I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[นัดที่ 4] ลองเชื่อใจ 100%

ชื่อตอน : [นัดที่ 4] ลองเชื่อใจ 100%

คำค้น : ตะวันกล้า ซื่อหนาน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.8k

ความคิดเห็น : 33

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2563 00:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[นัดที่ 4] ลองเชื่อใจ 100%
แบบอักษร

****คำเตือน เนื้อหาบางส่วนมีความรุนแรง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน*** 

นัดที่ 4 

ลองเชื่อใจ 

ซื่อหนานได้สติแล้วหรี่ตาพูดเสียงเรียบ “พูดอะไรออกมา....” คิดว่าการเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้นมันคือการเล่นขายของหรือไง! 

“ตอนแรกผมก็ไม่เห็นด้วยกับเขาหรอก...แต่พอคิดดูดีๆแล้วมันอาจจะเป็นเรื่องดี...กับผม” เขานอนคิดทั้งคืน...เขานอนคิดเรื่องนี้จนเคลิ้มจะหลับแต่สักพักสัมผัสได้ถึงมือเย็นสากของคนตรงหน้ามาวางทาบทับ ตะวันกล้าจึงตัดสินใจได้ในที่สุด 

จะเป็นยังไง...ถ้าเขาสามารถใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับครอบครัวที่แท้จริงเหมือนคนอื่นได้... 

...ความฝัน...ที่ได้เจอครอบครัวที่แท้จริงของตัวเอง และครั้งอาจจะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขาแล้วก็ได้! ตอนที่ซื่อหนานยื่นมือมาหา...ตะวันกล้าก็รู้แล้วว่าเขาไม่สามารถปล่อยมือจากพวกเขาได้อีก.... 

ซื่อหนานจ้องตากับตะวันกล้านิ่ง “ไหนมึงบอกว่าจะอยู่ข้างกู...หึ...ไม่ว่าใครก็เห็นแก่ตัวเหมือนกันหมดจริงๆ!” 

ตะวันกล้าน้ำตาร่วง “ผมแค่อยากจะมีครอบครัวเหมือนคนอื่น แล้วผมก็เจอครอบครัวของผมแล้ว จะเป็นไรไปถ้าผมจะลองสู้สักตั้งเพื่อให้พวกเขามาอยู่กับผม!” 

ซื่อหนานเม้มปากแน่น พอตะวันกล้าพูดจบก็หัวเราะเย้ยหยัน “ครอบครัว? ก็คนพวกนั้นไงครอบครัวมึง แล้วมึงจะตอแยดื้อดึงเอาอะไรอีก...หยุดความคิดบ้าๆไม่ต้องทำตามแผนของเขา แล้วต่างคนต่างอยู่เหมือนไม่เคยรู้จักกันเลยจะดีกว่า มึงไม่รู้หรอกว่ามึงกำลังสู้กับอะไร” นี่คงเป็นประโยคที่ยาวที่สุดในชีวิตของซื่อหนาน และเป็นประโยคยาวแรกที่เขาใช้กับตะวันกล้าเป็นคนแรก และคงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าตะวันกล้ามีความพิเศษกับตัวเองมากกว่าคนอื่นๆ ความรู้สึกเศร้า สับสน มันแทรกซึมเข้ามาทุกอณูผิวของเขา ทำขอบตาร้อนผ่าวไปหมด แต่ซื่อหนานยังคงฝืนตัวเองไม่ให้น้ำตาพรั่งพรูออกมาได้ ต่างจากตะวันกล้าที่ร้องไห้ออกมาจนเปียกชื้นไปทั้งหน้า 

ตะวันกล้ามองหน้าพี่ชายฝาแฝดอย่างอ้อนวอน “ผมรู้ว่าพี่ไม่เคยไว้ใจใคร ไม่เคยเชื่อใจนอกจากตัวเอง...แต่ครั้งนี้เราลองมาร่วมมือกัน...ได้ไหม...” 

ซื่อหนานหมุนตัวหนีภาพอ้อนวอนของตะวันกล้าแล้วยิ้มเยาะ “เต๋อหัวไม่ใช่คนที่ใครจะต่อกรได้ง่ายๆ” 

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงเลย ผมมีเพื่อนที่เก่งมากๆ พวกเขาจะสามารถช่วยเราได้” พวกนั้นเคยบอกกับเขา ว่าเขาสามารถขอความช่วยเหลือได้ทุกเมื่อเพื่อเป็นการตอบแทนที่ช่วยพวกนั้นไว้ช่วงสมัยเรียนมหาลัย 

ซื่อหนานหมุนตัวกลับไปมองหน้าตะวันกล้า “ต่อให้ออกมาได้ก็ถูกตามล่าอยู่ดี” ซื่อหนานพูดเสียงเรียบ 

“ผมจะปกป้องทุกคนเอง” 

“ยังไง? ใช้เกาะนี้? มึงยังไม่รู้จักวงการนี้ดีพอ อย่าสักแต่พูดว่าจะทำได้เลย” 

“คนเราถ้ายอมแพ้ง่ายๆตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ก็ขี้ขลาดเหมือนกัน” 

ทั้งคู่จ้องตากันนิ่ง ซื่อหนานรับรู้ได้ถึงความมุ่งมั่นของตะวันกล้า ขณะเดียวกันตะวันกล้าก็รับรู้ได้ถึงกระแสต่อต้าน 

“พี่กลัวอะไร...คนที่ชื่อเต๋อหัว หรือใครกันแน่” ตะวันกล้าเริ่มรู้สึกขึ้นมานิดๆแล้วว่าเต๋อหัวอะไรนั่น แทบจะไม่มีความหมายกับซื่อหนานเลย เจ้าตัวเพียงพูดขึ้นเพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายน่าเคารพเท่านั้น 

ซื่อหนานสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นแล้วพูดเสียงกร้าว “ไม่ใช่เรื่องที่มึงจะต้องรู้” 

ตะวันกล้าหรี่ตาลงมองสำรวจซื่อหนานแล้วหยุดอยู่ที่ท้องของอีกฝ่าย จากนั้นก็คิดย้อนไปถึงบทสนทนาที่คุยกับต้าเฉียงในห้องรับแขก และที่พี่ธวัตน์พูดเกี่ยวกับคนที่ทำให้ซื่อหนานเป็นแบบนี้... 

“ผู้ชาย...ที่เป็นพ่อของเด็กในท้องคือคนที่พี่กลัวหรอ” 

“กูไม่ได้กลัวมัน!!” 

“.....” ตะวันกล้าจ้องซื่อหนานอย่างอึ้งๆ แสดงว่าเขาเดาถูก 

ซื่อหนานใช้สายตาวาวโรจน์มองตะวันกล้าอย่างหัวเสีย โกรธที่อีกฝ่ายพูดเรื่องต้องห้ามขึ้นมา เรื่องอัปยศที่สุดในชีวิตของเขา! 

“ถ้าพี่กังวลเรื่องเขา พี่ไม่ต้องห่วง ผมจะไม่ให้เขาตามหาตัวพี่เจอ รวมถึงเด็กในท้อง” 

“ก็เพราะเด็กในท้องนี้แหละจะเป็นตัวล่อมันมา!” และเขาไม่ต้องการที่จะเกี่ยวข้องกับคนอย่างมัน ไม่อยากเจอ ไม่อยากยุ่งอะไรกับมัน นอกจาก...ฆ่ามันให้ตายเท่านั้น! 

ตะวันกล้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เริ่มเดาจุดประสงค์ของซื่อหนานได้ลางๆ ถ้าซื่อหนานยังเชื่อในหนทางนั้น ถ้างั้นเรื่องกล่อมอีกฝ่ายจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆแล้ว... 

  

.......................... 

ซื่อหนานดื้อดึงกว่าที่คิด ไม่สิ...อันที่จริงเป็นเขาที่คาดหวังมากเกินไปมากกว่าตะวันกล้าถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งขณะนั่งระดมสมองคิดว่าทำอย่างไรซื่อหนานจึงจะยอมร่วมแผนการนี้ 

“ตะวัน...” 

ตะวันเหลือบตาขึ้นมองคนเรียก คิ้วที่ขมวดเป็นปมยุ่งคลายออกทันทีที่เห็นนายหัวภูธรยืนค้ำหัวอยู่ 

“นายหัว...” 

“บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกพ่อเหมือนพี่เขา” นายหัวภูธรพูดยิ้มๆแล้วเดินมานั่งข้างตะวันกล้า พ่นลมหายใจออกทางจมูกแล้วสูดลมหายใจเข้าเอากลิ่นอายทะเลเข้าปอด แล้วมองทอดสายตาไปยังดวงตะวันที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า 

“ก็ผมถนัดเรียกแบบนี้...” ตะวันกล้าพึมพำหน้ามุ่ย 

นายหัวภูธรยกยิ้มแล้วพูดขึ้นโดยที่สายตาไม่ละจากภาพวิวยามเย็นตรงหน้า “กำลังคิดมากเรื่องหลงต้าเฉียงกับแฝดของลูกอยู่ใช่ไหม” 

“ผม...” ตะวันกล้าชะงักเม้มปากแน่น หยุดอธิบายเมื่อคิดขึ้นได้ว่ายังไม่ได้บอกนายหัวกับนายหญิงเรื่องที่เขา...ได้ตัดสินใจโดยพลการไปแล้ว 

นายหัวภูธรหันมามองลูกชายบุญธรรมที่เงียบไปไม่ตอบคำถาม พอเห็นสีหน้าและแววตาของเด็กที่เลี้ยงมากับมือตั้งแต่อ้อนแต่ออก ก็รู้ได้โดยทันทีว่าตะวันกล้าได้ตัดสินใจเรื่องเมื่อคืนไปแล้ว 

“ลูกตัดสินใจใช่ไหม” 

ตะวันกล้าสะดุ้งเงยหน้าขึ้นสบตากับนายหัวแล้วเม้มปากแน่น พร้อมกับพยักหน้าให้พ่อบุญธรรมอย่างกล้าๆกลัวๆก่อนจะสารภาพออกมาเสียงแผ่ว “ผมตัดสินใจว่าผม...ช่วยพวกเขา” 

“อืม...” นายหัวภูธรพยักหน้ารับพร้อมกับส่งเสียงครางรับด้วยอารมณ์สงบราบเรียบ คล้ายรู้อยู่แล้วว่าตะวันกล้าต้องเลือกทางนี้ เขาจำพอจะทำใจได้บ้าง แต่ไอ้คนที่รู้แต่ไม่ยอมรับอย่างภรรยาเขานี่สิ...พอคิดถึงภรรยานายหัวภูธรก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างหนักใจ 

“...?” ตะวันกล้าเลิกคิ้วมองนายหัวของเกาะมาตาวีอย่างแปลกใจ “นายหัวไม่โกรธผมหรอ ที่ผม....” 

“ไม่โกรธ แต่เป็นห่วง” นายหัวภูธรพูดพร้อมสบตาตะวันกล้านิ่ง “ตะวันเป็นลูกที่พ่อกับแม่เลี้ยงมากับมือ...ตั้งแต่ยังคลานไม่ได้ จนคลานได้ เดินได้ แล้วตัวโตจนตัดสินใจอะไรเองได้ หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ มันไม่มีอะไรมากเกินกว่าคำว่าห่วงใยหรอกลูก” 

ตะวันกล้าตาแดงกร่ำ ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่จนแน่นอกไปหมด “ผม...ผม...สิ่งที่ผมตัดสินใจมันผิดใช่ไหมครับนายหัว...” ตะวันกล้าถามเสียงสั่น จมูกเริ่มแดงกร่ำ ความรู้สึกปั่นป่วนข้างในทำเขาสับสนและปวดร้าวไปพร้อมๆกัน เหมือนเขากำลังเนรคุณกับพ่อแม่ที่เลี้ยงมา ทำให้พวกท่านทุกข์ใจเพราะความเป็นห่วงเป็นใยเขา 

นายหัวยกยิ้มบางยื่นมือออกไปลูบหลังลูกชายคนเล็กแล้วกล่าวปลอบประโลม “มันไม่ผิดเลย แต่เขาเรียกว่ามันเป็นโอกาสที่ดี โอกาสที่ลูกคนหนึ่งจะได้ช่วยพ่อแท้ๆของตัวเอง...” 

“นายหัว...” 

“ตลอดชีวิตของลูก ไม่มีเลยสักครั้งที่ลูกทำให้พ่อและแม่ผิดหวัง...ตะวันกล้า...ลูกเป็นเด็กดีของพ่อและแม่ เป็นคนดีของสังคม สร้างความภาคภูมิใจให้พ่อกับแม่เสมอมา และการตัดสินใจครั้งนี้ของลูกก็เหมือนกัน” แม้จะห่วงใยมากแค่ไหน แต่ชีวิตเป็นของลูกแล้วเขาจะทัดทานอะไรได้ อีกทั้งอีกฝ่ายไม่ใช่คนอื่นคนไกลอย่างที่เข้าใจในตอนแรก ต้าเฉียงเป็นพ่อแท้ๆของตะวันกล้าตามสายเลือด พ่อแท้ๆมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจมาให้ช่วย แม้ไม่อยากให้ช่วยเพราะอันตรายเกินไป นายหัวภูธรก็ไม่สามารถเอาความเป็นห่วงเป็นใยมาตั้งกฏเกณฑ์ไม่ให้ลูกทำตามใจตัวเองได้ ขืนทำอย่างนั้นก็จะยิ่งทำให้ตะวันกล้าลำบากใจ ทำให้ตะวันกล้าทุกข์ใจ...แล้วจะเรียกพวกเขาว่าเป็นพ่อแม่ที่ดีได้ยังไง 

“ทำสิ่งที่ลูกคิดว่าถูกต้องเถอะ พ่อเชื่อในตัวลูก” 

“นายหัว...” 

“อะไรกัน...โตๆกันแล้วจะมาร้องไห้อะไร” นายหัวภูธรพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ตะวันกล้ากระตุกยิ้มกว้าง 

“ขอบคุณครับ” 

นายภูธรยกยิ้มตบไหล่ของตะวันกล้าแล้วบีบไหล่อย่างให้กำลังใจ “ไม่ต้องห่วงเรื่องแม่พ่อจะคุยกับแม่เอง” 

ตะวันกล้าพยักหน้าแรงๆ ก่อนจะโผล่เข้ากอดนายหัวภูธรแล้วกล่าวขอบคุณซ้ำๆ เขาโชคดีจริงๆที่ได้เกิดมาเจอนายหัวภูธรกับนายหญิง และผู้คนบนเกาะมาตาวีแห่งนี้ เพราะที่นี่ได้ให้ความรักแก่เขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำเขาเต็มอิ่มไปทั้งหัวใจ 

“พอๆ ทำตัวเป็นเด็กๆไปได้เจ้าลูกคนนี้” นายหัวตบหลังบอกตะวันกล้า 

“ก็ผม...ซึ้งใจนี่ครับ” 

ตะวันกล้าผละออกจากร่างท้วมของนายภูธรยกยิ้มกว้างมองหน้าพ่อบุญธรรมอย่างซาบซึ้งใจ นายหัวเองก็รู้สึกโล่งใจที่ทำให้ลูกชายคนเล็กของบ้านคลายกังวลลงได้บ้าง...หวังว่า...การตัดสินใจของตะวันกล้าในครั้งนี้จะเป็นเรื่องที่ดีนะ... 

ภายหลังพูดคุยปรับความเข้าใจ และถามเหตุผลของลูกชายคนเล็กอีกหลายประโยค ตกเย็นมานายหัวภูธรจึงถือโอกาสนี้เล่าเรื่องที่คุยกับตะวันกล้าให้คู่ชีวิตฟัง 

นายหญิงน้ำทิพย์ได้ยินอย่างนั้นก็เงียบนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะเค้นเสียงถามสามี “จะดีหรือคะ ปล่อยให้ตะวันกล้าทำเรื่องแบบนี้ ไม่เท่ากับว่าเราส่งลูกไปตายหรอคะคุณ” 

“คุณก็พูดอะไรร้ายแรงจริง ทางนั้นเขาเป็นพ่อของตะวันกล้า เขาไม่ปล่อยให้ตะวันกล้ามีอันตรายหรอกคุณ อีกอย่างมันเป็นการตัดสินใจของลูก เราคงทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมรับ” นายหัวภูธรบอกเสียงเรียบ นั่นยิ่งทำให้นายหญิงน้ำทิพย์ร้อนใจ 

“แต่ฉันเป็นห่วงลูก....” นายหญิงบอกเสียงเครือ ตะวันกล้าน่ะ เธอเลี้ยงมาราวกับลูกในไส้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเขาขึ้นมาแล้วเธอจะทำยังไง!? หัวใจเธอคงแหลกสลาย 

“นั่นมันชีวิตของตะวัน และเขาก็ได้ตัดสินใจแล้ว เราอย่าเอาความเป็นห่วงของตัวเอง เป็นกำแพงขังลูกเลยนะคุณ” ภูธรบอกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน ดึงภรรยาเข้ากอดปลอบประโลมเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายน้ำตาคลอ นายหญิงน้ำทิพย์รักและเป็นห่วงลูกทุกคน แถมเธอยังเอ็นดูตะวันมากเป็นพิเศษ เพราะตะวันเป็นเด็กดี น่ารัก หากต้องสูญเสียตะวันกล้าไป เธอต้องใจสลายแน่ ตะวันกล้าเป็นเด็กที่เธอเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก ความผูกพันที่มีให้ก็เหมือนแม่กับลูกมีต่อกัน ตอนนี้สายใยของแม่ที่มีให้มันแน่นแฟ้นจนยากจะตัดขาด เธอกลัวเหลือเกิน กลัวว่าตะวันกล้าจะเป็นอะไรไป แล้วไม่กลับมาหาเธออีก ถึงเวลานั้นเธอจะทำเช่นไร หากไม่นั่งเสียใจเป็นแรมปี ก็คงตรอมใจ... 

“เราเลี้ยงลูก เราเลี้ยงเขาได้แค่ตัว ส่วนหัวใจมันเป็นของเขา มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะตัดสิน เราจะไปบังคับจิตใจของลูกไม่ได้หรอกนะทิพย์” 

“แต่ฉันเป็นห่วงลูก และฉันก็กลัว กลัวว่าตะวันจะไม่กลับมาที่นี่ มาอยู่กับเราเหมือนเดิม” 

“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเราก็ควรจะดีใจกับเขาไม่ใช่หรอ ที่เขาได้ไปอยู่กับครอบครัวที่แท้จริง ถ้าเขาทำเรื่องนั้นสำเร็จ” ภูธรก้มมองภรรยา สองคนสบตากันนิ่ง นายหญิงน้ำทิพย์มองหน้าสามีด้วยความเศร้าใจ และเป็นฝ่ายเบนสายตาหลบสามี เมื่อแพ้พ่ายต่อความมั่นคงของภูธรที่มองมายังตน 

“ฉันดีใจที่ตะวันพบครอบครัวที่แท้จริง แต่พวกเขาเป็นมาเฟีย...” 

“คนของเขา เขาต้องปกป้องคุ้มครองอยู่แล้ว อีกอย่าง...ตะวันของเราก็ฉลาดมากนะ” ภูธรยิ้มบางมองภรรยาที่ทำหน้ามุ่ยคิ้วขมวดอย่างเอ็นดู จึงยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มฟอดใหญ่ นายหญิงน้ำทิพย์มองค้อนสามี แล้วซบลงที่อกแกร่งด้วยหวังว่าความอบอุ่นมั่นคงของภูธรจะระงับจิตใจฟุ้งซ่านของเธอให้สงบ 

นายหญิงน้ำทิพย์เงียบไปพักใหญ่ ในหัวครุ่นคิดถึงความสมเหตุสมผลมากมายแล้วถอนหายใจออกมา “ก็ได้ค่ะ ฉันเชื่อคุณ...” นายหญิงน้ำทิพย์ระบายยิ้มอ่อน หลับตาลงสูดกลิ่นตัวของสามี เช่นเดียวกับนายหัวภูธรที่กระชับกอดภรรยาตัวเล็กแน่น แล้วก้มลงจูบผมลื่นนิ่มของภรรยา เขายอมรับว่าตั้งแต่รับตะวันเข้ามาเลี้ยงที่เกาะมาตาวี คนบนเกาะ และครอบครัวของเขามีความสุขมาก ตะวันเป็นคนสดใส สนุกสนาน ร่าเริง ตะวันกล้าเป็นดวงตะวันที่คอยสาดแสงให้ทุกคนมีชีวิตชีวา หากขาดตะวันความมีชีวิตชีวาคงลดน้อยถดถอยลงไปไม่น้อย 

คิดมาถึงตรงนี้ก็อดเปรียบเทียบเด็กทั้งสองคนไม่ได้...  

ตะวันกล้ากับซื่อหนานเหมือนเหรียญคนละด้าน พวกเขายังหวั่นใจอยู่เลยหากซื่อหนานอยู่ที่นี่แทนตะวันกล้าจะก่อเรื่องอะไรหรือเปล่า แต่ตะวันกล้ากลับยืนยันหนักแน่นว่าพี่ชายของตนไม่ใช่คนเลวร้าย เขาแค่ไม่รู้จะแสดงความรู้สึกออกมาอย่างไร ตะวันกล้าอยากให้ซื่อหนานได้ลองใช้ชีวิตปกติดูสักครั้ง เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนตัว นายหัวภูธรจึงถามกลับว่าไม่กลัวหรือ ตะวันกล้าบอกตามจริงว่าตนกลัว แต่ตัวเองมีความสุขมามากแล้ว เขาอยากให้ซื่อหนานมีความสุขแบบตนเองดูบ้าง อีกอย่าง...ตะวันกล้าต้องการที่จะช่วยพ่อตัวเองในการลาวงการ หากทำเรื่องนี้สำเร็จไม่แน่พวกเขาทุกคน รวมทั้งครอบครัวมาตาวีอาจอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข 

ดวงตาของตะวันเจิดจ้าท้าลมทะเลในยามนั้น นายหัวภูธรแค่มองตามสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังอย่างชื่นชม มันเป็นไปได้ยาก...แลดูเพ้อฝัน การลาวงการมาเฟีย หรือวางมือจากอำนาจมืด มันไม่ใช่เรื่องง่าย และลำบากโข แม้ในใจจะเป็นห่วงบุตรชายบุญธรรมคนนี้แค่ไหน นายหัวภูธรก็เชื่อในตัวตะวัน ว่าเขาจะทำสำเร็จ บางที...นี่อาจจะเป็นโชคชะตาของพวกเขาที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่แรก... 

นายหัวภูธรตบหลังภรรยาเบาๆ ก่อนจะดึงตัวภรรยาให้ผละห่าง นายหญิงน้ำทิพย์เงยหน้ามองสามีอย่างมีคำถาม นายหัวภูธรยิ้ม เมื่อเห็นภรรยาเอียงหน้ามองตนอย่างสงสัย “ผมแค่อยากจะบอกว่าเรามีนัดกับชาวบ้านบนเกาะช่วงหนึ่งทุ่มเรื่องการปรับเปลี่ยนงาน นี่ก็เลยเวลามามากแล้ว เรารีบไปกันเถอะ” 

นายหญิงยิ้มรับ “ค่ะ” 

“ไปทำหน้าที่ของเราบ้างดีกว่า” นายหัวพูดยิ้มๆ แล้วพยุงตัวภรรยาให้ลุกขึ้น แล้วจูงมือเดินออกจากห้องรับแขกไป โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีใครคนหนึ่งเฝ้าสังเกตพวกเขา และได้ยินทุกอย่างเกี่ยวกับการตัดสินใจของตะวันกล้า 

ธนากำมือแน่นจนเกิดเสียงดังกรอด ใบหน้าเคร่งขรึมดุดัน แววตาวาวโรจน์ราวกับมีไฟลุกโชนอยู่ในนั้น ยิ่งนึกถึงใบหน้าเรียวหวานของตะวันกล้าใจเขายิ่งร้อนรุ่มเหมือนมีใครเอาไฟมาสุม ธนาหลับตาลงข่มอารมณ์ที่เดือดพล่านในใจให้สงบ สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วบอกให้ตัวเองใจเย็น... 

...ธนาไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แค่บังเอิญผ่านมาได้ยินเพราะลืมเอกสารไว้ในบ้าน ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือเปล่าที่มาได้ยิน แต่สำหรับเขา...มันคือความโชคดี เพราะเขา จะได้จัดการเรื่องระหว่างเขาและตะวันกล้าให้จบสิ้นเสียที เขาอดทนมามากพอแล้ว และเขาจะไม่อดทนอีกต่อไป ความอดทนของคนเรามันมีจำกัด ความอดทนของธนาก็เช่นกัน คอยก่อน....ยังไงคืนนี้เขาก็จะจัดการกับตะวันกล้า ที่ตัดสินใจอะไรโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกเขา หรือคำนึงถึง แล้วเลือกที่จะไป? พอคิดมาถึงจุดนี้ ใจของธนาก็เต้นแรงขึ้นมาใหม่ ธนากำหมัดแน่น จนเส้นเลือดปูดโปนน่ากลัว ได้...อยากไปจากเขานัก เขาก็จะให้ไป แต่ต้องจากไปในฐานะเมียของเขาเท่านั้น! 

จะเอาให้ครางจนเรียกเขาว่าผัวเลยละ! 

......................... 

หลังพูดคุยกับนายหัวเสร็จตะวันกล้าก็กลับมาเก็บของที่ห้องเพิ่มเพื่อไปนอนกับซื้อหนานอีกหลายๆคืน หวังว่าการเจ๊าะแจ๊ะกับอีกฝ่ายจะทำให้ซื่อหนานใจอ่อนให้เขาบ้าง แต่วิธีนี้คงไม่ได้ผลเท่าไหร่นัก เขาต้องคิดแผนและมีข้อต่อรองที่ดีกว่านี้ยื่นให้ซื่อหนาน...ร่างสูงโปร่งถอนหายใจหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำ อาบน้ำก่อนไป เผื่อคิดอะไรออก... 

ตะวันกล้าเปิดฝักบัวอาบน้ำ และร้องเพลงงึมงำ ร่างโปร่งขาวเดินเข้าไปใต้ฝักบัวแล้วล้างแชมพูกับสบู่เหลวออกจากตัว พลางคิดว่าซื่อหนานต้องการอะไรจากวงการมาเฟียมากที่สุด อื้ม...ท่าทางของอีกฝ่าย เหมือนต้องการอำนาจมากกว่า และที่มีปนๆมาด้วยคงจะเป็นเรื่อง...พ่อของลูกในท้อง อ้อ คิดออกไปแล้วว่าจะต้องทำยังไง ตะวันกล้ากระตุกยิ้มมุมปากแล้วลงมือถูสบู่อย่างอารมณ์ดี... 

...ร่างเปลือยเปล่าของตะวันกล้าในยามนี้ดึงดูดสายตาของผู้แอบเข้ามาได้เป็นอย่างดี... 

ส่วนคนถูกแอบมองก็ไม่รู้เลยว่ามีผู้บุกรุกเข้ามายืนแอบมองเขาอยู่ทางด้านหลัง เพราะผู้บุกรุกคนนี้เป็นแมวย่องเบา เข้ามาในห้อง และห้องน้ำของตะวันกล้าด้วยการสะเดาะกุญแจ ธนาทำเรื่องแบบนี้อย่างชำนาญ และอีกคนก็ไม่รู้ตัว หรือแกล้งไม่รู้? แล้วกำลังยั่วว่าที่ผัวในอนาคตอย่างเขา ธนาใช้สายตาสำรวจร่างโปร่งบางอย่างหื่นกระหาย และพยายามเดินเข้าไปใกล้ตะวันกล้าเรื่อยๆ ไหล่มน แผ่นหลังขาวเปลือย เอวได้รูป และก้นขาวผ่องของตะวันกล้า ร่างโปร่งขาวใต้ฝักบัวในตอนนี้ เซ็กซี่ยั่วยวนจับใจคนมองเหลือเกิน 

ตะวันกล้าชะงัก  ขนลุกทั่วตัว และรู้สึกถึงความผิดปกติ เขารู้สึกเหมือนมีใครกำลังมองเขาอยู่ แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อเขาล็อกห้อง ล็อกประตูห้องน้ำเอาไว้ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน แล้วค่อยๆ หันหน้าไปมองทางด้านหลัง ด้วยใจระรัว พอหันไปแล้วพบเข้ากับร่างสูงของธนา ใจของตะวันกล้าก็ร่วงตุบลงที่ตาตุ่ม!   

ธะ...ธนา! 

“หึ...นายรู้ไหมตะวันว่าตัวเองในเวลานี้เซ็กซี่มากแค่ไหน” 

เข้า...ธนาเข้ามาได้ยังไง!?! 

ตะวันกล้ายกสองแขนเรียวกอดตัวเอง แม้รู้ว่ามันไม่สามารถปกปิดร่างกายขาวของตัวเองได้ แต่เขาก็ทำไปตามสัญชาตญาณ ธนาเข้ามาทั้งที่เขาล็อกประตูเอาไว้แบบนี้ ไม่ได้มาดีแน่ และคงไม่มีใครที่ไหนบ้าแบบธนาโดยบุกเข้ามาในขณะที่มีคนอาบน้ำแบบนี้หรอก ท่าทางของธนาในที่ตอนนี้ทำให้ตะวันกล้าตื่นกลัว และเดินถอยหลังจนแผ่นหลังชิดกำแพง เมื่ออีกคนยังก้าวล้ำเข้ามาหาเขาอย่างคุกคามไม่หยุด ดวงตาของธนาคล้ายมีเปลวไฟลุกโชนแรงกล้า มองเขาอย่างหื่นกระหายราวกับสัตว์ป่า ตะวันกล้ากลืนน้ำลายอึกใหญ่มองร่างสูงที่มีขนาดร่างกายใหญ่ และบึกบึนกว่าเขาหลายเท่าอย่างใช้ความคิด 

ทำยังไงดี...ตอนนี้เขาเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด! 

“ธนา...มีอะไรไว้ค่อยคุยกันข้างนอก” ตะวันกล้าบอกธนาอย่างใจเย็นและพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น ทำเป็นมองหน้าอีกคนอย่างเคร่งเครียดจริงจังเพื่อปกปิดความกลัวภายในใจ แต่ความเอาจริงเอาจังของตะวันกล้าไม่ได้ทำให้ธนาหวาดเกรง แต่มันกลับกระตุ้นให้ร่างสูงมองว่าตะวันกำลังยั่วยวนตัวเอง จึงขยับกายเข้าหาอีกฝ่ายมากขึ้นอีก 

ตะวันกล้ามองซ้ายมองขวาหาทางหลบหนี แต่เขาก็ต้องจนใจ เพราะไม่มีทางไหนที่เขาจะหนีไปได้เลย ซ้ายก็ผนัง ขวาก็กระจก ด้านหลังก็ผนัง ข้างหน้ายิ่งแล้วใหญ่ เป็นธนาที่มีท่าทางอย่างเสือร้าย! 

ธนามองตะวันกล้าตาพราวก้าวเข้าไปหาร่างโปร่งกักขังคนตัวเล็กกว่าไว้ในอ้อมแขน แม้ตะวันจะพยายามสร้างระยะห่างด้วยการยันอกของอีกคนเอาไว้ แต่มันแทบไม่มีประโยชน์เลย 

“ตัวนายสั่นนะตะวัน...” ธนาก้มลงกระซิบที่ข้างหู ลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดใบหูทำให้ตะวันต้องเบี่ยงหน้าหลบไปอีกทาง 

“ธนา! ถอยออกไป! เราเป็นพี่น้องกันนะโว้ย!” ตะวันกล้าทุบอกอีกคนจนเกิดเสียง เขาก็เป็นผู้ชายคนหนึ่ง แรงที่มีต้องทำให้อีกฝ่ายเจ็บบ้างแหละน่า 

หมับ! 

ธนาคว้าข้อมือของตะวันเข้าด้วยกันเพียงมือเดียว ก่อนจะตวัดเอวอีกคนให้มาแนบชิดตนเอง เพียงแค่ได้สัมผัสผ่านเนื้อผ้า ธนาก็รู้สึกตื่นตัวจนเขาต้องกัดฟันแน่นมองคนในอ้อมแขนที่ดิ้นขลุกขลักไม่หยุดอย่างมีอารมณ์ 

“ธนา!!!” ตะวันเงยหน้ามองอีกคนอย่างโมโห ธนาไม่เคยเป็นแบบนี้กับเขา หรือทำอะไรล่วงเกินเขาถึงขนาดนี้มาก่อน มันทำให้เขากลัวจนใจสั่นไปหมด 

“มองอย่างนี้...คิดว่าฉันจะใจอ่อนหรือไง?” ให้ตายยังไงเขาก็ไม่มีวันปล่อยตะวันกล้าไปเด็ดขาด! 

“ปล่อย!” เขากลัวแล้วจริงๆ กลัวร่างสูงจนตัวสั่น เพราะสายตาของธนามองเขาอย่างหมายมาด จับจอง ราวกับจะจับขังเขาเอาไว้ด้วยแววตาจริงจังคู่นั้น 

“ไม่!” 

“ธนา!” 

“เรียกเหลือเกินชื่อนิ ก็ดี...จะได้จำได้ว่าใครเป็นผัว!” 

!!! 

ผัวหรอ? ไม่! เขาไม่มีวันยอมหรอก! “ปล่อยแล้วได้แล้ว หยุดทำอะไรบ้าๆสักที!” ตะวันกล้าดิ้นแรงกว่าเดิม มีพละกำลังมากเท่าไหร่เขาก็ใส่ไปเต็มแรง 

“ดี! ดิ้นเขาไป ยิ่งดิ้นฉันยิ่งมีอารมณ์” ธนาบอกเสียงร่ายกยิ้มมุมปากอย่างผู้ร้ายในละคร ก่อนจะตวัดอุ้มร่างขาวโปร่งพาดบ่า เดินออกไปจากห้องน้ำตรงไปที่เตียงนอน ทั้งที่ร่างกายของตะวันยังเปียกชุ่มอยู่ 

ธนาเหวี่ยงตะวันลงบนเตียง แล้วทาบทับลงไปที่ร่างขาวเนียนยั่วสายตาอย่างรวดเร็วไม่เปิดโอกาสให้ตะวันได้หนี ตะวันดันแผ่นอกหนาของธนาให้ห่างตน และเบี่ยงหลบใบหน้าหล่อคมของธนาที่ยื่นมาจะจุมพิตอย่างรังเกียจ เมื่อธนาเห็นตะวันปฏิเสธตัวเองขนาดนี้ ในใจก็ร้อนรุ่ม เดือดพล่านไม่พอใจ ทำไมหรอ? มีอะไรกับเขามันน่าขยะแขยงขนาดนั้นเลย? ได้...งั้นก็อย่ามาว่าเขาทีหลังก็แล้วกัน ถ้าเขาทำอะไรรุนแรงน่ะ คิดได้ดังนั้น ธนาก็จับคางของตะวันบังคับให้หันมารับจูบของตัวเอง 

ริมฝีปากหนาร้อนผ่าว และดุดัน ธนาไม่มีความปราณีเขากระแทกปากเข้ามาอย่างเต็มแรง จนตะวันได้กลิ่นเลือด แถมยังขบเม้มเอาแต่ใจ ใช้ลิ้นร้อนกวัดเกี่ยวล่อหลอกเขาอย่างชำนาญ จนตะวันหลุดครางออกมาด้วยความทรมาน จูบของธนาเหมือนพิษ ยิ่งจูบยิ่งเจ็บ ไม่มีความอ่อนโยนเลยสักนิด มันคือการบังคับจูบ ที่รุนแรงดุร้าย ราวกับจะพรากวิญญาณของเขาไป 

“อื้อ!” ตะวันตาเบิกค้าง เมื่อธนาจูบไม่หยุด ไม่เว้นช่วงให้เขาหายใจ ซ้ำยังลูบไล้ทั่วตัวเขา และบีบเค้นจนเจ็บไปทั่วร่าง “แฮ่ก!” 

ธนาเหมือนคนเมา ซุกไซร้ใบหน้าลงที่ซอกคอของตะวัน ดูดเม้มผิวเนื้อขาว ทิ้งรอยเอาไว้อย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ แม้ตะวันจะทุบตีผลักไสอีกคน แต่การเล้าโลมหยาบๆของธนาก็ทำให้เขาร้อนรุ่ม ไม่เป็นตัวของตัวเองจนหลุดเสียงครางออกมาตามประสาผู้ชายที่เกิดอารมณ์ง่ายเมื่อถูกกระตุ้น 

“อื้อ...พอ! หยุดได้แล้วธนา!” ธนาไม่สนใจมือที่ขยุ้มผมตัวเองแรงจนเขาต้องกัดฟันข่มอารมณ์ แต่หันไปสนใจเม็ดสีชมพูเล็กที่หน้าอกของตะวันกล้าแทน เขาเอาคืนตะวันกล้าที่ทึ้งหัวเขาด้วยการรัวลิ้มลงที่เม็ดสีหวาน ดูดเม้มจนเกิดเสียง ยิ่งตะวันครางอื้ออึงในลำคอมากเท่าไหร่ ธนาก็ยิ่งได้ใจ 

ธนาเงยหน้าขึ้นมองคนถูกเล้าโลมด้วยใบหน้าเย้ยหยัน  มือหนาก็เค้งคลึงไปทั่วร่างกายขาวไม่หยุด “หึ! ปากก็บอกว่าไม่ชอบฉัน ไม่รักฉัน แต่พอฉันจะเอา ก็ครางเสียงสั่น!” 

เขาเกลียดธนา! 

“นายมันชั่ว!!!” เลวจนหาอะไรมาเปรียบไม่ได้! ถ้าเขาหลุดไปได้ อย่าหวังเลยว่าธนาจะได้เห็นเขาอีก! ตะวันสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติไม่ให้ตนหลงไปกับสัมผัสของธนา เขาเป็นผู้ชาย ผู้ชายจูนติดง่ายจะตายไปสำหรับเรื่องแบบนี้ ความจริงแล้วมันก็แค่ความสัมพันธ์ทางกาย ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางใจเข้ามาเกี่ยวข้องเลยสักนิด! 

“อ่ะ!” ตะวันกล้าสะดุ้ง และเผลอครางออกมาเมื่อธนาก้มลงไปทักทายแกนกลางของเขา ไม่นะ! นี่เขาจะต้องตกเป็นของธนาจริงหรอ…. 

“หึ!” 

ตะวันเม้มปากแน่น สองมือพยายามผลัก และทึ้งหัวอีกคน แต่มันไม่ได้ผล ร่างกายเขาต้องการมัน สิ่งที่ธนากำลังทำให้เขา เขาต้องการ...ไม่! ในเมื่อร่างกายปฏิเสธไม่ได้ เขาก็จะใช้ปากให้เป็นประโยชน์ 

“ช่วยด้วยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!” ตะวันใช้เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ตะโกนขอความช่วยเหลือสุดแรง ธนาผละออกจากตะวัน รีบยกมือขึ้นปิดปากอีกคนเอาไว้ทันที ตะวันจึงใช้จังหวะนี้ถีบธนาให้ผงะตกเตียงไป ส่วนตนก็วิ่งไปที่ประตู ด้วยร่างกายเปลือยเปล่า เขาเกือบจะถึงประตูแล้ว แต่ธนาไวกว่ามากเข้ามาคว้าเอวเขาเอาไว้ แล้วลากกลับไปที่เตียง 

ผลัก! 

ตะวันนิ่วหน้าด้วยความจุก ก่อนจะยันตัวลุกขึ้น แต่สุดท้ายเขาก็ต้องล้มตัวลงไปนอนดังเดิม เมื่อร่างสูงขึ้นมาคร่อมทับเขาไว้ “ธนา! พอเถอะ! หยุดได้แล้ว! มันไม่มีวันเป็นไปได้ ฉันไม่ได้รักนาย!” 

“แล้วไง? คิดว่าฉันสนหรอ! ถ้าฉันสนก็คงไม่เข้ามาปล้ำนายถึงในห้องหรอก หึ!” ตะวันดิ้น พยายามดันตัวเองให้หลุดจากการธนาที่คราวนี้เปลี่ยนเป็นนั่งทับช่วงเอวเขาเอาไว้แทน แถมยังเลื่อนมือไปปลดเข็มขัด และรูดซิปกางเกงลงอีกด้วย 

“ฉันว่าฉันจะใจดีกับนาย...แต่นายทำให้มันหมดความอดทน” ไม่พูดเปล่า เจ้าตัวยังก้มมองที่แกนกลางของตัวเอง มันโปร่งพองออกมาเสียจนน่ากลัว 

ตะวันหน้าเครียด เหงื่อซึมตามไรผม พลางคิดว่าเมื่อกี้ที่เขาตะโกนไม่มีใครได้ยินเลยหรอวะ!? ได้โปรดเถอะ! ใครก็ได้ ช่วยเขาที! 

……………….. 

ธวัตน์ และทะนงอาจที่กำลังเดินคุยงานกันอยู่ต้องเลิกคิ้วมองคนหน้าเหมือนน้องชายบุญธรรม อย่างแปลกใจ ร้อยวันพันปีไม่เห็นว่าซื่อหนานจะเดินออกมาข้างนอก ซื่อหนานเหลือบมองพี่ชาย (ปลอมๆ) ของตะวันด้วยหางตา และเมินเฉยต่อทั้งสองคนด้วยการเดินผ่านไป โดยไม่ทักทายสักคำ 

“ไอ้หยิ่งเอ้ย! นี่ถ้าไม่เห็นว่าท้อง ผมจะต่อยสักหมัด!” ธวัตน์กัดฟันพูด กำหมัดแน่นอย่างฉุนเฉียว 

“ธวัตน์...” ทะนงอาจปราม 

“ช่างเถอะ ว่าแต่พี่จะไปเอาเอกสารที่ห้องของตะวันไหม ผมไปด้วยคน มีเรื่องอยากจะพูดกับน้องสักหน่อย” ทะนงอาจพยักหน้าเชิงอนุญาต 

“...เอ่อ...ว่าแต่...ธนามันไปไหน?” ทะนงอาจถามธวัตน์ ขณะเดินย้อนกลับไปในทางที่พึ่งเดินจากมา เพราะห้องของตะวันอยู่อีกซีกหนึ่งของรีสอร์ท เป็นห้องที่ทะนงอาจให้สถาปนิกออกแบบให้น้องชายโดยเฉพาะ 

ยังไม่ทันที่ธวัตน์จะอ้าปากตอบธวัตน์ก็จับแขนพี่ชายให้หยุดเดิน พยักพเยิดให้มองไปที่ร่างโปร่งเหมือนตะวัน ที่ยืนนิ่งไม่ขยับอยู่หน้าห้องตะวันกล้า สองพี่น้องมองหน้ากันอย่างมีคำถาม ก่อนที่ทะนงอาจจะเป็นฝ่ายเดินเข้าไปพูดกับซื่อหนานเอง 

“ทำไมมายืนอยู่ตรงนี้ ไม่เข้าไปข้างในละ” ซื่อหนานตวัดสายตามองทะนงอาจอย่างเย็นชา แล้วตอบเสียงเรียบ 

“ถามน้องชายของมึงดู ว่ามันทำไมไม่ให้เข้าไปในห้อง!” 

“ตะวัน?” เดี๋ยวนะ...น้องชายของเขางั้นหรอ? 

ซื่อหนานมองอีกคนอย่างเย้ยๆ เมื่อทะนงอาจพูดชื่อตะวันออกมา ส่วนธวัตน์ที่ยืนรออยู่ทำหน้าคิดได้ 

“เวรละ! พี่รีบไขกุญแจเร็ว! ไอ้ธนาอยู่ข้างใน!!” ไม่รอช้า ทะนงอาจหยิบกุญแจขึ้นมาไข เขาเป็นเจ้าของรีสอร์ทเขามีกุญแจสำรองทุกห้อง รวมทั้งกุญแจของบ้านใหญ่ด้วย เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นกับแขกหรือคนในครอบครัวของเขา 

ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปแล้วเห็นภาพธนากำลังรังแกตะวันกล้า ธวัตน์เป็นคนแรกที่วิ่งเข้าไปกระชากธนาออกจากตะวันแล้วชกเข้าไปที่หน้าน้องชายสองทีอย่างสั่งสอน ทะนงอาจไม่ห้ามที่ธวัตน์ทำรุนแรงอย่างนั้น สำหรับเรื่องนี้เขาเว้นให้เพราะมันสมควรโดน พี่ชายคนโตเดินหน้าเคร่งเข้าไปคว้าตัวตะวันเข้ามากอดปลอบ และใช้ผ้าห่มพันตัวร่างโปร่งเอาไว้ ตะวันถอนหายใจโล่งอกที่ทุกคนมาได้ทันเวลา พลางเอ่ยขอบคุณเสียงเบากับทะนงอาจ ทะนงอาจพ่นลมหายใจออกมา แล้วมองไปที่น้องชายตัวดีนิ่งขรึมน่ากลัว คราวนี้ธนาทำเกินไป! 

“พอแล้วธวัตน์! ปล่อยมัน!” ธวัตน์หยุดต่อยธนา แล้วผลักร่างน้องชายออกแรงๆด้วยความไม่พอใจ ธนาไม่น่าเกิดมาเป็นน้องเขา มันทำได้แม้กระทั่งขืนใจน้องชายตนเอง ตะวันก็เหมือนคนในครอบครัว แล้วดูสิ่งที่มันทำสิ ระยำซะไม่มี! 

ถุด! 

ธนาพ่นเลือดลงพื้น แล้วมองหน้าพี่ชายอย่างไม่รู้สึกไม่รู้สา กลิ่นเลือดคาวคลุ้งอยู่ในปากไม่ได้ทำให้ธนามีสติขึ้นเลย เขายังคงมีแผนที่สองอยู่ในใจสำหรับจัดการเรื่องของตะวัน เขามีแผนเสมอ เมื่อถูกขัดขวางก็แค่เริ่มแผนใหม่ก็เท่านั้น 

“ในฐานะพี่ ต่อไปนี้แกห้ามเข้าใกล้ตะวันอีก! ฉันว่า...ฉันเชื่อที่ตะวันพูดแล้วจริงๆว่าแกทำลงไปเพราะต้องการเอาชนะ ไม่ใช่ด้วยความรักโง่ๆที่แกพร่ำบอกกับตะวันหรือใคร! ฟังฉันให้ดีนะธนา...ฉันขอไล่แกออกจากเกาะ และยึดบัตรเครดิตของแกทุกใบ ไสหัวกลับเข้าป่าไปซะ!!!” ทะนงอาจยื่นคำขาด ด้วยความหนักแน่น มั่นคง และน่ากลัว เวลาที่พี่ใหญ่ของบ้านโกรธ ไม่มีใครกล้าขัดหรอก 

“ผมไม่ยอมจบแค่นี้แน่!” ธนาทิ้งท้ายเอาไว้ เดินไปคว้าเสื้อของตัวเอง แล้วกระแทกไหล่ซื่อหนานออกไปจากห้อง 

“ไอ้น้องเวร!” ธวัตน์กำลังจะตามไปสั่งสอนน้องชายตัวเลวอีกรอบ แต่เสียงทรงอำนาจของพี่ใหญ่อย่างทะนงอาจเรียกเอาไว้ 

“ไม่ต้องตาม...ฉันมีวิธีสั่งสอนมันที่มันจะต้องจำไปตลอดชีวิต” รอจัดการเรื่องตะวันกล้าเสร็จก่อน เขาจะส่งมือดีไปจัดการกับมันถึงในป่าเชียวละน้องเวร 

ตะวันกล้าเงยหน้าขึ้นมองซื่อหนานที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล แล้วกระตุกยิ้มออกมาเมื่อเดาได้ลางๆว่าซื่อหนานมาที่นี่เพื่อช่วยเขา 

“พวกพี่ออกไปก่อนได้ไหม ผมอยากอยู่กับซื่อหนาน” ตะวันกล้าพูดกับพี่ชายทั้งสองคน 

“แน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไร” ธวัตน์ถาม 

ตะวันกล้าพยักหน้า “อื้ม ไม่เป็นไรแล้ว ผมสบายดีขึ้นมากหลังจากที่พวกพี่จัดการกับธนาให้” 

คนเป็นพี่ยกยิ้มเดินเข้าไปตบหัวตบไหล่น้องชายเบาๆก่อนจะยอมเดินออกจากห้องไปทิ้งให้ฝาแฝดอยู่ด้วยกัน ภายหลังธวัตน์และธนาเดินออกไปแล้วซื่อหนานเลยเดินเข้ามาหาตะวันกล้าแล้วพูดขึ้นอย่างเย้ยๆ 

“ท่าทางแบบนี้น่ะหรอจะเปลี่ยนกับกูแล้วไปทำงานหลอกตาคนในวงการมาเฟียได้?” 

ตะวันกล้าหรี่ตาลงนิดแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะลุกเดินตัวเปลือยไปหยิบผ้าเช็ดตัวมาพันรอบเอวปกปิดกลายช่วงล่าง 

“ถ้าผมได้ฝึกมากกว่านี้ ผมทำได้แน่...” 

“เฮอะ! ไปเอาความมั่นใจโง่มาจากไหน” 

“ไม่รู้สิ รู้แค่ว่ามันมี...และมีมากด้วย” 

“แต่ถึงยังไงกูก็ไม่มีวันร่วมแผนบ้าๆนี่กับพวกมึงเด็ดขาด แผนเล่นขายของของเด็ก...ที่เกือบจะถูกปล้ำแล้วอาจจะ...ท้องเหมือนกูในตอนท้าย...หึ” ซื่อหนานพูดเย้ยหยันก่อนจะหมุนตัวเตรียมจะเดินไปที่ประตู แต่ตะวันกล้าพูดประโยคหนึ่งขึ้นซะก่อน 

“งั้นเรามาแลกเปลี่ยนกัน ผมต้องการเด็กในท้องของพี่ ส่วนพี่....ต้องการแก้แค้นเขาคนนั้น และอำนาจสูงสุดในวงการมาเฟีย ผมทำให้พี่ได้นะ ผมเอาหัวเป็นประกัน...” 

ซื่อหนานหมุนตัวกลับไปจ้องหน้าตะวันกล้า “นี่เป็นแผนของมึงหรือของเขา” 

“ของผมเอง...ผมไม่อยากให้พี่ทำร้ายเด็กในท้อง ถ้าพี่ไม่ต้องการผมจะเลี้ยงเอง ดังนั้น เรามาสลับตัวกันทำหน้าที่ตามที่บอก พี่คลอดเมื่อไหร่ก็กลับไปรับตำแหน่งเป็นมาเฟียอย่างที่พี่ต้องการต่อ พี่ว่าไง” 

ซื่อหนานไม่ตอบแต่เดินเข้าไปใกล้ตะวันกล้า จ้องตาดำขลับคู่นั้นนิ่งแล้วพูดออกมา “โกหก” 

“โกหกอะไร?” 

“มึงคิดว่ากูจะเชื่อมึงง่ายๆหรอ กูไม่ได้โง่!” 

“จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ผมน่ะไม่ติดอะไรอยู่แล้ว ลอยตัวสบายๆจะไม่ช่วยพ่อเรื่องเปลี่ยนตัวก็ไม่เดือดร้อนอะไร แต่พี่นี่สิ...ดูจากท่าทางของพ่อแล้ว เขาคงจะไม่ยอม...และอาจจะมีอะไรบางอย่างที่พี่ต้องการจากเขา เลยไม่กล้าทำอะไรเขาจริงๆจังๆใช่ไหมละ?" 

“...........” พ่อเล่าเรื่องนั้นให้ตะวันกล้าฟังด้วย? ไม่น่าใช่...งั้นก็แปลว่าหมอนี่รู้เอง? 

“แล้วทำไมเราไม่เปลี่ยนมาร่วมกันตามข้อเสนอที่ว่าไปละ แบบนั้นจะไม่วินวินทั้งสองฝ่ายไม่ดีกว่าหรอ?” 

“............” 

“หืม?” 

“มึงนี่มัน...กูประเมินมึงต่ำไปจริงๆ” 

“อื้ม...ผมเองก็ไม่ได้โง่นะ” ตะวันกล้าพูดกวนๆ 

“แต่มึงจะทำทั้งหมดนี้เพื่อเด็กแค่นี้น่ะหรอ” เขาไม่เชื่อหรอกว่าตะวันกล้าไม่มีจุดประสงค์อื่น 

“ใช่” ตะวันกล้าตอบน้ำเสียงจริงจัง 

ซื่อหนานยกแขนขึ้นกอดอก เดินไปนั่งที่เตียงของตะวันกล้าพูดขึ้น “ก็ได้...กูรับข้อเสนอของมึง” 

ตะวันกล้ายกยิ้มกว้างกำลังจะเดินเข้าไปเกาะแขนซื่อหนานแต่อีกฝ่ายดันพูดเรื่องหนึ่งแทรกขึ้นมาก่อน “และมึง...จะต้องแก้แค้น ‘ฮั้นตี้’ ให้กู” 

“ฮั้นตี้?” 

“......” 

ตะวันกล้ามองไปที่ท้องของซื่อหนานแล้วพยักหน้ารับแรงๆ “ไม่ต้องห่วง...ผมปลอมตัวเป็นพี่แล้วเขาไม่มีวันรู้ว่าผมกับพี่สลับตัวกัน ถึงตอนนั้นผมจะจัดการปั่นหัวเขาเอง พี่พอใจไหม” 

“ไม่...มึงต้องฆ่ามันให้กู ทำยังไงก็ได้ให้เต๋อหัวฆ่ามันให้ได้” 

“เดี๋ยวๆ ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าพวกเขาเป็นใคร มีหน้าตาและนิสัยยังไง...” 

ซื่อหนานนิ่งไป ก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วลุกขึ้นยืน “กูจะให้ซือซื่อจัดการเรื่องนี้ ส่วนมึงก็อย่าลืมบอกเรื่องนี้กับพ่อด้วยละ” ขี้เกียจฟังตาแก่นั่นบ่นคนเดียวว่าเมื่อไหร่ตะวันกล้าจะบอกสักทีว่าจะเอายังไง เฮอะ หนวกหู ร่างโปร่งคิดก่อนจะเดินออกจากห้องของตะวันกล้าไป ทิ้งให้ตะวันกล้ายืนยิ้มกริ่มด้วยความดีใจอยู่คนเดียว 

หึๆๆ...สำเร็จ!   

  

 

 

============================ 

อิอิ ตะวันกล้าก็เจ้าแผนการไม่หยอกเนาะ  

ปล.มาดึกแต่มานะ ฝันดีค่าทุกคน  

#ดวงตะวันกับมังกร  

เพจเฟซบุ๊ค>>>ไอเรนเยีย 

 

ความคิดเห็น