนหนึ่งชื่อว่า เอลล่าหลังจากที่ภรรยาเสียชีวิตไป เศรษฐีก็ได้แต่งงานใหม่กับแม่ม่ายติดลูกสาวอีกสองคน แต่หลังจากนั้นไม่นานพ่อของเอลล่าก็ได้เสียชีวิตลง ธาตุแท้ของแม่เลี้ยงและลูกสาวทั้งสองจึงปรากฏขึ้น นางกับลูกสาวใช้งานเอลล่าราวกับเป็นสาวใช้ และใช้จ่ายทรัพย์ที่เป็นของเอลล่าอย่างฟุ่มเฟือย และเรียกเด็กสาวว่า ซินเดอเรลล่า ที่แปลว่า สาวน้อยในเถ้าถ่าน

          และแล้ววันหนึ่งเมื่อพระราชาต้องการหาพระชายาให้กับเจ้าชายจึงได้จัดงานเลี้ยงเต้นรำขึ้นและเชื้อเชิญหญิงสาวและในและนอกราชอาณาจักรมางานเต้นรำ ซินเดอเรลล่าเป็นอีกหนึ่งคนที่อยากไปงานเต้นรำแต่เธอโดนแม่เลี้ยงขัดขวางด้วยการทำลายชุดใส่ไปงานเต้นรำของเธอ อีกทั้งยังสั่งให้ซินเดอเรลล่าทำงานหนักเพิ่มเป็นเท่าตัวก่อนถึงจะได้ไป

          และในวันนั้นเองที่ซินเดอเรลล่าได้เจอกับนางฟ้าแม่ทูนหัว ด้วยความดีที่สะสมมานางจึงเสกฟักทองให้เป็นรถม้า เสกหนูให้เป็นม้า เสกชุดขาดๆให้กลายมาเป็นชุดราตรีสวยงามและสิ่งที่พิเศษที่สุดคือรองเท้าแก้ว ซินเดอเรลล่าจะได้ไปงานเต้นรำด้วยเวทมนตร์ของนางฟ้าแม่ทูนหัว แต่มีกฎอยู่ข้อหนึ่งคือเธอต้องกลับมาภายในเที่ยงคืน เพราะเมื่อเลยเที่ยงคืนไปแล้วเวทมนตร์จะเสื่อมอำนาจลง ซินเดอเรลล่ารับปากกับนางฟ้าแม่ทูนหัวแล้วไปรับงานเต้นรำ

          ในงานเต้นรำเธอได้เต้นรำกับเจ้าชาย เมื่อเจ้าชายเอ่ยถามถึงชื่อของเธอนาฬิกาเรือนใหญ่ก็ส่งเสียงดังบอกเวลาเที่ยงคืนตรง นั่นทำให้ซินเดอเรลล่าต้องรีบวิ่งหนีออกมาแต่ในระหว่างนั่นเองรองเท้าแก้วก็ดันหลุดไปพอดิบพอดี เธอไม่มีเวลามากจึงตัดสินใจปล่อยรองเท้าแก้วข้างหนึ่งไป แล้วรีบนั่งรถม้ากลับไปยังบ้านของเธอแทน

          วันต่อมาทางพระราชาได้มีรับสั่ง หญิงสาวผู้ใดสวมรองเท้าแก้วคู่นี้ได้จะได้อภิเษกสมรสกับเจ้าชาย แต่ไม่ว่าจะไปบ้านไหนจนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครใส่ได้ จนในที่สุดก็มาถึงคราวบ้านของซินเดอเรลล่า แน่นอนว่าหญิงสาวที่เป็นลูกติดของแม่ม่ายทั้งสองต้องเสนอตัวก่อนเป็นคนแรก หญิงคนแรกดริสเซลล่าใส่ไม่ได้เพราะเท้าใหญ่เกินไปและหญิงคนที่สอง อนาสตาเซียก็ใส่ไม่ได้เช่นกันแม้จะพยายามยังไงก็ตาม จนที่สุดก็มาถึงคราวของซินเดอเรลล่าที่ใส่ได้อย่างพอดี นั่นหมายความว่าเธอเป็นหญิงสาวที่เจ้าชายออกตามหานั่นเอง

 

          “ในที่สุดเจ้าชายและเจ้าหญิงก็ได้แต่งงานกันแล้วก็จบอย่างมีความสุข” เสียงใสเอ่ยขึ้นหลังจากอ่านนิทานเรื่องนี้จบ นั่นทำให้น้องสาวที่ใกล้ตาจะหลับท้วงขึ้นมาเบาๆ

          “นิทานสำหรับเด็กไม่ว่าเรื่องไหนมันก็จบอย่างมีความสุขหมดนั่นแหละน่า”

          “ก็จริง” ธามปิดหนังสือลงเขาเคยอ่านเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว และอย่างที่ธีมว่าไม่ว่านิทานเรื่องไหนมันก็จบอย่างมีความสุขทั้งนั้นแหละ แต่หารู้ไม่ฉบับดั้งเดิมของนิทานกริมม์ที่เคยอ่านมามันโหดร้ายเพียงใด  

แม่เลี้ยงใจร้ายเมื่อรู้ว่าลูกสาวทั้งสองลองรองเท้าไม่พอดี พบว่ามันใหญ่เกินไป แม่เลี้ยงเลยจัดการเอามีดตัดสิ้นเท้าทิ้งแล้วบังคับให้ลูกใส่รองเท้าลงไปใหม่

ฉบับดั้งเดิมของมันโหดร้ายถึงขนาดนี้แต่ที่เอามาให้เด็กอ่านก็เป็นฉบับที่ดัดแปลงแล้วทั้งนั้น

ตอนแรกเจ้าชายเกือบจะเชื่อถ้าไม่มีนกแก้วตัวหนึ่งบินมาบอก

แต่เมื่อโตขึ้นก็ไม่มีเหลืออยู่อีกแล้วความสดใสในวัยเด็ก

และสุดท้ายพี่เลี้ยงทั้งสองก็ถูกนกแก้วจิกตาจนบอดทั้งสองข้าง ในงานวันแต่งงานของซินเดอเรลล่า

ในวัยผู้ใหญ่ใช่จะจบที่มีความสุขอย่างเดียว และตอนนี้สำหรับเขาแล้วมันขึ้นอยู่ที่ว่า

จะจบแบบมีความสุขหรือจบแบบไม่มีความสุขกันแน่

       

        พอประมาณสองโมงผมอยากอาบน้ำแต่ธีมบอกว่าแผลผมโดนน้ำไม่ได้ แต่เพราะเหนียวตัวมากเลยตัดสินใจสอดสายน้ำเกลือออกเอาขาข้างที่เป็นแผลยกขึ้นสูงๆแล้วพยายามอาบเบาๆไม่ให้โดนแทน พอได้อาบน้ำร่างกายถึงรู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาหน่อย หลังจากอาบน้ำเสร็จพยาบาลก็เข้ามาตรวจสอบความเรียบร้อยพร้อมตำหนิผมนิดหน่อยที่ไม่เชื่อฟังหมอ ไปอาบน้ำแล้วบังเอิญโดนผ้าที่พันแผลอยู่เพราะแน่นอนว่ามันไม่มีทางที่จะไม่โดนอย่างน้อยก็ต้องมีกรณีที่น้ำกระเด็นไปโดนกันบ้าง ซึ่งสิ่งที่โดนตำหนิในคราวนี้ผมก็ทำใจเอาไว้แล้วและยอมรับแต่โดยดี

          น้องสาวที่ไม่ค่อยจะทำอะไรให้ผมคราวนี้มีประโยชน์กว่าที่คิด ธีมดูแลทั้งคอยพยุงวิ่งไปซื้อปาท่องโก๋กับโอวัลตินด้านล่างมาให้เวลาผมหิว (ด้านล่างของโรงพยาบาลมีร้านขาย) ทั้งยังคอยอยู่คุยเป็นเพื่อนแท้ขอบตาจะคล่ำบ่งบอกว่าไม่ได้นอนติดต่อกันมาหลายวันพอสมควร ซึ่งสิ่งที่ทำให้ไม่ได้นอนก็คงไม่พ้นต้องคอยมาดูแลผมตลอดสามวันที่ผ่านมานี่ไง

          “จริงๆเลยนะคะ” พยายามที่ยังไม่ออกจากห้องเม้มปากแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่คล้ายไม่พอใจ “ถ้าแผลมันติดเชื้อแล้วเน่าขึ้นมาอาจจะต้องเสียขาเลยนะเนี่ย”

          “ถึงขนาดนั้นเลยหรือครับ” ผมเริ่มหน้าเหวอ

          “แผลใหญ่ขนาดที่ว่าเดินไม่ได้มันก็น่าคิดเอาไว้ก่อนนะคะ” ว่าจบก็จดอะไรบางอย่างลงบนชาร์ตข้อมูลของผม จดเสร็จก็วางชาร์ตเอาไว้ที่เดิมพลางเงยหน้าขึ้นมอง

“เดี๋ยวจะลองตามคุณหมอมาดูอีกให้นะคะ แต่ไม่รู้ว่าคุณหมอจะว่างหรือเปล่า” แล้วเดินออกจากห้องไป

ผมหันไปมองหน้าน้องตาปริบๆเริ่มกังวลว่าจะต้องตัดขาหรือเปล่า ซึ่งคำตอบที่ได้รับหลังจากขอความคิดเห็นก็คือ

          “พี่ดื้อเองนี่ ถ้าจะเสียขาก็โทษตัวเอง”

          “ก็ไม่คิดว่ามันจะถึงขนาดนั้น”

          “ไม่หรอกน่า ถ้าคิดมากก็อ่านหนังสือไป”

          หนังสือนิทานเล่มใหม่ถูกยัดใส่มือผม แต่ผมปล่อยทิ้ง

          “จริงจังนะ”

          “ถ้าจะห่วงตัวเอง ห่วงผัวตัวเองดีกว่า”

          “

          “อ้าวเงียบเลยหรือ”

          ผมไม่ได้ตอบ หลุบตาลงมองมือที่ประสานกันแน่นก็จริงอย่างที่ธีมบอก ถ้าจะห่วงตัวเองตอนนี้ห่วงเสือจะดีกว่า

 

          คนไข้ไปอาบน้ำแล้วน้ำมันโดนแผลค่ะ

        ‘โดนมากหรือเปล่า

        ‘ก็ดูเหมือนจะพอสมควรค่ะ

 

        เสียงพูดคุยที่หน้าประตูกับประโยคที่ค้ลายกำลังจะวินิจฉัยอะไรสักอย่างทำให้ผมเดาว่าอาจจะเป็นคุณหมอที่พี่พยาบาลคนเมื่อกี้พึ่งเดินออกไปตาม ยังไม่สิ้นความคิดประตูก็ถูกเปิดออกพี่พยาบาลหน้าเดิมเข้ามาเป็นคนแรกตามหลังมาด้วยคุณหมอเป็นร่างสูงในชุดกาวน์ที่

          “ธามสินะ

        หล่อมาก

          นัยน์ตาสีครามเข้ม เส้นผมสีดำสนิท โครงหน้าหล่อเหลาเหมือนใครอีกคนแต่ดูสุขุมกว่า นิ่งกว่า อีกทั้งยังหล่อกว่า แค่มองจากรูปลักษณ์ก็ดูได้ไม่ยากเลยว่าเป็น พ่อเสือ

          ผมได้แต่จ้องใบหน้าของผู้ชายที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับพ่อแต่ความหล่อระดับคนพึ่งสามสิบต้นๆ เหมือนร่างกายลืมหายใจไปชั่วขณะ ลืมแม้กระทั่งว่าอยากจะขอโทษ จนกระทั่งโดนมือหนาเลื่อนมาต้นบริเวณต้นขาถึงได้สติและสะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อย ธีมที่นั่งอยู่ข้างเตียงเป็นเพื่อนผมเดินออกห่างเพื่อให้คุณหมอสามารถตรวจผมได้ง่ายขึ้น มือหนาจับต้นขาผมขึ้นแกะผ้าปิดแผลที่เปียกอยู่ออกเพื่อดูแล้วเหล่ตาสีครามเข้มสบตาผมพร้อมเอ่ยเสียงทุ้มด้วยประโยคสั้นๆ

        “ดื้อ” นั่นทำให้ผมนึกย้อนไปถึงคำพูดของน้องสาวเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน

        พ่อพี่เสือหล่อมากเลยพี่ ถ้าไม่ได้ติดเมียหนึ่งลูกสี่และธีมเป็นผู้หญิงนี่จับปล้ำไปละ ขนาดไม่ได้ชอบผู้ชายยังรู้สึกใจสั่นเลย คนอะไรหล่อมากหล๊อหล่อ

        “ดื้อ” คำเดิมถูกย้ำขึ้นอีกครั้งขณะที่คุณพ่อของเสือหยิบกระดาษเปล่าแผ่นเล็กๆยับๆออกมาจากกระเป๋าแล้วจดยิกๆลงไปก่อนส่งให้พยาบาลที่อยู่ข้างกายซึ่งอีกฝ่ายก็รับแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างง่ายดายชนิดที่ว่าไม่มองคนส่งเลยสักนิด ผมนับถือพี่แก นับถือสุดๆทำงานใกล้ชิดขนาดนี้ไม่ใจสั่นบ้างเลยหรือไง สติของผมถูกดึงกลับมาเมื่อรู้สึกถึงแรงขยี้ที่ศีรษะกับแรงยุบของเตียง

          ยังไม่ได้กล่าวอะไรทั้งนั้น รอยยิ้มที่มุมปากของใบหน้าหล่อเหลาปรากฏขึ้น มือหนึ่งถูกยืนมาทางผมราวอยากจะทักทายแบบยุโรปพร้อมคำแนะนำตัวสั้นๆว่า

          “พ่อเสือ”

          ครับรู้ตั้งแต่เห็นหน้าแล้วว่าเป็นพ่อเสือ

           ผมเอื้อมมือไปเพื่อทักทายแต่พอจับ มือหนาก็ดึงตัวผมเข้าไปใกล้แล้วจัดการ

        ฟอดดดดดดดด

        จูบที่ขมับ

        ตอนแรกผมตกใจเหมือนโดนแกล้งแต่พอได้ยินเสียงทุ้มที่กระซิบอยู่ที่ข้างหูถึงได้รู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของผู้ชายคนนี้ไม่ใช่การจูบแต่เป็นการบอกว่า “ทั้งสอง”

          “คำพูดไม่เต็มประโยคแต่สามารถสื่อให้เข้าใจได้นั้นทำให้ผมนิ่งเงียบ

        “ไม่ให้!

        !!!

      

   30%

 

        “ล้อเล่น”

          “

          “ไม่ขำ ?”     

          คือมันตลกไหม? ผมทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกได้แต่ยิ้มแฮะๆส่งไปให้อีกฝ่ายแทน คุณพ่อของเสือผละออกนางพยาบาลก็เข้ามาพอดีจากใบหน้าทะเล้นจึงกลับมาจริงจังอีกครั้งหนึ่ง มือหนายื่นไปรับอุปกรณ์บางอย่างมาวางที่โต๊ะใกล้หัวเตียงแล้วยกขึ้นผมขึ้นก่อนจะเดินไปล้างมือให้ห้องน้ำ พอเดินกลับออกมาก็เทอุปกรณ์ทั้งหมดลงถาด ราดแอลกอฮอล์ใส่พร้อมสวมถุงมือ ก่อนหันมาอธิบายกับผมสั้นๆ

          “จะทำแผลให้”

          ผมพยักหน้ามองสำลีชุบแอลกอฮอล์ที่ถูกคีบขึ้นมาแล้วแตะลงรอบๆบริเวณแผล เสียแต่ว่ามัน

          “อ๊า!!” ผมสั่นสะท้านกำมือข้างหนึ่งแน่นส่วนข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมาปิดปาก ในขณะที่ได้แต่เกร็งความแสบจากแอลกอฮอล์ที่โดนแผลทำให้รู้สึกอยากกรีดร้องออกมาหากโวยวายออกมาไม่ได้ ผมเห็นมุมปากบางของผู้ชายรุ่นพ่อคลี่ออกคล้ายแสยะยิ้มเล็กน้อย ตอนแรกเหมือนรู้สึกจะโดนแกล้งแต่พอสำลีชุบแอลกอฮอล์แตะลงบนแผลและผมร้อง

“อ้ากก” ขณะพยายามเลื่อนขาหนีจากแอลกอฮอล์เสียงหัวเราะคล้ายชอบใจดังมาให้ได้ยินอย่างแผ่วเบานั่นจึงทำให้รู้ว่าแกล้งกู! แกล้งกูชัวร์! ความเกรงใจจากเมื่อกี้หายหมด ผมรีบเอาตัวออกห่างเมื่อมือหนาทำท่าว่าจะเข้ามาจับผมไปโดนแอลกอฮอล์นั่นอีกรอบ “ไม่เอาแล้วแสบ”

“นิดเดียว”

“ไม่เอาแล้ว พอแล้วครับ”

“เอาแต่ใจ”ถึงจะว่าแบบนั้นแต่อีกฝ่ายก็ยอมปล่อยสำลีก้อนนั้นลงถังขยะแล้วหันมาทำแผลจนกระทั่งถึงขั้นตอนปิดแผลเอาไว้ตามเดิม ขอบอกตามตรงว่ามือเบามากนอกจากที่แสบจากแอลกอฮอล์แล้วขึ้นตอนอื่นผมก็ไม่รู้สึกเจ็บหรืออะไรเลย

แอด~

เสียงประตูดังขึ้นเห็นแม่ของผมเดินเข้ามาพร้อมผู้หญิงหน้าตาสะสวย ตาคมคนหนึ่งผมขมวดคิ้วนิดหน่อยไม่ค่อยแน่ใจว่าใช่หรือไม่ เหมือนอีกฝ่ายจะเห็นว่าผมสงสัยจึงแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงหวาน

“หนูธาม น้าเป็นแม่ของเสือจ้ะ”

“สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้ สำรวจโครงหน้าถึงรู้ว่าเสือนี่ไม่ได้แม่มาเลยนอกจากความขาวแต่ที่จริงพ่อก็ขาวอยู่แล้ว ส่วนมากจะได้พ่อมากกว่า

“สิงห์เป็นยังไงบ้าง”เสียงทุ้มจากคนที่กำลังพันแผลให้ผมอยู่ดังขึ้น

“ฟื้นแล้วล่ะค่ะ” คุณแม่ของเสือทำเสียงเหมือนเหนื่อยนิดๆ “แต่เหมือนสติยังไม่มาเท่าไหร่ ยังเหมือนมึนๆอยู่เลย”

คุณพ่อของเสือหันไปพูดกับพยาบาลใกล้ตัวทันที

“ให้คุณหมอวายุไปตรวจดูอีก”

“ค่ะ”พี่พยาบาลตอบรับแล้วเดินออกไปในขณะที่ผมได้แต่เม้มปาก ผมลืมคิดว่าสิงห์ก็เอาตัวเข้ามาเพื่อหวังจะผลักผมออกไปเหมือนกัน แต่พอผมตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้ถามถึงเขาเลยด้วยซ้ำ

มือบางกำหมัดแน่นเข้าหากัน นัยน์ตาร้อนผ่าวรู้สึกอยากจะร้องไห้ ผมสงสารเขาแต่ผมก็ตอบรับรักของเขาไม่ได้ ตอนที่ทั้งสองโดนรถชนผมถึงรู้ใจตัวเองชัดเจน ไม่ว่ายังไงผมก็รักเสือ

ผมรักสิงห์ไม่ได้จริงๆ

แต่ที่จริงสิงห์ก็มาก่อนมันเลยรู้สึกผิด

กึก!

ตัวของผมถูกโอบเข้าไปกอดโดยร่างบางซึ่งเป็นแม่ของเสือ ฝ่ามือนุ่มลูบไล้เส้นผมของผมไปมาเสียงหวานดังข้างหูเป็นประโยคหนึ่งที่ทำให้น้ำตาของผมไหลออกมาทันทีที่ได้ยิน

“ลูกแม่ทั้งสองคนทำให้หนูเหนื่อยมากใช่ไหม”

“ฮือฮึก”

“แม่ไม่โทษเรานะ แม่รู้ว่าทั้งสองคนนั่นทำให้หนูเหนื่อย”

ไม่โทษผมทั้งๆที่ผมให้ลูกของพวกเขาเกือบตาย

“ฮือขอโทษ”ผมกระซิบบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ธามขอโทษ”

 

ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!

เสียงเครื่องช่วยหายใจดังอยู่ตลอดเวลาภายในห้องไอซียูขนาดใหญ่แต่กลับมีเตียงและร่างอาศัยอยู่เพียงหนึ่ง ร่างบางในชุดกาวน์ที่รับหน้าที่ดูแลแทนละสายตาออกมาจากหนังสือนิยายที่เอามาอ่านแก้เซ็งขณะเดินไปยังบริเวณตู้ยาที่มียาจัดเรียงกันอยู่อย่างดีและสะดวกต่อการหยิบมาใช้ มือบางหยิบถุงน้ำเกลือออกมาเพราะสังเกตเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนแล้วว่าน้ำเกลือใกล้จะหมดตอนนี้คงถึงเวลาที่ต้องเติมเสียที

          หญิงสาวปิดตู้ที่หยิบถุงน้ำเกลือออกมาแล้วเดินตรงดิ่งไปยังเตียงคนไข้มองใบหน้าหล่อเหลาที่บัดนี้มีเครื่องช่วยหายใจครอบเอาไว้อยู่ แต่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่าแม้จะมีเครื่องช่วยหายใจครอบใบหน้าเอาไว้เกือบครึ่งก็ไม่สามารถปกปิดว่าผู้ชายคนนี้ดูดีขนาดไหน ตอนแรกที่เธอทำงานกับคุณพ่อของคนไข้ที่กำลังนอนอยู่บนเตียงนี่ก็หลงเสน่ห์ไปเต็มๆเหมือนกัน นึกแล้วก็ขำตัวเองตอนนั้นแต่ ณ ปัจจุบันพอได้ทำงานร่วมกันไปนานๆอาการหลงเสน่ห์นั่นก็เริ่มหายไปแม้จะยังหลงเหลืออยู่บ้างแต่ก็ไม่บ้าอย่างเมื่อก่อน

          หญิงสาวจัดการเปลี่ยนน้ำเกลืออย่างว่องไวเพราะอยู่ในทีมแพทย์ที่มีหัวหน้าเป็นถึงแพทย์ที่เก่งที่สุดในประเทศไทยเลยต้องทำอะไรรวดเร็วเป็นพิเศษเพราะแต่ละวันนี่ก็งานรุมหัวไม่เว้นแล้ว แม้หัวหน้าทีมน้อยนักจะมาทำงานเป็นคุณหมอเพราะช่วงนี้เหมือนจะผันตัวไปเป็นนักธุรกิจเสียมากกว่าแต่ก็อย่างว่าเจ้าของโรงพยาบาลจะทำอะไรก็ได้

          “อีกหน่อยเด็กคนนี้ก็จะมาเป็นเจ้าของโรงพยาบาลแห่งนี้แทนคุณสินะ” เสียงหวานพึมพำเบาๆขณะก้มส่งมองใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงหลับสนิทแต่เมื่อกะพริบตาขึ้นมาเพียงหนึ่งครั้งก็เริ่มเห็นสิ่งที่ผิดปรกติไปจากการนอนหลับเฉยๆของคนบนเตียง

          นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างรีบวิ่งไปกดสัญญาณแล้ววิ่งออกจากห้องไปทันที

         

          ผมเคลียร์กับพ่อและแม่เสือเรียบร้อยทั้งสองคนบอกให้ผมเรียกพ่อกับแม่แต่เอาตรงๆคือหน้าของท่านทั้งสองนี่มันควรจะเป็นพี่มากกว่าพ่อกับแม่อีก คือหน้าเด็กกันมาก โดยเฉพาะพ่อของเสือที่กอดผมแน่นไม่ยอมปล่อยตั้งแต่ที่ฉุดผมมากอดตอนที่กำลังร้องไห้

          “คุณย่าว่ายังไงบ้าง” คุณพ่อของเสือถามขณะที่ยังกอดผมแน่น

          “ท่านบอกว่าจะจัดการเองแต่รอเสือกับสิงห์ฟื้นก่อน”

          “อืม” วงแขนแกร่งที่กอดผมอยู่ละออกไป คุณพ่อของเสือยืนขึ้นจัดท่าทางให้ตัวเองทำท่าเหมือนว่าจะเดินออกไปสงสัยคงจะมีงานที่ต้องทำต่อ ผมยกมือไหว้ลาแต่ในจังหวะเดียวกันที่อีกฝ่ายกำลังจะเปิดประตูออกไป ประตูมันก็ถูกเปิดเข้ามาก่อน คุณหมอคนหนึ่งยืนหอบอยู่หน้าประตู เสียงหอบเหนื่อยบ่งบอกได้ดีว่าเธอรีบมากแค่ไหน

          “มีอะไร” เสียงทุ้มเอ่ยถามทันใดนั้นคนที่หอบหายใจอยู่ก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วเอ่ยเสียงหวาน

          “เสือ

          แค่ได้ยินชื่อใจของผมก็เหมือนจะตกไปอยู่ตาตุ่ม

        “รู้สึกตัวแล้ว”

        แต่คราวนี้มันกลับหยุดนิ่งและเต้นระรัวด้วยความดีใจแทน

 

 

 

100%

 

คุณพ่อเขาออกจะน่ารักค่ะใครว่าพ่อจะไม่ให้ อันที่จริงพ่อเขารักลูกสะใภ้มากกว่าลูกชายเสียอีก


ส่วนหลังจากนี้เป็นอธิบายเนาะว่าทำไมสิงห์ต้องทำแบบนี้ ทำไมต้องแย่ง (ที่ดราม่ากัน)

หนึ่งคือเคยบอกหลายรอบแล้วว่าเรื่องนี้เสือผิดเต็มๆ เสือแย่งของน้อง แย่งคู่หมั้นของน้อง 

และถามว่าแล้วเรื่องที่สิงห์ไปมีอะไรกับลินินล่ะ ? อันที่จริงเรื่องนี้ร้ายที่สุดน่าจะเป็นลินินค่ะ ส่วนสิงห์คือคนที่น่าสงสารที่สุดในเรื่องก็ว่าได้ เขาโดนป้ากักไม่ให้มาอยู่คนเดียวทำให้มาเจอหน้าคู่หมั้นไม่ได้ พอมาเจอก็พบว่าคู่หมั้นตัวเองโดนพี่ชายแย่งไป (ในเล่มจะมีตอนพิเศษของสิงห์ถ้าได้อ่านจะได้รู้เลยว่าเขาน่าสงสารมาก และลินินร้ายมากแต่ตอนนี้ไม่ลงเว็บค่ะ มีแต่ในหนังสือเท่านั้น ส่วนตอนพิเศษที่ลงในเว็บจะไม่ลงในหนังสือนะคะ)

สิงห์ทำไปเพราะเขาก็รักของเขา เขาก็อยากจะยื้อไม่ต่างอะไรจากเสือเลย เสือโดนพ่อกักตัวกว่าจะมาหาธามได้หนึ่งเดือนแค่นั้นเฮียของเราแกก็ใจจะขาด แต่สิงห์โดนกักเอาไว้สิบแปดปีเลยนะคะ พอกลับมาคู่หมั้นตัวเองก็ไปรักพี่ชายเสียแล้ว สิงห์เขาคงไม่ใจขาดค่ะ อารมณ์ของเขาใจสลายเลยแหละ

และถ้าบอกว่าธามรักพี่เสือแล้วทำไมสิงห์ไม่ปล่อย สิงห์พลาดหลายโอกาสมาก เขาเป็นคนที่น่าสงสารสุดๆ ถ้าเขาไม่พลาดโอกาสเหล่านั้นธามอาจจะรักเขาก็ได้ ความรักไม่เคยตายตัว นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมทั้งๆ ที่รู้แล้วว่าตอนนี้คนที่เรารักไปรักคนอื่นแล้วทำไมต้องอยากยื้อ เพราะสิงห์ไม่เคยมีโอกาสดีๆ เลย พอจะมีก็เป็นตอนที่ต้องร้ายเพื่อให้ได้มา

ในเรื่องสิงห์อาจจะร้ายแต่ขอบอกเลยว่าที่เขาบอกว่ารักนั้น เขาพูดมันออกมาจากใจจริงค่ะ

 

 

 

 

อ้อ! ตอนนี้เมียหมอเปิดพรีแล้วนะคะ 

ดูรายละเอียดที่ตอนต่อไปค่ะ

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น