facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เดิมพันแค้น 15

ชื่อตอน : เดิมพันแค้น 15

คำค้น : เดิมพันแค้น 15

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 22.1k

ความคิดเห็น : 107

ปรับปรุงล่าสุด : 19 มิ.ย. 2563 14:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เดิมพันแค้น 15
แบบอักษร

ตอนที่15 

#เดิมพันแค้น 

 

 

 

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลศรันย์รีบเดินหาตึกและห้องตามที่รุ้งบอก ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าในเวลานี้สามารถเข้าเยี่ยมได้ไหมแต่เพราะเป็นห้องพิเศษดังนั้นเลยไม่น่ามีปัญหา โรงพยาบาลกว้างมาก พวกเขาเดินวนกันหลายรอบกว่าจะหาตึกที่ต้องการเจอ ภายในลิฟต์ศรันย์อยู่ไม่สุข กังวลไปหมดเพราะกลัวว่าแม่จะเป็นหนัก เมื่อมาถึงหน้าห้องที่แน่ใจว่าใช่แล้ว

 

เขาออกแรงเคาะ

เมื่อเปิดประตูเข้าไปพบภาพของผู้หญิงวัยกลางคนที่ดูซูบผอม

แม่ของศรันย์ไม่ใช่คนตัวใหญ่ เธอค่อนข้างผอมบางดังนั้นเมื่อล้มป่วยหรือน้ำหนักลดเลยดูออกชัดเจนว่ากำลังไม่สบาย ครั้งก่อนที่มาหาแม่ยังไม่ผอมมากขนาดนี้ เวลาเพียงไม่กี่อาทิตย์ที่เหมือนเปลี่ยนแม่ไปเป็นคนละคน บนโซฟามุมห้องมีรุ้งที่นอนหลับอยู่ เธอยังอยู่ในชุดนักเรียน ส่วนแม่ของศรันย์กลับยังไม่ได้หลับ เธอส่งยิ้มและมองมาเหมือนว่ากำลังรอ

 

“กินข้าวกันมาหรือยัง เดินทางมาเหนื่อยแน่เลยใช่ไหม” ระหว่างที่กอดศรันย์คนเป็นแม่ตั้งคำถาม ภูยกมือไหว้ เขานั่งลงยังเก้าอี้ซึ่งอยู่หน้าประตูระเบียง ก่อนจะตัดสินใจเดินออกไปเล่นที่นอกระเบียงเพราะอยู่ในห้องไปก็เหมือนสร้างความอึดอัด เขาไม่ได้อยากจะรู้เรื่องครอบครัวของศรันย์มากมายขนาดนั้น มองผ่านบานกระจกเห็นว่าศรันย์คอยถามแม่ตัวเองไม่หยุด เขาเห็นอีกคนร้องไห้ แต่เมื่อหันมาสบตาและรู้ว่ากำลังถูกภูมองศรันย์ก็ชักสีหน้าใส่แล้วรีบเบือนหน้าหนี

 

..ครืดดดด... แต่ตอนนี้กลับเป็นภูที่เริ่มไม่สบอารมณ์ในใจ รุ้งตื่นแล้ว เธอเปิดประตูระเบียงแล้วเดินออกมายืนข้างเขา

 

“พี่ไม่ตอบข้อความรุ้งเลย”

“ไม่ค่อยว่าง” ภูว่าตัวเขาชัดเจนว่าไม่อยากคุยด้วย การตอบตามมารยาทนั่นคืออยากจบความสัมพันธ์เต็มทน

 

“เราจะไม่คุยกันแล้วเหรอคะ”

“..........”

“หมายถึงว่า รุ้งจะได้ไม่กวน” ภูยังคงไม่ได้ตอบ แต่การไม่ตอบก็คือการตอบในอีกแบบหนึ่ง

 

“พี่คบอยู่กับมันเหรอ” คราวนี้เธอถามต่อออกมา ภูค่อนข้างแน่ใจว่ามันที่รุ้งพูดถึง นั่นหมายความถึงพี่ชายของเธอ

“คิดว่ายังไง”

“เป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ ยังจะมาชอบกันเอง....บ้า”  พูดจบเธอเดินหนีออกไปด้วยท่าทางหงุดหงิด ภูกำหมัด หากไม่ติดว่าเป็นผู้หญิงเขาคงด่าหน้าหงายไปแล้ว เกิดมาไม่เคยต้องโดนใครด่าขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ เจอรุ้งในโหมดนี้แค่ไม่กี่นาทีภูยังหัวร้อน ไม่รู้เหมือนกันว่าศรันย์ทนไปได้ยังไง ภูเดินกลับเข้าไปนั่งในห้องอีกครั้ง เกือบชั่วโมงเหมือนกันกว่าที่ศรันย์จะคุยกับแม่เสร็จ จับใจความได้แค่ว่าพรุ่งนี้ต้องเข้ามาโรงพยาบาลแต่เช้าเพื่อจ่ายค่ารักษา

 

“แม่ไม่แน่ใจว่าในห้องจะรกไหม พอดีแม่ไม่ได้เข้าไปจัดให้เลย...ขอโทษด้วยนะลูก”

“ไม่เป็นไรครับ” เป็นเพราะเธอหันมาคุยด้วยภูเลยรีบตอบ คืนนี้รุ้งจะเป็นคนเฝ้าแม่ ช่วงเช้าพวกเขาสองคนค่อยเข้ามาพร้อมอาหาร ตอนแรกศรันย์จะนอนเฝ้า แต่ดูท่าทางแล้วคงไม่สะดวกเพราะลำพังตัวเขาคงไม่เป็นไร แต่กับภูคือไม่แน่ใจ เขากลัวอีกคนจะโวยวายที่ต้องนอนพื้น ดังนั้นเลยกลับดีกว่า เกิดภูนึกบ้าไม่ช่วยจ่ายค่ารักษาให้ขึ้นมาแล้วจะลำบาก

 

กลับมาถึงห้องมีหมอนข้างหนึ่งใบวางคั่นกลางเตียง

ภูหลับไปก่อนแล้วเพราะอาบน้ำเสร็จก่อน

“..........” ส่วนศรันย์นั่งอยู่ปลายเตียง คุยกับตัวเองในหัวว่าในเวลาแบบนี้ทำไมต้องเป็นภูด้วยที่เขาต้องคอยขอความช่วยเหลือ แต่พอคิดไปคิดมา ตัวภูเองนั่นแหละที่ทำให้ชีวิตเขาต้องเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นมันต้องรับผิดชอบก็คือถูกต้องแล้ว จะใช้คำว่าบุญคุณไม่ได้หรอก คิดได้แบบนี้แล้วโล่งใจ ถือว่าไม่ได้มีอะไรที่ติดค้างกันหรอกนะ

 

ทิ้งตัวลงนอนหลับตาสนิท แม้จะเป็นห้องของเขาแต่กลิ่นหอมจากตัวของภูกลับยังชัดเจน

ตื่นมาอีกครั้งเพราะเสียงนาฬิกาปลุก เวลาตีห้าที่ตั้งไว้เพราะจะออกไปตลาด

 

“ภู ตื่น!” ออกแรงเขย่าตัวอีกฝ่าย ภูไม่หงุดหงิดเวลาโดนปลุกหรอก เพราะเขาปลุกมันทุกเช้าเขารู้

“มึง!ตื่น ต้องรีบไปตลาด!”

 

..หมับ!.. ตายังไม่ลืมแต่มือของภูคว้าล็อคท้ายทอยของศรันย์

“ไอ้ภู!!” จนที่ศรันย์ตะโกนเสียงดัง ภูยอมลืมตาแล้ว มองกวนประสาทโดยที่แขนและมือยังยุ่งวุ่นวายกดให้ศรันย์อยู่ใกล้ตัวเอง หน้าแทบจะจมลงใส่ภูอยู่แล้ว เหมือนรู้ด้วยว่าแกล้งได้เพราะถ้าจะมีอะไรกันศรันย์จะไม่ขัด เพราะรู้ว่าคือทำเรื่องแบบนั้น แต่ถ้าในเวลานอกที่โดนทำรุ่มร่ามด้วยศรันย์มักโวยวายและยื้อดึงเสมอ

 

“ไอ้สัส ปล่อยกู!” เสียงโวยวายดังเป็นระยะ พยายามดิ้นแต่ก็ยังถูกภูกอดไว้

..ฟอดด..!! หอมแก้มซ้ายขวาไม่หยุด ภูหัวเราะดูสะใจส่วนศรันย์หน้าแทบจะอยากตาย

 

..ผลั้วะ!... พอแกล้งเสร็จภูตบหัวศรันย์ก่อนจะลุกออกจากเตียง ทิ้งให้คนโมโหนั่งโวยวายอยู่คนเดียว ดีหน่อยที่ตอนอาบน้ำแต่งตัวต่างคนต่างอยู่ ภูเหมือนคนเดาใจยาก หากตอนไหนอยากแกล้งมักจะปั่นประสาทจนศรันย์แทบบ้า หากแต่ตอนไหนอยากจะอยู่เงียบก็ต่างคนต่างอยู่แบบไม่สนใจหรือคุยกันเลยสักคำ พวกเขาอยู่ด้วยกันอีกครั้งในตอนที่ยืนอยูหน้าบ้าน

 

“ซื้อของเสร็จต้องไปโรงพยาบาลต่อเลย” ศรันย์บอก ให้ภูเป็นคนตัดสินใจว่าจะไปรถอะไรเพราะเป็นคนขับ

“ไปมอไซค์ก็ได้”

“ก็แล้วแต่มึง” ถึงแม้ในใจศรันย์จะแอบค้าน เขาไม่ได้อิดออด มีแต่ภูนั่นแหละจนบ่นร้อนหรือเปล่าเพราะจากบ้านเขาไปก็ไกลใช่ย่อย แต่ก็แล้วแต่ ตามใจ ดังนั้นเลยออกมาด้วยกันโดยมอเตอร์ไซค์คันเดิม วันนี้มาตลาดเช้ากว่าคราวก่อนมาก แต่คนเยอะกว่าเดิมนะ เพราะเป็นช่วงที่ชาวบ้านมาซื้อของสดพอดี ภูหน้าไม่รับแขกอีกแล้ว

 

“ซื้อข้าวเข้าไปให้รุ้ง...แล้วก็ของกินเล่นให้แม่”

“ก็ซื้อไปสิ แล้วมึงจะมาบอกกูทำไม” ภูถามกลับเพราะศรันย์เอาแต่เงยหน้ามอง

 

“เงิน”

“คืนกูให้ครบด้วย กูเก็บทุกบาททุกสตางค์”

“ขี้งก” ศรันย์คว้ากระเป๋าสตางค์ภูมาก่อนแต่ไม่วายจะด่าทิ้งท้ายเอาไว้แล้วรีบเดินหนี รู้สึกดีแบบบอกไม่ถูก เหมือนกลับมามีเงินอีกครั้งเพราะเงินสดในกระเป๋าภูมีอยู่หลายพันเลย วันนี้เขาเป็นคนพกเงิน เพราะฉะนั้นเมื่อภูจะซื้ออะไรเลยต้องเดินมาบอก เขาเพิ่งรู้ว่าภูกินของตามตลาดได้ด้วย มื้อนี้ไม่มีข้าวเช้า อยากกินอะไรก็ซื้อเข้าไปให้ตัวเองอิ่มแล้วกัน

 

“อันนี้อ่ะ อร่อย” ศรันย์ชี้ลูกชิ้นปลาหมึก

“มึงก็ซื้อไปกินเองสิ จะบังคับให้กูกินทำไม”

 

“ก็มันอร่อย ของเจ้านี้อร่อยมาก”

“แล้วทำไมมึงไม่ซื้อกินเอง”

“กินไม่ได้ กูแพ้ปลาหมึก”

 

“แล้วมึงรู้ได้ไงว่าอร่อย”

“ก็ตอนแรกมันยังไม่แพ้อ่ะ มันเพิ่งมากินไม่ได้” ยืนเถียงกันอยู่หน้าร้าน ป้าคนขายแอบยิ้ม สุดท้ายโดนเซ้าซี้จนภูยอมหยิบมาด้วยหนึ่งไม้ ได้ของกินมาเต็มมือ มีข้าวหมูแดงที่ศรันย์ต่อคิวนานมากเพื่อรอซื้อ เพิ่งมารู้ตอนได้ของมาแล้วที่ศรันย์พึมพำกับตัวเองว่ารุ้งต้องชอบมาก เขากลับขึ้นมานั่งบนรถ ระหว่างไปโรงพยาบาลศรันย์หิว

 

เขาแอบกินลูกชิ้นที่ตัวเองซื้อมา

กินอร่อยไปหน่อย น้ำจิ้มเปื้อนเสื้อภูเลย

 

“หัวเราะหาพ่อมึงสิ ตลกหรือไง” ภูยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ในห้องน้ำของโรงพยาบาล ศรันย์หัวเราะ มือก็ขยี้เสื้อของภูด้วยน้ำเปล่า ส่วนคนที่ยืนหันหลังมองศรันย์ผ่านกระจก ล้างเสื้อเขาไปศรันย์ก็กินไป มันเคี้ยวตุ่ยเต็มแก้ม มือเปื้อนครีมหนมเบื้องมาโดนเสื้อเขาใหม่อีก กว่าจะสะอาดเรียบร้อยก็นานหลายนาที เดินถือของกินพะรุงพะรังไปยังห้องพักฟื้นของแม่

“พี่ซื้อมาฝาก” ศรันย์ยื่นข้าวหมูแดงให้รุ้งก่อนเลย เธอตวัดสายตามอง

 

..หมับ!.. กระชากถุงจนแทบขาดแต่ศรันย์ยังยิ้มให้ บรรยากาศอึดอัด รุ้งเอาแต่มองศรันย์ตาขวาง จนที่เธอได้เวลาไปเรียนทุกอย่างดีขึ้นกว่าเดิมมาก ศรันย์ถามไถ่อาการของแม่ หมอบอกว่าอาทิตย์หน้าให้แม่ของศรันย์เข้าผ่าตัด แล้วค่อยมาลุ้นกันต่อทีหลังว่าเชื้อจะยังลามได้อีกไหมหากว่าตัดส่วนที่โดนมะเร็งร้ายกินออกจนหมดแล้ว ศรันย์ก็ได้แต่ภาวนาว่าให้แม่หายดี เขาอยากจะให้แม่ได้อยู่เห็นวันที่เขาประสบความสำเร็จอีกครั้ง ทั้งวันศรันย์อยู่กับแม่ตลอด เขายิ้มและหัวเราะได้มาก ไม่เบื่อเลยถึงแม้จะไม่ได้ทำอะไรแล้วนั่งติดแหงกอยู่ภายในห้อง หันไปมองภูพบว่าฝ่ายนั้นหลับแล้วหลับอีก เล่นเกมบ้าง นอนดูทีวีบ้าง เขารู้ว่าภูเบื่อแต่อีกคนก็คงไม่รู้ว่าจะออกไปไหนได้

 

“ตอนที่รันย์ไปจ่ายค่ารักษา มันมีส่วนที่ถูกจ่ายไปแล้วก่อนหน้าด้วยอ่ะแม่” ศรันย์นึกขึ้นได้เลยพูดถึง

“อ๋อ นั่นแม่ใช้เงินเก็บที่แม่พอมีออกมาจ่ายก่อน...รุ้งเอากระเป๋าไปขายด้วย ก็ได้มาหลายบาทอยู่นะลูก”

 

“แล้วน้องใช้ใบไหนหละครับ”

“แหม่มีตั้งหลายใบ มีใช้อยู่แล้วแหละ” แม่ของศรันย์หัวเราะ ศรันย์เองก็หัวเราะ ศรันย์ห่วงรุ้งมากเพราะเขากลัวจะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมน้อง จะว่ายังไงดี ตอนนี้รุ้งมอห้า มันกลางคันที่จะถอยก็ไม่ได้จะไปต่อก็ลำบาก แต่เขาก็จะกัดฟันส่งจนรุ้งเรียนจบมอหกนั่นแหละ ถึงตอนมหาลัยค่อยมาขอร้องให้รุ้งช่วยเรียนมหาลัยที่ไม่ต้องแพงมาก

 

“แม่ ถ้ารันย์ได้ทำงานเมื่อไหร่...เราก็คงสบายกันแล้วนะ แม่ก็ไม่ต้องทำงานแล้ว”

“อ้าว แล้วจะให้แม่ทุบร้านทิ้งหรือไงกัน หืม” เธอหัวเราะ ถามคำถามที่ศรันย์หน้ามุ่ย

“ไม่ใช่แบบนั้น...แต่ว่า เราก็จ้างคนมาเป็นลูกจ้างไง แม่ก็แค่นั่งดูเลย”

 

“เอาอย่างนั้นเลยเหรอ” ศรันย์พยักหน้ารับ เขากอดแม่ตัวเองแน่น เมื่อก่อนภาพจำของแม่คือผู้หญิงที่สวย ตามตัวของเธอเต็มไปด้วยเครื่องสำอางและเพชรพลอยราคาแพง กระทั่งที่พ่อจากไป ภาพจำของแม่ในสายตาของศรันย์เปลี่ยน เธอกลายเป็นผู้หญิงที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ เสื้อผ้าชิ้นสวยที่แทบไม่เคยได้ใส่เหมือนก่อน ล้มลุกคลุกคลานกันมามากกว่าที่ศรันย์จะสามารถเรียนมหาลัยจบ กว่าจะลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งก็นานพอสมควร

 

แต่แล้วสุดท้ายก็เป็นตัวของเขาอีกครั้ง

ที่ทำทุกอย่างพังลงเหมือนเดิม ตัวปัญหาเหมือนอย่างที่รุ้งบอกเลย...

 

“แม่ แม่ต้องหายนะ...แล้วเราจะได้ไปเที่ยวกัน” ศรันย์ส่งยิ้มให้ เขานอนกอดแม่อยู่แบบนี้แทบทั้งวัน เผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ ตื่นมาอีกทีก็ในตอนที่รุ้งเดินเข้ามาในห้องเพราะเธอเลิกเรียนแล้ว ช่วงกลางวันศรันย์อยู่กับแม่ ส่วนกลางคืนรุ้งเป็นคนเฝ้า ดังนั้นในตอนนี้ดึกพอสมควรเลยได้เวลากลับ นึกขึ้นได้พอดีว่าเอามอเตอร์ไซค์มา

 

แต่ฟ้าฝนไม่เป็นใจเลย ขี่ออกมาได้นิดเดียวปรากฏว่าฝนถล่ม

นั่งติดแหงกอยู่ที่ป้ายรถเมล์ด้วยกันสองคน

 

“กรรมเยอะไง โดนฟ้าลงโทษ ฝนตกใส่หัว” ภูหันมาแกล้ง ศรันย์ถลึงตาใส่

“เดี๋ยวจะเอาน้ำมาสาดใส่มือมึงเลย” เพราะภูเพิ่งสักมา ยังไม่ครบเจ็ดวัน ศรันย์รู้ว่าห้ามโดนน้ำ

“ก็ลองดูสิ กูกระทืบมึงแน่”

 

“แค่กูวิ่งหนีไปตากฝนมึงก็ไม่กล้าตามมาแล้ว”

“แต่ถ้าอยู่ในร่มเมื่อไหร่ มึงโดนเอาคืนนะ” ภูขู่อีกแล้ว ศรันย์ต้องยอมเงียบปาก ถึงเวลาที่ฝนเริ่มซาก็นานหลายชั่วโมงมาก คาดว่าถ้าจะรอให้ฝนหยุดตกเลยคงไม่ได้กลับบ้านแน่ เลยตัดสินใจจะขี่ตากฝนกลับ แต่ศรันย์เป็นคนขี่เพราะมือภูโดนน้ำไม่ได้ ไอ้คนซ้อนก็กวนประสาท ยอมให้เอามือหลบใต้เสื้อเพื่อกันฝนแล้วแต่ยังไม่รักดี

 

“มึงจะลูบทำไมเนี่ย” ศรันย์โวยวาย ภูเอาแต่เขี่ยหลังเขาไม่หยุด

“สวีทกลางสายฝนหน่อยไง เลียนแบบในหนัง”

“ไอ้โรคจิต” ศรันย์ทำได้แค่ด่า กว่าจะถึงบ้านแทบไมเกรนขึ้น ต่างคนต่างตัวเปียก ภูรีบหาผ้ามาซับตามรอยสักของตัวเองเพราะมีน้ำบางส่วนที่เปียกมือของเขาอยู่บ้าง ศรันย์เป็นคนเข้าไปอาบน้ำก่อน เดินออกมาอีกครั้งพบว่าภูหลับอยู่ที่โซฟากลางบ้าน เขายืนมองหน้ามัน อิจฉาเป็นบ้าไอ้พวกฝรั่งหน้าคม รอให้พ่อกับแม่เขาไม่ใช่คนไทยบ้างเถอะ

 

“ไอ้ขี้งก” มั่นใจว่าภูหลับเลยแอบด่าไป

“กูได้ยิน” แต่ผิดคาดไปหน่อยเมื่อดวงตาคู่คมเปิดขึ้น ศรันย์ชะงัก เขาเตรียมจะขยับตัวออก

 

..หมับ!.. แต่โดนภูดึงให้ลงไปนอนทับบนตัว โทรศัพท์สายเข้าพอดี ภูกดรับทั้งที่เขายังนอนคาอยู่แบบนี้

 

[โอ่โหข้อสอบยากมาไอ้ภู ถ้ามึงมาเห็นนะมึงจะแทบอยากตาย] โปรดฟ้องก่อนเลยคนแรก

“ขนาดนั้นเลย”

[เออรีบกลับมาสอบเถอะ จะให้กูลาครูว่าไงดี...เพื่อนไปเที่ยวกับเด็กในสังกัดงี้เหรอ]

 

“ถามมันสิ ว่าจะกลับวันไหน” ภูบอกโปรด ทางด้านโปรดเลยมองศรันย์

[จะกลับมาวันไหนอะพี่ ไอ้ภูมันต้องมาสอบนะ]

“ไม่ได้ขอให้มันอยู่สักหน่อย”

[ถ้าพี่ไม่กลับมันก็ไม่กลับหรอก เห็นแก่อนาคตโง่ๆของมันหน่อยเถอะนะพี่ รีบกลับมานะ] ศรันย์ไม่ตอบแต่หันมองหน้าภู ภูยักคิ้วให้ ท่าทางกวนประสาทที่ขยันทำใส่จริง คุยกับโปรดต่ออีกนิดหน่อย ศรันย์เบ้หน้าเพราะรู้ว่าโปรดกำลังบอกข้อสอบว่าออกแบบไหนเพื่อที่ถ้าภูไปทำจะได้ไม่ต้องเตรียมตัวนอกเรื่องไป แบบนี้มันทุจริตชัดๆไอ้เด็กพวกนี้

 

“มึงไปอาบน้ำเลย สกปรก” เมื่อวางสายศรันย์หันมาบอกภู เขาลุกออกจากตัวอีกฝ่าย

“ไม่อ่ะ จนกว่ามึงจะเล่นเปียโนให้กูฟังก่อน” ภูเหลือบเห็นเปียโนที่มุมห้องพอดี เหมือนจะไม่มีคนเล่นมานานเพราะถูกผ้าคลุมไว้ ศรันย์อิดออด ตอนแรกบอกไม่แต่ภูทำเสียงแข็งใส่จนต้องยอมทำ

 

ภูยืนกอดอกมอง ศรันย์นั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าเปียโน

เสียงทำนองดังขึ้น จนกระทั่งเริ่มจับทางได้ว่าศรันย์เล่นเพลงอะไร

..พลั้วะ!.. ภูตบท้ายทอยคนตรงหน้า ทั้งคู่หัวเราะเพราะเพลงที่ศรันย์เล่นคือเพลงในงานศพ คราวนี้ศรันย์กอดอก มองภูที่ใช้มือเดียวกดลงที่ละโน๊ตบนคีย์บอร์ด ตอนแรกเขาคิดว่าอีกคนเล่นมั่วเพราะภูกดช้าที่ละโน้ต

 

“เล่นเป็นนี่” แต่ก็รู้ว่าไม่ใช่ ภูเล่นเป็นแถมเหมือนจะเล่นได้ดีด้วย

“เครื่องดนตรีลูกคนรวยไม่รู้เหรอ”

“แล้วแบบนี้อ่ะ” ศรันย์เล่นให้ฟังก่อน และภูก็กดตามได้ครบทุกทำนอง เขาเปลี่ยนเป็นเพลงที่ยากขึ้น แต่ภูก็เล่นตามได้แถมยังมองหน้าเหมือนอวดดีใส่ แต่เมื่อเพลงเริ่มยากและเร็วขึ้นภูเล่นตามไม่ได้ ศรันย์หัวเราะ เขาเอาชนะมันได้เสียที

 

“ตรงนี้ ตรงนี้...แล้วมือนี้กดตรงนี้” ศรันย์จับนิ้วภูทีละนิ้ว พากดทีละโน้ต ช่วงเวลาที่เหมือนศรันย์ลืมไปแล้วว่าภูไม่ใช่เพื่อนหรือรุ่นน้อง หากแต่เป็นไอ้ตัวร้ายในชีวิตที่คอยแต่ทำลายความสุขในแต่ละวัน ภูไม่ได้สนใจเปียโนเท่าไหร่ เขาเล่นได้แต่ไม่ได้เก่งเพราะไม่ชอบ บอร์ดสีขาวไม่ได้น่าสนใจเกินไปกว่าสันจมูกและแพขนตาของใครอีกคนเลย

 

ภูกำลังนั่งพิจารณาของเล่น

ความคิดในใจที่อดไม่ได้ที่จะชื่นชมมันว่างดงาม

 

# # # # # # # # # # #

ปิดปากขำ อิอิ

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว