Storytellers
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักร Storytellers,IamWara ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายของไรท์นะคะ

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 12

ชื่อตอน : Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 12

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 13 มิ.ย. 2563 20:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 12
แบบอักษร

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 12 

  

วันสิ้นเดือนที่ผมเฝ้ารอก็วนเวียนมาถึงผมยังไม่ได้รับการตอบกลับของพี่ดินตั้งแต่วันนั้นและผมก็ไม่ได้มีโอกาสบอกพี่ดินว่าผมจะไปบ้านพี่เขาในวันนี้มีแค่คนเดียวที่รู้ว่าผมจะไปก็คือไอ้หินและผมก็กำชับกับมันว่าไม่ต้องบอกพี่ดินเรื่องนี้ซึ่งมันก็ตอบตกลง 

ผมนั่งรถเมล์มาลงที่หน้าปากซอยก่อนจะต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้ามากดกริ่งหน้าบ้านไม่บ้านไอ้หินก็วิ่งหน้าตื่นมาเปิดประตูให้ มันทำท่าแปลกๆ ตอนที่เปิดประตูออกมาเจอผม 

“มึง กูว่าวันนี้...” มันว่าแต่ก็ไม่ยอมพูดให้จบ อ้ำอึ้งอยู่นั่นจนผมต้องแอบมองลอดผ่านช่องว่างของประตูรั้วบ้านเข้าไปก็ไม่เห็นมีอะไรแปลกนอกจากรถคันนั้นที่ผมจำได้ดีว่ามันเป็นรถของพี่ดิน 

“กูเข้าไปไม่ได้เหรอ” ผมตัดสินใจถามเมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของเพื่อน 

“เปล่าๆ มึงเข้ามาได้แต่ว่าข้างในมันแบบ” ผมเลิกคิ้วให้กับคำพูดนั้น “มึงอาจจะรู้สึกไม่ดี” 

“ทำไม?” ผมว่าผมรู้สึกไม่ดีก็เพราะคำพูดของมันนี่แหละ 

ผมไม่อยากคิดในแง่ร้ายหรอกนะก่อนที่จะได้เห็นด้วยตาของตัวเอง ผมรู้ว่าพี่ดินแปลกไปไม่เหมือนเดิมหลังจากที่คุยกับผมแค่สองอาทิตย์พี่เขาก็เปลี่ยนไป ผมไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่รู้เรื่องอะไรเลย 

“เฮ้อ...มึงเข้าไปดูเองก็แล้วกัน” พูดแค่นั้นมันก็ลากแขนผมเข้ามาในบ้าน 

ที่หน้าประตูบานใหญ่ผมได้ยินเสียงหัวเราะสนุกสนานของผู้หญิงก่อนจะมองไปเห็นผู้หญิงสามคนกับผู้ชายอีกหนึ่งคนที่นั่งข้างหนึ่งในผู้หญิงสามคนนั้นใจผมมันกระตุกเพราะคนที่พี่ดินนั่งอยู่ข้างๆ และโอบไหล่เธอผ่านพนักโซฟาไม่ใช่ปริมแต่เป็นผู้หญิงอีกคน ขามันก้าวไม่ออกแม้ว่าไอ้หินจะพยายามลากผมเข้ามาแล้วแต่ขาผมมันหนักเหมือนมีใครเอากระสอบทรายเอาหินเอาดินมาถ่วงมันไว้ให้อยู่กับที่ 

“พี่ดิน ฝุ่นมาหา” และเสียงของไอ้หินก็ทำให้ทั้งสี่คนหันมามอง 

พี่ดินดูตกใจเล็กน้อยแต่ก็แค่นั้นแหละเพราะพี่เขาหันไปกระซิบอะไรบางอย่างกับคนข้างๆ ส่วนปริมเธอกำลังยิ้มเยาะผม 

“ไม่คิดว่าฝุ่นจะมา” พี่เขาว่าแล้วเดินออกมาหาที่หน้าประตูบ้าน 

“ขอโทษแล้วกันนะครับที่ผมมาโดยที่ไม่ได้บอกพี่ก่อน” ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้เขาเรียกว่าอะไร ไอ้ความรู้สึกจุกๆ เจ็บแปลบๆ นี่คืออะไร ผิดหวัง เสียใจหรือมันกำลังเจ็บปวดเวลาที่มองสบตาคู่นั้นของคนตรงหน้าที่มองมาที่ผมด้วยสายตาว่างเปล่า 

แววตาที่เคยมองผมในวันนั้นมันหายไปจากพี่ดินแล้ว น้ำเสียงอ่อนโยนนั่นก็หายไปแล้วเหมือนกัน ไม่เหลือให้ผมอีกต่อไปแล้ว ถามว่าผมเจ็บมั้ยตอบได้เลยว่าเจ็บตั้งแต่ผมเห็นเขานั่งใกล้ผู้หญิงคนนั้นแล้ว  

ผมรู้ว่าผมควรถอยห่างและเดินออกมาจากตรงนั้นซะ แต่ว่าผมทำแบบนั้นไม่ได้ขอแค่ได้อยู่ใกล้พี่ดินแค่นี้ได้มั้ย พี่เขาไม่ต้องรักผมก็ได้แต่ขอแค่อย่ามองผมด้วยแววตาแบบนั้นได้มั้ย 

“เข้ามาก่อนสิ วันนี้พ่อแม่ไม่อยู่พวกพี่เลยสั่งอาหารมากินกัน” ก็ยังดีที่พี่เขาไม่ไล่และยังมีน้ำใจชวนเข้าบ้าน 

“ครับ” ผมตอบรับและไม่คิดที่จะปฏิเสธ ก็มาแล้วและอยากเจออยากเห็นหน้าจะให้กลับไปได้ยังไงและถึงจะถูกไล่ผมก็ไม่กลับหรอกเพราะผมเป็นเพื่อนไอ้หินผมถือว่าผมเป็นแขกของมันก็แล้วกัน 

“มึงโอเคมั้ย” ไอ้หินกระซิบถามหลังจากที่เดินไปเอาน้ำมาให้ 

“อืม” ตอบมันแต่ตามองอีกคน มองคนที่เขาไม่คิดที่จะมองมาที่ผมสักแวบ 

“พี่ดินจะไม่แนะนำหน่อยเหรอ” ไอ้หินมันว่าแล้วนั่งลงข้างผม มันยกแขนขึ้นมาพาดไหล่ผมคล้ายกับที่พี่ดินวางแขนพาดที่พนักโซฟาด้านหลังของผู้หญิงคนนั้น 

“เออนั่นสิ” พี่เขาว่าแล้วยิ้มมุมปากนิดๆ ก่อนเอ่ยแนะนำ “ฝุ่น นี่กุ้งนางกับหนิงเพื่อนสนิทปริม กุ้งนางครับ หนิง นั่นฝุ่นนะเพื่อนลูกหิน”  

เจ็บวะ น้ำเสียงกับแววตาที่มองคนที่ชื่อกุ้งนางผมเองก็เคยได้รับมามันก่อนแต่ตอนนี้มันไม่มีอีกแล้ว 

“หวัดดีฝุ่น” กุ้งนางยิ้มทักทายผม รอยยิ้มของเธอจริงใจหน้าตาก็ยังน่ารักสะสวย ส่วนคนชื่อหนิงแค่ยิ้มทักทายผมเท่านั้นและผมก็ทำแบบเดียวกันกับเธอยิ้มตอบกลับไป 

“หวะ หวัดดี” พูดไม่ออกมันจุกแน่นไปหมดถ้าทำได้อยากหายไปจากตรงนี้แต่มันก็คงเป็นไปไม่ได้เพราะแค่จะลุกยืนขายังไม่มีแรงเลย 

“อาหารมาแล้วคะคุณหนู” คนใช้เดินถือของเข้ามาขัดจังหวะแต่ผมถือว่านั่นเป็นการช่วยชีวิตและต่อลมหายใจให้กับผมเพราะว่าพี่ดินเดินไปรับของนั่นมา การที่เขาออกห่างกันมันเหมือนเป็นการต่อลมหายใจผม 

แค่เวลาที่รู้จักกันเพียงไม่นานทำไมผมถึงได้รู้สึกกับพี่เขามากมายขนาดนี้ 

อาหารมื้อนี้ถูกจัดโต๊ะที่สวนหลังบ้าน ผมก็ถูกชวนมากินด้วยถึงแม้ไม่อยากแต่ก็ต้องมาเพราะผมมีอะไรมากมายอยากจะถามพี่ดินเขาเพราะถ้าไม่ถามวันนี้ก็ไม่รู้จะมีโอกาสถามอีกเมื่อไหร่หรือไม่อาจจะไม่มีโอกาสได้ถามอีกเลย 

“พี่ดินกำลังเล่นอะไรอยู่” ถามออกไปเมื่อเรามีโอกาสอยู่กันแค่สองคน 

“อืม?” ดูเหมือนพี่เขาจะงงกับคำถามของผม 

“พี่ทำแบบนี้กับผมทำไม” แล้วผมก็เริ่มเสียงแข็งใส่พี่เขา 

“พี่ทำอะไรฝุ่นเหรอ” คำถามไม่รู้ไม่ชี้นั่นทำให้กระบอกตาผมร้อนผ่าว 

“ก็เข้ามาทำให้ผมรู้สึกดีด้วยแล้วพี่ก็มา...”  

“พี่ขอโทษที่ทำให้ฝุ่นรู้สึกแย่แบบนั้น แต่พี่ไม่ได้คิดกับฝุ่นเกินกว่าน้องชายคนหนึ่ง” ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดจบพี่เขาก็แทรกขึ้นมาด้วยคำพูดที่ทำให้ผมหน้าหงายแทบอยากจะพุ่งตัวเข้าไปชกปากของคนพูด 

พูดออกมาได้ยังไงว่าคิดกับผมแค่น้อง แล้วที่มาจูบผมแล้วที่พูดว่าผมเป็นแฟนคืออะไร! 

“แค่น้อง?” ผมถามเสียงแผ่ว แค่น้องงั้นเหรอ 

“ใช่”  

“แล้วที่ผ่านมาคืออะไร” น้ำตามันไหลออกมาอย่างที่ไม่สามารถห้ามมันได้อีกต่อไป 

“พี่พนันกับเพื่อน พวกไอ้เซียนมันท้าเอาไว้” และคำตอบที่ได้มันทำให้ผมเจ็บมากกว่าการที่เห็นเขาอยู่กับผู้หญิงคนนั้นอีก 

“...ที่พี่ไม่รับโทรศัพท์ผม เพราะไม่อยากคุยกับผมสินะ” ผมปาดน้ำตาออกจากแก้มถามออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง  

ผมหยุดร้องไห้แล้ว สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อแต่มันก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกเจ็บได้เลยสักนิด 

“พี่ขอโทษนะ แต่ว่าพี่ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายฝุ่นเลยนะ”  

“อืม ผมเข้าใจทุกอย่างแล้ว พี่ก็แค่เข้ามาล้อเล่นกับความรู้สึกของผม พวกพี่ก็แค่เล่นสนุกกันเท่านั้นและผมก็แค่หมากตัวหนึ่งในเกมส์ของพวกพี่ พี่แม่งเลวว่ะ” พูดจบผมก็เดินออกมาทันทีไม่ได้เอ่ยลาใครสักคนเพราะคิดว่ามันไม่จำเป็น 

“ฝุ่น! ฝุ่น!!” ได้ยินแค่เสียงเรียกของพี่ดินดังอยู่ข้างหลังก่อนที่มันจะค่อยๆ หายไปกับสายลมเมื่อผมเดินออกมาจากบ้านหลังใหญ่นั่น 

ปรี้น! 

เดินออกมาถึงหน้าปากซอยตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่มีเสียงแตรรถบีบใส่นี่แหละ เกือบถูกรถชนตายแล้วมั้ยละไอ้ฝุ่นเอ้ย! 

“อยากตายหรือไง” เสียงด่าลอดออกมาจากรถคันที่จอดอยู่ข้างหน้า 

“ไม่ได้อยากตายครับ ขอโทษครับ” และนี่คือสิ่งที่ผมตอบกลับเขาไป ใครมันจะไปอยากตายวะ ต่อให้เพิ่งเจ็บปวดจากการถูกหลอกเจ็บปวดจากการอกหักมาก็เถอะ 

“อ้าว ฝุ่นมาทำอะไรที่นี่ครับ” คนในรถรู้จักผมด้วยเหรอวะ 

“...?” ผมเอียงคอก้มลงมองผ่านกรอบประตูที่ถูกคนขับลดกระจกลง  

“ให้ไปส่งมั้ย”  

“พะ พี่ธีร์” 

“ครับ พี่ธีร์เอง แล้วตกลงจะให้ไปส่งมั้ย” พี่เขารับคำยิ้มๆ พร้อมถามซ้ำเมื่อไม่ได้คำตอบ 

“อ่า ครับ” ให้พี่เขาไปส่งก็ดีกว่าเดินเงอะๆ งะๆ ไปขึ้นรถเมล์แหละครับ 

“แล้วจะบอกพี่ได้หรือยังว่ามาทำอะไรแถวนี้” พี่เขาถามพร้อมเคลื่อนรถออกไป มันไม่ได้เร็วมากเพราะรถค่อนข้างเยอะแต่ก็ไม่ได้ช้าเป็นเต่าคลานหรอก 

“มาหาไอ้หินครับ กำลังจะกลับแต่ใจลอยไปหน่อยเลยเกือบถูกใครบางคนขับรถชน” ผมตอบพี่เขาด้วยน้ำเสียงปกติอีกทั้งยังแกล้งแซวตัวเองกับพี่ธีร์ไปอีก 

“หืม? ก็เราเดินใจลอยไม่ดูทางเลย ดีนะพี่ขับมาไม่เร็ว”  

“นั่นน่ะสิครับ ผมใจลอยอะไรก็ไม่รู้เนอะ”  

“มีอะไรหรือเปล่า พี่ว่าหน้าฝุ่นดูซีดๆ นะไม่สบายเหรอ” พี่เขาไม่ได้พูดเปล่าแต่ยังเอามือมาแนบแก้มผมจนผมสะดุ้ง ก็มือพี่ธีร์เย็นอะ 

“ผมโอเคครับ ไม่ได้ป่วยสงสัยคงโดนแดดมั้งครั้งเดินออกมาจากบ้านไอ้หินไกลมากไม่มีวินสักคันเลย” ผมบอกยิ้มๆ พร้อมกับเอามือพี่เขาออกจากแก้มตัวเอง 

 “อืม คงงั้นวันนี้ร้อนมาก ดูดิตั้ง 30 กว่าองศา” พี่เขาว่าพร้อมเอานิ้วจิ้มที่หน้าจอด้านหน้าของตัวเอง มันบอกว่าอากาศข้างนอกตอนนี้ 30 กว่าองศาเหมือนที่พี่ธีร์ว่านั่นแหละ 

“แล้วนี่พี่ธีร์ไปไหนมาเหรอครับ” เมื่อสติเริ่มกลับมาผมก็นึกขึ้นได้ว่าทางนี้มันไม่ใช่ทางไปบ้านพี่ธีร์นี่ 

“ไปบ้านเพื่อนมาเลยซอยที่ฝุ่นออกมาสองซอย” พยักหน้ารับตามคำบอกของพี่เขา “หิวอะไปกินข้าวกันมะ” แล้วพี่เขาก็ทำให้ผมหันไปมองหน้าแบบจริงจังได้ คือปกติตั้งใจจะไม่มองเพราะกลัวว่าพี่ธีร์จะเห็นตาบวมๆ ของผม 

ยอมรับก็ได้ว่าตลอดทางที่เดินออกมาผมร้องไห้เหมือนคนบ้า ร้องจนน้ำตาไม่มีให้ไหลแต่ก็ยังสะอื้นไม่หยุดจนกระทั่งเสียงบีบแตรของพี่ธีร์นี่แหละที่ทำให้มันหยุดสะอื้น  

“นะ ไปกินข้าวเป็นเพื่อนพี่หน่อยนะครับ พี่หิวมากจริงๆ”  

“ก็ได้ครับ”  

ตกปากรับคำพี่ธีร์ไปแบบนั้นเพราะพอหยุดร้องไห้ท้องมันก็หิวขึ้นมาซะงั้นไม่รู้จะขอบคุณพี่ธีร์ดีมั้ยที่ทำให้ผมหยุดร้องไห้หยุดสะอื้นแต่กลับหิวข้าวขึ้นมาแทนเนี่ย 

ความคิดเห็น