Storytellers
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักร Storytellers,IamWara ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายของไรท์นะคะ

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 14

ชื่อตอน : Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 14

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มิ.ย. 2563 14:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 14
แบบอักษร

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 14 

  

ผมได้แต่ภาวนาอยู่ในใจว่าอย่าให้เป็นคนที่ผมคิดเลยเพราะผมไม่รู้ว่าผมจะทำหน้าทำตัวยังไงเมื่อต้องเจอหน้าเขาแต่แล้วคำขอของผมก็ไม่เป็นจริงเมื่อเขาค่อยๆ ดันผมออกจากตัวแล้วผมเองก็กลับมายืนดีๆ พร้อมกับหันไปเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ทำไมนะการที่ผมไม่เจอเขาแล้วผมรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นอะไรแต่พอได้มาเจอกันแบบนี้ผมกลับรู้สึกเจ็บขึ้นมายิ่งมองไปเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาผมยิ่งเจ็บมากกว่าเดิม 

“ฝุ่นรู้จักเขาเหรอ” พี่ธีร์พูดขึ้นท่ามกลางความเงียบเมื่อผมกับพี่ดินเอาแต่จ้องหน้ากัน 

“อะ เอ่อ นี่พี่ดินพี่ชายไอ้หินครับพี่ธีร์” ผมละสายตาจากพี่ดินเพื่อหันมาตอบคำถามของพี่ธีร์ก่อนจะหันกลับไปมองหน้าพี่ดินอีกครั้งแต่ครั้งนี้พี่เขาไม่ได้มองผม 

“อ๋อ พี่ลูกหินเหรอ หวัดดีนะ”  

“อืม หวัดดี แล้วนี่มาทำอะไรกันเหรอ” พี่ดินรับคำก่อนจะถามต่อแล้วเบือนสายตามามองผมเหมือนจะไม่พอใจหรืออะไรสักอย่างผมไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองหรอก 

แววตาแบบนั้นมันหมายความว่ายังไงกันนะ  

“มาดูหนังครับ” ผมตอบแม้เสียงจะแกว่งแต่สีหน้าก็ยังคงเรียบเฉย ผมปรายตาไปมองมือที่เกาะอยู่บนแขนของพี่ดินเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมา 

ตลกว่ะ กลัวเขาไม่รู้เหรอว่าเป็นแฟนกัน 

แล้วความเงียบก็เกิดขึ้นอีก ไม่ชอบเลยมันอึดอัดจนผมไม่อยากจะยืนอยู่ตรงนี้แล้วแต่ไม่รู้ทำไมปากมันถึงไม่เอ่ยอะไรออกมาสักคำ ไม่รู้ทำไมขามันถึงไม่ก้าวขยับถอยออกไปจากตรงนี้ 

“...” 

“…” 

“…” 

“พี่ดิน กุ้งนางหิวแล้วอะค่ะไปหาอะไรกินกันดีกว่า” นี่ไงครับคนทำลายความเงียบ 

“...” แต่คนที่เธอเรียกเขากลับเอาแต่เงียบและจ้องมองผม  

“พี่ธีร์ครับ เรากลับกันดีกว่าฝุ่นไม่อยากกลับดึกเดี๋ยวยายรอ” ผมพูดกับคนข้างๆ ที่ยืนนิ่งเป็นรูปปั้น 

“อ่อ ครับแต่ว่าพี่ขอแวะซื้อบะหมี่ก่อนเข้าบ้านได้มั้ย ตอนนี้หิ๊วหิว” พี่ธีร์ว่าพลางลูบท้องตัวเองไปด้วย 

“ก็ได้ครับ” ผมรับคำก่อนจะเอ่ยลาใครบางคน “ไปก่อนนะครับ”  

“…” ไม่มีคำตอบรับจากเขาแต่ผมก็ไม่ได้สนใจที่จะอยู่รอคำตอบหรอก 

ผมกับพี่ธีร์เดินออกมาก่อนที่พี่ธีร์จะเอาแขนหนักๆ ของตัวเองมาวางพาดบนไหล่ผมแล้วดึงเข้าไปชิดตัว 

“อื้อ พี่ธีร์หนัก” บ่นพร้อมกับพยายามยกแขนพี่เขาออกแต่ก็ไร้ผล 

“ขอวางหน่อย เมื่อย” 

“เมื่อยอะไรกันล่ะครับ แค่มาดูหนังไม่ได้มายกของหนักสักหน่อย”  

“ก็นั่นแหละ มันเกร็งจนเมื่อยแขนไปหมด” 

“เหตุผลอะไรของพี่เนี่ย”  

“เหตุผลคนขี้เกียจไง”  

“นึกว่าเหตุผลคนกลัวผีซะอีก”  

“เฮ้ย! อย่าพูดถึงมันดิ เดี๋ยวมันก็มาจริงหรอก”  

“ฮ่าๆ พี่ธีร์คนป๊อด” ผมขำกับท่าทางกลัวผีของพี่ธีร์จนต้องยอมให้พี่เขาเกาะแกะกอดคอจนตัวแทบจะติดกันอยู่แล้ว  

ระหว่างอยู่บนรถผมก็โทรหายายถามว่าจะกินบะหมี่ด้วยกันมั้ยจะได้ซื้อเข้าไปทีแรกยายจะปฏิเสธแต่น้องสาวคนดีของผมนี่สิตะโกนผ่านโทรศัพท์เข้ามาว่าขอบะหมี่แห้งหนึ่งน้ำสองของตัวเองกับของยายก่อนจะได้ยินเสียงร้องโอ๊ยสงสัยจะโดนยายทำโทษเข้าให้ 

รถจอดสนิทอยู่ริมฟุตบาธผมกำลังจะปลดเข็มขัดออกจากตัวเพื่อที่จะลงไปซื้อบะหมี่แต่ก็ถูกพี่ธีร์ห้ามไว้ 

“ไม่ต้องๆ อยู่บนรถนี่แหละจะเอาอะไรบอกเดี๋ยวพี่ซื้อขึ้นมาให้”  

“อ่า ผมลงไปซื้อเองก็ได้พี่เกรงใจ” 

“เกรงใจอะไรกันล่ะ ไม่ต้องเกรงใจแล้วนี่เราสนิทกันแล้วนะ” คิ้วเข้มขมวดพร้อมกับเสียงแข็งๆ เอ่ยออกมา 

“แต่ว่า...” 

“ไม่มีแต่ครับ” พี่ธีร์กอดอกจ้องผมตาดุ 

“กะ ก็ได้ครับไม่เห็นต้องทำหน้าดุเลย” สุดท้ายก็ยอมพี่เขาแหละครับ ก็ทำหน้าดุซะขนาดนั้นใครมันจะกล้าปฏิเสธอีกล่ะ 

“ดีมาก แล้วสรุปเอาอะไรดี” ดูเหมือนคนดุจะดีใจมากถึงได้ยิ้มแก้มปริขนาดนั้น 

“บะหมี่แห้งหนึ่ง บะหมี่น้ำสองแล้วก็เกาหลีหนึ่งครับ” ผมบอกสิ่งที่ต้องการก่อนจะก้มหน้าล้วงกระเป๋าตังค์ออกจากกระเป๋าแต่พอเงยหน้าขึ้นมาประตูรถก็ปิดดังปึงส่วนคนปิดก็เดินไวๆ ไปที่ร้านบะหมี่โน่นแล้ว 

ผมได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ กับการกระทำของพี่ธีร์ แล้วนึกย้อนไปถึงเมื่อสามวันก่อนที่พี่เขาขอคบผมแต่ว่าผมปฏิเสธไปแทนที่พี่ธีร์จะโกรธพี่เขากลับยังทำและปฏิบัติกับผมเหมือนปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง แรกๆ ผมก็ตะขิดตะขวงใจอยู่บ้างแต่พี่ธีร์ก็ไม่ได้ทำให้ผมอึดอัดอะไร พี่เขาบอกจะรอจนกว่าผมจะพร้อมและก็ไม่ได้รุกผมจนผมอึดอัดไม่ได้เร่งเร้าจนผมหายใจหายคอไม่ออก แค่นี้ก็ดีมากแล้ว 

 ผมนั่งมองพี่ธีร์ที่ยืนโบกมือมาให้แล้วก็ต้องขำ คนบ้าอะไรทำอะไรประเจิดประเจ้ออยู่ได้ไม่อายคนอื่นเขาบ้างหรือยังไงนะ แต่ขณะที่ผมกำลังส่ายหน้าเอือมการกระทำของพี่ธีร์อยู่นั้นโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าก็ส่งเสียงร้องจนต้องหยิบมันออกมาดู 

“ไอ้หินเหรอ” คิ้วผมขมวดที่เห็นไอ้หินโทรมาตอนนี้แต่ก็กดรับสายเผื่อว่ามันจะมีธุระอะไรอยากจะคุยด้วย “ฮัลโหลว่าไง” 

[ฝุ่น พี่ดินเองนะ] เสียงที่ตอบกลับมาทำให้ลมหายใจผมสะดุด นิ่งอยู่นานกว่าจะคลำหาเสียงตัวเองเอง 

“...ครับ”  

[ฝุ่น ถึงบ้านหรือยัง]  

“ยังครับ” ผมต้องรวบรวมความกล้าแค่ไหนที่ต้องบังคับไม่ให้เสียงตัวเองสั่นในขณะที่คุยกับคนปลายสาย “พี่มีอะไรหรือเปล่า” 

[เอ่อ พี่ติดต่อฝุ่นไม่ได้เลย บล็อกพี่ใช่มั้ย] ผมเม้มปากแน่นเมื่อได้ยินคำถามนี้ 

“ผม ไม่รู้จะเก็บเบอร์เก็บไลน์พี่ไว้ทำไม”  

[ไม่อยากคุยกับพี่แล้ว?] น้ำเสียงคนปลายสายฟังดูเหมือนผิดหวัง แต่เขาจะผิดหวังทำไมในเมื่อเขาเป็นคนทำร้ายผมเอง 

“ผมคิดว่าผมไม่น่าจะมีอะไรที่ต้องคุยกับพี่อีก” 

[โกรธพี่มากสินะ] น้ำเสียงหงอยๆ ของคนปลายใจทำให้ผมน้ำตารื้น ผมไม่ได้สงสารเขาแต่ผมสงสารตัวเอง 

“พี่มีอะไรอีกมั้ยครับ พอดีว่าผมไม่ค่อยสะดวก”  

[พี่กวนฝุ่นเหรอ]  

“…” ผมเงียบไม่ตอบคำถาม อยากจะถามกลับเหลือเกินว่าพี่ทำแบบนี้กับผมทำไมแต่ก็ไม่กล้าพอ ไม่อยากคิดว่าพี่ดินรู้สึกผิดไม่อยากคิดว่าพี่เขาแคร์ผม ผมไม่อยากให้ความหวังตัวเองแล้วสุดท้ายก็ต้องเป็นผมเองที่เจ็บปวด 

[ฝุ่น เราเจอกันหน่อยดีมั้ย]  

“ผมว่าอย่าเลยครับ ทางที่ดีเราไม่ต้องรู้จักกันเลยก็ได้ ความจริงวันนี้พี่ไม่น่าทักผมเลย พี่น่าจะรับคำขอโทษของผมไปแล้วก็เดินจากไปซะเหมือนตอนที่พี่พูดแบบนั้นกับผมในตอนนั้นน่าจะดีกว่า” ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงยังพูดเหมือนเรื่องนั้นอีก อาจจะเป็นเพราะความค้างคาที่อยู่ในใจหรือไม่ก็คงเป็นความแค้นที่อยากจะทำให้เขาสำนึกละมั้ง 

“ขอโทษนะฝุ่นคนเยอะมากเลย” เสียงทุ้มอารมณ์ดีไม่เหมือนคนที่ไปนั่งรอของนานๆ ของพี่ธีร์ดังขึ้นพร้อมกับเจ้าตัวที่เข้ามานั่งประจำที่หลังจากที่เอาถุงบะหมี่ทั้งหมดวางที่เบาะหลังแล้วเรียบร้อย 

“แค่นี้นะครับ” ผมบอกคนปลายสายก่อนกดวางไม่ได้รอคำตอบจากเขาเพราะไม่ได้อยากจะรู้ว่าเขาจะตอบมาว่าอย่างไร 

“คุยกับใครอยู่เหรอ พี่กวนปะเนี่ย” ถามพร้อมกับกดปุ่มสตาร์ทรถ 

“ไอ้หินโทรมาน่ะพี่ ไม่กวนหรอกไม่ได้มีธุระสำคัญอะไร” ตอบพี่เขาเสร็จก็เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า 

“อ่า งั้นกลับกันดีกว่าเดี๋ยวจะดึกกว่านี้” 

“ครับ” 

แม้ว่าตอนนี้จะสองทุ่มนิดๆ แต่เนื่องด้วยการจราจรที่เริ่มติดขัดทำให้รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าค่อนข้างช้าแต่สุดท้ายเราก็มาถึงบ้านได้ก่อนสามทุ่มครึ่งละนะและโชคดีที่ห้างกับบ้านผมอยู่ไม่ไกลกันมากด้วยแหละ และมันก็เป็นกฏตายตัวที่ยายผมตั้งไว้ว่าไม่ว่าจะออกไปไหนก็ให้กลับบ้านไม่เกินสามทุ่มครึ่ง 

“ฝุ่น” พี่ธีร์เรียกขณะที่ผมกำลังปลดเข็มขัดออกจากตัว 

“ครับ? จะทวงเงินค่าบะหมี่เหรอพี่ นี่ครับผมกำลังจะเอาไว้อยู่พอดีความจริงแล้วจะให้พี่ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วแต่พี่ลงจากรถไปก่อนเลยยังไม่ได้” ผมก็รีบอธิบายไปซะยืดยาวพร้อมกับยื่นเงินค่าบะหมี่ให้พี่เขา 

“…ไม่ใช่ พี่แค่จะบอกว่าขอบคุณนะสำหรับวันดีๆ แบบนี้” 

“อ่า...” ผมไม่ได้ใจเต้นกับน้ำเสียงและแววตาที่มองมาแต่ก็ยิ้มให้พี่เขาอย่างขอบคุณเหมือนกัน “ผมเองก็ต้องขอบคุณพี่เหมือนกันครับ หนังสนุกมาก”  

“เก็บไปเถอะ” พี่ธีร์ดันมือที่ผมยื่นเงินค่าบะหมี่ไปให้กลับ 

“ไม่ได้พี่ผมเกรงใจ นี่หลายบาทเลยนะ”  

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก” 

“ได้ไง วันนี้พี่ทั้งเลี้ยงข้าวเลี้ยงหนังยังจะมาเลี้ยงบะหมี่อีกเหรอ มันเยอะไปนะพี่” เยอะไปจริงๆ สำหรับคนอย่างผม 

“เถอะน่า” พี่ธีร์ว่าแต่ผมขมวดคิ้วพร้อมทำหน้ามุ่ย “งั้นเอางี้ ฝุ่นเอาเงินค่าบะหมี่นี่ไว้ซื้อของขวัญวันเรียนจบให้พี่ก็แล้วกัน โอเคมั้ย” 

“อ่า...เอางั้นก็ได้ครับ” ก็ยังดีกว่ารับมาฟรีๆ ฝ่ายเดียวล่ะนะ 

เมื่อตกลงกันได้เรียบร้อยแล้วผมก็ถูกไล่ลงมาจากรถพร้อมกับถุงบะหมี่เต็มมือ ยืนส่งพี่ธีร์แล้วก็เข้าบ้าน วันนี้มันก็มีทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแต่มันก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ซึ่งผมเข้าใจข้อนี้ดี ชีวิตคนเราจะให้ราบรื่นทุกอย่างคงเป็นไปไม่ได้หรอกอย่างน้อยๆ กว่าจะผ่านไปได้ในแต่ละวันมันก็ต้องมีบททดสอบกันบ้าง 

ความคิดเห็น