rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 7 (100%)

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 7 (100%)

คำค้น : กับดักรักหมอสุดโหด, หมอชลาธิป, ปัณ, nc, yaoi, 18+, ต้นน้ำ, อังกูร

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.2k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 16 มี.ค. 2559 18:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 7 (100%)
แบบอักษร

กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ ตอนที่ 7
Writer : Rani รานี   

หลังจากที่ต้นน้ำช่วยแม่เตรียมของขายสำหรับวันพรุ่งนี้จนเสร็จ เด็กหนุ่มก็ขออนุญาตแม่ไปค้างที่ไร่เจริญตา เพราะเจ้าของไร่มีงานเล็กๆน้อยๆให้ทำ และมันเป็นส่วนหนึ่งที่ต้นน้ำเคยทำมาแล้ว คนที่ควรจะทำต่อให้เสร็จก็คงจะต้องเป็นต้นน้ำนั่นเอง
            แม่อนุญาตแม้จะเห็นว่าลูกชายทำงานหนักเกินไป แต่ลูกชายยืนยันว่ามันไม่ได้มีอะไรหนักหนาสาหัสจนเขารับมือไม่ไหว
            “แม่เป็นห่วงนะ ถึงแม่จะรายได้ไม่มาก แต่ก็น่าจะดูแลต้นน้ำได้”
            “ต้นน้ำไม่เป็นไรหรอกครับ คุณปัณไม่ได้ให้ทำงานหนัก พี่กูรก็เหมือนกัน แถมทั้งคู่ยังใจดี สอนงานต้นน้ำด้วย อีกอย่าง ปีหน้าต้นน้ำต้องเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว คงต้องใช้เงินอีกมาก ทำงานเก็บเงินไว้แบบนี้ก็ดีแล้วครับ”
            “ต้นน้ำเอ๊ย” แม่ร้องออกมาด้วยความรู้สึกหลายอย่าง ทั้งเครียด ทั้งโกรธตัวเองที่ไม่สามารถทำให้ลูกสบายกว่านี้ได้
            “แม่อย่างเครียดเลย เป็นแบบนี้ต้นน้ำก็มีความสุขดีจริงๆครับ การเรียนก็สำคัญ ประสบการณ์นอกห้องเรียนก็สำคัญ ตอนนี้ต้นน้ำได้ทุกอย่างพร้อมกันแล้ว แม่ไม่ต้องห่วงนะ ต้นน้ำรักแม่นะ” พูดจบ เขาก็หอมแก้มแม่ฟอดใหญ่ก่อนจะกระโดดแผล็วลงบ้านไป ทิ้งให้แม่นั่งยิ้มด้วยความภูมิใจอยู่ตรงนั้น

 

หลังจากนั้นไม่นาน ต้นน้ำก็มาถึงไร่เจริญตา คนที่เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อมองหน้า อังกูรมีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย เขาถอนหายใจเล็กๆ แม้ระยะหลังต้นน้ำจะดูซึมๆ แต่อย่างน้อยก็ยังมาหาเขาตลอด
            “พี่กูรครับ”  
            “มาแล้วเหรอ?”
            “ครับ พี่กูรมีอะไรให้ผมทำเหรอ?”
            “ทำกับข้าวให้กินหน่อยสิ”
            “กับข้าว? ตอนนี้?” ต้นน้ำเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาที่ผนัง อีกนิดเดียวก็จะเที่ยงคืนแล้ว
            “ทำไมล่ะ ก็พี่หิวตอนนี้ ทำให้กินตอนนี้ไม่ได้เหรอ?”
            “แต่พี่กูรก็รู้นี่ครับ ว่าผมทำกับข้าวไม่เป็น”
            “จะสอนให้ เอาไหมล่ะ” ต้นน้ำมองหน้าอังกูรอย่างแปลกใจ นับตั้งแต่ที่เขาต้องไปติววิชาให้กับโรมและรัศมี โดยมีคนหน้าดุไปรับตอนตีสี่ทุกคืนนั้น อังกูรแทบไมได้พูดอะไรที่บอกให้รู้ว่าอารมณ์ดีเลย ชายหนุ่มเอาแต่เงียบ
            ต้นน้ำไม่เคยคิดจะถามคำถามเดียวกับที่รัศมีเคยถามอยู่ตลอดสัปดาห์นั้น แรกๆก็ยอมรับว่ามีอาการนอยด์ๆอยู่บ้าง แต่การที่อังกูรคอยเป็นห่วง คอยไปรับไปส่ง ดูแลเรื่องอาหารบำรุงร่างกายและสมองต่างๆ คอยดูแลทุกอย่างเป็นอย่างดีแม้จะเป็นผู้ชายปากหนักที่ไม่ยอมพูดกับคนอื่นว่ารักหรือไม่ ก็พอจะทำให้รู้แล้วว่า แม้ไม่ได้เอ่ยคำใด แต่คนหน้าโหดคนนี้ก็คงมีใจให้กับตนเองบ้าง ไม่มากก็น้อย
            .... ไม่ใช่เด็กแล้ว ไม่ต้องการ “คำว่ารัก” แต่ต้องการ “ความรัก” ต่างหาก ..
            “เอาสิครับ พี่กูรจะสอนอะไรผมล่ะ” ต้นน้ำยิ้มร่า ตอบรับทันที
            ความเงอะงะของต้นน้ำทำให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นในครัวเล็กๆนั่นเล็กน้อย แต่เพียงไม่นานข้าวผัดปลาหมึกกุ้ง ก็เป็นรูปเป็นร่างอยู่ในจานขาวใบใหญ่อย่างเต็มภาคภูมิ
            “อร่อยใช่มั้ยล่ะครับ?” ต้นน้ำถามพร้อมกับยิ้มกว้าง .. อร่อยสิ ก็สิ่งที่เขาทำก็แค่ถือตะหลิว แล้วคนไปมาเท่านั้น ส่วนเรื่องปรุงรสต่างๆน่ะ คนที่บอกว่าจะสอน ทำเองหมดเลย
            “อืม ใช้ได้” อังกูรตอบ
            “แล้วทำไม พี่กูรถึงเพิ่งทานข้าวล่ะฮะ ดึกขนาดนี้แล้ว”
            “เพิ่งเสร็จงานน่ะ พอดีจำนวนปุ๋ย กับ พันธุ์ไม้มันคลาดเคลื่อนอยู่นิดหน่อย เลยรีบเคลียร์ให้เสร็จคืนนี้ พรุ่งนี้คนงานจะได้ทำงานต่อได้เลยทันที”
            “พี่กูรทำงานหนักไปแล้ว”
            “เรานั่นแหละ ที่ทำงานหนัก ไหวหรือเปล่าเนี่ย ทั้งทำงาน ทั้งเรียน ติวหนังสือให้เพื่อน แล้วยังต้องไปแข่งกีฬากับเขาอีก”
            “แต่ละอย่างที่ทำน่ะไม่หนักเลยนะครับ จริงๆก็มีแค่เรื่องเรียนที่หนัก ส่วนเรื่องงาน คุณปัณก็แทบจะทำเองทั้งหมด เรื่องไปแข่งกีฬา ผมก็ไม่ใช่นักกีฬาซะหน่อย เป็นแค่สวัสดิการเอง” ต้นน้ำพูด ขณะเก็บจานไปล้าง และทำความสะอาดครัวให้เรียบร้อย
            “สวัสดิการน่ะ ดูแลทุกคนในทีม นั่นไม่เรียกว่าหนักหรือไง เจ้าตัวเล็ก” อังกูรขยี้ผมของ “เจ้าตัวเล็ก” อย่างหนักมือ เรียกว่าเจ้าของผม หัวสั่นหัวคลอนทีเดียว ก่อนจะพากันเข้าไปในห้องนอน
            “แล้วตกลงพี่กูรจะให้ผมทำอะไรครับ?”
            “ก็ทำกับข้าวไง”
            “ห๊า? แค่นั้น?”
            “ใช่สิ แล้วก็มานอนให้พี่กอดหน่อย วันนี้พี่เหนื่อยมากเลย”
            “โห นี่คืนนี้ผมจะปลอดภัยใช่ไหม?” ต้นน้ำถามอย่างไม่ค่อยไว้ใจ
            “ปลอดภัยจากอะไรล่ะ” อังกูรแกล้งถามเสียงต่ำ ดวงตาวาวจ้องคนตรงหน้าเขม็ง จนต้นน้ำขนลุกซู่
            “เอ่อ พี่กูรอย่าล้อผมเล่นแบบนี้สิฮะ” เมื่อตั้งสติได้ ต้นน้ำก็ทำเสียงออดอ้อน หวังว่าจะผ่านพ้นสถานการณ์ไม่ชอบมาพากลนี้ได้ แต่สักครู่เดียว ก็ได้ยินเสียงอังกูรหัวเราะเสียงดัง
            “กลัวอะไรน่ะเรา ไปอาบน้ำไป แล้วก็มานอนซะ พี่จะได้อาบบ้าง” อังกูรพูด ทำไมจะไม่รู้ล่ะว่าเจ้าตัวเล็กนั่นคิดอะไร หน้าซีดสลับแดงไปมาขนาดนั้น คงจะกลัวมากจริงๆนั่นแหละ
            อังกูรมองร่างบางที่เดินเข้าห้องน้ำ ... ผอมเกินไป
            เขาอยากดูแลต้นน้ำให้ใกล้ชิด ที่เรียกให้มาที่นี่ก็เพื่อ “นอน” เท่านั้นจริงๆ เขาเชื่อว่า นอนที่นี่ยังไงอากาศก็ดีกว่าที่บ้านของต้นน้ำเอง เตียงนุ่มกว่า ระยะทางจากไร่ไปบ้านเจริญตาในตอนเช้าก็ใกล้กว่าจากบ้านของต้นน้ำมา อยากจะให้เจ้าตัวเล็กนี่ได้นอนเพิ่มอีกนิดหน่อย อยากจะได้มีเวลาให้ตัวเองได้ดูแลต้นน้ำมากกว่านี้อีกนิด
            กลิ่นหอมฟุ้งลอยมาจากห้องน้ำทันทีที่ต้นน้ำเดินออกมา ...ทำไมตอนเขาอาบน้ำมันไม่หอมแบบนี้วะ? อังกูรอดถามตัวเองไม่ได้ นี่หอมจนอยากจะเดินเข้าไปกอด เข้าไปฟัด เฮ้ย
!!! ใจเย็น กูรเอ๊ย..
            เมื่ออังกูรออกมาจากห้องน้ำ ร่างเล็กก็นอนอยู่บนเตียงแล้ว เสียแต่ว่านอนคุยไลน์นี่สิ ไม่ใช่นอนหลับ
            “นอนเถอะ ดึกแล้ว” อังกูรพูดเบาๆ แต่น้ำเสียงสะท้อนความห่วงไยอย่างเปิดเผย ต้นน้ำลาคนในไลน์อีกแป๊บก็วางมือถือทันที แต่อังกูรกลับไปหยิบมาแล้วปิดเครื่องไปเลย
            “ผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ครับ” ต้นน้ำท้วง
            “ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวพี่ปลุกเอง นอนเถอะ” อังกูรพูดก่อนจะห่มผ้าให้ร่างบางแล้วตัวเองก็ซุกตัวเข้าไปอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ก่อนจะปิดไฟจนทั้งห้องมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดเข้ามาทางหน้าต่างที่เจ้าตัวเปิดค้างเอาไว้
            “ขอพี่กอดหน่อยได้ไหม?” จู่ๆอังกูรก็ถามขึ้นท่ามกลางความมืด
            “เอ่อ กอดเฉยๆใช่มั้ยฮะ?” อีกคนถามขึ้นอย่างไม่มั่นใจเท่าใดนัก
            “กอดเฉยๆสิ จะให้ทำอะไรอีกล่ะ หือ? คิดว่าพี่จะปล้ำหรือไง?”
            “ก็มันก็น่าคิดนี่ครับ” ต้นน้ำรู้สึกโล่งใจ
            ... เดี๋ยวก็ปล้ำจริงๆซะหรอก ... อังกูรพูดเบาๆ
            “อะไรนะครับ” แต่อีกคนก็ได้ยินจนได้ ดีที่ได้ยินไม่ค่อยชัดเท่าไร
            “เอ่อ ไม่มีอะไร ว่าไงล่ะ ตกลงกอดได้ไหม?”
            “งั้นก็ได้ครับ” ต้นน้ำตอบ ก่อนจะเลื่อนตัวให้เข้าไปชิดร่างหนามากขึ้น ใบหน้าซุกอยู่ที่อกแกร่งพอดี โดยมีอ้อมแขนข้างหนึ่งของอังกูรพาดร่างเอาไว้หลวมๆ ขณะที่อีกข้างก็ทำหน้าที่ไม่ต่างจากหมอนที่มีชีวิต
            “ไม่ต้องกลัวหรอก พี่ยังไม่คิดจะปล้ำเราตอนนี้”
            “พี่กูรใจดีจังฮะ ผมชอบให้เราเป็นแบบนี้” ต้นน้ำพูดพร้อมกับกอดร่างหนาให้แน่นมากขึ้นอีกนิด ก่อนจะหลับไปอย่างมีความสุข .. การให้เกียรติกันมันก็สำคัญกับการเป็นคู่รักนี่ฮะ ..  ขณะที่อีกคนลืมตาโพรง มือก็ลูบแขนนิ่มๆ ตัวหอมนั้นไปด้วยพลางคิดในใจว่า
            ... กูจะอดทนได้อีกนานแค่ไหนวะ... 

ฟ้ายามเช้ายังไม่ทันสว่างดี แต่เพราะคนข้างๆขยับทำให้ต้นน้ำรู้สึกตัวขึ้นมาด้วย แต่ที่ทำให้ตื่นเต็มตาเห็นจะเป็นเพราะรอยประทับริมฝีปากไว้ที่แก้มนุ่มดังฟอดใหญ่
            “ตื่นหรือยัง?”
            “ตืนแล้วครับ” ต้นน้ำตอบโดยไม่มองหน้าคนที่ปลุกเขาด้วยวิธีประหลาดๆนั่นเลย หน้าแดงเรื่อ เหมือนมะเขือเทศสุกนั่นทำให้อังกูรหัวเราะออกมาเบาๆ
            “ตื่นแล้วก็ล้างหน้าล้างตาเถอะ เดี๋ยวพี่ไปส่งบ้านใหญ่”

 “หลับต่ออีกหน่อยสิ เดี๋ยวถึงแล้วพี่จะปลุก” อังกูรบอกขณะอยู่บนรถระหว่างทางจากไร่ไปยังบ้านใหญ่
            “อย่าเลยฮะ เดี๋ยวงัวเงียตอนถึงบ้านใหญ่ เพราะน่าจะใช้เวลาแค่ไม่ถึงยี่สิบนาที พี่กูรต่างหาก แทนที่จะได้นอนต่อ”
            “พี่เต็มใจน่ะ ก็เราบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าเราเป็นแฟนกัน” ต้นน้ำได้ยินแบบนั้นก็เอาแต่ยิ้ม เด็กหนุ่มไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้แล้ว อังกูรยอมบอกว่าเป็นแฟน ดูแลเขาเป็นอย่างดี
            นี่แทบจะเรียกได้ว่า ดีที่สุดเลยมั้ง
            “แล้วใช่มั้ยล่ะครับ?” ต้นน้ำแกล้งถาม
            “ถ้าตอบกับเรา พี่บอกเลยว่าใช่ แต่กับคนอื่น พี่ไม่รู้ว่าเขายอมรับเรื่องนี้ได้แค่ไหน ต่อหน้าคนอื่นต้นน้ำเป็นน้องพี่ไปได้ไหม?” อังกูรถาม มือของเขาเอื้อมมากำมือที่อยู่บนตักบางขึ้นมาคลึงเบาๆ “พี่เป็นห่วงเรานะ ตัวพี่เองอยู่แต่ไร่ ใครจะว่ายังไงพี่ไม่สนหรอก แต่เรายังมีสังคมอื่นๆอีก เดี๋ยวก็เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว สังคมของต้นน้ำก็จะเปลี่ยนไป แล้วมันก็กว้างขึ้น”
            “แต่เปลี่ยนไปยังไง ผมก็ยังเป็นแฟนพี่กูรนะครับ”
            “พี่ก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย” อังกูรหัวเราะ เมื่ออีกคนรีบขัดขึ้นมา “แต่เชื่อพี่เถอะ แบบนี้ดีกว่า มันดีกับต้นน้ำนั่นแหละ พี่ไม่อยากให้แฟนพี่เดือดร้อน”
            “ผมรักพี่กูรจังฮะ พี่กูรน่ารักจังเลย”
            “ชมพี่มากๆแบบนี้ เดี๋ยวพี่อดใจไม่ได้ จับปล้ำเลยดีมั้ย?”
            “โหย คิดถึงแต่เรื่องปล้ำนั่นแหละ” ต้นน้ำกระเง้ากระงอด ก่อนจะเปิดประตูลงรถ หลบใบหน้าแดงๆที่ปิดยังไงก็ไม่มิด ทันทีที่รถมาหยุดที่หน้าบ้านใหญ่เจริญตา
            .. พี่กูรอ่ะ เขินเหอะ ..


เช้าวันนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นวันที่แปลกสักหน่อยของเพื่อนซี้ เพื่อนรักสามคน โดยเฉพาะกับโรม ชายหนุ่มนักกีฬาดูเหมือนจะใส่ใจเรื่องการเรียนเป็นพิเศษ
            “เดี๋ยวนะโรม ได้ข่าวว่าเพิ่งสอบกลางภาคจบไปมั้ย? คือยังไม่ต้องขยันตอนนี้ก็ได้ นายผิดปกติมาก มีอะไรบอกว่าเดี๋ยวนี้นะ” รัศมีขาใหญ่ประจำกลุ่มถามขึ้นเสียงดังทันที เมื่อโรมขอให้ต้นน้ำอยู่โรงเรียนค่ำอีกนิดเพื่อติวหนังสือให้กับเขาในบางวิชาที่ยังอ่นอยู่ โรมหน้านิ่งเมื่อได้ยินคำถาม เขาไม่สนใจจะอธิบายอะไรให้กับรัศมีฟังทั้งสิ้น แต่กลับคว้าเอากระเป๋าของต้นน้ำไปถือแล้วเดินขึ้นห้องเรียนไปเลย
            “โรม ตอนเย็นเราต้องทำงานที่บ้านคุณหมอชลาธิปน่ะ โรมก็รู้ ถ้าเป็นแบบนั้น เราติวให้โรมตอนกลางวันดีไหม?” ต้นน้ำพูด ขณะพยายามดึงกระเป๋าตนเองคืนแต่ไม่สำเร็จ
            “ได้ยังไงล่ะ ต้นน้ำ ตัวเหลือเล็กแค่นี้แล้ว เอาเวลากลางวันมาติวให้โรม แล้วจะไปกินข้าวตอนไหนล่ะ?” รัศมีแย้ง
            “เออ นั่นสิต้นน้ำ เราขอโทษ เราเองก็ลืมคิด” โรมพูดเสียงแผ่ว ความจริงแล้ว ใจของเด็กหนุ่มแค่อยากจะมีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับต้นน้ำบ้างก็เท่านั้น
            “วันเสาร์อาทิตย์ไหมล่ะ ต้นน้ำเลิกงานจากบ้านคุณหมอเร็วไม่ใช่เหรอ?” รัศมีผู้ไม่รู้เป้าประสงค์ของโรมเสนอขึ้น ซึ่งทำให้หน้าของเพื่อนมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้าง
            “ยังงั้นได้ไหม ต้นน้ำ”
            “ได้สิ งั้นเจอกันวันเสาร์นี้นะ มาเถอะให้เราถือกระเป๋าเอง” ต้นน้ำแบมือขอประเป๋า
            “ไม่เป็นไร เราถือให้ ต้นน้ำเดินไปเถอะ”
            “ไม่เอานะโรม อย่าทำเหมือนเราเป็นพวกไม่มีแรงสิ”
            “เราถือให้นั่นแหละ” โรมตอบแล้วรีบเดินขึ้นห้องเรียนไป ต้นน้ำยืนมองตามหลังของโรมไป แววตาเหมือนจะรู้เหตุผลทุกอย่าง ทั้งเรื่องติววิชา และเรื่องกระเป๋า
            อยากบอกให้โรมเข้าใจ แต่ก็ไม่อยากทำร้ายจิตใจเพื่อนเลย


ระยะหลังอังกูรไปส่งต้นน้ำที่โรงเรียนทุกเช้า ไม่เคยขาด โรมเห็นทุกครั้ง แต่ไม่เคยว่าอะไร เขายังคงเป็นเพื่อนที่น่ารักเหมือนเดิม ยังคอยถือกระเป๋าขึ้นห้องให้เหมือนเดิม คอยเข้าแถวซื้ออาหารกลางวันให้เหมือนเดิม ต้นน้ำมีความสุขมากขึ้นที่โรมไม่ได้เร่งรัดตนเองเหมือนก่อน การมีเพื่อนเป็นนักกีฬาสักคนมันเท่จะตาย แต่ไม่ได้หมายความว่านักกีฬาจะ น่าเป็นแฟนเท่าเจ้าของไร่หรอกนะ
            วันเสาร์บ่ายแก่ๆหลังจากที่ทำงานที่บ้านเจริญตา และช่วยแม่เก็บของเสร็จ ต้นน้ำนัดเจอกับโรมที่ร้านไอศกรีมเงียบๆในตลาดที่โรมรู้จักกับเจ้าของร้านเป็นอย่างดี เขาเคยมานั่งอ่านหนังสือที่นี่บ่อยๆ บางครั้งก็มาเป็นเด็กเสิร์ฟให้เลยด้วย
            “รัศมีล่ะโรม” ต้นน้ำถามขึ้นทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในร้าน
            “ท้องเสียน่ะ โทรมาบอกเมื่อกี้ว่ามาไม่ได้แล้ว อาจจะต้องไปโรงพยาบาลเลย”
            “โห เป็นขนาดนั้นเลยเหรอ?”
            การช่วยกันอ่านหนังสือของทั้งคู่เป็นไปอย่างดีมาก มันดีมากจนโรมอยากจะหยุดเวลาตรงนี้เอาไว้ หลายครั้งที่เขาเอาแต่เหม่อคอยแต่จะจ้องหน้าคนสอน จนต้นน้ำต้องยิ้มพร้อมกับส่ายหน้าอย่างขำๆ เจ้าของร้านเห็นอาการนั้นก็อดไม่ได้ที่จะแซว เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกทีเดียวที่โรมมีสายตาระยิบระยับแบบนี้กับคนที่มานั่งกินไอติมด้วย
            หนังสือถูกปิดเมื่อทั้งคู่อ่านมาได้เกินที่คุณครูสอนไปแล้วหนึ่งบท โรมเอานิ้วเคาะปกหนังสือตรงหน้าอย่างสบายใจ
            “ต้นน้ำทำให้เรื่องยากขนาดนี้เป็นเรื่องง่ายๆได้ยังไงน่ะ เราฟังอาจารย์มาตั้งหลายครั้งแล้ว ไม่เห็นเข้าใจ ฟังต้นน้ำครั้งเดียวเข้าใจทะลุเลย”
            “โรมก็เว่อร์แล้ว ตอนที่คุณครูสอน โรมไม่ได้ตั้งใจแบบนี้ต่างหากล่ะ”
            “โธ่เอ๊ย อุตส่าห์ชม โดนว่าซะอีก” แววตานั้นตัดพ้อ แต่ผสมความขี้เล่นลงไปมากกว่า
            “วันนี้โรมต้องป่วยแน่เลยนะเราว่า” ต้นน้ำบอก
            “ทำไมล่ะ?”
            “ปกติเราไม่เคยเห็นโรมหัวเราะแบบนี้ ปกติเห็นเอาแต่หน้าเครียดๆ ไม่งั้นก็ทะเลาะกับรัศมี”
            “ก็ตอนนี้เรามีความสุขนี่ จะให้เราทำหน้าเครียด หรือ ไปกวนประสาทใครได้ล่ะ” ดวงตาดับขลับนั้นบอกทุกอย่างมากกว่าคำพูดที่เอ่ยออกมา
            “เอ่อ โรม เรา..”
            “เราเลี้ยงไอติมนะ เดี๋ยวเราไปสั่งให้ พี่เขาเพิ่งลงรสชาติใหม่ อร่อยมาก” โรมรู้ว่าต้นน้ำจะพูดอะไร คงปฏิเสธเขาอีกนั่นแหละ
            ... แต่ของอีกนิดนะ ขอให้เขาได้ใช้ความพยายามมากขึ้นอีกนิด ขอโอกาสอีกสักครั้ง เพราะหลังจากเรียนจบที่นี่แล้ว เขาเชื่อว่าชีวิตในมหาวิทยาลัยคงทำให้ทั้งคู่ต้องห่างกันมากขึ้นไปอีก ..

เกือบสองทุ่มแล้ว  กว่าที่ต้นน้ำกับโรมจะออกมาจากร้านไอศครีมร้านนั้น แต่ทันทีที่ออกจากร้าน ก็ต้องหน้าซีดเพราะ อังกูรยืนมองเขาอยู่ข้างรถกระบะคันใหญ่คุ้นตา ด้วยท่าทางที่ไม่พอใจอย่างหนักหน่วง
            “มา เดี๋ยวเราไปส่ง” โรมที่ยังไม่รู้ว่าเจ้าของไร่เจริญตาอยู่ที่นี่เพราะมัวแต่ร่ำลาเจ้าของร้านเอ่ยขึ้นพร้อมกับแย่งเอากระเป๋าที่ใส่หนังสือมาของต้นน้ำไปถือไว้
            “ไม่ต้อง ต้นน้ำจะกลับกับฉัน” น้ำเสียงนั้นเยือกเย็นจนต้นน้ำขนลุก เหมือนร่างกายชาไปหมด
            “เอ่อ คือ..” ต้นน้ำตะกุกตะกัก
            “ว่าไงต้นน้ำ ไปกันได้หรือยัง?” ต้นน้ำสะดุ้งน้อยๆ น้ำเสียงแบบนี้ เขาได้ยินไม่บ่อยนัก
            “ครับ ครับ” ต้นน้ำพูดพร้อมกับขอกระเป๋าจากโรมคืน “วันจันทร์เจอกันที่โรงเรียนนะโรม” ต้นน้ำกระซิบเร็วๆ ก่อนจะรีบขึ้นรถที่รออยู่ออกไป
           

 

“โกรธหรือเปล่าครับ?” ต้นน้ำถามขึ้นหลังจากลงจากรถที่บรรยากาศมาคุอยู่นาน ก่อนจะพุ่งมาจอดกึกที่เรือนพักในไร่เจริญตา
            “ไปคุยกันในบ้าน โทรบอกแม่ด้วย ว่าวันนี้จะนอนนี่ แล้วก็ไปอาบน้ำซะ” เสียงต่ำตอบ อารมณ์ครุกรุ่นที่แสดงออกนั่นตอบคำถามต้นน้ำได้เป็นอย่างดี แต่เด็กน้อยก็ยังอยากรู้อยู่ดี ดังนั้นทันทีที่ออกจากห้องน้ำ ร่างเล็กจึงถามคำถามเดิม
            “พี่กูรยังไม่ตอบผมเลย” คนที่นั่งอ่านตำราทางด้านเกษตรกรรมที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งเล่มเงยหน้าขึ้นมอง
            “จะให้ตอบว่าอะไรดีล่ะต้นน้ำ รู้สึกดีที่แฟนตัวเองไปนั่งร้านไอติมกับผู้ชายคนอื่นจนค่ำมืด ยังงี้เหรอ?” แม้จะพยายามอดกลั้น แต่เสียงของเขาก็ยังปิดบังความหงุดหงิดไม่ได้อยู่ดี
            “ผมไปติวหนังสือให้โรม ผมบอกพี่แล้วนี่ฮะ โรมเขาไม่เข้าใจที่ครูสอน ผมก็ไปสอนให้เท่านั้นเอง” ..ข้ออ้างน่ะสิ อังกูรกร่นเสียงต่ำ ไม่ให้ต้นน้ำได้ยิน “พี่กูรอย่าโกรธเลยนะครับ ผมบริสุทธิ์ใจ”
            “ไม่ไปไหนกับโรมอีกได้หรือเปล่า?” คนตัวใหญ่ถาม รู้ว่าคนของตัวบริสุทธิ์ใจ แต่ไอ้เด็กนักกีฬาหน้าตาเจ้าเล่ห์นั่น มันบริสุทธิ์ใจด้วยหรือเปล่าล่ะ หึ
            “ทำไมล่ะฮะ โรมเป็นเพื่อนกับผม แล้วก็เป็นคนนิสัยดีด้วย” ต้นน้ำตั้งคำถาม ก่อนจะเดินตามมือที่จูงเพื่อไปนั่งที่ปลายเตียง
            “แล้วพี่นิสัยไม่ดีใช่ไหม?”
            “เปล่านะครับ ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ”
            “ก็นึกว่าอยากจะคุยกับโรมมากกว่าพี่”
            “ไม่เหมือนกันสักหน่อย” ต้นน้ำเริ่มไปต่อไม่ถูก “พี่กูรเชื่อผมนะครับว่า ผมมีแฟนคนเดียว แล้วก็รักมากด้วย”
            “จริงนะ”
            “จริงสิ แล้วพี่กูรรักแฟนพี่กูรหรือเปล่า?”
            “ไม่รู้สิ แฟนพี่ชอบไปอ่อยผู้ชายคนอื่นนะ”
            “พี่กูร” ต้นน้ำร้องไห้ออกมาอย่างไม่รู้ตัว ความน้อยใจมันดึงน้ำตาให้ไหลออกมาจนล้น
            “โอ๋ๆ พี่ขอโทษนะ อย่าร้องไห้นะครับคนดี พี่ขอโทษ พี่รักต้นน้ำนะครับ รักคนเดียว รักมากจริงๆนะ” เมื่อเห็นอีกคนร้องไห้ ที่ร่ำๆจะโกรธอยู่ก็กลายเป็นใจจะขาดซะให้ได้ เขาคว้าเอาร่างเล็กมากอดไว้แน่น มือหนาสากอย่างชาวไร่ลูบ
ไปที่ศีรษะของร่างบางอย่างทะนุถนอม  
            “พี่กูรว่าผม” ต้นน้ำยังตัดพ้อ สะอึกสะอื้นอยู่กับอกแกร่ง
            “เปล่า พี่แค่ล้อเล่นเอง พี่ขอโทษนะ ไม่ว่าแล้วนะครับ” อังกูรกอดเอาไว้แน่น ปากก็พรมจูบซับน้ำตาของต้นน้ำไปทั่วใบหน้าจนหมด “หยุดร้องไห้นะครับ คนดี เห็นแบบนี้พี่ใจไม่ดีเลย ต้นน้ำร้องไห้เพราะพี่อีกแล้ว”
            “ก็พี่ว่าต้นน้ำจริงๆนี่” ต้นน้ำว่า พลางทุบกำปั้นเล็กเข้าไปที่หน้าอกของอังกูร ทำให้อังกูรต้องกอดเขาให้แน่นขึ้นอีกเพื่อให้ร่างบางหยุดการกระทำทุกอย่าง
            “พี่ขอโทษ ยกโทษให้พี่นะครับ ร้องไห้จนตาแดงเป็นหมีแพนด้าไปหมดแล้วเนี่ย” อังกูรคลายอ้อมกอด ก่อนจะโอบใบหน้าของคนรักขึ้นมาดูพร้อมเช็ดน้ำตาที่นองหน้าอยู่ตอนนี้
            “หมีแพนด้าตาดำเหอะ”  อีกคนยังงอนตุ๊บป่อง แต่ก็เริ่มเถียงได้แล้ว ทำให้อังกูรเบาใจว่า คงจะคลายความโกรธลงบ้างแล้ว เขาฉุดให้ต้นน้ำขึ้นมานั่งซ้อนตัก
            “ต้นน้ำ”
ร่างสูงเรียกด้วยน้ำเสียงออดอ้อน แขนก็โอบรอบเอวเจ้าของชื่อจากทางด้านหลัง
            “ครับ” ร่างบางตอบรับเสียงแผ่ว นี่เป็นการใกล้ชิดกันมากๆครั้งแรกของเขากับคนที่เขารักก็ว่าได้ ต้นน้ำรู้สึกไม่เป็นตัวยของตัวเองเลย รู้สึกควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้เลย อังกูรวางคางตัวเองไว้ที่ตรงไหล่เล็กๆ ปลายจมูกก็ไล้เคลียไปตามใบหูและแก้มแดงระเรื่อนั่น กลิ่นหอมของสบู่อ่อนๆ มันปลุกอะไรบางอย่างที่ไม่ควรขึ้นมาซะแล้ว

            “พี่รักต้นน้ำนะ” ร่างหนาที่บางอย่างผงาดอยู่นั้นกระซิบเสียงพร่า ส่งยิ้มลึกซึ้งมายังคนตัวเล็กที่หันหลังกลับมามองตา
            “ครับ” ต้นน้ำรับคำเขินๆ พลางก็หวั่นใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป เพราะบางอย่างที่แข็งขืนนั้นมันแสดงออกมากมายจนตัวเขาเองก็รู้สึกถึงมันอยู่เหมือนกัน แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อังกูรยกร่างของเขาออกจากตัก แล้วบังคับให้นอนราบไปกับเตียง
            “รักนะ” เสียงกระซิบทำให้อารมณ์ของต้นน้ำกระเจิงไปแล้ว ควรปัดป้องก็ไม่ได้ทำ ควรมองตาคนพูดก็ทำไม่ได้ ร่างหนาจับเข้าที่ใบหน้านุ่มบังคับให้มองตาเขา ก่อนจะเคล้าเคลียปลายจมูกไปที่แก้มใสของอีกฝ่ายอย่างรักใคร่
            “เอ่อ.. พี่กูรครับ คือ . ว่า”

--------------------------

แล้วตอนนี้ NC มั้ยอ่ะ ... 
ยังไงนะ ยังไงนะ ><

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น